ยังไม่ทันที่มื้อเช้าจะเสร็จสรรพเรียบร้อยดี เสียงเครื่องยนต์ก็ดังขึ้นแว่วมาจากหน้าบ้าน
“แม่น่าจะมาแล้ว” พิมเอ่ยขึ้น
ผมหันไปมองหน้าบ้านพลางพยักหน้ารับ ส่วนพลอยลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินออกไปต้อนรับแม่ตัวเองที่หน้าประตูบ้าน พิมเองก็เดินออกไปด้วย ส่วนผมขอจัดการโจ๊กอีกสองสามคำสุดท้าย ก่อนจะลุกเดินตามไป
แม่ยายเดินยิ้มแย้มหิ้วกระเป๋าเดินทางเข้ามา โดยมีพลอยเข้าไปช่วยถือ แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของผมจนต้องขมวดคิ้วด้วยความฉงน คือร่างของเด็กสาวอีกคนหนึ่งที่เดินเคียงคู่มากับแก
เธอเป็นสาวน้อยวัยขบเผาะ น่าจะอายุประมาณ 18-19 ปี ผิวพรรณขาวจัดอมชมพูสว่างกระจ่างใสตามแบบฉบับพันธุกรรมของบ้านนี้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน ดวงตากลมดูใสซื่อ เรือนผมสีดำขลับยาวประบ่า และทรวดทรงองค์เอวที่เริ่มแตกเนื้อสาวสะพรั่งเบ่งบานอยู่ในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์
“ใครอะ...” ผมหลุดปากถามเมียออกไปเบา ๆ ด้วยความงุนงงสับสน
พิมหันมามองหน้าผมแล้วหลุดหัวเราะคิกคักทันที ก่อนจะเอ่ยถามเย้าแหย่
“อ้าว นี่จำยัยพันช์ไม่ได้เหรอ...นี่พี่โจเมาค้างมากเลยนะเนี่ย” พิมเอ่ยบอกด้วยความขบขัน คำเฉลยของภรรยาทำเอาสมองของผมเกิดความปั่นป่วนทันใด
พันช์? พันช์ที่เป็นน้องสาวคนเล็กของพิมเนี่ยนะ ผมเจอเธอครั้งสุดท้ายก็น่าจะเมื่อสองปีก่อน ตอนที่ผมขึ้นไปเยี่ยมบ้านเกิดของเมียที่เชียงรายในช่วงสงกรานต์ ตอนนั้น พันช์น่าจะอยู่ม.4 หรือม. 5 เนี่ยแหละ ยังดูเก้งก้างอยู่เลย
แต่ตอนนี้ พันช์ดูสาวสะพรั่งกว่าที่เห็นล่าสุดอย่างจำแทบไม่ได้ วงหน้าเรียวเล็ก เปล่งประกายด้วยความสวยหวานอมเปรี้ยวดูสะดุดตาอย่างยิ่ง แถมหุ่นของเธอยังเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ชวนมองเป็นที่สุด
