“กูแค่จะบอกว่า…บางทีปัญหาของมึง มันไม่ใช่เรื่องเซ็กซ์” ไอ้กรณ์พูด “แต่มันคือความเคยชิน”
ผมมองหน้ามันเงียบ ๆ เสียงนักร้องบนเวทีเริ่มร้องเพลงใหม่ เสียงเบสหนัก ๆ ดังคลออยู่ด้านหลัง ขณะที่กลุ่มวัยรุ่นโต๊ะข้าง ๆ กำลังยกมือถือขึ้นถ่ายคลิปกันอย่างสนุกสนาน
แต่บทสนทนาของผมกับกรณ์กลับเหมือนถูกแยกออกมาจากโลกวุ่นวายรอบตัว
“เคยชินเมียตัวเองเหรอวะ” ผมงึมงำ
“มึงลองคิดดูดิ” มันพูดต่อ “ของที่เราเห็นทุกวัน ต่อให้มันสวยแค่ไหน สุดท้ายสมองคนเราก็ชิน”
“อืม” ผมตอบรับแล้วนั่งฟังเงียบ ๆ
“เหมือนมึงซื้อรถใหม่ตอนแรก ๆ แม่งล้างทุกวัน จอดก็กลัวโดนขูด มองเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ” มันพูดแล้วหัวเราะเบา ๆ “แต่พอผ่านไปสักสองสามปี มึงก็แค่ขับมันไปทำงาน”
“มึงนี่เปรียบเทียบซะเห็นภาพเลยนะ” ผมพูดแล้วแค่นยิ้ม
“แล้วมันจริงไหมล่ะ”
ไอ้กรณ์ถามแบบไม่ใส่ใจในคำตอบ ผมเองก็ไม่ได้ตอบ เพราะลึก ๆ แล้ว สิ่งที่มันพูดก็จริงทุกอย่าง เพื่อนผมเอนหลังพิงเก้าอี้ สายตามองผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินผ่านโต๊ะเราไป พวกเธอแต่งตัวจัดเต็ม เสียงหัวเราะคิกคักดังมากับสายลมแอร์เย็นเฉียบในร้าน
“มนุษย์แม่งก็เป็นแบบนี้แหละ ยิ่งอยู่ใกล้อะไรนาน ๆ ก็ยิ่งมองไม่เห็นคุณค่าของมัน” มันพูดต่อ ผมหัวเราะในลำคอ
“งั้นมึงจะให้กูทำไงวะ หย่ากับเมียสักปีแล้วค่อยกลับไปจีบใหม่เหรอ” ผมพูดแล้วหัวเราะหึหึ
“ไม่ต้องถึงขนาดนั้น” มันบอก
“แล้วยังไง” ผมถาม
ไอ้กรณ์ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ ตึก ตึก ตึก เหมือนกำลังคิดคำพูดให้ระวังที่สุด ก่อนที่มันจะเอ่ยออกมายาวเหยียด
“ถ้าสมมติว่า มีผู้ชายคนอื่นมามองเมียมึงด้วยสายตาหื่น อยากจะขยำเนื้อขาวๆ ของเมียมึงใจจะขาด ต่อหน้าต่อตามึง แล้วถ้ามึงยอมปล่อยให้ผู้ชายคนนั้นสลับตัวเข้ามาทำหน้าที่แทนมึงบนเตียง มึงต้องยืนดูผู้ชายคนอื่นบีบเค้นสะโพกงอน ๆ ของหน่อย ยืนดูผู้ชายคนอื่นซุกหน้าลงกับหน้าอกอวบ ๆ ที่มึงเคยหวงนักหวงหนา ฟังเสียงเมียตัวเองครางลั่นห้องใต้ร่างของชายอื่น มึงคิดว่านาทีนั้น น้องชายมึงมันจะยังแข็งเป็นก้อนหินนิ่งสนิทอยู่ไหมวะ ไอ้ภาค”
