email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ : ) ผิดพลาดยังไงก็ขออภัยด้วยนะคะ

ในรอยร้าว 8 เรือนดอกไม้...(ซวย)

ชื่อตอน : ในรอยร้าว 8 เรือนดอกไม้...(ซวย)

คำค้น : ร้าย /รัก / โหด / ทรมาน / ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.4k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ก.ค. 2562 22:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ในรอยร้าว 8 เรือนดอกไม้...(ซวย)
แบบอักษร

“ทำไมคะ บอกมุได้อย่าเก็บไว้คนเดียวเลยถ้ามันทำให้คุณเจ็บปวด” ถ้ามันยากที่จะอดกลั้นไว้ก็จงเอ่ยระบายมันออกมาเสียให้หมดซะคนที่ยืนอยู่ตรงนี้จะรับฟังความเจ็บปวดที่หญิงสาวเจอมาเอง แม้ว่ามันอาจจะช่วยไม่ได้มากในทางใจแต่เธอก็หวังว่ามันอาจจะทำให้เธอคนนี้ดีขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย**มืออวบของมุทิตากุมมือของกัณฑ์ธิราอย่างอ่อนโยนแล้วเดินเข้าไปโอบกอดให้ความรู้สึกอบอุ่นแก่ร่างบางไว้ กัณฑ์ธิราที่เข้าใจการกระทำของมุทิตาดีก็กอดร่างอวบแน่นแล้วปล่อยเสียงร้องไห้โฮออกมา 

“ชะ...ช่วยพาฉันออกไปจากที่นี่ทีจะได้มั้ย” กัณฑ์ธิราเอื้อนเอ่ยออกไปร้องขอต่อหญิงสาวตรงหน้า 

“ออกไปจากที่นี่หรอคะ?” 

 

กัณฑ์ธิรา 

พยักหน้าช้าๆ คราบน้ำตาที่มันยังค้างอยู่เรียกความสงสารให้กับคนตรงหน้าได้นัก จนเธอไม่อยากจะปฏิเสธการช่วยเหลือนี้เลย แต่เธอจะทำเช่นไรละ เธอจะต้องทำอย่างไรให้หญิงสาวคนนี้รอดพ้นจากบ่วงครั้งนี้...? จนเธอเผลอทำหน้าลำบากใจขึ้นมาอย่างอัตโนมัติ 

“แต่ไม่เป็นไรหรอกนะ” เธอรู้ดีว่าไม่มีใครสามารถพาเธอออกไปจากสถานการณ์นี้ได้ ได้แต่ยิ้มสู้มันก็เท่านั้น เธอทำมันได้แค่นี้จริงๆ 

มุทิตาที่เห็นรอยยิ้มที่ฝืนทนยิ้มออกมาของกัณฑ์ธิราเพื่อให้เธอสบายใจ ดวงใจเธอก็แทบจะร่วงลงไปอยู่ที่พื้นเพราะมันเป็นการฝืนทนที่เต็มไปด้วยแรงกล้า ยิ้มออกมาทั้งๆที่ตัวเองต้องอดทนกับสิ่งที่ทนแทบจะไม่ไหว แต่เธอคนนี้ก็ทนมันราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ราวกับว่าอีกเพียงนิดเดียว เดี๋ยวเธอก็จะผ่านมันไปได้อย่างนั้น ซึ่งความเป็นจริงแล้วมันจะนานเท่าไรก็ไม่มีใครอาจจะล่วงรู้ได้ 

“มุว่าเราเดินไปดูดอกไม้ตรงโน่นกันดีกว่านะคะ” เบี่ยงเบียนความคิดของหญิงสาวไม่ให้ฟุ้งซ่าน แล้วจูงมือของเธอให้เดินตามตนเองไป 

“ดอกไม้นี้มันเป็นดอกอะไรคะ” มุทิตาที่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้เห็นมาถามหญิงสาวที่ยืนชมดมดอมดอกไม้ที่อยู่ไม้ห่างกัน 

“ดอกเดซี่สีแดงจ๊ะ” หันไปมองตามดอกไม้ที่อยู่ในมือของหญิงสาวอีกคนที่หันมาถามเธอด้วยแววตาที่สงสัยอยากรู้อยากเห็น 

“อ้อ งั้นก็แสดงว่ามันมีสีอื่นด้วยใช่มั้ยคะ” 

“ใช่ แต่ดอกเดซี่แต่ละสีมันก็มีความหมายต่างกันด้วยนะ อย่างดอกเดซี่ที่มุถืออยู่ดอกนี้มันก็ให้ความหมายว่าการที่ตกหลุมรักอย่างไม่รู้ตัว” 

“ถ้าอย่างนั้นความหมายมันก็คงจะเป็นจริงแล้วละคะ” ส่งยิ้มหวานๆให้กับกัณฑ์ธิราที่ยืนอยู่ข้างกันแล้วก้มหน้าสนใจดอกไม้ตรงหน้าต่อเพราะตอนนี้เธอชักจะเริ่มชอบเจ้าดอกไม้ที่มันอยู่ตรงหน้านี้เสียแล้วสิ 

การกระทำของทั้งสองคนตกอยู่ในสายตาของคาร์มิลหมดทั้งสิ้นไม่เว้นแม้แต่ในยามที่หญิงสาวคนหนึ่งร้องไห้แล้วอีกคนก็ปลอบประโลมเธอ เขาเองก็สงสารกัณฑ์ธิราที่ต้องทนอยู่ในสภาพนี้ แต่คนระดับเขาจะไปช่วยอะไรหญิงสาวผู้นี้ได้แม้ดวงใจดวงนี้อยากจะหยิบยื่นมือไปช่วยแทบใจจะขาดแต่ก็ทำไม่ได้ 

“สวยมั้ยคะ?” มุทิตาชูมงกุฎดอกไม้ดอกเดซี่ที่ตัวเองตั้งใจสรรสร้างให้กับหญิงสาวสวยๆคนนี้ได้สวมใส่ 

“สวยมากเลยมุ ไม่ยักรู้ว่ามีฝีมือด้านนี้ด้วย” มันสวยจริงๆมงกุฎดอกไม้ที่มุทิตาทำขึ้น แม้ว่าช่วงที่พันกันมันอาจจะดูยุ่งเหยิงไกบ้างแต่มันก็ยังสวย 

“ก็ไม่มีหรอกค่ะ แค่เห็นคนอื่นพันๆมันเข้าด้วยกัน มุก็ไม่คิดว่ามันจะออกมาแบบนี้เหมือนกัน” ยิ้มอ่อนส่งให้หญิงสาวก่อนจะยื่นมันให้กับกัณฑ์ธิรา หญิงสาวอีกคนเมื่อเห็นว่ามุทิตาทำมันขึ้นให้เธอก็ก้มหัวของตัวเอง เพื่อให้มุทิตาได้ว่างมันลงบนที่ศีรษะของเธอ 

มุทิตาเขย่งเท้าตัวเองขึ้นเล็กน้อยก่อนจะวางมงกุฎดอกไม้ในมือลงที่ศีรษะของหญิงสาว มงกุฎดอกไม้นี้มันชั่งเหมาะกับเธอคนนี้เหลือเกิน 

“นี่อ่ะ ของมุ ฉันทำให้” เธอเองก็อยากจะทำสิ่งที่หญิงสาวให้เธอมากลับคืนบ้างจึงได้นั่งถักพันเกี่ยวดอกไม้ชนิดเดียวกันกับบนศีรษะของตนเองให้คืนแก่มุทิตา 

“สวยจังคะ” มงกุฎดอกไม้ที่อยู่ในมือของกัณฑ์ธิรามันสวยมากสวยกว่าของเธอที่อยู่บนหัวของหญิงสาวเสียด้วยซ้ำ 

“ก้มหัวมาสิ” 

“น่ารักมากมุ” 

“อย่ามาแหย่กันหน่อยเลยคะ มันไม่เข้ากับมุหรอก” ใช่ เธอคิดว่าสิ่งที่มันอยู่บนหัวของตัวเองตอนนี้มันชั่งไม่เข้ากับตัวเองสักนิด ซึ่งต่างจากผู้หญิงตรงหน้าที่ใส่อะไรแต่งแต้มเข้าไปนิดหน่อยก็สวยขึ้นมา แต่ตอนนี้กลับมีรอยช้ำเข้ามาปกปิดผิวขาวเนียนนั้นอยู่ 

“ฉันพูดจริงๆนะ ถ้าไม่เชื่อก็ลองหันไปให้คาร์มิลดูสิ” เธอมองเห็นเขาตั้งแต่มุทิตายื่นมงกุฎดอกไม้ให้เธอแล้ว แม้ว่าชายหนุ่มจะพยายามหลบอยู่ไม่ให้เธอทั้งสองมองเห็นอย่างไร แต่สุดท้ายดวงตานี้มันก็มองเห็นเขาอยู่ดี มุทิตาเองเมื่อได้ยินกัณฑ์ธิราพูดแบบนั้นก็รีบหันขวับ! ทันที 

“นะ...น่ารักดีครับ” ตะกุกตะกักเพราะว่าเขาไม่คิดว่าอยู่ดีๆหญิงสาวจะเรียกชื่อเขา คนที่ยืนหลบอยู่ก็ถึงกับสะดุ้งเลยทีเดียวก่อนจะก้าวเท้าออกมาจากจุดที่ตัวเองยืนอยู่ และสิ่งที่พูดว่าหญิงสาวตรงหน้าน่ารักมันก็คือเรื่องจริง น่ารักทั้งสองคนเลยด้วยซ้ำ 

“เห็นมั้ยมุ ฉันบอกแล้ว” กัณฑ์ธิราหันไปบอกย้ำกับหญิงสาวอีกครั้ง 

“........” มุทิตาไม่ได้ตอบโต้สิ่งใด 

“คุณแอรอนสั่งมาใช่มั้ยคะ” เธอรู้ว่าชายหนุ่มไม่มีทางที่จะมายืนอยู่ตรงนี้แน่หากว่าแอรอนไม่ได้เป็นคนสั่งให้เขามาติดตามดูเธอ 

“ครับ” 

 

ใครสั่งให้เธอมาเดินเล่นแถวนี้กัณฑ์ธิรา 

” เสียงเข้มอันคุ้นเคยดังขึ้นแต่น้ำเสียงของเขานั้นไม่ได้ตะโกนถามหรือตวาดใส่แต่อย่างใดเป็นเพียงเสียงเรียบๆเรียกให้สามคนที่กำลังสนทนากันต้องหันมามองเป็นตาเดียว หลังจากที่กลับมาจากทำงานแล้ว 

เขาก็ตรงมาที่คฤหาสน์ทันทีแต่ทว่ากับไม่พบกับร่างบางจึงถามจากป้ามนแล้วได้ความมาว่าเธออยู่ที่เรือนดอกไม้ สถานที่ที่เขาไม่อยากจะเข้าไปเหยียบมันแม้เพียงปลายเท้า!!! 

“พอดีว่าฉันออกมาเดินเล่นคะ” ตอบออกไปตามความเป็นจริง 

“แล้วไม่มีที่อื่นที่ไม่ใช่ที่นี่หรือไง” การสนทนาของทั้งสองดูเรียบเฉย ส่วนอีกสองคนที่อยู่ด้วยก็ได้แต่ยืนนิ่งๆอยู่กับที่ 

“มุทิตาบอกว่าเธอได้ยินมาว่าที่นี่มีเรือนดอกไม้ฉันเลยอยากมาดูคะ” 

“มุทิตาหรอ?” เป็นยัยผู้หญิงคนนี้อีกแล้ว 

“ค...ค่ะ” มุทิตาที่ยืนเคียงข้างคาร์มิลอยู่ก็ต้องสะดุ้งเพราะชายหนุ่มทวนชื่อของเธอซ้ำ 

“เธอเป็นคนพากัณฑ์ธิรามาหรอ?” เขาก็รู้ดีว่ากัณฑ์ธิราไม่มีทางที่เธอจะเดินมาคนเดียวแน่หากว่าไม่มีใครชักจูงเธอมา 

“ค่ะ” ก้มหน้าตอบคำถามของเขามือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่น กังวลว่าเขาจะไม่ชอบใจหรือเปล่าที่พากัณฑ์ธิราออกมาเดินเล่นเช่นนี้ทั้งๆที่ร่างกายของหญิงสาวก็ไม่ค่อยจะดี กลัวว่าเขาจะคาดโทษเธอที่บังอาจทำให้คนในปกครองของเขาต้องเจ็บป่วยซ้ำสอง 

“คาร์มิลพากัณฑ์ธิราไปพักซะ” เขาหันไปออกคำสั่งแก่คาร์มิลที่ยืนนิ่งอยู่ข้างกัน “คุณกัณฑ์เชิญเถอะครับ” เพราะคำสั่งของแอรอนเขาจึงขัดอะไรไม่ได้ ได้แต่ให้หญิงสาวทำตามในสิ่งที่แอรอนสั่งเท่านั้นสู้อย่าขัดใจเจ้านายจะเป็นดีที่สุด แล้วสายตาก็ส่งไปให้หญิงสาวอีกคนที่ยืนตัวลีบเมื่อพวกเขาต้องจากไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

“แต่คุณแอรอนคะ” อยากจะขอร้องเขาไม่ให้ทำอะไรมุทิตาแต่มันก็คงจะไม่ทันเสียแล้วเมื่อเขาส่งสายตาคมมองกลับมาแล้วใช้เสียงเข้มบอกเธอ 

“กลับไปที่ห้องเธอซะ!” กดน้ำเสียงให้ลงต่ำ น้ำเสียงเด็ดขาด 

“ค่ะ” สุดท้ายเธอก็ต้องทำตามคำสั่งของเขา แล้วเดินจากไปพร้อมกับคาร์มิล ทิ้งมุทิตาไว้ให้อยู่กับแอรอนเพียงลำพัง 

*“ 

ซวยอีกแล้ว 

”* 

เสียงร้องที่มันดังก้องในใจของมุทิตาที่เดาได้เลยว่ามันต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆที่ต้องอยู่เขาแค่สองคน 

 

ยามเมื่อกัณฑ์ธิราและคาร์มิลลับหายไป ดวงใจของเธอก็รู้สึกหวั่นๆอย่างบอกไม่ถูกพูดไม่ออกว่าสถานการณ์ที่เจอตรงหน้ามันจะเป็นอย่างไร เธอรู้สึกจิตใจหวั่นไหวขึ้นมาทันที ไม่รู้ว่าเขาจะมาไม้ไหนอีก แต่ท่าทางตอนนี้แล้วมันคงจะไม่ใช่มาดของเทพบุตรแน่นอนเพราะเขามันไม่เคยมีอยู่ด้วยซ้ำไปจะมีก็เพียงแค่ร่างเดียวเท่านั้นแหละก็คือซาตาน! 

มุทิตาค่อยๆขยับตัวถ่อยห่างออกมาจากแอรอนเมื่อเขาเริ่มมีการเคลื่อนไหว ยิ่งเขาเดินเข้ามาใกล้เท่าไรเธอก็ยิ่งออกห่างเขาเรื่อยๆเท่านั้น การถอยของเธอมันยิ่งทำให้เดินเข้าไปด้านในของเรือนดอกไม้มากกว่าเดิม ซึ่งเขาก็ยังคงสาวเท้าไม่ยอมหยุดจนเมื่อมุทิตาเห็นว่ามีทางที่เธอพอจะวิ่งหลีกออกไปได้จึงออกตัวทันที แต่ทว่ามือหนากลับคว้าแขนของเธอไว้ได้ทัน มันน่าเสียใจนัก ก่อนจะเหวี่ยงเธอลงไปกองอยู่กับพื้น 

“พลั่ก!!” 

“โอ๊ย!!” 

 

เจ็บตัวอีกแล้วเธอต้องเจ็บเพราะเขาอีกแล้ว แต่ครั้งนี้มันเจ็บจนน้ำตาซึมเพราะจุดที่เธอล้มลงไปนั้นมันไม่ใช่พื้นที่ว่างเปล่าแต่มันกลับมีเต็มไปด้วยดอกกุหลาบที่เป็นหนามเต็มไปหมดมันทั้งขีดทั้งข่วนเธอจนเรียวแขนเต็มไปด้วยเลือดซิบๆที่เกาะพล่า น้ำตาเจ้ากรรมก็ซึมอยู่ทั่วกรอบดวงตา จะร้องไห้ก็ร้องไม่ได้เพราะกลัวว่าจะโดนคำด่าออกมาว่า ‘สำออย’ 

“ใครใช้ให้เธอพากัณฑ์ธิรามาที่นี่” ที่นี่มันคือสถานที่ที่เขาเกลียดที่สุดในคฤหาสน์หลังนี้ ไม่อยากแม้แต่จะเข้ามาเหยียบมันแต่วันนี้กลับต้องเข้ามาเพราะมีคนขัดคำสั่ง 

สถานที่นี่มันเป็นที่ต้องห้ามจะเข้ามาได้ก็แค่บุคคลเพียงสองสามคนเท่านั้น แม้จะเกลียดมันแทบขาดใจแต่ก็ไม่เคยปล่อยให้มันรกร้างทุกอย่างในสวนของเรือนดอกไม้นี้เขาจะไม่เกี่ยวข้องมันแม้แต่น้อยจะมีเพียงแค่คนสวนและป้ามนเท่านั้นที่จัดการดูแลมันโดยที่ใครไม่เกี่ยวข้องก็ห้ามเข้ามาเด็ดขาด!!! 

“.........” มุทิตาไม่อยากจะตอบคำถามของคุณตรงหน้าเพราะมันไม่มีเหตุผลเลยที่จะเข้ามาไม่ได้ซึ่งตรงนี้มันเป็นสถานที่สวยๆทั้งนั้นทำไมกันแค่เข้ามาชมความสวยงามแค่นี้มันก็ไม่ได้หรือ 

“ทำไมไม่ตอบมาห๊ะ!!!” เมื่อไม่ได้คำตอบก็ยิ่งเดือดด้านเข้าไปใหญ่ แล้วมือหนาก็จับกระชากมงกุฎดอกไม้ดอกเดซี่สีแดงที่มันอยู่บนศีรษะของหญิงสาวออกมาอย่างไม่คิดว่าเจ้าของที่สวมใส่มันอยู่จะรู้สึกเจ็บหรือไม่เพราะความเกรี้ยวโกรธของเขาที่ทำให้หญิงสาวคนนี้ต้องเจ็บตัวอีกครั้ง 

"พลั่ก!!!" 

ก่อนจะเหวี่ยงมงกุฎดอกไม้นั้นทิ้งไปไกลจนร่างอวบต้องรีบถลาตัวเข้าไปเก็บแต่ยังไม่ทันที่จะไปถึงมันก็โดนเขาจับกระชากกลับมาอีกครั้ง แถมยังล้มซ้ำลงที่เดิมเสียด้วยสิ ครั้งนี้น้ำตาใสที่มันซึมและซ่อนอยู่มันก็ไหลออกมาอย่างอัตโนมัติ แอรอนที่เห็นเช่นนั้นก็เหยียดยิ้มออกมาทันที 

“เธอทำผิดมากรู้มั้ยมุทิตา” เดินเข้ามาจับคางของหญิงสาวเชยขึ้น ทั้งหน้าของเธอมันท่วมท้นไปด้วยรอยน้ำตาเหตุที่เขาต้องคาดโทษเธอขนาดนี้เพราะเขาถือว่ามันหายครั้งแล้วที่หญิงสาวฝ่าฝืน 

“ฉะ...ฉันไม่รู้ว่ามันเข้ามาไม่ได้” เธอรู้มาเพียงแค่ว่าที่นี่มีเรือนดอกไม้ที่ซ่อนยู่หลังคฤหาสน์หลังนี้แต่ไม่ร็เลยว่าจุดๆนี้มันจะเป้นพื้นที่ 

“แล้วทำไมไม่รู้จักถามห๊ะ สมองน่ะมีมั้ยหัดถามก่อนจะทำอะไรสิ! หรือว่าเธอไม่มีมันอยู่ห๊ะ!!!” สะบัดใบหน้าของหญิงสาวให้หลุดจากมือเขาเกลียดคนจำพวกนี้มีสมองแต่ไม่หัดใช้ให้มันมีประโยชน์ ถ้าใช้มันไม่เป็นอย่างนั้นก็อย่ามีมันเลยจะดีกว่ามั้ย? เกิดเป็นคนก็น่าจะคิดไตร่ตรองให้มันมากกว่านี้สิว่าสิ่งที่ทำมันควรหรือไม่ควร!! 

“ขะ...ขอโทษคะ ต่อไปฉันจะไม่เข้ามาที่นี่แล้วหรือคุณจะไล่ฉันออกก็ได้ฉันยินดีถ้าในสิ่งที่ฉันกระทำอยู่มันไม่ถูกต้อง” รวบรวมความกล้าทั้งหมดก่อนจะเอ่ยออกไปอย่างมาดหมั้น ถ้าหากว่าเขาไม่พอใจเธอขนาดนั้นเธอก็พร้อมที่จะออกเสมอเพราะการทำงานในแต่ละครั้งมันก็ต้องมาพร้อมกับความถูกต้องซึ่งเธอก็รู้ตัวเองดีว่าฝ่าฝืนเหตุผลข้อนี้หลายครั้งแล้ว ถ้าเขาจะไล่ตนออกมันก็คงไม่ผิด 

“ฉันไม่ไล่เธอออกหรอกมุทิตา” เขาพูดสิ่งใดออกไปทั้งๆที่ใจนั้นแทบอยากจะทำในสิ่งที่หญิงสาวพูดนัก แต่สุดท้ายก็เลือกเอ่ยสิ่งตรงข้ามออกไปหรือเพราะเห็นว่าเธอคนนี้สามารถที่จะทำให้กัณฑ์ธิรายิ้มออกมาได้กันแน่ถึงยังเก็บไว้ รอยยิ้มของเธอที่มันเลื่อนหายออกไปจากดวงหน้าสวย ตอนนี้เขารู้สึกเช่นไรกับกัณฑ์ธิรากัน? 

ในใจสับสนไปเสียทุกอย่างไม่อาจจะให้คำตอบที่แน่ชัดต่อการตัดสินใจได้หรือเพระกัณฑ์ธิรายังมีประโยชน์ต่อเขาอยู่เลยไม่อยากที่จะทำให้จิตใจของเธอต้องหม่นหมองไปกว่านี้ถึงยอมทำสิ่งนี้เพื่อเธอ 

คนที่ได้ยินอย่างนั้นอย่างมุมิตาก็แทบจะไม่เชื่อหูของตัวเอง ทำไมในยามที่เธออยากจะออกมาจากเขาเช่นนี้แต่เขากลับไม่ยอมให้เธอออกกัน รู้มั้ยว่ามันทรมานทุกครั้งที่ต้องเจอหน้ากันไม่รู้ว่าจะต้องทำหน้ายังไง ทำตัว ทำท่าทางอย่างไรมันถึงจะถูกหูถูกตาเขา ไม่ดูขว้างหูขว้างตา 

การที่ต้องทำงานทั้งๆที่เจ้านายแทบจะเกลียดตัวเองเข้าไส้แบบนี้มันทำใจยากกว่าการที่เพื่อนร่วมงานเกลียดชังเสียด้วยซ้ำไปเพราะบางครั้งที่เราทำอะไรไปมันอาจจะดูผิดไปเสียหมดในสายตาของเขา 

“..........” แม้ว่าจะไม่เข้าใจเหตุผลอะไรแต่ก็ไม่ถามมันเพระกลัวว่าถ้าถามไปอีกเธออาจจะเจ็บตัวมากกว่านี้ และอาจจะได้คำด่ามาแทนคำตอบ สู้อยู่นิ่งๆไม่เอ่ยคำพูดที่มันไปสะกิดต่อมโกรธเขาคงจะดีกว่า 

ผ่านไปสักพักเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้จะพูดสิ่งใดออกมาอีก เธอจึงถือวิสาสะโดยการหยันกายของตัวเองลุกขึ้นหวังเพื่อว่าจะไปทำตามหน้าที่ของตนต่อ แล้วเปิดปากตัวเองเพื่อบอกจุดประสงค์การจากไปจากเขาเพื่อไปทำตามหน้าที่ 

“ถ้าคุณไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ฉันขอตัวไปทำงานต่อนะคะ” พูดได้เท่านั้นก็ก้าวเท้าออกมาทันที ไม่อยากจะยืนอยู่ต่อให้มันเป็นที่รกหูรกตา เมื่อเดินห่างออกมาจากชายผู้นั้น น้ำตาใสที่มันอดกลั้นไว้ครั้งแรกก็ไหลออกมาจนสุดจะห้ามอยู่ ทุกอย่างมันเกินจะอดสู้ ยามก้าวเดินออกไปมือทั้งสองข้างก็ต้องยกขึ้นมาเพื่อปิดกลั้นเสียงสะอื้นไห้ ยามที่ก้าวเท้าเข้ามา เธอก้าวเข้ามาด้วยความสดใสแต่ทำไมเล่ายามเมื่อเดินออกไปมันกลับหม่นหมอง...? 

“โธ่เว้ย!!!!” 

เมื่อมุทิตาเดินจากไปทิ้งให้เขาที่ยังคงสับสนกับความรู้สึกของตัวเองต้องว้าวุ่นใจใช้เท้าเตะกวาดดอกไม้ที่มันไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแม้แต่น้อยกระจัดกระจายเต็มไปหมด ตอนนี้เขาสับสนความรู้สึกของตัวเองเขาต้องการอะไรจากกัณฑ์ธิรากันมันจะเป็นหนี้สินที่ค้างคากันอยู่หรือความรักที่อยากจะมีให้เธอ 

สิ่งที่ทำมันทั้งหมดมันใช่เพื่อเธอผู้นั้นใช่หรือไม่ ทั้งหมดมันคือความรู้สึกอะไรกันแน่หรือมันจะแปรเปลี่ยนเป็นรักเสียแล้ว โดยที่เขาเองก็ไม่อาจจะรู้ตัวได้เลย 

มาเเล้วจ้าา 

ฝากเม้นฝากไลค์ด้วยนะคะ 

ความคิดเห็น