email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ : ) ผิดพลาดยังไงก็ขออภัยด้วยนะคะ

ในรอยร้าว 3 เหตุร้าย

ชื่อตอน : ในรอยร้าว 3 เหตุร้าย

คำค้น : เเค้น / ร้าย /รัก / โหด / ทรมาน / ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.5k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ก.ค. 2562 22:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ในรอยร้าว 3 เหตุร้าย
แบบอักษร

 

“ฮัลโหลค่ะ...” 

“มุ มุรู้จักผู้หญิงคนนั้นด้วยหรอ” นาธินันท์ที่เห็นทั้งสองยืนคุยกันก็เกิดข้อสงสัย ว่าทั้งสองนั้นรู้จักกันตั้งแต่เมื่อไร 

“รู้จักสิพอดีว่า คุณกัณฑ์เธออยู่ในบ้านที่มุไปทำงานน่ะเราสนิทกันด้วยนะ” เธอคุยโม้ไปนิดนึงก็จะมีใครไม่อยากจะมีคนที่สนิทเป้นคนสวยล่ะ 

“อ้อ แล้วเธอใจดีมั้ยล่ะ” 

“ก็ดีนะ แต่ว่ามุไม่ค่อยเห็นคุณกัณฑ์เขาพูดเท่าไรหรอก” 

“นี่ เธอรู้จักคุณคนสวยคนนั้นด้วยหรอ ระดับคนอย่างเธอเนี่ยนะ” อยู่ดีๆเสียงของผู้ชายที่ยืนเหงี่ยหูฟังอยู่ข้างๆดังขึ้นเพราะไม่คิดว่าคนอย่างมุทิตานั้นจะรู้จักคนระดับสูงอย่างกัณฑ์ธิราได้ 

“ใช่ แล้วจะทำไม คนอย่างฉันนี่มันรู้จักคนรวยๆบ้างไม่ได้รึไง” 

“ก็ใช่นะสิ ระดับล่างอย่างพวกเธอแค่ได้เกาะไอวัฒน์เป็นเพื่อนมันก็บุญแล้วนะ ปลิงอย่างพวกเธอนี้อยู่ไปมันก็แย่งอากาศคนอื่นหายใจหมด” ชายหนุ่มตรงหน้านี้กำลังดูถูกหญิงทั้งสอง 

“ไปกันเถอะมุ อย่ามัวไปเสวนากับคนประเภทนี้เลย” เธอเคยเจอคนนี้หลายครั้งแล้วและจำได้ว่าเขาเป็นเพื่อนอีกกลุ่มนึงของอธิวัฒน์ แล้วในแต่ละครั้งที่เจอก็ทำท่าคล้ายกับว่าพวกเธอเป็นตัวประหลาด สงสัยบ้านคงจะรวยมากสินะถึงมองคนอื่นได้เหยียดหยามอย่างนี้ 

“อืม” เธอเองก็ไม่อยากพูดมากให้เปลืองน้ำลายเหมือนกัน 

“จะรีบไปไหนล่ะ จะไปเกาะแข่งเกาะขาไอวัฒน์มันรึไง ฉันเห็นมันแทบจะประเคนทุกอย่างให้อยู่แล้วนะ เลิกยุ่งกับมันสักทีเถอะเห็นแล้วมันรำคาญตาว่ะ คนอย่างพวกเธอจะเอาอะไรเทียบชั้นกับมันได้ อย่างดีก็คงเป็นแค่ปลิงคอยดูดเลือดมันกินเท่านั้นแหละ” 

“ใช่มันก็จริงที่ผู้ชายคนนั้นพูด แต่พวกเธอไม่ใช่ปลิงเสียหน่อยแถมสิ่งของที่เขาพูดถึงพวกเธอก็ไม่ได้เลยสักชิ้นนึง” 

เสียงที่มันค้านร้องพูดอยู่ภายในใจของมุทิตาและนาธินันท์ร้องออกมาว่ามันเป็นความจริง หากว่าพวกเธอไม่ได้ทุนในการเรียนต่อก็คงไม่ได้เข้ามาเรียนในมหาลัยแห่งนี้แน่นอนเนื่องด้วยสถานะ 

แต่มันผิดกับสถานะของอธิวัฒน์ที่เป็นทั้งหนุ่มรูปงามกิจการทางบ้านก็เป็นเจ้าของโรงพยาบาล พ่อก็เป็นถึงอาจารย์หมอควบไปด้วยตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลแต่เขานั้นกลับเลือกที่จะเรียนต่างออกจากไปแม้ว่าจะไม่ได้เป็นหมอแต่มันก็ยังเป็นหน้าที่ที่คล้ายกันคือการช่วยเหลือคน... 

ตัวเขาชั่งมีความแตกต่างจากพวกเธอเสียเหลือเกินราวกับฟ้าและเหวด้วยทั้งความเป็นผู้นำและกล้าที่จะแสดงสิ่งที่คิดออกมา มันกลับตรงกันข้ามกับพวกเธอในหลายๆอย่าง แต่ใครจะรู้ว่าอธิวัฒน์หาได้สนใจสถานะและความคิดนั้นไม่ ซึ่งยังไงต่อให้ใครมาว่าเช่นไรพวกเธอก็ยังจะคงเป็นเพื่อนกันเพราะค่าของความเป็นเพื่อนมันไม่ได้วัดค่ากันแค่ในทางสถานะภาพความเป็นอยู่ในชีวิตหรือสังคม หากเราเชื่อใจและไว้ใจใครคนนั้นได้นั้นแหละถึงเหมาะสมแก่การเป็นเพื่อนกันโดยแท้ 

“แล้วยังไง เป็นเพื่อนกันมันต้องวัดค่าความเป็นเพื่อนที่ความเป็นอยู่ของบ้านหรือไง บ้านต้องรวยเท่านั้นหรือถึงคบกันเป็นเพื่อนได้ ฉันไม่เหมือนนายหรอกนะที่เลือกคบเพื่อนเพื่อหวังผลประโยชน์ของตัวเอง ก่อนที่จะว่าคนอื่นก็หัดหันย้อนมองดูตัวเองบ้างนะว่าใครกันแน่ที่เป็นปลิงของแท้! ความรู้ที่เรียนมามันไม่ได้ช่วยกลั่นกรองความคิดก่อนจะพูดเลยหรือไง” มุทิตาก็อดที่จะพ่นคำพูดออกมาไม่ได้ เธอไม่เข้าใจว่าเขาใช้ตรรกะอะไรคิดถึงตัดสินเช่นนั้น 

“นี่เธอ ว่าใครเป็นปลิงห๊ะ” 

“ใครมันร้อนตัวก็คนนั้นแหละ อย่าคิดว่าฉันจะกลัว ทุกคนมีมือมีเท้าเหมือนกันทุกคน อย่าสักแต่ว่าตัวเองเก่งมาจากไหนแล้วจะมาพูดแบบนี้กับใครก็ได้” มุทิตาพูดย้ำชายหนุ่มคนนั้นอีกครั้งแม้จะจนแต่ก็ไม่เคยหยามเกียรติใคร 

“ฉันไม่รู้ว่านายเป็นอะไรกับพวกเรา แต่ขอร้องต่างคนต่างอยู่เถอะ เพราะพวกฉันไม่ได้ไปเผาบ้านนายแน่นอน เก็บความอคติกับสถานะคนอื่นไว้เถอะ และจำไว้ว่าอย่าไปดูถูกคนอื่นแบบนี้อีก แม้ว่าสถานะจะไม่เท่าเทียม แต่สถานะสภาพทางสิทธิของสังคมมีเท่าเทียมกันแน่นอน สิ่งที่นายพูดออกมาพวกฉันสามารถที่จะแจ้งความนายได้ด้วยซ้ำในข้อหาหมิ่นประมาท” นาธินันท์ก็เสริมในคำพูดเพื่อให้ได้คิดว่าอย่ามาว่าหรือดูถูกใครแบบนี้เพราะเขาอาจจะไม่ได้เจอคนแบบพวกเธอ แม้จะเป็นเพื่อร่วมรุ่นกันแต่นิสัยอย่างนี้คงรับไม่ไหว 

อธิวัฒน์ที่สังเกตเห็นเหตุการณ์นี้อยู่นานแต่ก็ไม่ค่อยได้ยินสิ่งใด จนเมื่อสถานการณ์มันไม่ค่อยดีจึงเดินเข้ามาดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ 

“มีอะไรรึเปล่ามุ” 

“ไม่มีอะไรหรอก แต่ช่วยบอกผู้ชายคนนั้นด้วยนะว่าอย่าเที่ยวแต่ว่าคนอื่นไม่ดูตัวเอง ไปกันเถอะนา ไม่อยากหายใจร่วมกับคนประเภทนี้” ว่าจบก็เดินจากไปจากจุดนั้น 

“แกไปพูดอะไรกับมุไอพล” เขาเห็นมาถามเพื่อนที่ดูเหมือนว่าจะเป็นคู่กรณีของหญิงสาว 

“ฉันก็ไม่ได้พูดอะไรมากหรอก แต่แกระวังไว้เถอะพวกนั้นมันจะหลอกแกเอา ฉันเตือนด้วยความหวังดี” เดินมาตบบ่าอธิวัฒน์เบาๆเสมือนว่าสร้างความเชื่อถือและสร้างสถานการณ์คล้ายว่าตนเองนั้นไปรู้สิ่งใดมา 

“เธออย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้ว่าเมื่อกี้เธอคุยกับใคร” 

 

“ฉันก็แค่คุยธุระนิดเดียวเท่านั้นค่ะ” 

 

“อย่ามาโกหกกัณฑ์ธิรา ฉันรู้ว่าพ่อเธอโทรมา” 

 

“ไม่ค่ะ ไม่ใช่คุณพ่อ” 

 

“เธอยังกล้าโกหกอีกหรอ เธอน่าจะรู้นะว่าฉันทำมันได้ทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่...พ่อของเธอ” 

 

“คุณจะทำอะไร อย่ายุ่งกับคุณพ่อเลยนะคะ ปล่อยท่านไปเถอะ” 

 

“ถ้าฉันรู้ว่าเธอคิดจะทำอะไรอีก เตรียมตัวรอดูศพพ่อเธอได้เลย” 

 

“ฉันจะไม่ทำอะไรนอกเหนือสิ่งที่คุณสั่งค่ะ ฉันสัญญา คุณอย่าทำอะไรคุณพ่อนะคะ ฉันขอร้อง” 

 

หลังจากแอรอนกดตัดวางสายแล้ว กัณฑ์ธิราก็ยังคงนิ่งกับคำพูดของเขา เขารู้ได้ยังไงว่าบิดาของตนโทรมาหา เขารู้ได้อย่างไร คำขู่ที่ชายหนุ่มทิ้งไว้ให้เธอกลัวมันทำให้ดวงใจคิดไม่ตก เธอเป็นห่วงบิดาเหลือเกินเกรงว่าแอรอนจะทำในสิ่งที่พูด 

“ฉันต้องทำยังไง ฉันต้องทำยังไง” เสียงนี้ยังคอยเตือนตรอกย้ำภายในหัวใจอยู่หลายๆครั้งเธอกลัวเหลือเกิน เมื่อไรเวรกรรมครั้งนี้มันจะหมดสิ้นกันไปเสียที ทุกวันนี้ไม่มีสิ่งใดเลยที่ทำให้เธอมีความสุขมีเพียงแต่ทุกข์เท่านั้นที่ครองดวงใจดวงช้ำนี้อยู่ 

ตกเย็นดวงสุริยันลับขอบฟ้าดวงจันทราขึ้นมาสาดแสงเยี่ยมเยียนเหล่าค่าย พร้อมบนท้องฟ้ายังมีดาวดวงน้อยดวงใหญ่ไม่ว่าจะจับกันเป็นกลุ่มหรืออยู่อย่างโดดเดี่ยวก็พยายามจะแข่งกันฉายแสงเพื่อให้แสดงเห็นว่าตนนั้นก็มีตัวตนเช่นเดียวกันกับดาวดวงอื่น แม้ว่าจะไม่ได้หมายถูกจดจำแต่ขอแค่ถูกมองแล้วรู้ว่ามีอยู่ก็เพียงพอ ซึ่งในตอนนี้มันก็มีอยู่อย่างเต็มระยิบระยับทั่วท้องอัมพร 

ในค่ำคืนนี้ทุกคนมาร่วมตัวกันที่ลานดินหลังจากที่ทำธุระของตนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เปลวไฟที่ใช้ในการก่อให้เกิดแสงสว่างก็ลุกโชนขึ้นพร้อมทั้งยังคอยช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บในยามที่น้ำค้างลงในตอนกลางคืนให้แก่ใครหลายๆคน กิจกรรมในตอนกลางคืนถูกจัดขึ้นก่อนที่พรุ่งนี้ทุกคนจะต้องออกโรงไปช่วยชาวบ้าน เสียงเพลงค่อยๆคล้อยล่องลอยตามสายลมเย็นมาอย่างแผ่วเบา 

เสียงดีดกีต้าร์การลงนิ้วในเส้นสายให้ความรู้สึกสุขสบายกับทุกคน หรืออาจจะเปลี่ยนแนวเป็นการโยกย้ายไปตามจังหวะเพลง โดยบุคคลที่ปล่อยเสียงอันไพเราะนั้นก็คงไม่พ้นอธิวัฒน์ที่ข้างๆมีหญิงสาวรายล้อมอยู่หลายคน แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินปล่อยใจไปเลยเปลื่อยตามจังหวะดนตรี แต่เสมือนว่ามันอาจจะไม่ใช่กับทุกคนนัก 

“นา มุปวดท้องอ่ะ” เธอหันไปบอกนาธินันท์ที่นั่งฟังเพลงอยู่ข้างๆ ไม่รู้ว่าจะมาเกิดปวดอะไรขึ้นมาตอนนี้บรรยากาศมันกำลังดีแท้ๆ 

“.......” นาธินันท์ไม่ได้ยินเสียงของมุทิตาเพราใจของเธอมัวแต่ล่องลอยไปไกลเพราะใครบางคนทำให้มันต้องเป็นเช่นนี้ 

“นา มุปวดท้อง” เธอเรียกเพื่อนเป็นครั้งที่สอง ไม่รู้ว่าใครเหม่อลอยไปไหนไกลถึงเรียกแล้วไม่ได้ยิน 

“.......” 

“นา ไปห้องน้ำเป็นเพื่อนหน่อยมุปวดท้อง” ครั้งนี้เธอเขย่าแขนเพื่อนสาวเบาๆ จนทำให้เธอรู้สึกตัว 

“อะ...อะไรมุ” 

“เป็นอะไรนา เรียกตั้งสามรอบไม่ได้ยิน” 

“แล้วมุมีอะไรล่ะ” 

“มุปวดท้อง ไปห้องน้ำเป็นเพื่อนหน่อยนะ” 

“อ่อ ได้สิ ได้” 

หญิงสาวทั้งสองหลีกออกไปจากลานดินเพื่อไปเข้าห้องน้ำที่อยู่อีกฟากนึงของค่าย แม้ว่าจะไปได้ไกลออกไปมากแต่พื้นที่ตรงนั้นก็เห็นจะมีเพียงแสงสลัวๆจากกองไฟที่ก่อจากลานดินแล้วส่องมาให้แสงเท่านั้น 

“เร็วๆนะมุ มันมืด” เธอยืนรอมุทิตาอยู่ด้านนอก ริมข้างทางที่เดินมามันก็มืดเปลี่ยวไม่มีแสงไฟเป็นป่าเขาเพราะด้วยความที่ยังอาจจะอยู่ห่างไกลจากความเจริญนักคนที่นี่จึงนิยมใช้การก่อไฟในการให้แสงสว่าง 

“โอเค” 

‘กึก!’ 

เธอยืนรอมุทิตาสักพักก็ได้ยินเสียงนั้นทำให้นาธินันท์หันขวับ! ไปมองหาที่มาของเสียง แต่สิ่งที่ได้กลับไม่พบสิ่งใดแต่ทว่ากับมีเพียงเงาสีดำตะคุ่มๆอยู่ตรงหลังต้นไม้ใหญ่ที่ไกลห่างออกไป เมื่อเห็นเช่นนั้นเธอจึงหันกลับมาทางเดิมแล้วเร่งบอกให้มุทิตานั้นรีบเร่งทำธุระให้เสร็จเพราะไม่รู้ว่าตรงนั้นมันจะมีอะไรโผล่ออกมารึเปล่า 

“มุเสร็จรึยัง” 

“เสร็จแล้วๆ” 

“ทำไมดูรีบจังเลยล่ะ” เธอเห็นว่านาธินันท์ดูรีบร้อนแปลกจึงสงสัย 

“นาเห็นอะไรไม่รู้เป็นเงาตะคุ่มๆตรงนั้น เรารีบไปกันเถอะ” 

“โอเคได้ๆ ไปเถอะ” เดินออกมาแล้วแต่สายตาที่น่าสงสัยของมุทิตายังสอดส่องไปยังจุดที่นาธินันท์บอกอยู่ ก่อนที่ทั้งสองจะเดินเข้ามาร่วมวงกับคนอื่นๆโดนที่ไม่ได้สนใจอะไรอีกเลย 

เช้ารุ่งขึ้นในวันถัดไป ตะวันฉายแสงจ้าเมฆหมอกที่กระทบในแสงอาทิตย์ในยามเช้าสีเหลืองทองอร่ามยิ่งมองจากจุดสูงๆทำให้เสมือนว่ากำลังมองทะเลหมอกที่กำลังเคลื่อนผ่านไปยังที่ใดที่หนึ่ง เคลื่อนคล้อยลอยตามกันไปเรื่อยๆ...เรื่อยๆ 

เช้าวันนี้ 

ทุกคนในค่ายออกมาร่วมตัวกันในลานดินที่นัดเป็นจุดรวมพลเพื่อกระจายงานกิจกรรมที่ต้องทำกันภายในวันนี้ ทั้งการแจกข้าวของผ้าห่มเสื้อกันหนาว การแจกยาเพื่อรักษาโรคภัยและการตรวจดูแลอาการของผู้ป่วยตามบ้านต่างๆอย่างใกล้ชิด 

“วันนี้เราจะเริ่มแจกข้าวของเสื้อผ้า ผ้าห่ม ยา และตรวจดูแลชาวบ้าน โดยแยกออกเป็นกลุ่มใหญ่สามกลุ่มแล้วจะมีแยกย่อยออกไปอีกตามที่หัวหน้ากลุ่มจัดไว้ ดังนั้นทุกคนคงรู้แล้วนะครับว่าตัวเองถูกจัดอยู่ในกลุ่มหมวดไหน” 

“ค่ะ/ครับ” 

จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไปตามจุดตำแหน่งของตัวเองและทำหน้าที่ได้รับมอบหมาย 

“คุณกัณฑ์ ไม่ทราบว่าจะไปไหนหรอครับ” อธิวัฒน์เดินเข้ามาถามเพราะเห็นว่าหญิงสาวกำลังจะเดินไปไหนสักที่หนึ่ง 

“พอดีว่าฉันจะไปด้านนั้นน่ะค่ะ ฉันอยากจะไปกับมุทิตา” เธอกำลังจะเดินไปหาทางด้านที่มีมุทิตาอยู่ 

“ไปกับมุหรอครับ” 

“ใช่ค่ะ ฉันไปได้มั้ยค่ะ” 

“อ่อ ได้สิครับแต่เหมือนว่ากลุ่มของมุจะมีแค่สี่คนรวมคุณด้วย ผมว่าเอาบอดี้การ์ดคุณไปด้วยดีมั้ยครับ” เพราะความที่มีกันเพียงแค่สามคนแถมยังเป็นหญิงทั้งสามอีก หากเอาชายร่างหนาไปด้วยคอยช่วยดูแลหรือถือของคงจะสะดวกกว่า 

“มุว่าคุณกัณฑือย่าไปเลยดีกว่านะคะ มันลำบาก” 

“นั้นสิค่ะ” นาธินันท์เสริม 

“อ่อ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เราตรวจกันแค่บริเวณหมู่บ้านเองนี่ค่ะ” 

“อ่อ ได้ครับ แต่ถ้ามีอะไรเรียกผมได้เลยนะครับ” อธิวัฒน์ที่ยืนฟังด้วยบอกกับกัณฑ์ธิรา ก่อนจะหันไปบอกกับมุทิตาฝากฝังหญิงสาวไปด้วยอีกคน 

“ฝากคุณกัณฑ์ด้วยนะมุ” 

“โอเคจ้ะ ไปกันเถอะค่ะคุณกัณฑ์ ไปกันนา ไปกันหมอปัจ” ทั้งสามสาวกับอีกหนึ่งหนุ่มเดินเท้าเข้าไปภายในหมู่บ้านเพื่อตรวจตราและสอบถามอาการและจ่ายยาให้แก่ชาวบ้าน 

“สวัสดีครับ คุณป้ามีอาการเป็นยังไงบ้างครับ” หมอหนุ่มปัจธมะถาม 

“รู้สึกป่วยหัวนิดหน่อยนะจ๊ะ เวียนหัวหน่อยเวลาลุกขึ้นเร็วๆ” 

“อาการคล้ายจะหน้ามืดใช่มั้ยครับ” 

“ใช่จ้ะ” 

“ถ้างั้นผมแนะนำให้คุณป้าดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนเยอะๆนะครับเพราะอาการเหล่านี้น่าจะเป็นผลพวงมาจากการที่คุณป้าพักผ่อนน้อย เดี๋ยวผมจะให้ยาไปทานคู่ไปกับต้องดูแลตัวเองด้วยนะครับ” 

“คุณมุช่วยจัดยาให้ด้วยนะครับ” 

“ค่ะหมอ” 

“นี่ค่ะป้า ทานทุกวันหลังอาหารครึ่งชั่วโมงนะคะ เช้า-เย็น ห้ามขาดจนกว่ายาจะหมดนะคะ” เธอบอกเวลาการทานยาให้กับป้าอย่างละเอียดก่อนจะขอตัวเพื่อไปตรวจบ้านอื่นต่อ 

“พวกเราไปก่อนนะคะ อย่าลืมที่บอกไว้นะคะ” 

“จ๊ะ” เหล่ามุทิตาลาป้าผู้นั้นก่อนจะเดินออกมาเพื่อไปตรวจที่อื่นต่อ 

“เป็นยังไงบ้างค่ะคุณกัณฑ์ อึดอัดรึเปล่าค่ะ” 

“สนุกดีออกจ๊ะ” เธอยิ้มให้กับมุทิตาที่เอ่ยถามว่างานครั้งนี้เป็นเช่นไรบ้าง 

มุทิตาเองก็ยิ้มให้กับหญิงสาวก่อนที่กัณฑ์ธิราจะถามว่าเธอมาที่นี่กี่ครั้งแล้ว 

“มุมาที่นี่เป็นครั้งที่สี่แล้วล่ะคะ นาก็มาสี่ครั้งเหมือนกันนะคะ” 

“จริงหรอคะ คุณนา” 

“จริงค่ะแต่คุณกัณฑ์เรียกว่านาเฉยๆเหมือนมุดีกว่านะคะ” 

“ก็ได้จ๊ะ แล้วทำไมถึงมากันตั้งสี่ครั้งเลยล่ะ มันจัดทุกปีหรอ” 

“ใช่ค่ะ โครงการนี้จะมีขึ้นทุกปีเพื่อช่วยเหล่าผู้ที่ประสบภัยหนาวหรือขาดแคลนพวกการรักษาจากแพทย์ดีๆ พวกเราจึงต้องขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้เขากันค่ะ แม้ว่าเวลาขึ้นมามันอาจจะยากหน่อยแต่พอแลกกับความสุขของคนที่นี่แล้วก็สุขใจดีค่ะ ถือว่าคุ้มทีเดียว” มุทิตาเอ่ย 

“ดีจังเลยนะคะ” 

“ค่ะ มันดีมากเลยล่ะค่ะ” หญิงสาวส่งยิ้มให้ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านอีกหลังที่ต้องมาตรวจสภาพของร่างกาย 

“สวัสดีค่ะลุง เป็นยังไงบ้างค่ะ” เธอยังจำลุงคนนี้ได้เพราะเมื่อปีที่แล้วเธอก็เข้ามารักษาลุงเขา จากที่เห็นเมื่อปีที่แล้วกับปีนี้ถือว่าลุงนั้นดูแข็งแรงขึ้นมาก 

“ผมขอตรวจหน่อยนะครับ” ปัจธมะรีบแจ้งถึงการมาทันที 

“อัตราไขมันในเลือดต่ำลงแล้วนะครับเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ถือว่ากำลังดี แต่คุณลุงก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมันนะครับเพราะมันอาจจะทำให้เส้นเลือดอุดตันได้ คือคุณลุงจะต้องหันมาทานอาหารจำพวกเนื้อไก่เนื้อปลาแทนเนื้อหมูเพราะว่าไขมันในเนื้อไก่และปลานั้นมีน้อยกว่าในหมูและเนื้อนะครับ” 

“ครับหมอ แล้วลุงต้องทำอะไรอีกมั้ยล่ะนิ” 

“คุณลุงสามารถออกกำลังกายได้ครับเพื่อเป็นตัวช่วยในการสลายไขมันแต่ก็อย่าหักโหมเกินไปนะครับ” 

“โอว้ ได้เลยครับหมอ แต่ลุงยังฟิตปั๋ง! อยู่เลยนะ” ลุงยกแขนเป่งโชว์กล้ามให้หมอหนุ่มและเหล่ากัณฑ์ธิราที่นั่งอยู่ด้วยดู แล้วเสียงหัวเราะน้อยๆก็หลุดออกมาร่วมกันเพราะไม่คิดว่าคนที่ร่างกายไม่แข็งแรงเมื่อปีที่แล้วจะแข็งแรงจนเล่นมุขได้ขนาดนี้แล้วแถมยังยกแขนที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัดน้อยขึ้นมาให้ดูอีก 

“เอาเถอะครับ แต่ยังไงคุณลุงก็อย่าหักโหมมากนะครับ” 

“ครับหมอ” 

“เดี๋ยวผมจะให้ยาไว้เหมือนเดิมนะครับ ทานตามที่เคยบอกไว้เลยนะครับ” 

“ครับ” 

การตรวจรักษาคนภายในหมู่บ้านเป็นไปด้วยดีไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น แถมชาวบ้านบางรายยังอาการดีขึ้นมากจากการมาครั้งที่แล้ว หากพยายามหมั่นรักษาวินัยในการรับประทานยาก็อาจจะหายขาดได้อย่างแน่นอน 

“หมอๆ หมอครับ หมอ!!!” 

เสียงปริศนาที่ดังมาจากทางลงเขาที่ชาวบ้านมักจะขึ้นกันไปเพื่อไปหาของป่ามาประกอบอาหารในการยังชีพ แต่การขึ้นไปบนนั้นทุกครั้งก็ไม่ได้ไปรุกล้ำพื้นที่เขตป่าสงวนอย่างไร ทำให้ทุกคนที่เพิ่งออกมาจากบ้านหลังที่อยู่ไกลสุดจากหมู่บ้านต้องตกใจและหันมองตามเสียงที่ขานเรียกกันใหญ่ 

ชายคนนั้นที่วิ่งลงมาด้วยสีหน้าที่แตกตื่นคล้ายกับมีเรื่องร้ายแรง 

“มีเรื่องอะไรหรือครับ” ปัจธมะถามชายคนนั้นด้วยความสงสัยเพราะสีหน้าเขาบอกได้ว่ามีเรื่องร้อน 

“ช่วยด้วยครับ ช่วยด้วย” 

“ใจเย็นๆนะครับ จะให้ผมช่วยอะไร” 

“ช่วยด้วยครับ พวกผมเข้าไปหาของป่าแล้วเพื่อนผมมันเกิดพลาดลื่นตกลงมาตอนนี้ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไงบ้าง มันยังไม่ฟื้นเลย หมอช่วยไปดูหน่อยนะครับ” ด้วยทางที่เป็นทางลาดลงเขา แถมเมื่อคืนยังมีฝนตกลงมาอีก ทำให้หน้าดินเปียกชุ่มทำให้ลื่นและเกิดพลาดเสียลงมาได้ 

“ได้ครับได้ แต่เดี๋ยวผมจะต้องแจ้งทางค่ายก่อนนะครับ ถ้าอาการหนักอาจต้องส่งตัวไปที่โรงพยาบาลในเมือง” เขาหมายจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อแจ้งทางค่ายให้ทราบแต่ทว่าช่วงเวลาเร่งรีบเช่นนี้กับไม่มีสัญญาณเพียงแม้แต่ขีดเดียวอาจเป็นเพราะเมื่อคืนฝนตกลงมาเลยทำให้สัญญาณขาดหาย 

“แล้วไม่มีสัญญาณอะไรตอนนี้” หมอหนุ่มพูด 

“งั้นเราจะไปที่ค่ายกันก่อนมั้ยค่ะ” นาธินันท์ถามขึ้น 

“ผมว่ามันไม่ทันหรอกครับค่ายกับที่นี่มันห่างไกลกันเกินไป ถ้าหากย้อนกลับไปจะทำให้เราเสียเวลาเปล่า” 

“งั้นกัณฑ์ว่าเรารีบไปเถอะค่ะ เดี๋ยวจะไม่ทันเอา” ในเมื่อไม่มีสัญญาณในโทรศัพท์ก็ควรรีบไปเพราะหากเสียเวลามากกว่านี้คนเจ็บอาจแย่ 

“ยังไงมันก็ต้องมีคนไปรายงานสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้นะคะ” มุทิตากล่าว 

“งั้นเดี๋ยวผมอาสาเองครับ” ชายคนนั้นอาสาที่จะเดินเท้าไปยังหมู่บ้านที่ห่างไกลออกมาเพื่อไปบอกแก่คนในค่ายให้เตรียมพร้อมรับคนเจ็บ 

“งั้นคุณบอกเส้นทางสถานที่ที่เพื่อนคุณลื่นตกเขามาเลยครับ” ปัจธมะฟังเส้นทางที่ต้องไปจากชายผู้นั้นอย่างละเอียด เห็นทีว่าจะต้องเดินลงไปในทางที่รุงรังและหน้าดินที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน 

“โอเคครับงั้นไปกันเลย ผมฝากคุณด้วยนะครับ” นัดแนะกันเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางไปตามเส้นทางที่ได้รับรู้มาทันที ฝีเท้าที่รีบเร่งก็ต้องเร่งให้ทันและเร็วขึ้นอีกเพื่อคนเจ็บที่รออยู่ 

ทั้งสี่เดินเท้าเข้าไปภายในป่า ที่มันเริ่มจะลึกขึ้นเรื่อยๆ แถมทางนั้นยังรุงรังและเดินได้อย่างลำบาก ด้วยหน้าดินที่เปียกจากฝนตกจึงทำให้การทรงตัวในการเดินบนนี้มันจึงยากกว่าปกติแถมยังต้องเกร็งเท้าเพิ่มขึ้นเพื่อก้าวข้ามไปแต่ละจุด 

“หมอ อีกไกลมั้ยค่ะกว่าจะถึง” มุทิตาถามหมอหนุ่มที่เดินนำหน้าตรวจดูเส้นทางว่าควรไปทางไหน 

“ผมว่าเราน่าจะต้องเดินลงไปทางนี้นะครับ เพราะเขาบอกว่าได้ทำสัญลักษณ์ไว้ถ้าหากถึงตรงนี้แล้วให้เดินลงไปทางซ้าย” ชายคนนั้นบอกว่าตนได้ทำสัญลักษณ์เพื่อจะได้กลับออกมาจากป่าได้ถูกทางเพราะด้วยเนื่องจากความรุงรังในป่าจึงเพิ่มขึ้นอาจจะทำให้หลงทิศได้ 

“งั้นไปกันเลยค่ะ” มุทิตาเอ่ย 

พวกเขาเดินลงไปทางด้านซ้ายของจุดที่ขึ้นมาเพื่อที่จะลงไปตามทางที่คนเจ็บนั้นได้พลาดลื่นตกลงไป เดินลงมาอีกเพียงไม่นานก็เจอกับพื้นที่คล้ายกับมีสิ่งใดมาลื่นล่วงลงมา จึงรีบสาวเท้ากันเร็วขึ้น แล้วก็พบเข้ากับร่างของชายหนุ่มที่กำลังนอนร้องโอดโอยอยู่ที่พื้นเนื้อตัวเลอะเทอะมอมแมมเต็มไปด้วยดินกับเศษใบไม้ใบหญ้า 

“โอ๊ย โอ๊ย” 

“อยู่นิ่งๆนะครับอย่าขยับ” รีบเข้าไปตรวจดูร่างกายของชายผู้นั้นทันที 

“คุณมุคุณกัณฑ์ครับช่วยไปหากิ่งไม้ที่พอขนานกับแขนของเขาให้หน่อยนะครับ ดูเหมือนว่าแขนจะหัก” 

“ได้ค่ะ”ทั้งสองตอบรับ 

“คุณนาช่วยหาผ้ายืดในกระเป๋าให้ผมหน่อยครับ ผมว่าน่าจะเอามาด้วย” เขาหันไปสั่งหญิงสาวอีกคน 

“ได้แล้วค่ะ” เธอค้นหาอยู่เพียงครู่หนึ่งก็เจอแล้วส่งต่อให้ปัจธมะ ส่วนกิ่งไม้ที่เขาให้มุทิตาไปหามาก็ได้มาอย่างสำเร็จ หมอหนุ่มเริ่มปฎิบัติการการปฐมพยาบาลเบื้องต้นทันที 

“อีกนิดเดียวนะครับ ช่วยทนเจ็บนิดนึงนะครับ” เสียงของเขาที่ร้องครวญครางเจ็บปวดดังขึ้น ปัจธมะจึงต้องใช้น้ำเสียงที่นุ่มคอยปลอบประโลมให้เขานั้นสงบอาการลงได้ การปฐมพยาบาลถือว่าเป็นไปได้ด้วยดี ยังดีที่เขานั้นไม่ได้ลื่นตกลงมาจากจุดด้านบนไกลมากจึงทำให้ได้รับบาดเจ็บเพียงช่วงแขนและศีรษะแตกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งคาดว่าตอนที่ตกลงมาเขาน่าจะใช้แขนในการกันไม่ให้ตนเองนั้นโดนเหล่าบรรดาเศษหินต่างๆตามตัวแต่มันกับกระทบเข้าที่แขนอย่างเต็มๆ 

“รอหน่อยนะครับเดี๋ยวคนในค่ายก็จะมาแล้ว” การรักษาคนเจ็บแบบเบื้องต้นเสร็จสิ้น เวลานี้ก็เริ่มจะโพลเพลแล้วแต่วี่แววว่าจะมีคนมาก็ยังไม่ทันเห็นเสียที 

“ทำไมช้าอย่างนี้นะ” กัณฑ์ธิราเอ่ย 

“ใช่ ป่านนี้น่าจะมาได้แล้วนะ มันไม่น่าจะช้าแบบนี้เลย” มุทิตากล่าวขึ้น 

“กึก กึก กึก” 

เสียงคล้ายกับคนเหยียบกิ่งไม้ที่ดังใกล้เขามาเรื่อยๆ ทำให้ทั้งสี่ต้องหันกันไปทางเดียวกันเพื่อดูว่าคนในค่ายนั้นมากันแล้วใช่มั้ย 

“น่าจะมากันแล้วนะคะ” นาธินันท์ที่ก็หันมองกันไปทางเดียวกับทั้งสามก็เอ่ยขึ้น ซึ่งคาดว่าพวกเขาน่าจะมากันแล้ว 

แต่ทว่าพอร่างที่มาเยือนปรากฎตัวขึ้นทุกคนแทบจะลุกขึ้นพรึบกันทันที! 

“ปัง!” 

อธิวัฒน์กำลังยืนนับจำนวนคนในค่ายอยู่เพื่อว่าจะขาดตกหล่นหายกันไปจะได้ตามถูก พร้อมบอกให้เพื่อนที่สนิทกันดูเพื่อนของตนด้วยว่ามันใครหายไปรึเปล่า 

“คุณวัฒน์ครับ ไม่ทราบว่าเห็นคุณกัณฑ์มั้ยครับ” คาร์มิลที่เดินมาทางอธิวัฒน์เอ่ยถามถึงกัณฑ์ธิรา 

“น่าจะอยู่กับมุนะครับ แต่ผมยังไม่เห็นมุเลย” 

“ช่วยด้วยครับ ช่วยด้วย” เสียงตะโกนที่ดังมาแต่ไกลเรียกให้อธิวัฒน์ คาร์มิลและทุกคนหันกันไปทางเดียวกัน 

“มีอะไรรึเปล่าครับ” อธิวัฒน์ถาม 

“คือว่าเพื่อนผมมันลื่กตกเขาไป ผมเลยลงเขามาขอความช่วยเหลือแต่ว่าเจอเข้ากับหมอคนนึงกับผู้หญิงอีกสามคนเข้าพอดี พวกเขาเลยอาสาเข้าไปในป่าระหว่างที่ผมมาบอกพวกคุณที่นี่” 

“จริงหรอครับ!” น้ำเสียงตกใจ 

“ครับ” 

“งั้นผมว่าเรารีบไปกันเถอะนี่ก็เริ่มมืดแล้ว” คาร์มิลเอ่ย เรื่องนี้ยังไงเขาก็ต้องรายงานแอรอนเพราะถ้าหากไม่บอกยังไงเขาก็หาทางที่จะรู้จนได้ แถมคนที่เจ็บหนักอาจจะไม่ใช่ใครที่ไหนแต่อาจเป็นกัณฑ์ธิรา... 

“ครับ งั้นเดี๋ยวคุณช่วยนำทางไปด้วยนะครับ เดี๋ยวผมจะไปที่นั่นกับคุณคาร์มิลและคนอีกสองสามคนพร้อมกับผู้ใหญ่บ้าน ส่วนคนที่เหลือกรุณารออยู่ที่นี่นะครับ” 

“ไปกันเถอะครับ” คาร์มิลเอ่ยและเดินนำหน้าอธิวัฒน์ออกไป 

“ปัง!” 

“ใครหนีพวกมึงตาย!!!” เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างชายฉกรรจ์หกคน ทั้งหมดใส่โหม่งสีดำเพื่อปกปิดใบหน้าที่แท้จริง 

“พวกแกเป็นใคร” ปัจธมะตะโกนถามคนร้ายทั้งหก 

“พวกมันต้องเป็นพวกที่ลักลอบเข้ามาขนส่งยาบ้าข้ามประเทศแน่นอนค่ะ” มุทิตาคาดเดาเหตุการณ์ของพวกมัน 

“รู้ดีนักนะ แต่ฉันเป็นใครมันไม่สำคัญ รู้แค่ว่าพวกฉันมันไม่ได้ลิ้มลองรสหญิงสาวนานแล้วว่ะ ฮะ ฮะ ฮะ” คนที่คล้ายเป็นหัวหน้าใหญ่หัวเราะร่วน    มันสังเกตการเห็นพวกมันตั้งแต่มาบนดอยนี้แล้วเพียงแต่ยังหาโอกาสไม่ได้เท่านั้น จังหวะนี้แหละที่สมควรที่สุดแล้ว 

“พวกมึงจะรออะไรล่ะ ไปเอาอีผู้หญิงคนสวยๆมาให้กูสิวะ ส่วนคนที่เหลือมึงจะทำอะไรก็ได้” คนเดิมที่กล่าวสั่งลูกน้อง 

“อย่าเข้ามานะเว้ย คุณมุคุณนาพาคุณกัณฑ์หนีไปครับ!” 

“ค่ะ/ค่ะ” สองสาวตอบรับ ก่อนจะรีบดึงมือกัณฑ์ธิราหวังจะพาวิ่งหนีตามคำที่ปัจธมะบอก 

“ปัง!” 

“โอ๊ย!” 

เสียงปืนที่ดังขึ้นถูกจ่อและพุ่งตรงไปที่หญิงทั้งสามแต่ทว่าลูกกระสุนนั้นกลับไปโดนเข้าที่แขนด้ายซ้ายของมุทิตาเสียจนได้ จนหญิงสาวเผลอร้องเสียงหลงออกมาและเสียหลักล้มลง 

“มุ!!!” เสียงปัจธมะนาธินันท์และกัณฑ์ธิราประสานขึ้น 

“กูบอกให้มึงไปเอาตัวอีผู้หญิงคนนั้นมา จะยืนเซ่ออยู่ทำไมวะ!!!” ชายโฉดตวาดลั่น! 

“ไม่นะเว้ย อย่าแตะต้องคุณกัณฑ์!!!” ปัจธมะวิ่งเข้ามาขว้างหน้าไว้เพื่อไม่ให้ไปถึงร่างหญิงสาวได้แต่ทว่า... 

“ปัง!” 

“หมอ!!!” เสียงทั้งสี่ร้องลั่น 

เป็นเสียงลูกปืนอีกหนึ่งนัดดังขึ้น ตัวของปัจธมะที่กำลังวิ่งเข้าไปหาร่างของหญิงสาวทั้งสามที่ตื่นตกใจจนต้องหดตัวนั่งลงที่พื้นก็ต้องเปลี่ยนจากการวิ่งเข้าหาเป็นการก้มต่ำลงเพื่อหลบกระสุนที่ยังดีมันยังพลาดไปโดนเข้ากับต้นไม้แต่มันก็ยังเฉี่ยวโดนแขนเขา ส่วนคนเจ็บก็ได้เพียงแค่เอามือกุมแขนข้างที่เจ็บไว้เท่านั้นหาได้สามารถทำอย่างอื่นได้เพราะความเจ็บมันเสมือนพรากเอาความแข็งแรงที่เคยมีของร่างอวบไป 

ชายหนุ่มที่ลื่นตกเขาก็พยายามตะเกียดตะกายฝืนร่างกายของตนเองเพื่อเข้าไปช่วยปัจธมะแต่กลับไปได้ยังไม่ถึงตัวเขา... 

“พวกมึงเอามันไปเก็บ กูรำคาญเต็มทีแล้ว” จากที่สิ้นคำสั่งร่างฉกรรจ์ก็เดินเข้าไปลากตัวของปัจธมะและชายอีกคนออกมาจากจุดที่หญิงสาวอยู่ 

“ว้าย! ปล่อยฉันนะ ปล่อย” กัณฑ์ธิราพยายามสะบัดข้อมือของตนให้หลุดจากมือสากแสนน่ารังเกียจเเต่มันก็มิอาจจะหลุดออกได้ 

“คุณกัณฑ์!!!” สามเสียงเรียกร้องหญิงสาว 

“ปล่อยนะเว้ย ปล่อย!!! โอ๊ย อึก!” 

 

มาเเล้วจ้าาา 

ฝากเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกรีดด้วยนะคะ 

อีกอึกใจเท่านั้นเรื่องเข้มข้นขึ้นเเล้วนะคะ 

ความคิดเห็น