อินทรีหิมาลัย
ยอด เดชา
“ ใช่ ข้าลงมานี่แค่ไม่กี่ก้าวกระโดดเท่านั้น เราไม่จำเป็นต้องรบกวนม้ามันเลย”
“ แต่ข้าไม่มีวิชาลังโกม” หญิงสาวส่ายหน้า
“ ก็ข้าบอกแล้วว่าจะพาเจ้าขึ้นไป”
หญิงสาวชายตามองหน้าชายหนุ่ม
“ ไปยังไง”
“ อุ้ม”
“ อุ๊ย ข้าหนักนะ” หญิงสาวร้องด้วยความรู้สึกขวยเขิน
“ จะซักเท่าไหร่เชียว ขนาดลูกจามรีไม่สบายข้ายังอุ้มมันได้ แล้วตัวเจ้าแค่นี้ ข้าไม่เห็นจะต้องกลัวอะไร อุ้มพาเจ้า ขึ้นไปบนยอดเขาไม่กี่สิบก้าวก็ถึงแล้ว”
โลลุกะรู้ว่าเขาทำได้ เนื่องจาก ดอร์จีสำเร็จวิชาลังโกมชั้นสูง สามารถกระโดดไปได้หลายสิบก้าวในแต่ละครั้ง แต่เธอก็แสร้งทรมานหัวใจเขาเล่นๆ
“ ไม่เห็นอยากขึ้นไปเลย”
“ ทำไมล่ะ ไหนเจ้าบอกว่าอยากจะขึ้นไปแล้ว”
“ ข้าเปลี่ยนใจแล้ว บนนั้นจะมีอะไรน่าดู นอกจากหิมะขาวโพลนไปหมด”
“ ข้าพูดจริงๆโลลุกะ ตอนนี้ อากาศอุ่นขึ้นมาหลายวันแล้ว บนเทือกเขาฝั่งโน้น สะพรั่งไปด้วยดอกอาซาเลียจริงๆ ข้าอยากให้เจ้าได้เห็น บางทีข้าจะได้เก็บอาซาเลียสีชมพูฝากเจ้าด้วย”
หญิงสาวยังคงแสร้งลังเลอยู่ ไม่ขยับลงจากหลังม้า
“ ลงมาซี่ โลลุกะ”
ดอร์จีเคลื่อนตัวเข้าไปยืนอยู่ข้างๆ ยื่นแขนสองข้างออกไปรับร่างหญิงสาวที่เบี่ยงตัวลงจากหลังม้าอย่างเต็มใจ
“ตัวข้าหนักไหม”
“ เบาแค่นี้ ข้าไม่ให้เจ้าต้องเหยียบพื้นดินหรอก โลลุกะ”
“ ข้าเชื่อ แต่ถ้าพ่อข้ารู้ว่า ข้าแอบหนีมาพบท่าน ข้าคงไม่พ้นต้องถูกลงโทษ”
สีหน้าของดอร์จีสลดลงนิดหนึ่ง ความรักของคนทั้งสอง แม้รับรู้กันในหมู่คนสนิท แต่ครอบครัวของเธอไม่ยอมรับ โดยเฉพาะพ่อของเธอ
“ พ่อของเจ้าเข้าเมืองไม่ใช่รึ”
“ ใช่ พ่อกับพี่ข้าเข้าเมืองไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”
“ ไปกับซัมโป” ดอร์จีคาดเดา
หญิงสาวหลบสายตามองไปอีกทาง ก่อนจะแก้ตัวให้ผู้กำเนิดเสียงแผ่ว
“ เขามารับ ข้าล่ะเกลียดนัก คนชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่”
“ แต่พ่อเจ้าชอบ เพราะซัมโปมันเป็นคนสนิทของผู้ปกครองชาวจีน”
“ นั่นแหละ ข้าถึงเกลียด”
“ แต่พ่อกับพี่เจ้าชอบ” ดอร์จีเอ่ยเบาๆอย่างคนเลื่อนลอย
“ พ่อก็เป็นยังงั้นเอง ท่านอย่าคิดมากเลย ไหนว่าจะพาข้าขึ้นยอดเขาไปดูดอกอาซาเลียไงล่ะ สีชมพูคงสะพรั่งไปทั้งขุนเขาแล้ว”
“ ใช่ สวยมาก แต่ว่า แหม ข้าชักหมดแรงแล้วซี”
หญิงสาวหัวเราะ
“ ก็ใครใช้ให้ท่านอุ้มข้าเอาไว้ตั้งนานยังงี้ล่ะ บอกแล้วว่าข้าตัวหนัก”
“ ไม่น่าเชื่อเลย ปีกลายตัวท่านเบากว่านี้ตั้งเยอะ”
“ ปีกลายกับปีนี้ห่างกันตั้งปี ปีหน้าข้าก็ต้องหนักกว่านี้อีก”
“ แล้วข้าจะคอยดู ถ้าปีหน้าได้อุ้มอีก ข้าถึงจะบอกได้ว่าเจ้าหนักขึ้นกว่าปีนี้”
“ ฮึ ไม่มีทางเสียล่ะ ปีนี้ท่านหลอกข้ามาดอก ข้าถึงยอมให้ท่านอุ้ม”
“ โถ แล้วปีหน้าจะให้ใครอุ้มล่ะ หรือว่าซัมโป” น้ำเสียงของดอร์จีห้วนอย่างมีอารมณ์
“ อย่าพูดถึงเขาอีกเลย รีบพาข้าขึ้นไปเถอะ”
“ ได้เลย ว่าแต่ ข้าขอจูบเจ้าพอให้คลายหนักก่อนได้ไหม”
“ มะ...”
หญิงสาวอ้าปากจะปฏิเสธ แต่กลับถูกริมฝีปากหนา และร้อนเร่าบดขยี้ลงมาอย่างรวดเร็ว
ดอร์จีจูบหญิงคนรักอย่างดูดดื่ม ก่อนจะถอนริมฝีปากออกมา แล้วทั้งสองก็สบสายตากันอยู่อีกครู่หนึ่ง ชายหนุ่มจึงถอนหายใจ
“ ปากของเจ้าก็ยังหวานหอมนุ่มนวลเหมือนเดิม”
“ ขอให้ท่านคิดและพูดยังงี้ตลอดไปเถอะ”
“ ไม่มีสิ่งใดจะมาเปลี่ยนใจข้าได้หรอก ถึงร้อยปีพันปีข้าก็จะพูดคำนี้ตลอดไป”
“ ข้าจะพยายามเชื่อ”
“ อ้าว ทำไมต้องพยายามด้วยล่ะ”
โลลุกะหัวเราะ
“ ก็ใครจะเชื่อได้ ในเมื่อท่านไม่พูดความจริง”
“ ความจริง” ดอร์จีทำสีหน้าจริงจัง “ นี่คือความจริงอย่างที่สุดแล้ว มีส่วนไหนบ้างที่ไม่ใช่ความจริง”
หญิงสาวถอนใจ
“ ก็ร้อยปีพันปีไงล่ะ ข้ากับท่านจะมีชีวิตยืนยาวอยู่ถึงวันนั้นรึ”
“ ร่างกายของเราอาจดับสูญ แต่ความรักของเราจะยั่งยืนยิ่งกว่านั้นเสียอีก”
โลลุกะจ้องหน้าชายคนรักอยู่นาน ในที่สุด เธอก็เหนี่ยวคอของเขา เผยอหน้าขึ้นไปจูบเขาด้วยความรัก
“ โลลุกกะรักท่านเหลือเกิน”
“ ข้าก็เหมือนกัน”
แล้วสองหนุ่มสาวก็เวียนวนจูบกันอยู่อีกครู่หนึ่ง หญิงสาวจึงถอนริมฝีปากออกมาพร้อมกับหอบหายใจจนทรวงสะท้อน
“ พอเถอะจ้ะ เดี๋ยวดอกอาซาเลียจะโรยเสียก่อน ตอนนี้ ท่านจะพาข้าขึ้นไปบนโน้นได้รึยัง”
“ ไปสิ เจ้ากอดคอข้าไว้ให้ดีก็แล้วกัน เดี๋ยวจะพลัดตกลงไปในหุบหิมะนั่น”
หญิงสาวกอดคอชายหนุ่มเอาไว้แน่น หลับตาลงด้วยความสุขใจ ในขณะที่ดอร์จีทะยานขึ้นไปสู่ยอดเขาด้วยวิชาลังโกมที่ฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยม
อึดใจต่อมา ดอร์จีจึงวางร่างของโลลุกะลงบนสันเขาที่เยือกเย็น ก่อนกระซิบบอกที่ข้างหู
“ ลืมตาขึ้นเถอะ โลลุกะ”
“ ถึงแล้วรึ”
“ อือ ถึงแล้ว”
หญิงสาวค่อยๆลืมตาขึ้น และแล้วเธอก็ต้องเบิกตาโพลงด้วยความตื่นเต้น เทือกเขาเบื้องหน้า สะพรั่งไปด้วยสีชมพู ดอกอาซาเลียผลิบาน หลังจากถูกปกคลุมด้วยหิมะมาแรมเดือน
มันไม่ต่างจากสรวงสวรรค์ ที่ผู้คนใฝ่ฝันถึง แม้แต่เธอเองซึ่งเกิดที่นี่ อยู่ที่นี่มาตลอดยังอดตื่นเต้นกับภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ได้
“ สวยจังเลย ดอร์จี”
“ ก็ข้าบอกแล้วว่ามันสวย ถ้าไม่ได้มาเห็นวันนี้ คงเสียดายแย่”
“ ท่านคงมาแอบดูเอาไว้ก่อนแล้วใช่ไหม ดอร์จี”
“ ใช่ ข้ามาดูดอกอาซาเลียเป็นการรำลึก” เสียงของชายหนุ่มแผ่วเบา และสั่นสะท้านจนโลลุกะอดใจหายไม่ได้
“ การรำลึก หมายความว่ายังไง”
โลลุกะแหงนมองหน้าชายคนรักด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
“ ก็อย่างที่ข้าบอกไปในหนังสือ”
“ อ๋อ ใช่สิ แต่ในหนังสือ ท่านบอกว่าอยากพบข้าก่อนเดินทางไกล เรื่องนี้ใช่รึเปล่า”
ดอร์จีพยักหน้าเนิบๆ
“ ใช่”
“ ท่านจะไปไหนรึ” โลลุกะกระตุกแขนถาม
ชายหนุ่มไม่ตอบ แต่จับไหล่สองข้างของหญิงสาวให้หันหน้ามาตรงๆ แทงสายตาคมกล้าเข้าไปในดวงตาคู่นั้น
“ ฟังนะโลลุกะ เรื่องนี้มันทรมานหัวใจข้าเหลือเกิน มันเป็นเรื่องของชาติ ของศาสนาที่นิกายของเราหวังจะกอบกู้ให้ได้ เพื่อชาติของเราจะได้หลุดพ้นจากการยึดครองเสียที”
ดอร์จี ชะงักคำพูดเอาไว้ จนหญิงสาวอดที่จะเร่งเร้าออกมาไม่ได้
“ เรื่องอะไร”
“ ข้ากำลังจะเดินทางลงไปพื้นราบ”
“ พื้นราบ” เธอเลิกคิ้วสูง “ ท่านกำลังจะไปสู่ความตาย”
“ เปล่า ข้าไปทำงาน”
“ ดอร์จี อย่าไปเลย” หญิงสาวอ้อนวอน “ ท่านก็รู้ว่า การลงไปสู่พื้นราบนั้นจะทำให้เราลำบาก ดูอย่างพวกที่เดินทางไปธรรมศาลาซี คนเหล่านั้นยังเจ็บป่วยกันไม่รู้เท่าไหร่ ทั้งที่ที่นั่น ไม่แตกต่างจากบนนี้เท่าไหร่ ”
“ นี่ เป็นเรื่องจริงรึ”
“ ใช่ ผู้ใหญ่เล่าให้ข้าฟัง มีคนเขาว่า เวลาเราลงไปยังพื้นราบปอดเราจะฉีกขาด หัวของเราจะถูกบีบ และเส้นเลือดจะแตก เลือดไหลออกจมูก ออกหู เชื่อข้าเถอะดอร์จี อย่าไปเลย”
ดอร์จีไม่ตอบรับ หรือแสดงอาการใดๆออกมา แต่เมื่อเห็นชายคนรักยังคงนิ่งเฉยอยู่ยังงั้น หญิงสาวก็โน้มคอของเขาลงมา แล้วประทับจูบอย่างดูดดื่ม ต่อเมื่อถอนริมฝีปากออกมาแล้ว เสียงเอื้อนเอ่ยของเธอจึงดังขึ้น
“ นะดอร์จี ท่านอย่าไปเลยนะ เชื่อข้าเถอะ ”
“ เจ้าทำให้ข้าหนักใจ โลลุกะ”
“ ทำไม ข้ารักท่าน ข้าจึงไม่อยากให้ท่านจากไปไหน โดยเฉพาะการลงไปสู่พื้นราบที่เราไม่คุ้นเคย”
ดอร์จีนิ่งไปนาน ไม่มีใครพูดอะไรออกมา สายตาของคนทั้งคู่ ทอดไปยังขุนเขาที่สะพรั่งด้วยดอกอาซาเลีย ในขณะที่โสตสองข้างคอยสดับถ้อยคำของกันและกัน ภายใต้ทรวงระทึก
ในที่สุดโลลุกะก็ทนไม่ไหว
“ ว่าไง ดอร์จี”
“ คงไม่ได้หรอกโลลุกะ ข้ารับปากกับท่านผู้ใหญ่เอาไว้แล้ว”
“ ใคร ข้าจะไปขอร้องท่านเอง”
“ อย่านะ โลลุกะ เดี๋ยวท่านจะเข้าใจผิดคิดว่าข้าขี้ขลาด”
“ ก็ได้ ว่าแต่ท่านผู้ใหญ่ที่ว่า ใคร”
“ ท่าน...เอ้อ ”
ดอร์จีลังเล แต่ยังไม่ทันที่ชื่อของดอนดรุบจะพ้นริมฝีปากออกมา สายตาของดอร์จีก็เหลือบเห็นเงาของคนสี่หรือห้าคนผ่านแวบทางหางตา ทุกคนล้วนแต่กระโดดแผล็วๆมาด้วยวิชาลังโกมทั้งสิ้น
“มีคนมา”
ดอร์จีกระซิบ ทั้งสองผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้น ร่างของชายคนหนึ่งก็โผนทะยานถึงตัวดอร์จีเสียแล้ว ตีนที่หุ้มด้วยหนังจามรีทิ่มพรวดมาก่อนเป็นอันดับแรก เป้าหมายคือทรวงอกล่ำสันของอินทรีหิมาลัย
วืด ด
เดชะบุญ มันพลาดไปอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อดอร์จีผงะหงายหลัง เอนร่างเป็นสะพานโค้ง ไม่ต่างจากลำไผ่ที่คนดึงยอดในขณะที่โคนต้นยังปักดินอยู่
ตีนมหากาฬของชายนิรนาม ซึ่งปิดหน้าด้วยผ้าสีดำ ลอยวืดผ่านร่างเขาไปหวุดหวิด
“ โอ๊ว ว”
เขาทำท่าจะหงายหลังลงฟาดพื้น แต่คนอย่างดอร์จีที่ผ่านการต่อสู้มาแล้วอย่างโชกโชน ผ่านการฝึกฝนวิชาลังโกมมาจนช่ำชอง มีรึจะเสียทีคนง่ายๆ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงดีดร่างตีลังกาหลัง ม้วนตัวไปสามตลบด้วยลีลาที่คนสมัยใหม่เรียกยิมนาสติก
พอยืนตั้งหลักได้อย่างมั่นคง สายตาคมกริบของอินทรีก็แลเห็นร่างของพวกมันคนหนึ่งลอยมาพร้อมด้วยบาทาสกปรก
ดอร์จีเบี่ยงตัวออกข้างๆ หน่อยหนึ่ง พร้อมดีดเท้าหุ้มเกือกหนัง สวนขึ้นเต็มเหนี่ยว
ผัวะ ว
ตุ๊บ บ
“ อุ๊บ บ”
หล่นโครมลงไปนอนบิดตัวเร่าๆอยู่บนพื้น
นั่นมาอีกแล้วสอง ดอร์จีทะยานขึ้นรับร่างของนักล่านิรนามเหล่านั้นด้วยวิชาลังโกม ที่คราวนี้พวกมันพุ่งมาพร้อมกันสองคน สะบัดตีนสองข้างเข้าใส่ร่างพวกมันพร้อมกัน
ผัวะ ว
ผาง ง
โครม ม