(เรื่องสั้น) ลีลาวดี

ชื่อเรื่อง : (เรื่องสั้น) ลีลาวดี

คำค้น : ลีลาวดี นิยายรัก โรแมนติกดราม่า ระลึกชาติ

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

จำนวนตอน : 0

คนเข้าชมเดือนนี้ : 0

คนเข้าชมทั้งหมด : 1,190

คะแนนถูกใจทั้งหมด : 25

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 17 พ.ย. 2561 17:55 น.

ยอดสนับสนุนเรื่อง
× 0
× 0
× 0
× 25
แชร์ :
บทนำ

   

 
   เด็กสาวสุดห้าวก้าวเท้าเข้าไปสำรวจคฤหาสน์ร้างกลางป่าที่ว่ากันว่ามีผีสุดเฮี้ยนอาศัยอยู่ และมีตำนานแสนลึกลับซ่อนไว้...
   
   ตำนาน หรือผี ผี หรือตำนาน สุดท้ายแล้วเธอจะได้เจอกับอะไรกันแน่...
 
 
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
 
  ท่ามกลางท้องฟ้ายามดึกสงัดในป่าลึกแห่งหนึ่ง ณ บริเวณนั้นมีคฤหาสน์ร้างตั้งตระหง่านอยู่พร้อมกับกลุ่มคนประมาณ4 - 5คนยืนจับกลุ่มกันอยู่หน้าคฤหาสน์แห่งนั้น ในมือถือไฟฉายคนละกระบอกถ้าไม่บอกก็คงก็คงเดาไม่ยากคฤหาสน์ร้างคนกับไฟฉายดูยังไงพวกเขาเหล่านี้ก็คือพวกคนที่จะมาทดสอบความกล้าที่คฤหาสน์ร้างแห่งนี้นี่เอง

 

ใช่แล้ว... วันนี้ฉันกับเพื่อนๆจะมาบุกคฤหาสน์ร้างกลางป่าแห่งนี้ที่ว่ากันว่ามีผีสุดเฮี้ยนและตำนานที่แสนลึกลับซับซ้อนอยู่นั่นเอง...

 

            "เรย์ แกจะเข้าไปจริงๆน่ะเหรอที่นี่ดูไม่ชอบมาพากลเลยนะกลับเหอะ"

 

   เสียงเพื่อนๆของฉันคนหนึ่งในกลุ่มถามขึ้นเสียงสั่นก็นะบรรยากาศก็แสนน่ากลัวไหนจะเสียงใบไม้ที่เสียดสีกันดังเซ็งแซ่คล้ายเสียงร้องโหยหวนนี่อีกล่ะนี่ถ้ามีเสียงหมาหอนด้วยนะครอบคอนเซ็ปต์บ้านผีสิงเลยนะเนี่ยไม่สิต้องเรียกว่าคฤหาสน์บ้านผีสิงสินะ...

 

            "โฮ่ง...โฮ่ง... บรู๊ววววววววววววววววววววววววววว"

 

            "กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด"

 

พูดไม่ทันขาดคำเสียงหมาหอนก็ดังขึ้นทันทีทำให้เพื่อนๆของฉันทั้งหลายกรี๊ดเสียงหลงคงจะมีแค่ฉันคนเดียวเท่านั้นมั้งที่ยืนหน้าซังกะตายอยู่ตรงนั้นผีเหรอไม่มีจริงหรอก 

 

             

            ถึงมีก็ไม่มีกลัวด้วย

 

 

            "โอ๊ยหยุดๆจะกรี๊ดจะกร๊าดทำไมแค่เสียงหมาหอนผีมีจริงซะที่ไหนแค่เราจินตนาการไปเองเท่านั้นแหล่ะไร้สาระ..."

 

     ฉันตวาดเพื่อนที่แสนไร้สาระเสียงดังลั่นก่อนที่เพื่อนๆจะหันมาตวาดถามฉันเสียงดังลั่นว่า...

 

            "แล้วแกจะเข้ามาทดสอบความกล้าที่นี่ทำไม"

 

     นั่นสิแล้วฉันจะมาทดสอบความกล้านี่ทำไมเมื่อตอนกลางวันตอนมาสำรวจป่าแถวนี้แล้วก็บังเอิญเจอกับคฤหาสน์ร้างที่นี่พอดี

     ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงไปถามชาวบ้านแถวนั้นดูก็ได้รับคำตอบว่าที่นี่เป็นคฤหาสน์ของท่านชายตระกูลหนึ่งแต่ถูกปล่อยทิ้งร้างมานานหลายร้อยปีแล้วตอนนี้ไม่มีใครอยู่และว่ากันว่าที่นี่ผีดุสุดๆและมีตำนานหลับใหลอยู่เพราะแบบนี้ล่ะมั้งถึงทำให้คนไม่สนใจเรื่องแบบอย่างฉันอยากมาหาคำตอบที่คฤหาสน์ร้างแห่งนี้ด้วยตัวเอง

 

     ถึงจะไม่เชื่อเรื่องผีเรื่องสางแต่ถ้ามีเรื่องท้าทายเรย์พร้อมลุย...

 

            "มันดูน่าสนุกดีนี่พวกแกไม่ตามมาก็ตามใจฉันไปคนเดียวก็ได้"

 

     พูดจบฉันก็เดินเข้าประตูรั้วคฤหาสน์ร้างแห่งนั้นไปทันทีซึ่งพวกที่เหลือก็ตามมาติดๆเช่นกันแม้ว่าจะเกาะติดกันเป็นตังเมก็ตามที

 

            "คุณมาแล้วสินะ..."

 

    เสียงคำพูดใครบางคนดังออกมาจากตัวคฤหาสน์ร้างก่อนจะถูกกลบด้วยเสียงใบไม้และเสียงลมที่ดังเซ็งแซ่ไม่มีผู้ใดได้ยินถ้อยคำนั้นเลยสักคนเดียว...

 

    เมื่อเข้ามาในรั้วคฤหาสน์ฉันก็ได้เห็นคฤหาสน์แห่งนี้ชัดๆตัวคฤหาสน์นั้นตั้งสูงตระการตาแต่ว่าดูซอมซ่อและทรุดโทรมอย่างเห็นได้ชัดตามตัวคฤหาสน์มีเถาวัลย์และพันธุ์ไม้เกาะเต็มไปหมดแสดงให้เห็นว่าไม่มีใครอาศัยอยู่มาเป็นเวลานานแล้วกลิ่นของดอกลีลาวดีหอมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณถ้าสังเกตดีๆจะพบต้นลีลาวดีอยู่ใกล้ตัวคฤหาสน์ด้วย...

 

     และไม่รู้อะไรดลใจฉันถึงได้จับเข้าที่ประตูคฤหาสน์นั้นและเปิดเข้าไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเลอะไรทั้งนั้นทันทีที่เปิดประตูประตูออกได้ฉัรก็รีบก้าวเข้าไปข้างในทันทีเหมือนมีอะไรดึงดูดให้เข้าไปฉันค่อยๆก้าวเดินไปอย่างช้าๆช้าๆช้าๆจนรู้สึกตัวอีกทีก็เดินมาถึงกลางห้องโถงซะแล้วแบะทันใดนั้น...

 

 

    ปัง!!!!!

 

 

     เสียงปิดประตูเสียงดังลั่นสนั่นหวั่นไหวทำให้ฉันสะดุ้งอย่างตกใจและตื่นจากภวังค์ทันทีเมื่อรู้สึกตัวฉันรีบวิ่งไปที่ประตูทันทีทั้งผลักทั้งเขย่าอย่างแรงแต่ก็สายไปเสียแล้วประตูไม่มีทีท่าว่าจะเปิดออกเลยสักนิดแม้ว่าฉันจะออกแรงผลักสุดแรงแล้วก็ตาม

 

 

            "นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย...เฮ้ยพวกแกหายไปไหนหมดเนี่ยไอแยม ไอยาไอพุดเดิ้ล ไอมายพวกแกอยู่ที่ไหน!!!!!"

 

 

     ฉันร้องเรียกหาเพื่อนเสียงดังลั่นแต่ก็ไม่ได้รับเสียงตอบขานจากใครเลยสักคนนี่ฉันถูกขังหรือถูกทิ้งกันวะเนี่ย...

 

    จากที่ไม่กลัวก็เริ่มกลัวมาทีละน้อยๆทีละน้อยและใกล้จะสติแตกเข้าไปทุกทีถ้ายังไม่เจอใครสักคนในตอนนี้ฉันถอนใจดังเฮือกก่อนจะละจากประตูและเริ่มสำรวจคฤหาสน์แห่งนี้ทันทีไม่ได้มีอารมณ์จะทดสอบความกล้าอะไรบ้าๆนี่หรอกนะแต่เพราะอยากหาทางออกไปจากที่นี่ต่างหาก

 

    ฉันเดินตามทางเดินไปเรื่อยๆเรื่อยๆหวังว่าจะเจอใครสักคนในที่แห่งนั้นแต่ก็ไม่เจอใครสักคนนอกจากหยากไหย่และขี้ฝุ่นหนาเตอะไม่ว่าจะที่ผนังเก้าอี้หรือโซฟาฉันเดินไปเรื่อยๆบรรยากาศก็เริ่มวังเวงฉันได้ยินเสียงกรอบแกรบๆทำให้สะดุ้งผวาด้วยความกลัวประตูหน้าต่างถูกล็อคไปหมดไม่มีทางออกไปสู่ด้านนอกเลยแม้แต่ทางเดียวอากาศก็ค่อยๆเย็นลงเย็นลงเย็นลงเรื่อยๆจนหนาวไปถึงขั้วหัวใจฉันกระชับอ้อมกอดแน่นในใจตื่นตระหนกจากที่ไม่กลัวเริ่มกลัวขึ้นมาน้อยและในขณะที่กำลังหาทางออกอย่างเอาเป็นเอาตายก็มีใครไม่รู้จับเข้าที่แขนของฉัน...

 

      หมับ

 

            "กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด"

 

     ด้วยความตกใจฉันจึงร้องกรี๊ดเสียงดังลั่นและเตรียมตัวจะวิ่งหนีทันทีแต่แขนแกร่งนั้นดึงฉันไว้ก่อน และหันตัวฉันให้ไปเผชิญหน้ากับเขาวินาทีนั้นฉันได้แต่หลับตาปี๋ก้มหน้าก้มตายกมือไหว้ปลกๆพร้อมทั้งสวดมนต์ผิดๆถูกๆนี่สาบานเลยนะว่าไม่ได้กลัวไม่ได้กลัวเลยจริงๆไม่ได้กลั๊ว...

 

 

            "นะโมตัสสะนะโมตัสสะ อะระหังสัมมาสัพเพสัตตาไปที่ชอบที่ชอบเถอะนะอย่ามาหลอกมาหลอนลูกเลยเดี๋ยวลูกจะทำบุญกรวดน้ำไปให้สัพเพสัตตาฮืออย่ามาหลอกมาหลอนลูกเลยลูกผิดไปแล้ว"

 

 

     ฉันได้แต่ยืนพนมมือตัวสั่นเสียงสั่นขาสั่นสั่นไปทั้งตัวเลยตอนนี้ใครว่าไม่กลัวกลัวจนฉี่จะราดอยู่แล้วเนี่ยโอ๊ยกุ๊กอยากกลับบ้านฮือ...

 

 

            "ไม่ต้องกลัวนะฉันไม่ทำอะไร"

 

 

      แวบแรกที่ได้ยินน้ำเสียงจากคนตรงหน้าฉันรีบเงยหน้าขึ้นทันทีเพราะน้ำเสียงฟังดูไพเราะเสนาะหูสุดๆความกลัวความสั่นหายไปหมดเลยจ้าไม่หลงเลยเลยสักนิดและทันทีที่เงยหน้ามาประพบสบตาคำแรกที่หลุดมาจากปากฉันก็คือ...

 

 

            "หล่อจัง..."

 

 

คำเดียวประโยคเดียวที่มอบให้กับคนตรงหน้าที่ไม่รู้ว่าเป็นคนรึเปล่าแต่นาทีนี้ถ้าเป็นผีก็ยอมให้หลอกล่ะอะไรจะหล่อกร้าวบาดใจขนาดนั้นผีนี่จะหล่อขนาดนี้เลยเหรอคนตรงหน้าดูสูงสง่าราวกับเจ้าชายแต่งตัวภูมิฐานผิวขาวจมูกโด่งเป็นสันหน้าตาหล่อเหลาเอาการยิ่งกว่าโอปป้าเกาหลีซะอีกรอยยิ้มและแววตาดูทะเล้นและเจ้าเล่ห์นิดๆบอกได้คำเดียวว่าหล่อสุดๆถ้าเป็นผีก็ไม่น่ากลัวสักนิดน่าจับเป็นแฟนเสียมากกว่า

 

            "คุณเข้ามาที่นี่ทำไมเหรอครับ"

 

   และแล้วคำถามจากชายหนุ่มสุดหล่อตรงหน้าก็เรียกฉันออกจากความเพ้อฝันและเพ้อเจ้อทันทีฉันหันไปยิ้มหวานและบอกทุกอย่างกับคนตรงหน้าไปว่าเข้ามาสำรวจและถูกขังอยู่ที่นี่และเพื่อนก็หายไป

  

  ซึ่งฉันก็ได้รับคำตอบที่แสนน่าขันว่าประตูที่นี่มันไม่ดีมักจะปิดเองและล็อคตลอดส่วนเพื่อนๆแสนรักทั้งหลายของฉันคงกลัวและเผ่นหนีกันไปแล้วเออช่างดีงามเอาความกลัวของฉันคืนมา

 

  และชายตรงหน้าฉันเขาเป็นคนดูแลคฤหาสน์แห่งนี้เขามักจะมาตรวจตราที่นี่ตอนดึกๆเพราะมักจะมีโจรมาซ่องสุมแถววนี้เพราะแบบนี้ล่ะมั้งชาวบ้านถึงได้ลือกันไปต่างๆนาๆว่าที่นี่ผีเฮี้ยนฉันเข้ามาสำรวจตั้งนานไม่ยักจะเจออะไรเจอก็แต่ผู้ชายสุดหล่อสุดเท่ห์บาดใจคนนี้คนเดียวเท่านั้น...

 

 

     จะว่าเป็นผีก็เกินไปผีอะไรจะหล่อกร้าวใจขนาดนี้กัน...

 

 

   ชายตรงหน้าอาสาพาฉันเดินสำรวจรอบๆบ้านทุกซอกทุกมุมก็ไม่เจออะไรฉันก็แปลกใจที่เขาพาฉันเดินสำรวจรอบบ้านแบบนี้แต่ก็ไม่คิดเอะใจอะไรก็เขาหล่อนี่นาขออยู่แบบนี้ไปนานๆได้มั้ยนะมีคนหล่อมาอยู่ข้างๆดูกระชุ่มกระชวยหัวใจดวงน้อยๆซะเหลือเกิน...

 

            "นี่เป็นห้องสุดท้ายแล้วครับ..."

 

   ชายคนนั้นพูดอย่างสุภาพก่อนจะผายมือไปที่ประตูบานใหญ่ตรงหน้าคฤหาสน์ที่นี่มีทั้งหมด๓ชั้นพวกเราเดินสำรวจมาทุกชั้นแล้วยกเว้นชั้น ๓ ห้องใหญ่ห้องนี้และเหมือนมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่างฉันเปิดประตูบานนั้นออกอย่างไม่ลังเลก่อนที่ทุกอย่างจะสว่างวาบไปหมดฉันหยีตาอย่างแสบตาทุกอย่างสว่างวาบไปหมดก่อนที่แสงสว่างจะค่อยๆลดแสงลงน้อยๆก่อนจะเห็นภาพตรงหน้าชัดๆและฉันก็ตื่นตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้าทันที...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            "ถั่วมั้ยจ๊ะถั่วถั่วแห้งถั่วกรอบก็มีนะขอรับ"

 

            "ผ้าซิ่นมั้ยจ๊ะผ้าซิ่นผ้าซิ่นสวยๆจ้า"

 

 

    นี่มันอะไรกันเนี่ย... 

 

   ฉันตะโกนกู่ร้องอยู่ในใจเมื่อเปิดออกมาภาพตรงหน้าไม่ใช่ห้องในคฤหาสน์ร้างแห่งนั้นแต่เป็นตลาดแห่งหนึ่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นซะอย่างนั้น

 

  ฉันหันซ้ายหันขวาแต่ก็ไม่เจอชายคนที่เป็นผู้ดูแลคฤหาสน์นั้นเลยแม้แต่เงาประตูและคฤหาสน์ร้างนั้นก็ไม่มีนี่ถ้าฉันไม่ได้กำลังฝันเพ้อเจ้อก็กำลังโดนผีหลอกอยู่ใช่มั้ยเนี่ยฉันคิดอย่างอารมณ์เสียและไม่สบอารมณ์อย่างรุนแรงความกงความกลัวแทบหายไปจนหมดสิ้นตอนนี้มีแต่ความอึนและมึนขั้นสุดยอดหันไปถามทางจากใครก็ไม่มีใครตอบแม้แต่คนเดียวเดินผ่านฉันไปอย่างหน้าตาเฉยทำเหมือนไม่เห็นฉันอย่างนั้นแหล่ะแล้วฉันจะออกไปจากที่นี่ยังไงล่ะโว้ยยยยยยยยยย...

 

   ในขณะที่ฉันกำลังหัวเสียคนเดียวอย่างบ้าคลั่งรถม้าก็ผ่านทะลุตัวฉันไปอย่างหน้าตาเฉยย้ำว่าทะลุไปเลยนะทะลุแต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้สงสัยอะไรมากกว่านั้นรถม้าก็เบรกรถอย่างกะทันหันม้าทั้ง2ตัวร้องวี้ดเหมือนโดนอะไรขวางทางผู้คนในตลาดร้องโวยวายอย่างตื่นตระหนกฉันรีบชะโงกหน้าไปดูก็พบว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งล้มฟุบอยู่ข่างหน้ารถม้า 

 

  และทันใดนั้นก็มีชายคนหนึ่งช่างดูคุ้นตาเดินผ่านฉันไปพูดอะไรบางอย่างกับคนขับรถม้าและผู้คนในตลาดก่อนจะอุ้มผู้หญิงผู้โชคร้ายที่นอนล้มฟุบขึ้นรถม้าคันนั้นทันทีเสียดายที่ฉันไม่เห็นหน้าทั้งผู้ชายผู้หญิงแทนที่ฉันอยากจะหาทางออกจากที่นี่ไวๆฉันกลับอยากรู้เรื่องราวต่อจากนี้ต่อซะอย่างนั้นและทันใดนั้นรอบๆตัวฉันก็พลันสว่างวาบ

 

   และทันทีที่แสงนั้นหายไปฉันก็มาหยุดอยู่ที่ห้องสวยหรูสีขาวสะอาดห้องหนึ่งข้างหน้าฉันมีผู้หญิงคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงข้างๆก็มีผู้ชายอยู่ข้างๆและก็เหมือนเดิมที่ฉันไม่เห็นหน้าพวกเขาเช่นเดิมแต่ฉันก็รับรู้ได้ในทันทีว่าพวกเขาเป็นผู้ชายและผู้หญิงที่ฉันเจอเมื่อสักครู่รอไม่นานนักผู้หญิงคนนั้นก็ตื่นขึ้นชายคนนั้นก็เข้าไปถามอาการตามปกติก่อนจะบังคับให้ฝ่ายหญิงนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลต่อฉันก็เพิ่งรู้เดี๋ยวนั้นเองว่าที่นี่คือโรงพยาบาลทำให้ฉันแปลกประหลาดใจเป็นอย่างมากเพราะนึกไม่ถึงว่าโรงพยาบาลจะดูสวยหรูขนาดนี้นี่ถ้าไม่บอกคงคิดว่าโรงแรมระดับห้าหกดาวซะอีก

 

   และฉันก็ได้แต่เฝ้ามองพฤติกรรมชายหญิงคู่นี้ต่อไปเรื่อยๆเพราะไปไหนก็ไม่ได้บวกกับความอยากรู้ด้วยนั่นแหล่ะเหมือนดูละครอยู่เลยก็ไม่ปานแม้จะไม่เห็นหน้าชายหญิงคู่นั้นแต่ทำไมฉันถึงรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดฉันได้แต่เฝ้ามองและเฝ้าดูพวกเขาไปเรื่อยๆ

 

   ก็รู้ว่าชายคนนี้เป็นท่านชายจากตระกูลหนึ่งที่มีฐานะครอบครัวร่ำรวยแต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเหลือแค่ท่านชายคนนี้กับน้องชายเท่านั้นเขาค่อนข้างเป็นคนเคร่งขรึมเจ้าระเบียบนิ่งๆและเย็นชาแต่ดุพอสมควรแม้ไม่เห็นหน้าแต่ฉันก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ต่างจากตาแก่ขี้บ่นแน่นอนแม้ว่าเสียงจะฟังดูไพเราะละน่าจะอายุยี่สิบปลายเท่านั้น

 

   ส่วนฝ่ายหญิงฉันก็ไม่เห็นหน้าเช่นกันไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ฉันก็รู้ได้ทันทีว่าเธอต้องสวยแน่นอนเพราะเธอเป็นนักร้องในโรงเตี๋ยมแห่งหนึ่งกิริยาเรียบร้อยวาจาช่างอ่อนหวานเหมือนนางในวรรณคดีนี่ฉันกำลังดูหนังแบบติดขอบจอไม่สิต้องดูหนังแบบทะลุจอชัดๆยิ่งกว่า3D รึเปล่าเนี่ยเพราะดูท่าทางท่านชายผู้สูงศักดิ์จะชอบอกชอบใจหรือที่เรียกว่าตกหลุมรักหญิงสาวคนนี้ไม่น้อยเลยทีเดียวทั้งตามรับตามส่งแถมยังมาหาที่โรงเตี๋ยมทุกคืนอีกต่างหากทั้งๆที่บุคลิกอย่างท่านชายไม่น่าจะเข้าออกสถานที่แบบนี้เลยแม้แต่น้อยแต่หลังจากเฝ้าดูพวกเขามาค่อนข้างนานพอสมควรฉันก็รู้ได้ในทันทีว่าสองคนนี้ต้องชอบพอกันและรักกันไม่น้อยเลยทีเดียวพวกเขาไม่สนใจฐานันดรที่ต่างกันแม้แต่น้อย

 

   ที่ถ้าบอกว่าไม่สนก็คงเป็นแค่ฝ่ายชายล่ะมั้งเพราะฝ่ายหญิงก็หลีกหนีและบ่ายเบียงแต่สุดท้ายท่านชายก็เกลี้ยกล่อมเธอได้สำเร็จและทั้งคู่ก็ตกเป็นของกันและกันในที่สุดพอดูมาถึงฉากนี้ทำเอาฉันปิดตาแทบไม่ทันเลยทีเดียวจะดูต่อก็เขินไม่สิก็ดูละลาบละล้วงเกินไปแต่นั่นก็ทำให้ฉันรู้ว่าทั้งสองรักกันแค่ไหนทั้งคู่รักกันมากจนฉันอยากจะภาวนาให้ทั้งสองครองคู่กันไปชั่วนิจนิรันดร์แต่ไม่รู้ทำไมใจฉันถึงได้คับแน่นไปหมดราวกับดวงใจจะแตกสลายเหมือนกับรู้ว่าความรักครั้งนี้จะไม่ได้จบสวยเหมือนนิยายแจ่มใสที่ฉันชอบอ่านทำไมกันนะ...

 

   และฉันก็ได้คำตอบเมื่อฝ่ายชายพาฝ่ายหญิงไปประกาศตัวกับน้องชายที่คฤหาสน์ประจำตระกูลของตัวเองแต่ฉันรู้สึกคุ้นๆกับไอคฤหาสน์สวยหรูนี่อยู่นาแต่เรื่องนั้นไม่น่าสนใจเท่ากับสองพี่น้องผู้สูงศักดิ์สักเท่าไหร่เพราะสองพี่น้องทะเลาะกันซะใหญ่โตเหตุเพราะว่าฝ่ายน้องของฝ่ายชายไม่ยอมให้พี่ชายแต่งหญิงชาวบ้านเข้าวังเพราะฐานะที่ต่างกันแถมอีกฝ่ายเป็นแค่นักร้องในโรงเตี๋ยมเก่าๆเท่านั้นทำให้พี่ชายน้องชายทะเลาะกันซะใหญ่โตและประกาศตัดขาดความเป็นพี่น้องกันทันทีและฝ่ายชายก็เป็นฝ่ายพาฝ่ายหญิงออกจากคฤหาสน์แห่งนั้นทันที

 

   ฝ่ายหญิงพยายามตัดความสัมพันธ์กับฝ่ายชายเพราะไม่อยากให้พี่น้องทะเลาะกันแต่ฝ่ายชายไม่ยอมเพราะฝ่ายหญิงกำลังตั้งครรภ์ลูกของเขาอยู่และฝ่ายชายก็รักฝ่ายหญิงมากกว่าจะยอมปล่อยให้เธอไปจากเขาเขายอมสูญเสียทุกอย่างแต่ไม่ยอมสูญเสียเธอผู้เป็นที่รักไปฉันดูฉากนี้ไปน้ำตาคลอเบ้าไปในใจอยากให้เรื่องทุกอย่างหยุดแค่นี้ให้ทั้งสองมี่ความสุขแบบนี้ตลอดไปไม่รู้ทำไมฉันถึงไมอยากดูฉากต่อไปเลยสักนิดไม่อยากดูไม่อยากรู้แต่แสงสว่างก็พาฉันไปในบทต่อไปทันทีและทันทีที่ภาพบทต่อไปปรากฏสู่สายตาน้ำตาฉันก็แทบจะไหลพรากทันที...

 

   ภาพที่ผู้ชายประสบอุบัติเหตุหลังจากเดินทางไปคฤหาสน์แห่งนั้นเพื่อพูดกับน้องชายอีกครั้งแต่ไม่ทันจะไปถึงคฤหาสน์รถก็เสียหลักลงทางโค้งของหุบเขาไปซะก่อนในรถคันนั้นมีแค่ฝ่ายชายนั่งไปคนเดียว

 

   และภาพต่อไปก็คือภาพของโรงพยาบาลที่ส่งฝ่ายชายไปรักษาตัวฝ่ายหญิงพยายามเข้าไปหาฝ่ายชายแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สำเร็จเพราะน้องของฝ่ายชายกีดกันเธออย่างเต็มที่ภายใจอกฉันคับแน่นไปหมด

 

   ภาพของฝ่ายหญิงที่นั่งร้องไห้หน้าห้องผู้ป่วยทุกวันทุกคืนจากวันเป็นเดือนจากท้องที่แบนราบค่อยๆโตขึ้นเรื่อยๆข้างกายเธอมีแค่เพื่อนของเธอเพียงคนเดียวเท่านั้นเธอเฝ้ารอให้ฝ่ายชายฟื้นขึ้นมาด้วยน้ำตานองหน้าทุกวันแต่เธอทำได้เพียงแค่แอบเฝ้าอยู่หน้าห้องเท่านั้นไม่สามารถเข้าไปเฝ้าในห้องนั้นได้เพราะน้องชายของเขากีดกันเธอทุกทางและในที่สุดความหวังเธอก็เป็นจริงชายหนุ่มผู้เป็นที่รักของเธอฟื้นจากนิทราในที่สุดแต่ทว่า...

 

   แต่ทว่าเขาจำใครไม่ได้เลยสักนิดแม้แต่ตัวเองและคนที่เขาพร่ำบอกว่ารักนักหนาเขาลืมเธอไปซะแล้วแต่เธอก็ไม่ถือโทษโกรธเขาเลยแม้แต่น้อยเพราะที่เขาความจำเสื่อมสาเหตุก็เป็นเพราะเธอฝ่ายหญิงไม่ลดละความพยายามที่จะฟื้นคืนความทรงจำให้ชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อยแต่ทุกครั้งก็โดนขัดขวางโดยน้องชายของฝ่ายชายเสมอและในที่สุดความพยายามของเธอก็เป็นอันไร้ผลเมื่อฝ่ายชายตกลงแต่งงานกับคู่หมั้นที่น้องชายหามาให้

 

   น้องชายของเขายัดเยียดเงินสดมาให้เธอก้อนใหญ่และขอให้เธอไปจากพี่ชายของเขาแน่นอนว่าฝ่ายหญิงไม่รับเพราะความรักของเธอไม่ว่าเงินเท่าไหร่ก็มาซื้อไม่ได้แต่เธอก็ยอมจากไปจากชีวิตของฝ่ายชายแต่โดยดีด้วยคำพูดทิ้งท้ายที่น้องชายของเขาทิ้งไว้ให้นั่นก็คือ

 

            "ปล่อยให้พี่ชายของฉันไปพบเจอกับสิ่งที่ดีกว่าเถอะอย่าให้เขาตกต่ำไปกับเธอเลย"

 

   หญิงสาวใจแทบสลายแม้ฉันไม่ได้เห็นสีหน้าของเธอแต่ก็สามารถรับรู้ได้ในทันทีเธอกำลังเสียใจและใจสลายสุดๆแต่ก็เฝ้าฟูมฟักทะนุถนอมลูกในท้องด้วยความรักแม้ใจเธอจะแตกสลายไปเป็นเสี่ยงๆแล้วก็ตามในอกฉันทั้งคับแน่นและเจ็บปวดทรมานราวกับเป็นฝ่ายหญิงเสียเองและในที่สุดแสงสว่างก็นำพาฉันมาสู่บทสรุปสุดท้ายของความรักครั้งนี้และมันทำให้ฉันน้ำตาไหลพรากในทันที...

 

   ในวันที่เธอคลอดนั้นเป็นวันที่ฝ่ายชายเข้าสู่พิธีวิวาห์ในใจเธอแตกสลายย่อยยับเป็นเสี่ยงๆแต่ก็เค้นพลังเฮือกสุดท้ายในการคลอดลูกรักของเธอออกมาด้วยความรักและสายใยผูกพันทั้งของฝ่ายชายและลูกน้อยเธอไม่มีเงินมากพอที่จะไปโรงพยาบาลจึงคลอดที่บ้านโดยมีหมอตำแยมาทำคลอดให้และในขณะที่เธอกำลังเจ็บปวดเจียนตายเพื่อนรักของเธอก็บุกไปที่งานแต่งเพื่อชิงตัวฝ่ายชายมาจากงานแต่งท่ามกลางความสับสนวุ่นวายและการกีดกันของน้องชายทางด้านฝ่ายหญิงเองก็เค้นพลังเฮือกสุดท้ายคลอดแฝดชายหญิงออกมาได้สำเร็จเธอยิ้มทั้งน้ำตากอดลูกไว้แนบอกแม้แรงแทบไม่มีแล้วก็ตามเธอร้องไห้และพูดประโยคสุดท้ายออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเทา...

 

            "แม่รักลูกนะคะรักลูกทั้งสองยิ่งกว่าชีวิตและรักพ่อของลูกเช่นกัน..."

 

            "ไม่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"

 

   ทันทีที่พูดจบเปลือกตาของฝ่ายหญิงก็หนักอึ้งและปิดตาลงทันทีพร้อมกับแรงทีกอดลูกน้อยเริ่มผ่อนแรงลงและตกไปข้างตัวทั้งสองข้างทันทีที่เธอหลับสนิทลงไปแล้วก็มีเสียงชายคนหนึ่งตะโกนออกมาเสียงดังลั่นพร้อมวิ่งผ่านตัวฉันไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับแสงสว่างที่โอบล้อมกายตัวของฉันเอาไว้แต่ก่อนที่แสงสว่างจะห้อมล้อมฉันไว้หมดและในที่สุดฉันก็เห็นใบหน้าของฝ่ายชายและฝ่ายหญิงชัดๆฝ่ายชายหน้าตาละหม้ายคล้ายผู้ดูแลคฤหาสน์ที่ฉันเจอตอนต้นไม่มีผิดเพี้ยนแต่ต่างกันที่ท่าทางดูสุขุมและน่าเกรงขามและฝ่ายหญิงเมื่อมองให้ชัดๆก็พบว่านั่นคือ

 

   ฉันเอง...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ฉันลืมตาขึ้นอีกครั้งในคฤหาสน์ร้างในห้องนอนใหญ่ห้องหนึ่งคาดว่าคงเป็นห้องนอนใหญ่ที่ฉันเข้ามานั่นแหล่ะตรงหน้าฉันเป็นเตียงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าในที่สุดฉันก็จำได้คฤหาสน์ที่ฉันเห็นในนิมิตนั่นไม่ต่างจากที่นี่เลยแม้แต่น้อยแต่สภาพดูเก่าและทรุดโทรมกว่ามาก

 

   ก็นะหลายร้อยปีมาแล้วแถมไม่มีคนอยู่จะทรุดโทรมขนาดนี้คงไม่แปลกฉันแตะแก้มที่ยังเปียกโชกด้วยมือที่สั่นเทาความเจ็บปวดที่รัดแน่นอยู่ในอกไม่จางหายลงไปแม้แต่น้อยนี่ถ้าไม่ใช่ความฝันมันก็คงเป็น...

 

            "การระลึกชาติของเจ้า ภาพที่เจ้าเห็นคือชาติที่แล้วของเจ้า..."

 

   ฉันหันไปตามเสียงเรียกก็พบกับคนที่บอกฉันว่าเป็นผู้ดูแลตึกอีกครั้งไม่สิคงเรียกว่าคนไม่ได้เพราะคนตรงหน้าไม่ใช่คนแต่เป็นวิญญาณอย่างต่างใบหน้ายังคงหล่อเหลาอยู่เช่นเดิมแต่ผิวดูซีดไม่มีเลือดฝาดเลยแม้แต่น้อยไอตัวเย็นเฉียบมีเส้นเลือดขึ้นตามใบหน้าเป็นริ้วๆดวงตาโบ๋แต่น่าแปลกที่ฉันไม่กลัวเลยแม้แต่น้อยเขาเริ่มเล่าเรื่องราวต่อจากนั้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย

 

            "ที่ตรงนี้คือวาระสุดท้ายของพี่ชายใหญ่ เขานอนตรอมใจตาย ณ ที่แห่งนี้..."

 

   เขาเริ่มเล่าเรื่องราวต่อจากนั้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย สายตามองไปที่เตียงใหญ่ที่มีฝุ่น และหยากไหย่ด้วยสายตาหม่นเศร้า น้ำตาไหลออกมาเป็นสายเลือด ฉันเองก็น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างไม่ทราบสาเหตุเช่นเดียวกัน พลันได้ยินถ้อยคำกระซิบทุ้มนุ้มก้องกังวาน เหมือนมีใครมาพูดอะไรที่ข้างหู มันช่างน่าคิดถึง และน่าเศร้าในคราวเดียวกัน...

 

 

   'แม้นวันเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ข้าก็ขอรักเพียงแค่เจ้าเพียงคนเดียว ทุกชาติไป...'

 

 

  เสียงทุ้มที่ฟังดูคุ้นหูทำให้ฉันดวงตาพร่าเลือน เพราะน้ำตาที่ไหลลงมาไม่ขาดสาย ก่อนที่จะฟังชายตรงหน้าเล่าเรื่องทั้งหมดอย่างตั้งใจ...

 

   ชายตรงหน้าของฉัน เขาก็คือน้องชายฝาแฝดของฝ่ายชายเพราะการที่เขากีดกันความรักของพี่ชายและเธอในชาติก่อนทำให้ความรักครั้งนั้นไม่สมหวังและจบลงด้วยการตายของฝ่ายหญิงหรือก็คือฉันในชาติที่แล้ว...

 

   แต่เรื่องราวโศกนาฏกรรมความรักในครั้งนั้นยังมีต่อฝ่ายชายจำทุกอย่างได้หลังจากเห็นฉันตายไปต่อหน้าต่อตาเขาร้องไห้รำพันถึงความรักและขอโทษฉันด้วยน้ำตานองหน้าไปหลายวันจนกระทั่งงานศพผ่านไป...

 

            "พี่ชายฉันกลายเป็นโรคซึมเศร้าไม่พูดกับฉันแม้แต่คำเดียวและตรอมใจตายตามเธอไปในเวลาไม่นานแม้ตอนใกล้ตายเขาก็ยังนึกถึงแต่เธอบอกรักเธอจวบจนวินาทีสุดท้ายของเขา..."

 

   เขาเล่าเสียงพร่าดูก็รู้ว่าเขาเองก็รักพี่ชายไม่น้อยกว่าใครอยากให้พี่ชายพบเจอในสิ่งที่ดีๆแต่มันกลับกลายเป็นสร้างความทุกข์ให้คนที่เขารักและเป็นตราบาปติดตัวเขาไปชั่วชีวิตไม่สิแม้กระทั่งตอนนี้เขาก็ยังรู้สึกผิดอยู่

 

            "หลังจากพี่ชายฉันตายฉันก็ได้รู้ว่าตัวเองบาปมหันต์แค่ไหนทำให้พี่ชายและเธอตายทั้งเป็นทำให้เด็กที่เป็นหลานฉันแท้ๆกลายเป็นกำพร้าตราบาปยังคงติดตัวฉันไม่หายไปไหนแม้กระทั่งฉันตายไปบาปที่ก่อก็ไม่อาจลบล้างได้มันถึงทำให้ฉันไม่สามารถไปจากที่นี่ได้"

 

   เขาเล่าเสียงพร่าและสั่นเครือทำให้ฉันรู้สึกสงสารจับใจแม้ว่าการกระทำของเขามันจะหนักหนาจนไม่สามารถอภัยให้ได้แต่การที่เขาสำนึกผิดและเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่นี่มาหลายร้อยปีนั่นก็ทำให้ฉันนึกสงสาเขาขึ้นมาจับใจไม่มีความโกรธหรือแค้นเคืองแม้แต่น้อย

 

   เรื่องมันผ่านไปแล้วเธอไม่อยากจะแค้นเคืองใครให้เป็นบาปต่อไปอีกอยากจะปลดปล่อยเขาให้หลุดพ้นจากบ่วงกรรมนี้...

 

            "การที่คุณไปไหนไม่ได้เป็นเพราะคุณยึดติดกับความผิดของตัวเองเกินไปรึเปล่าคุณต้องรู้จักปล่อยวางเพราะอย่างน้อยคุณก็สำนึกผิดจากใจจริงแล้วฉันเชื่อว่าท่านชาย...พี่ชายของคุณไม่ได้โกรธคุณเลยแม้แต่น้อยเพราะคุณทำทุกอย่างก็เพื่อเขาและฉันเองก็ไม่ได้โกรธแค้นคุณฉันอโหสิกรรมให้คุณ"

 

   ทันทีที่พูดจบแสงสว่างก็พลันสว่างวาบขึ้นล้อมรอบกายฉันและเขาอีกครั้งร่างกายของเขาแปรเปลี่ยนเป็นชายหนุ่มเท่ห์บาดใจอีกครั้งเขายิ้มพร้อมกับยื่นดอกลีลาวดีมาให้ฉันหนึ่งดอก

 

            "ขอบคุณนะเธอควรกลับได้แล้ว..."

 

   ฉันพยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มให้เขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่แสงจะพลันสว่างวาบภาพของฉันขาวโพลนไปหมดเลยไม่ได้ยินคำพูดที่เขาพูดเป็นครั้งสุดท้าย

 

 

 

            "ครั้งนี้ขอให้สมหวังนะลีลาวดีพี่สะใภ้ของฉัน"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            "เรย์!!!! เรย์!!!ไอ้เร้!!!!!!!!!!!!!!!!!"

 

            "เฮ้ยผีหลอกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก"

 

            "ผีบ้านแกสิฉันแพนเองโว้ยเมานิยายรึไงวะ"

 

   ฉันมองไปรอบๆก็พบว่าตัวเองหลับคาหนังสือนิยายที่ซื้อมาใหม่ลีลาวดี นี่ฉันฝันไปเหรอเนี่ยฉันคิดอย่างเสียดายในความฝันมันเหมือนจริงมากจนฉันคิดว่าเรื่องจริงซะอีก

 

  และฉันก็ต้องหยุดชะงักเมื่อในมือของฉันถือดอกลีลาวดีที่ไม่ต่างจากในฝันนั่นเลยสักนิดฉันถามใครก็ไม่มีใครรู้เรื่องลีลาวดีดอกนี้ฉันได้แต่ยิ้มก่อนจะยกลีลาวดีดอกนั้นมากอดแนบอกแล้วทัดไปที่มวยผมของตัวเองท่ามกลางความฮือฮาของเพื่อนก่อนที่เสียงฮือฮานั้นจะเงียบไปเพราะครูประจำชั้นเดินเข้ามาในห้อง

 

  ฉันก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือนิยายเล่มนั้นต่อไป เพราะยังอ่านหน้าสุดท้ายไม่จบ โดยไม่ได้สนใจครูประจำชั้นเลยแม้แต่นิดเดียว ว่าพาใครเข้ามาในห้องด้วย...

 

            "เอาล่ะเงียบนะเด็กๆนี่เพื่อนใหม่เราเขาเพิ่งย้ายมากลางเทอมแนะนำเพื่อนด้วยล่ะเอาล่ะเดี๋ยวไปนั่งกับบุษบาและแนะนำตัวเองนะ"

 

            "ครับ"

 

   เสียงทุ้มฟังดูคุ้นหูแต่ติดที่เข้มและดูดุดันกว่ามันช่างไพเราะและชวนให้คิดถึงฉันรีบเงยหน้าขึ้นมามองคนตรงหน้าทันทีก็พบว่าอีกฝ่ายได้มองฉันอยู่ก่อนแล้วอยู่ดีๆน้ำตาฉันก็ไหลอาบแก้มอย่างไม่ทราบสาเหตุดอกลีลาวดีหลุดร่วงมาอยู่บนโต๊ะเราสบตากันเนิ่นนานนานแสนนานโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าวงล้อแห่งโชคชะตาที่เคยหยุดหมุนไปแล้วจะเริ่มหมุนอีกครั้ง และครั้งนี้ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถจะหยุดมันได้อีกตลอดไป...

 

 
 
 
END
Shadow P.
เงานกไฟ
 
 
 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
    ดีจร้าาาาาาาาาาาาาา เงาชื่อเงานร้า เอ๊ะยังไง 555 เงาชื่อเงานกไฟจร้า เรียกสั้นๆว่าน้องเงาก็ได้จร้าาาาา วันนี้เงามาแปะเรื่องสั้นจ้าาาา เรื่องยาวยังดองเอ้ยยังไม่จบ มาแปะเรื่องสั้นอีกละ 555
 
  เป็นยังไงบ้างคะกับเรื่องสั้นเรื่องนี้ เรื่องราวความรักในอดีตชาติของกุ๊กในชาติที่แล้ว ผีที่นางเจอคือน้องชายนั่นเองที่ไม่สามารถไปไหนได้เพราะบาปที่เขาก่อ สงสารนางดีมั้ยคะนี่ แต่สุดท้ายนางก็กลับใจนะคะ เก็บตกวันฮาโลวีนนะคร้า เป็นไงบ้างอ่า สนุกกันมั้ยคะออเจ้าาาาาาาาาาา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

 

 

 

 

 

# ชื่อตอน
แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

1    25 เริ่มต้นอ่านนิยาย อ่านเลย