จบ โอม.. จงตาย
0
ตอน
11
เข้าชม
0
ถูกใจ
0
ความคิดเห็น
0
เพิ่มลงคลัง
โอม หนุ่มนักศึกษาจบใหม่ที่ได้เข้ามาทำงานกับช่องยูทูปพิสูจน์ผี ตามคำชวนของเพื่อนสนิทที่เห็นว่าพลมีสัมผัสที่หกและกล้องถ่ายผีที่สืบทอดมาจากทวด

 

ในห้องแห่งหนึ่ง ที่ทุกสิ่งแต้มไปด้วยสีดำคล้ำ ยากจะมองออกว่าอะไรคืออะไร แม้นจะคนละเฉด

มีเพียงแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์แบบพกพาที่ถูกเปิดทิ้งไว้ สิ่งเดียวที่เป็นสีฟ้าสว่างแสบตา ท่ามกลางความมืดทั้งหมด

ไม่ไกลนัก หนุ่มนักศึกษาจบใหม่จ้องมองต้นตอของแสงสีฟ้าที่หน้าจอโน้ตบุ๊ค ตรวจทานอีเมลสมัครงานที่ตนพึ่งส่งไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันไม่มีจุดผิดพลาดตรงไหนที่ทำให้รู้สึกว่าต้องแก้ กลับกันเขาคิดว่ามันดีเสียด้วยซ้ำ แต่ทำไมถึงไม่มีที่ไหนรับเลยนะ เขารู้สึกสงสัยกับตนเอง

เฮ้อ

หนุ่มนักศึกษาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปล่อยน้ำหนักตัวไปกับพนักพิงหลังอย่างหมดอาลัยตายอยาก ท้อแท้เหลือเกินกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ณ.ตอนนี้ ไม่ยักคิดเลยว่าการหางานทำมันจะยากยิ่งกว่าการทำข้อสอบครั้งไหน ๆ 

"โอม ไปกินข้าวก่อนสิลูก ยายเขาทำกับข้าวเสร็จแล้ว" น้ำเสียงนุ่มนวลและอ่อนโยนของหญิงสาวมีอายุ พร้อมมือเล็กที่สะกิดเรียกให้เจ้าของชื่อที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ให้ลุกขึ้นไปกินข้าวกินปลาเสีย ก่อนที่จะผอมแห้งเพราะเครียดตายอยู่ในห้อง

โอมที่โดนมาตามถึงห้องนอน ไม่มีทางเลือกหรือข้ออ้างมาแย้งจึงยอมละจากกิจกรรมที่ทำอยู่ แต่ก่อนที่เขาจะได้ทันลุกไปไหน โทรศัพท์ที่อยู่ห่างจากตัวไม่ไกลนัก ก็ดังขึ้นพร้อมหน้าจอที่แสดงรายชื่อ 'โชกุน' เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยม.ปลาย

"แปปนึงนะแม่ โชมันโทรมา" เขาหันไปบอกกับแม่ ให้อีกฝ่ายลงไปกินข้าวได้เลย เพราะตัวเขาเองจะเคลียร์ธุระกับเพื่อนให้เสร็จก่อน

"มึงได้งานยังวะ" ทันทีที่กดรับ คนปลายเสียงก็รีบเข้าประเด็นสำคัญ ไม่มีการเกริ่นหรืออะไรทั้งสิ้น

"ยังเลยว่ะ ไม่มีที่ไหนเขารับคนไม่มีประสบการณ์เลย กูไม่รู้จะทำยังไงดี"

"ไม่ต้องเครียดนัะเว้ย กูหางานมาให้มึงทำแล้ว" ทันทีที่โชมันพูดถึงประโยคนี้ ดวงตาของเขาก็เบิ่งกว้างด้วยความดีใจและไม่น่าเชื่อ นาน ๆ ทีื่เพื่อนสนิทจะทำตัวเป็นประโยชน์ ช่วยเขาหางานทำแต่หวังว่ามันคงจะไม่ใช่งานแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีคนทำนะ

"มึงจำพี่บัส รุ่นพี่กูที่เขาทำยูทูปล่าท้าผีได้ไหม ตอนนี้เขาอยากได้ลูกทีมเพิ่ม มึงสนใจป่ะ"

"มึงจะให้กูไปล่าท้าผีอะนะ" โอมกุมขมับ งานดี ๆ บนโลกมีให้ทำเยอะแยะดันจะให้ไปหาผี

"มึงมีเซ้นส์ไม่ใช่เหรอ หรือมึงกลัวผี"

"กูไม่ได้กลัว"

"งั้นพรุ่งนี้มึงมาหากูนะ เดี๋ยวพาไปหาพี่เขา เอากล้องมึงมาด้วยนะ" 

"เออ ๆ" เขาตบปากรับคำชวนของโชกุนมันไป เนื่องจากไม่ได้มีทางเลือกอะไรมากมายในสถานการณ์ที่ไม่มีที่ไหนจ้างงานอยู่แล้ว ลองไปดูก็ไม่ได้เสียหายอะไร ถือซะว่เป็นพาร์ทไทม์ล่ะกัน

 

 

 

"โอมจะไปทำงานกับเพื่อนเหรอลูก" บนโต๊ะกินข้าวที่มีคุณตากำลังแทะเนื้อปลาทูทอด และคุณยายที่กำลังตักข้าวใส่ชามให้หลานชายเยอะเป็นพิเศษ เพราะได้ข่าวดีว่าหลานกำลังจะได้งานทำ

"รุ่นพี่ที่โชรู้จักขาดคนพอดี มันเลยมาชวน" โอมบอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนลงมา โดยละเว้นเรื่องที่รุ่นพี่คนนั้นทำงานเกี่ยวกับล่าท้าผีไว้ เพราะกลัวคุณตาคุณยายจะเป็นห่วง

"งานมันเกี่ยวกับอะไรเหรอ"

"ก็.. เป็นตากล้องช่วยถ่ายคลิปให้เขา ได้เงินเยอะอยู่" รู้สึกผิดเล็กน้อยที่โกหกยายไปแบบนั้น กะว่าจะรีบสร้างตัวให้มีเงินจำนวนหนึ่ง แล้วรีบหางานใหม่ที่ปลอดภัยมากกว่านี้ หากระหว่างการทำงานมันไม่ย่ำแย่จนเกินไป

"แล้วโอมบอกแม่รึยังว่าได้งานแล้ว"

เขาเผลอลืมไปซะสนิทเลยว่ายังไม่ได้บอกกับแม่ ตอนที่แม่เข้าไปเรียกให้ลงมากินข้าว ก็มัวแต่สนใจเรื่องที่คุยกับโชกุน ตื่นเต้นกับการกำลังจะได้ทำงานครั้งแรกในชีวิตไปหน่อย

 

 

 

ช่วงบ่ายของวันต่อมา

โอมมาถึงสถานที่นัดหมายที่โชกุนส่งมาให้ บ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านจัดสรรที่ถูกดัดแปลงเป็นบริษัทขนาดย่อม มีจำนวนพนักงานแค่สิบกว่าคนเท่านั้น เพื่อลงทุนลงแรงทำช่องยูทูปช่องเดียวที่มีผู้ติดตามแสนกว่าคน 

ทันทีที่มาถึง โชกุน เพื่อนของเขาก็มายืนรออยู่ที่หน้าบ้าน พร้อมบอกให้เอามอเตอร์ไซค์มาจอดในรั้วจะได้ไม่ขวางทางบ้านอื่น รวมถึงเป็นคนพาเขาเข้าไปข้างใน แนะนำให้คนอื่น ๆ รู้จัก

"พี่บัส ไอนี่คือคนที่ผมบอกพี่ว่ามันมีกล้องที่ถ่ายเห็นผีได้" โชกุนลากเขาผ่ากองพนักงาน ไปหาคนที่ดูเหมือนจะเป็นเหมือนเจ้าของช่องที่กำลังคุยงานกับทีมอยู่อย่างหน้าไม่อาย คงเพราะมันสนิทกับพี่เขาอยู่ระดับหนึ่งล่ะมั้ง ถึงไม่มีใครว่าอะไร

"น้องชื่ออะไร"

"โอมครับ" เขาแนะนำตัว พร้อมหยิบกล้องฟิล์มยุค 90 ที่สามารถติดผีได้ให้อีกฝ่ายดู มันค่อนข้างเก่าแต่ยังใช้งานได้ปกติ

บัส ได้สิ่งที่รุ่นน้องอ้างว่าเป็นสิ่งลี้ลับที่ยังหาคำตอบไม่ได้ รู้สึกตื่นเต้นกับมันไม่น้อยเลย เขาพลิกสำรวจมันทุกซอกทุกมุม ไม่อาจตรวจเจอความผิดปกติใด ๆ ที่ทำให้มันแตกต่างจากกล้องฟิล์มธรรมดาทั่วไป ไวกว่าความคิด มือเขาไปกดปุ่มชัตเตอร์โดยเจตนา ถ่ายรูปรุ่นน้องโชกุนและเพื่อนของน้องแบบไม่บอกไม่กล่าว 

รอให้พื้นที่สีดำบนฟิล์มอันจิ๋ว เปลี่ยนสีสันอยู่สักพักหนึ่ง ร้องเรียกขิม หญิงสาวที่ทำงานที่นี่มานาน ชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วยเนื่องจากความสนใจปนสงสัย ก่อนที่สิ่งอยู่ปรากฏในรูปจะทำให้พวกเขาต้องหันมามองหน้ากัน ดวงตาเบิกกว้าง ไม่มีคำพูดหรือทฤษฎีใดมาอธิบายสถานการณ์ตรงหน้าได้

ภาพนี้มันควรเป็นแค่ภาพถ่ายทั่วไป แต่สิ่งที่พวกเขาเห็น คือร่างของเด็กทารกที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือด ช่วงท้องยังมีสายสะดือติดอยู่ พันระโยงระยางไปหมด และกำลังไต่อยู่ช่วงเอวของเจ้าของกล้อง

"เออ...." บัสเกิดความลำบากใจเล็กน้อย ไม่รู้ว่าควรบอกเรื่องนี้กับน้องเขายังไงดี

"เห็นเด็กใช่ไหมครับ" โอมคาดเดาได้ ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร เพราะตัวต้นเรื่องได้ปีนก่ายขึ้นมาถึงช่วงไหปลาร้า เขามองสิ่งมีชีวิตที่ร่างกายแต้มไปด้วยสีแดงและส่งกลิ่นเหม็น ในแววตาที่มองมันมีเพียงความเฉยชาที่หลงเหลืออยู่ ไร้ความกลัว แค่ชินกับมันไปแล้ว "เด็กคนนั้นคือน้องชายผมเอง ตอนท้องน้องได้ประมาณสี่ห้าเดือน แม่ผมแท้งลูก น้องเลยไม่ได้เกิด ตั้งแต่นั้นมา น้องมันก็คอยมาเกาะบนตัวผมตลอด ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไม่ยอมไปเกิดซักที"

บัสตาลุกวาว "น้องไปได้กล้องนี้มาได้ยังไง"

"ผมได้มาจากทวดที่เสียไปครับ เป็นมรดกจากท่าน"

"แล้วทำไมมันถึงถ่ายติดผีได้ล่ะ หรือว่ามันเป็นแบบนี้อยู่แล้วตั้งแต่ได้มา"

"ทวดผมเลี้ยงผีพวกกุมาร พวกพรายเอาไว้ ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นสาเหตุที่ทำให้กล้องมันติดผีรึเปล่า บางทีท่านอาจจะปลุกเสกอะไรไว้ หรือมันก็แค่เป็นของของคนตายเฉย ๆ"

บัส เงียบไปซักพัก ก่อนที่จะพูดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อตัดสินใจบางอย่างได้ "น้องอยากได้งานใช่ไหม"

โอมพยักหน้าเป็นคำตอบ

"ถ้างั้นพี่ขอเอากล้องไปใช้ถ่ายในคลิปพี่ได้ไหม แลกกับน้องได้ทำงาน"

"แล้วผมต้องทำตำแหน่งไหนเหรอครับ ผมถ่ายคลิปเป็นกับตัดต่อได้นิดหน่อย"

"ตัดต่อกับตากล้องพี่มีเยอะแล้ว น้องไปอยู่หน้ากล้องเลย"

"คือผมต้องไปยืนพูดในคลิป..." สิ้นสุดประโยคของรุ่นพี่ ใบหน้าของโอมก็ซีดเผือกโดยอัตโนมัติ เมื่อตำแหน่งงานที่เขาได้ เปรียบเสมือนดารานักแสดงที่ต้องทำงาน ใช้ชีวิตร่วมกับกล้องและแฟลช เขาไม่ได้เตรียมใจที่จะมาทำหน้าที่นี้มาก่อน เพราะคิดว่าอย่างมากก็ได้ทำตากล้องกับตัดต่อ แถมการเปิดเผยใบหน้าสู่สาธารณะก็เสี่ยงให้แม่หรือยายไปพบเห็น เขาไม่ได้อยากให้พวกท่านรู้ว่าเขาทำงานเกี่ยวกับล่าท้าผี

"ผมไม่เคยยืนพูดหน้ากล้อง" โอมบอกรุ่นพี่ให้ทราบ ประสบการณ์ด้านนี้ของเขาคือศูนย์ แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ฟังหรือสนใจด้วยซ้ำ

"ไม่เป็นไร" รุ่นพี่พูดด้วยท่าทีสบาย ๆ "ถ้าพี่ถามอะไร น้องก็ตอบ แค่นี้เอง"

"ส่วนเรื่องตื่นกล้องก็ไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวถ่ายไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ชินเอง" แม้แต่พี่ผู้หญิงที่เปรียบเสมือนมือขวา ยังเห็นดีเห็นงามด้วย

"ขิม เดี๋ยวเตรียมของขึ้นรถนะ ห้าโมงกว่าแล้ว" บัสบอกให้ทีมงานเตรียมตัวให้พร้อม สำหรับการออกกองในวันนี้ 

"โอมทำงานตอนกลางคืนได้ใช่ไหม ถ้างั้นวันนี้ไปออกกองกับพี่นะ เลิกประมาณห้าทุ่มเที่ยงคืน"

ไม่มีการบอกกล่าวให้เตรียมตัวล่วงหน้า เหมือนพวกเขาแค่มีความคิดผุดขึ้นมาในหัวแล้วลงมือทำทันที ทำเอาเด็กใหม่ที่พึ่งมาสมัครงานแต่ได้ปฏิบัติจริงเลย รู้สึกเหวอและทำตัวไม่ถูก ใจหนึ่งก็เออง่ายดี แต่อีกใจหนึ่งก็กังวลไม่น้อย กลัวจะเป็นตัวถ่วง

"สู้ ๆ เว้ยเพื่อน" โชกุน ที่มีประสบการณ์ทำงานมาก่อน ตบไหล่ให้กำลังใจพลางนั่งลงกับพื้นดินข้างเพื่อนสนิท มองดูเหล่าทีมงานที่ช่วยกันจัดเตรียมสถานที่ให้พร้อมกับการถ่ายทำ ท่ามกลางแสงสว่างอันน้อยนิดในยาม 19 นาฬิกากว่า หน้าทางเข้าของตึกร้างสูงสิบชั้น "ตอนมาครั้งแรก กูก็เกร็งพอ ๆ กับมึงนั่นแหละ เดี๋ยวก็ชิน"

"มีสคริปให้พูดไหม"

"ถ้ามีเขาก็หาว่าจัดฉากดิวะ" โชกุนตอบ "หน้าที่มึงไม่มีอะไรมากเลยเว้ย ถ้าพี่บัสถามว่ามึงเห็นหรือรู้สึกอะไรไหม มึงก็ตอบไปตามความจริง ไม่เห็นก็บอกไม่เห็น เขาไม่บังคับให้มึงเห็นทุกครั้งที่ถาม ไม่งั้นคนดูจะบอกว่ามึงมั่ว มีเซ้นปลอม"

"แล้วประวัติของที่นี่ล่ะ" โอมถามต่อ

"ไม่รู้หรอก เขาไม่ให้คนที่จะไปล่าท้าผีรู้ประวัติ เดี๋ยวมันจะกลัวจนหลอนไปเอง" บทสนธนาคงดำเนินต่อไปตามที่มันควรเป็น หากเขาไม่ได้สังเกตถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคนข้างกาย ใบหน้าที่เงยขึ้นเกือบเก้าสิบองศา ไฟฉายในมือส่องค้างที่เดิมนานหลายนาที พร้อมดวงตาที่จ้องเขม็งไปยังณ.ตรงนั้น เขารู้ได้ทันทีว่ามีบางอย่างไม่ปกติ

"เห็นเหรอ"

"เขาอยู่บนต้นไม้" โอมพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเฉย ประหนึ่งภาพตรงหน้าคือสิ่งทั่วไปที่พบเจอได้ทุกวัน โดยที่ยังคงมองมัน ไม่ละสายตาไปไหน

 

 

ผู้หญิงชุดขาว ส่วนบนอาบไปด้วยคราบสีแดงของโลหิต คอของเธอหักผิดรูป เอียงลงมาติดกับไหล่ ไม่สามารถทำให้ตั้งตรงเหมือนคนปกติ นั่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ ขาทั้งสองไกว่ไปมา มองลงมาข้างล่างราวกับสงสัยว่ากำลังทำอะไรอยู่ พร้อมรอยยิ้มที่ฉีกกว้างไปถึงรูหู ไม่อาจอธิบายหน้าตาให้ชัดเจนกว่านี้ได้ เพราะระยะห่างที่อยู่ไกลกันเกินไป

"เตรียมตัวถ่ายนะ" ไม่ทันจะได้พูดอะไรให้ได้ความ ทีมงานก็มาเรียกตัวพวกเขาทั้งสองให้ไปทำงานเสียก่อน

"มึงไหวใช่ไหม" โชกุน รู้สึกกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับความปลอดภัยของเพื่อน แม้อีกฝ่ายจะเจอเรื่องแบบนี้บ่อยจนชินไปแล้ว แต่ครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่อีกคนมายังสถานที่ร้าง รวมถึงวิญญาณที่มีแรงอาฆาตสูง

"อืม... กูไหว" เขาบอกเพื่อนไม่ต้องคิดมาก เพราะผีตัวนี้ไม่ได้มาร้ายหรืออาฆาตแค้นแต่อย่างใด เธอแค่อยากรู้อยากเห็น

"วันนี้เป็นฤกษ์งามยามดี เราได้คนล่าท้าผีเพิ่มมาหนึ่งคน พร้อมกล้องถ่ายผีที่เราขออนุญาตจากน้องโอม เพื่อมาถ่ายทำโดยเฉพาะ" กระบวนการการอัดคลิปวิดิโอได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เขา โชกุนและผู้ล่าท้าผีอีกสองคน มายืนร่วมเฟรมเดียวกัน รอให้พี่บัสพูดเปิดรายการ เพื่อรับทราบภารกิจที่ต้องทำในวันนี้

สารภาพกันตามตรง เขาไม่ได้ฟังสิ่งที่พี่บัสพูดเลยซักนิด สายตาจดจ้องเพียงผีสาวตนเดิมที่ยังคงนั่งอยู่บนต้นไม้ใหญ่ เพิ่มเติมคือศีรษะที่หันมามองพวกเขาที่อยู่ด้านหลัง โดยที่ลำตัวไม่ได้หันตามมาด้วย สภาพของเธอดูน่าสยดสยอง ชวนน่าขนลุกไม่น้อย แต่เขาเชื่อว่าเธอเป็นวิญญาณที่ดี

แอ้ แอ้

ขณะเดียวกันนั้น เด็กทารกตนหนึ่งก็กำลังปีนป่ายอยู่บนร่างกายเขา ประหนึ่งเป็นโคอาล่า มันขึ้นมาถึงตรงคอ มืออันจิ๋วปัดป่ายไปมาบนใบหน้าของพี่ชายอย่างมีนัยยะสำคัญ มันคืออะไรกัน? ปลอบเขาอยู่เหรอ? ไม่ได้กลัวซักหน่อย

"น้องโชกุน น้องโอม เห็นกระดาษเอสี่กับสีที่อยู่กลางห้องไหม"

"เห็นครับพี่" โชกุนตอบคำถามของพี่บัสผ่านวอร์ เครื่องวิทยุสื่อสาร

"พี่อยากให้น้องโชกุนวาดรูปของผีที่น้องโอมเห็นให้หน่อย"

"โอเคครับ"

รายการดำเนินมาถึงในช่วงเกือบสุดท้าย ผู้ล่าท้าผีทั้งหมดถูกแบ่งเป็นสองทีมให้ไปทำภารกิจตามจุดต่าง ๆ ในตึกร้างแห่งนี้ ซึ่งโอมก็ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าภารกิจที่ได้คืออะไร เพราะตอนนี้ด้านหน้าของเขามีผู้หญิงชุดขาวโชว์กายกรรม ผูกคอตนเองให้ดูแบบระยะประชิด กั้นกลางระหว่างเขาและโชกุนที่กำลังนั่งขัดสมาธิหันหน้าเข้าหากัน

ร่างกายของเธอค่อย ๆ ยืดลงมาตามแรงโน้มถ่วง กล้ามเนื้อและเส้นเลือดเริ่มขาดออกจากกันอย่างช้า ๆ จนสุดท้ายร่างกายร่วงหล่นจากบ่วงเชือกที่ผูกติดกับบนเพดาน ส่วนหัวกระเด็นมาตกอยู่ตรงหน้าเขา...

เราสองคนสบตากันโดยบังเอิญ

"เฮ้ย!"

โอมสะดุ้งเฮือก ความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาที่หน้าขาหลังจากโดนอีกฝ่ายตีเรียกสติ

"มึงเหม่ออะไรของมึงเนี่ย" โชกุนว่า

"อะ นี่ผีที่มึงเห็นใช่ไหม" ก่อนจะโชว์รูปผีสาวที่นั่งอยู่บนต้นไม้ให้ดู สิ่งที่โชกุนมันถูกต้องตรงตามที่เขาเห็น

ผมสีดำยาว ชุดขาวที่เลอะคราบเลือด คอเอียงติดกับไหล่แบบผิดรูป แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ถูกต้อง

"เขาไม่ได้ยิ้ม" เพราะกายกรรมที่ผีสาวแสดงให้ดูเมื่อครู่ เขาถึงได้รับรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับริมฝีปากที่กว้างถึงรูหูของเธอ มันไม่ใช่รอยยิ้ม

"เขาโดนกรีดหน้า"

 

 

 

กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา อัพยากะตา ธัมมา...

โอมลืมตาตื่นขึ้นเพราะพระสงฆ์เก้ารูป ช่วยกันประสานเสียงบทสวดอย่างพร้อมเพรียง รู้สึกตัวอีกทีเขาก็มาอยู่ในงานศพของใครไม่รู้ ในฝันทำได้เพียงยกมือพนมไหว้ที่ที่โซฟาไม้ ที่นั่งหน้าสุดคนเดียว เพราะความสงสัยที่แวบขึ้นมาในหัวครู่เดียว ไม่อาจทำให้เขาควบคุมตนเองได้ ศีรษะหันไปสำรวจบรรยากาศของงานอย่างอยากรู้อยากเห็น

แขกทุกคนล้วนเป็นวิญญาณภัพเวสีที่มาในสภาพสยดสยอง มือยกขึ้นพนม มีดอกไม้ธูปเทียนปัดอยู่และสายสิญย์ที่มัดมือให้ประกบกัน พร้อมปากที่ขยับตามเสียงบทสวดเพื่อเอาเศษส่วนบุญ โอมเหลือบสายตามองผีทุกตัวไปเรื่อย ๆ จนมาหยุดตรงที่นั่งด้านหลัง ผู้หญิงตั้งครรถ์ที่โดนของแข็งทุบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไม่เหลือเค้าโครงว่าใคร เนื้อตัวและใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด สิ่งที่เธอทำอยู่ตอนนี้เหมือนตนอื่น ๆ ไหว้และสวดมนต์ตามพระ

โอมนั่งมองเธออยู่ซักพักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจหันหลังกลับมา กะจะนั่งสวดมนต์ดี ๆ เหมือนคนอื่น แต่ทว่ามันกลับมีบางอย่างเปลี่ยนไป

ภาพตรงหน้าที่ควรเป็นที่ตั้งของโลงศพ กลับเป็นกำแพงปริศนาที่มียันต์แปะไว้เต็มไปหมด

ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่สมองก็สั่งให้ขาของเขาขยับ ลุกขึ้นจากโซฟาไม้ที่นั่งอยู่ในตอนแรกแล้วเดินไปหากำแพง ช่างอยากรู้อยากเห็น จะไขคำตอบให้ได้ว่ามีสิ่งใดอยู่ข้างในกันแน่

"โอม..."

ก่อนที่จะเดินไปถึงกำแพงปริศนาเพียงไม่กี่ก้าว เสียงหวานที่แอบซ่อนความน่าขนลุกเอาไว้ก็เรียกให้เขาหยุด ผีสาวตายทั้งกลมมายืนอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่มีใครทราบ

มือเน่าเปื่อยเอื้อมมาปิดตาเขาเอาไว้ ไม่ให้มองเห็น พร้อมเสียงกระซิบที่ดังขึ้นที่ข้างหูอย่างแผ่วเบา

"อย่ายุ่งกับกำแพงนะ"

 

 

 

"!"

โอมสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความฝันอันยาวนาน เพราะแม่ผู้ให้กำเนิดสะกิดเรียกให้ลงไปกินข้าวข้าวเช้าเสียก่อน

"ฝันร้ายเหรอลูก" แม่ถามอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นลูกชายมีสีหน้าซีดเผือกเหมือนโดนผีหลอก

"...." เขาไม่รู้จะตอบคำถามนี้ยังไงดี เนื่องจากมันไม่ใช่ทั้งฝันดีและก็ฝันร้าย ทุกอย่างสั้นและรวบรัดเกินกว่าจะเข้าใจได้

ทำไมถึงห้ามยุ่งกับกำแพง 

กำแพงนั่นคืออะไรกัน

 

 

โอมเดินลงบันไดเพื่อมากินอาหารเช้าหรือจะเรียกว่ามื้อเที่ยงดี? เพราะตอนนี้มันสิบโมงค่อนสิบเอ็ดแล้ว

กับข้าวบนโต๊ะช่างแสนเรียบง่าย เป็นเพียงไข่เจียวกับไก่ทอดธรรมดาทั่วไป ไม่ได้มีอะไรหวือหวายกเว้นแขกที่ไม่ได้รับเชิญ

ขณะที่คุณยายกำลังตักข้าวให้หลานทานอยู่นั้น จู่ ๆ เสียงกระดิ่งบ้านก็ดังขึ้น เป็นหน้าที่เขาจะต้องเดินไปดูว่าใครมา และมันก็ทำให้เขาหัวเสียมาก เมื่อเปิดประตูรั้วไปแล้วพบว่าคนนั้นคือเพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงาน อย่างโชกุนนั้นเอง

"มึงมาทำไม"

"อ้าว" โชกุนที่โดนถามแบบนั้น ก็แสดงออกผ่านสีหน้าอย่างชัดเจนว่าไม่เข้าใจ "มึงบอกกูว่ามึงฝันร้ายนิ กูก็เลยมาเยี่ยมมึงไง นี่กูเป็นห่วงนะเนี่ย"

"กูแค่ฝันร้าย"

"แต่มึงฝันเรื่องนี้มาเป็นเดือนแล้วนะ วันดีคืนดีผีในฝันโผล่มาหักคอมึงขึ้นมา ทำไงอะ กูไม่อยากไปงานศพเพื่อนนะเว้ย"

โอมไม่ได้ใจร้ายใจดำขนาดไล่เพื่อนที่แสดงอาการเป็นห่วงเป็นใยกลับบ้านได้ลงคอ จึงทำเพียงกวักมือเรียกให้อีกคนเข้ามาแทน

โชกุนเดินตามเจ้าของบ้านเข้ามา ถอดรองเท้าค่อนข้างสะเปะสะปะ ซึ่งเขาก็ไม่ได้สนใจที่จะจัดระเบียบมันเพราะเคยมาที่นี่บ่อยแล้ว คุ้นชินกับบ้านหลังนี้พอสมควรสมัยยังใส่ชุดนักเรียน แต่มันก็สิ่งหนึ่งเหมือนจะแปลกตาออกไป

ผ้าม่านสีดำทึบปิดปริศนาที่ผิดหูผิดตาแบบสุด ๆ มันไม่ได้มีไว้เพื่อปิดหน้าต่างแต่กลับปิดตู้เก็บของไว้แทน ด้วยความสงสัยเขาจึงถามเจ้าของบ้านออกไปซึ่งก็ไม่ได้คำตอบ

"ไหว้แม่กูด้วย" โชกุนที่ถูกเมิน ยกมือไหว้ผู้ให้กำเนิดของเพื่อนโดยยังไม่ได้เข้าใจอะไรเลย แต่ก็เพื่อมารยาทที่ดีจึงไม่ซักไซร้ถามอะไรต่อ แม้นจะอยากรู้มากก็ตาม

"เอ้า?! โชกุนไม่ได้เจอกันนานเลย" คุณยายที่เห็นว่าแขกที่มาเป็นเพื่อนของหลานชาย กวักมือเรียกให้มานั่งกินข้าวกินปลาด้วยกัน พร้อมถามสารทุกข์สุกดิบอย่างสนิทสนม

"ทำงานเป็นไงบ้างลูก เห็นว่าทำงานกับโอม"

"น่ากลัวนิดหน่อยแต่โดยรวมก็สนุกดี" คำพูดของโชกุน ทำเอาเขาเสียวสันหลังหวาบ แทบจะคลายข้าวที่พึ่งกินไปทิ้ง

"น่ากลัว? อะไรน่ากลัว" คุณยายที่ได้คำตอบแบบนั้น แน่นอนว่าท่านก็ต้องไม่เข้าใจแน่ ๆ ว่ากำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันอยู่

"ก็พวกผมทำงานเกี่ยวกับล่าท้าผีไงยาย ไปหาผีในที่ร้างน่ะ เป็นยาย ยายไม่กลัวเหรอ" โอมพยายามสะกิดให้หยุดพูดได้แล้ว แต่หาว่าอีกฝ่ายสนใจไม่

"โอม ลูกไปหาผีมาเหรอ" คุณยายช็อคถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ท่านนึกว่าหลานชายทำงานเกี่ยวกับตากล้องมาโดยตลอด

"เอ้า มึงไม่ได้บอกยายมึงเหรอ"

โอมกุมขมับ เพื่อนตัวดีมันหาเรื่องมาให้เขาอีกแล้ว สงสัยกับตนเองเหลือ เหตุใดถึงทนคบกับมันอยู่อีก

"คือ.." โอมพยายามอธิบาย แต่คำพูดมันติดอยู่ที่ปลายคอ ผลลัพธ์ที่ออกมากลายเป็นทุกอย่างติดขัดไปหมด ซักพักกว่าจะเรียบเรียงคำได้ "คือผมไม่มีทางเลือกอะยาย ตอนนั้นมันมีแค่งานนี้เดียว"

"แต่เราก็ไม่ควรไปลบหลู่ผีแบบนั้นนะลูก ถ้าเกิดเขาอาฆาตจะเอาชีวิตเราขึ้นมา โอมจะเป็นอันตรายนะ"

"เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง ก่อนกับหลังถ่ายเสร็จ พวกผมไหว้ขอขมาเจ้าที่เจ้าทางทุกครั้ง ไม่มีปัญหาเรื่องการตามอาฆาตแน่นอน" ครั้งแรกที่โชกุนทำตัวเป็นประโยชน์ ช่วยอธิบายอีกแรง

บทสนธนาบนโต๊ะอาหารจบลงด้วยดี คุณยายไม่ได้ห้ามปราม ปล่อยให้พวกเขาทำอาชีพนี้ต่อไป ด้วยเหตุผลบางอย่างที่เขาก็ไม่รู้ว่าทำไม ท่านเพียงแค่บอกให้ระวังตัว อย่าไปเล่นเกินเลยจนเจ้าที่เจ้าทางโกรธ ทั้งทีเขาควรจะดีใจแท้ ๆ ที่คุณยายเข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องมาทำงานนี้ เพราะไม่มีทางเลือกอื่นในสถานการณ์ที่ไม่มีใครรับเด็กจบใหม่ แต่จิตใจของเขากลับว้าวุ่นเสียซะอย่างนั้น

นอนหงายอยู่บนเตียงนุ่ม ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเหม่อลอยมองฝ้าเพดานอย่างไร้จุดหมาย ส่วนหูก็ฟังเสียงนกเสียงกาไป

แขกทำตัวเสมือนเจ้าของบ้าน ถือวิสาสะเปิดใช้งานโน้ตบุ๊คของเพื่อนโดยไม่ขออนุญาตซักคำ นั่งดูคลิปวิดิโอล่าสุดที่รุ่นพี่อัปโหลดลงช่อง พร้อมไล่อ่านคอมเม้นต์แสดงความเห็นที่ขึ้นมาเป็นหลักร้อย ภายในไม่กี่ชั่วโมง

"มึงดังแล้วว่ะ" โชกุนว่า หลังคอมเม้นต์มากมายกล่าวถึงเพื่อนของเขาในแง่บวก ทั้งเซ้นต์แม่นบ้าง ควบคุมสติได้ดี ไม่แตกตื่นแต่ชอบเหม่อลอย และที่พูดถึงเยอะที่สุดคงจะเป็นเรื่องกล้องถ่ายผี ไม่ว่าจะถ่ายมุมไหนก็ติดวิญญาณทุกรูป จนคนดูสงสัยว่ามันลงคุณไสยไว้รึเปล่า รวมถึงข้อสันนิฐานมากมายที่ไม่รู้จริงเท็จแค่ไหน เนื่องจากบางเรื่องเจ้าของเองก็ยังไม่ทราบเลยด้วยซ้ำ

"ไม่ธรรมดานะ มาแค่เดือนเดียวแล้วคนดูให้ความสนใจมากขนาดนี้อะ"

"ว่าแต่กูสงสัยวะ..."

 

?

 

โอมที่ยังคงนอนมองฝ้าเพดานต่อไป ก็ต้องเลิกคิ้วด้วยความมึนงงและสงสัย เมื่อเพื่อนตัวดีบอกว่าตนเองมีเรื่องอยากจะไขปริศนาหาคำตอบให้ได้ แต่กลับทำให้ห้องเงียบ ไม่ยอมเอ่ยต่อ โยนมันทิ้งไปดื้อ ๆ เหมือนกล่าวขึ้นมาลอย ๆ ให้รับรู้เฉย ๆ

"ก็พูดมาสิ" แอบหัวเสียกับนิสัยชอบกวนบาทาของเพื่อนไม่น้อย หลังจากรอฟังมานับนาทีกว่าได้ ความอดทนก็เริ่มหมดลง เขาดันตัวส่วนบนขึ้นมาจากเตียงกะจะเอื้อมไปโบกหัวเพื่อน สั่งสอนมันซะหน่อย แต่วินาทีนั้นเองที่เขาได้รับรู้ความจริงที่น่าขนลุก เมื่อโชกุนขยับริมฝีปากเอ่ยอะไรบางอย่างพร้อมท่าทางอย่างออกรส

โชกุนมันพูดขึ้นมาแล้ว แต่เป็นเขาเองที่ไม่ได้ยินมัน

ไม่รู้ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้นได้ ราวกับมีมือของใครบางคนเอื้อมมาปิดหูของเขาเอาไว้ ประสาทรับเสียงถูกตัดหายโดยสมบรูณ์ เขาไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น รวมถึงโชกุนก็เหมือนจะไม่ได้ยินเขาด้วยเช่นกัน

โอมตื่นตระหนก หัวใจเต้นแรง สมองขาวโพลน มันน่ากลัวยิ่งกว่าเจอผีสภาพเปื้อนเลือดสยดสยอง ตั้งแต่จำความได้เขาไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน มันทำให้เขาทำตัวไม่ถูก แต่ไม่นานก็มีเสียงหนึ่งปรากฏขึ้น เสียง 'ชู่ววว' ดังขึ้นที่ข้างหู ร่างกายแข็งขืนเป็นหิน ประหนึ่งโดนคำสาปของเมดูซ่าให้กลายสภาพเป็นหิน เมื่อเผลอไปสบตาเธอเข้า ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองว่าวิญญาณที่อยู่ด้านหลังเขาตอนนี้คือใคร

แต่ให้เดา มันคงไม่ใช่ตนไหนไกล ผีสาวตั้งครรถ์ที่ใบหน้าถูกทุบจนระบุตัวตนไม่ได้ ไม่ทราบว่าเหตุผลใดที่เธอออกมาจากความฝัน เหตุใดที่เธอมาอยู่ด้านหลัง ใกล้ชิดจนสามารถรับรู้ถึงลมหายใจที่รดหลังคอ

"โอม..."

ชะ ช่วยด้วย เจ้าของชื่อกรีดร้อง พยายามขอความช่วยเหลือสุดชีวิตแต่กลับไม่มีเสียงใดเปล่งออกมาจากลำคอ ดิ้นทุรนทุรายแค่ไหน เพื่อนสนิทก็ไม่ได้สนใจหรือรับรู้สิ่งผิดปกติ ยังคงดำเนินบทสนทนาต่อไปประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาไม่อาจทนอยู่ในสภาพคนหูหนวกแบบนี้ได้ สติสตังกระเจิงหายไปกับอากาศ ความสุขุมและใจเย็นที่ใครหลายคนมักชม ตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว

ในสมองมีเพียง 'ต้องออกไปจากที่นี่' ประโยคเดียววนซ้ำไปมา ขารีบลุกขึ้นจากเตียงแล้วจ้ำอ้าวออกให้ห่าง ทิ้งโชกุนให้ที่เดิม ส่วนตนเองก็ดังประตูห้องให้เปิดดังปัง ไม่สนว่ามันจะพังหรือไม่ ก่อนร่างกายจะหยุดชะงักลง เมื่อทางออกเดียวกลายเป็นทางตัน กำแพงแบบเดียวกับที่เคยเห็นในฝันปรากฏอยู่ตรงหน้า

"อย่ายุ่งกับกำแพงนะ" ผีตายกันกลมยังคงพูดประโยคเดิม แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งไหน เพราะเขาเลือกจะทำสิ่งที่โง่ที่สุด มือหนาออกแรงต่อยเข้าไปที่กำแพง มันโครตจะเจ็บเลยแต่เพื่อไม่ให้โดนฆ่าตาย เขาก็กัดฟันทนทำต่อไป พร้อมใช้ไหล่กับลำตัวช่วยดันให้กำแพงมันพัง

"อย่ายุ่งกับกำแพง!" เสียงของเธอดูเกรี้ยวกราดและไม่พอใจที่อีกคนไม่ทำตาม มือฉุดกระชากคอเสื้อ โยนไปไกล ๆ ให้ออกห่างจากมัน

หลังของโอมกระแทกเข้าที่กลางโต๊ะ ข้าวของที่มีค่าและไม่มีร่วงหล่นลงกระจัดกระจายเต็มพื้นห้อง โอมร้องอวดโอดด้วยความจุกที่ทำเอาลุกแทบไม่ขึ้น แต่ก็ยังฮึดสู้ ใช้ช่วงแขนกับลำตัวคลานพาตนเองหนี ใกล้ ๆ โทรศัพท์ที่โชคร้าย หน้าจอแตกพังยับเยินจากเหตุการณ์เมื่อครู่

ราวกับปาฎิหารย์ โทรศัพท์ที่ยังสามารถใช้งานได้อยู่ แอปพลิเคชันของนาฬิกาทำงาน ส่งเสียงดังลั่นตามเวลาที่กำหนดไว้ เรียกสติให้โอมตื่นจากความฝัน กลับมายังโลกแห่งความเป็นจริง ที่โชกุนเอื้อมมือไปปิดมัน ในสภาพงัวเงียพึ่งตื่นหลังจากใช้พื้นเป็นเตียง และแอบขโมยหมอนกับผ้าห่มเพื่อนมา

โชกุนเปิดปากอ้ากว้าง หาวประหนึ่งจะมีดาวเดือนออกมาพร้อมยืดเส้ยยืดสาย เหลือบสายตาไปสอดส่องเพื่อนที่ยังคงนอนอยู่บนเตียง จึงใช้มือสะกิดเรียกให้ตื่นเพราะถึงเวลาเตรียมตัวไปทำงานแล้ว

"ทำไมมึงทำหน้าแบบนั้นวะ" โชกุนถามด้วยความสงสัย เมื่อสังเกตว่าสีหน้าของเพื่อนดูตื่นกลัวที่เห็นหน้าเขา แถมเหงื่อแตกซกทั้งทีอยู่ในห้องแอร์อีก แปลก

"แค่.. แค่ฝันเฉย ๆ" โอมตอบไปส่ง ๆ และอีกคนก็ดูจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ซักไซร้ถามอะไรให้มากความ เข้าใจว่าเพื่อนไม่อยากพูด

"ไปทำงาน วันนี้พี่บัสเขานัดเข้ากองหกโมงครึ่ง" โชกุนบอกเพื่อนให้รีบลุกออกจากเตียง ก่อนที่พวกเขาจะไปสายกันทั้งคู่

โอมพยักหน้ารับทราบ โยนผ้าห่มออกไปแบบสุ่ม ๆ ไม่สนว่ามันจะไปตกอยู่ซอกหลืบไหน พลางรีบก้าวขาลงจากเตียงซะจนหน้าเกือบวูบ เพราะสายตาปรับตามการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและกะทันหันไม่ทัน แต่เขาก็ไม่หยุดเดิน มุ่งหน้าตรงลงไปข้างล่าง ปล่อยให้เพื่อนที่เปิดปากหาวอย่างไม่เกรงฟ้าดิน ตามมาทีหลัง

"จะไปกันแล้วเหรอลูก"

"อ่อ ใช่ครับ"

หญิงชราวัยหกสิบปลาย ๆ ทำปากอ่ำอึ้ง เหมือนมีอะไรอยากจะพูดออกมาแต่สุดท้ายกลับเงียบ แล้วเปลี่ยนเรื่องคุยหน้าตาเฉย ท่านขอให้เขาช่วงดูแลหลายชายของท่านให้หน่อยและพยายามอย่ากลับบ้านดึก ซึ่งเป็นการกระทำที่แปลกประหลาดไม่น้อยสำหรับโชกุน แต่สุดท้ายเขาเลือกที่จะปิดวาจา ไม่เอ่ยสิ่งพล่อย ๆ ต่อหน้าคุณยาย เพียงโน้มรับคำขอของท่านมาด้วยความเต็มใจ ทว่าทำได้หรือไม่ นั่นคืออีกเรื่องหนึ่ง

โชกุนขึ้นมาอยู่เบาะหน้า ภายในรถที่มีเพื่อนนั่งรออยู่บนเบาะคนขับตั้งนานแล้ว สังเกตได้จากแอร์ที่เย็นเฉียบจนต้องปรับความแรงลง

"มึงคุยไรกับยายกู" ประโยคบทสนทนาเริ่มต้น ทันทีที่ล้อหมุน

"ไม่ได้คุยไร เขาแค่เป็นห่วงมึงเฉย ๆ" โชกุนตอบไปตามความจริง ทุกอย่างมันควรจะจบลงเพียงเท่านี้ หากเขาไม่พูดสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจออกไป "แต่เอาจริงนะเพื่อน ยายมึงทำตัวแปลกมาก"

"หมายความว่าไง"

"มีอะไรบางอย่างที่กูรู้สึกว่ามันอธิบายไม่ได้ ทุกอย่างมันแปลกไปหมดเลย ทั้งยายมึง บ้านมึง รวมถึงตัวมึงเองก็เริ่มแปลกตั้งแต่กูชวนมาล่าท้าผีกับพี่บัสล่ะ"

"เหรอวะ" โอมไม่ค่อยอยากจะเชื่อสิ่งที่อีกคนพูดซักเท่าไหร่ มันดูเป็นเรื่องหลอกลวงให้ขวัญผวาเล่นหรือมันคือความจริง ที่เขาไม่ทันสังเกตแต่คนนอกที่มองมามันรับรู้ได้ คำว่า 'แปลก' ที่เพื่อนกำลังหมายถึงคืออะไรกัน นิสัยไม่เหมือนเดิม?

"เข้าวัดทำบุญล่าสุดเมื่อไหร่"

"มึงจะบอกว่ากูโดนผีเข้าเหรอ"

"ก็เป็นไปได้นะ มึงทำตัวแปลกซะขนาดนั้น"

"กูแปลกขนาดนั้นเลย?" โอมตกใจไม่น้อยที่ท่าทางการแสดงออกแบบนั้นจากเพื่อนที่คบกันมานาน เขาเปลี่ยนไปมากโดยที่ตนเองก็ไม่รู้ตัวเลยซักนิด ในระยะเพียงแค่หนึ่งเดือน

"มึงเคยเห็นอะไรแปลก ๆ ในบ้านตนเองไหม ตั้งแต่หลังมาทำงานกับพี่บัส"

"ไม่" โอมรีบปฏิเสธทันที "กูไม่เคยเห็นผีในบ้านกูเลย ซักครั้งในชีวิตก็ไม่เคย"

"พูดจริงดิ บรรยากาศบ้านมึงโครตบ้านร้าง ขนาดกูไม่มีเซ้นต์ยังรู้สึกได้แม่งต้องมีผีซักตัวในบ้านมึง เผลอ ๆ มากกว่าหนึ่งด้วย"

ขนาดนั้นเลยเหรอวะ โอมตั้งคำถามอยู่ในใจ เขาไม่คิดว่าเพื่อนสนิทคนนี้จะโกหกหรือมโนขึ้นมาเอง แต่มันก็น่าประหลาดใจไม่น้อยเลยที่เขาไม่เคยตระหนักรู้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แม้ว่ามันจะเกิดขึ้นภายในบ้าน มีผี? นอกจากวิญญาณน้องชาย เขาก็ไม่เห็นตนอื่นแล้วนะ

"เฮ้ย เลี้ยวซ้ายข้างหน้า" โชกุนทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่ดี คอยบอกเส้นทางที่ถูกต้องแก่คนขับและเรียกสติเพื่อนที่กำลังเมินอยู่ ให้มาสนใจถนนก่อนที่พวกเราจะตายกันหมด ภายในพริบตาเดียว จากเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยตึกอาคารก่อสร้างมากมาย เหลือเพียงถนนเส้นเปลี่ยวที่มีเพียงสองเลน ซ้ายขวามีต้นไม้สูงนับร้อยเรียงยาวตลอดทาง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีทางแยกไปซ้ายขวา หลังขับแช่อยู่ทางตรงมานาน

"มันทางตัน" คนขับแย้งข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง แต่ก็ต้องปิดปากเงียบในเวลาต่อมา เมื่ออีกคนชูภาพหน้าจอมือถือหน้าเว็บไซต์จีพีเอส มันแสดงเส้นทางสีน้ำเงินและจุดหมายปลายทางให้รู้ว่าเป้าหมายอยู่ทางซ้ายจริง ๆ ไม่ได้มั่ว

เนื่องจากสถานที่ถ่ายรายการในครั้งนี้ เป็นโซนที่อยู่ห่างจากบ้านเพียงไม่ถึงสิบกิโลเมตร จึงมีความรู้เรื่องซอกซอยบริเวณนี้อยู่ประมาณหนึ่ง ตอนที่พี่บัสส่งโลเคชั่นมา เขางงงวยไม่น้อยที่พวกพี่เขารู้ว่าที่นี่มีบ้านร้างอยู่ด้วย ทั้งทีเขาเป็นคนพื้นที่แท้ ๆ กลับไม่ทราบอะไรเลย จำได้ว่าเคยขับผ่านที่นี่อยู่ครั้งหนึ่งและตอนนั้นซอยนี้มันตันไม่ใช่เหรอ

มันมีกำแพงกั้นอยู่ เขาจำได้ หรือว่าช่างเขาเอาออกไปแล้วเหรอ

แม้นจะสงสัยแต่เขาก็เลือกที่เก็บคำถามไว้กับตนเอง หักพวงมาลัยบังคับให้รถยนต์ไปตามทางที่เพื่อนสนิทบอก ออกจากป่าทึบสู่ทุ่งหญ้าแห้งสีเหลืองซีด เป็นฉากประกอบให้หมู่บ้านร้างเด่นชัด มันทรุดโทรมตามกาลเวลาที่คาดว่าน่าจะสิบปีขั้นต่ำ แต่เผอิญว่ามันคงมีเหตุการณ์ไฟไหม้เกิดขึ้นด้วย ทุกอย่างจึงเต็มไปด้วยเขม่าควันดำ และกลิ่นของสารเคมีที่เกิดขึ้นจากการเผาและยังหลงเหลืออยู่ เขาสามารถสัมผัสได้ทันทีที่ก้าวเท้าลงรถ

สิ่งแรกที่เขาทำหลังมาถึงจุดนัดหมาย คือการยกมือไหว้ทักทายทีมงานที่มาถึงกองถ่ายแล้วเหมือนกัน ครั้งนี้เขามาถึงไวกว่าครั้งไหน ๆ ทีมงานส่วนใหญ่จึงยังไม่มากัน ทิ้งให้โชกุน คนอัธยาศัยดีที่สนิทกับทุกคนเดินไปคุยสัพเพเหระกับพี่ ๆ ส่วนเขาที่ว่างก็มาช่วยพี่ขิมจัดโต๊ะมอนิเตอร์ รวบรวมภาพวิดิโอจากกล้องทุกอันให้เห็นพร้อมกันในคราวเดียว ให้ความรู้สึกประหนึ่งเป็นผู้กำกับหนัง ดูน่าสนุกไม่น้อยเลย เขาเองก็อยากทำหน้าที่นี้เหมือนกัน จะได้สั่งคนนู้นคนนี้เข้าไปทำภารกิจแทนแล้วตนเองก็มองดูอยู่เฉย ๆ

"เป็นไงบ้าง ยังฝันร้ายอยู่ไหม" ขณะที่กำลังจัดโต๊ะ พี่ขิมก็ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง แต่เขากลับสงสัยมากกว่าว่าพี่เขารู้ได้ยังไง

"โชกุนบอกน่ะ" พี่ขิมดูออกว่าเขาคิดอะไรอยู่

"วันนี้ก็ยังฝันอยู่ครับ ฝันแปลกมากด้วย.."

"เราไม่ได้เผลอไปลบหลู่ใครเอาไว้ใช่ไหม"

"ไม่นะครับ ก่อนกับหลังถ่ายผมก็ไหว้ขอขมาตลอด แต่ว่า..." จังหวะการพูดของโอมชะงักไปชั่วครู่หนึ่ง เกิดความลังเลในใจว่าจะพูดออกไปดีไหม แต่สุดท้ายก็คิดได้ว่ามันจะดีเสียกว่าที่พวกพี่เขารับรู้เรื่องที่เกิดขึ้น "ทุกอย่างมันแปลกมากเลยครับ ตั้งแต่ที่ผมมาทำงานที่นี่ คือ.. ผมไม่เคยฝันถึงผี แถมวันนี้โชกุนเขาก็บอกว่าผมเปลี่ยนไปอีก ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น"

"โอมเคยไปปรึกษาหลวงพ่อไหม" เขาส่ายหน้า

หญิงสาวปิดปากเงียบ พิจารณาเกี่ยวกับปัญหาที่น้องตรงหน้าเจอจากประสบการณ์ที่ผ่านมา แน่นอนเรื่องที่ผีตามกลับบ้าน หรือสิ่งลี้ลับที่เกิดขึ้นหลังกลับจากบ้านร้าง เกิดขึ้นไม่บ่อยนักกับทีมงานที่มีเซ้นต์ และพวกเขาก็พอรับมือได้แบบถูไถ แต่กรณีของโอมมันค่อนข้างแปลกออกไป เธอไม่ใช่กูรูหรือหมอผี สิ่งที่พอแนะนำน้องในตอนนี้ได้คือบทสวดไหว้พระ อย่างน้อยก็ช่วยให้ใจสงบ รวมถึงย้ำเตือนว่าพรุ่งนี้ให้ไปหาหลวงพ่อเสีย

เมื่อเวลาถ่ายทำมาถึง เธอกับบัสและคุณลุงที่เป็นแขกรับเชิญ นั่งอยู่บนเก้าอี้หน้ามอนิเตอร์ สอดส่องดูการเคลื่อนไหวของทีมล่าท้าผีที่ถูกแยกกันแบบเรียลไทม์ พวกเขายืนนิ่งอยู่กับที่ ในแต่ละบ้านตามหมู่บ้านร้าง รอภารกิจจากผู้ดำเนินรายการที่ไม่รู้จะมาตอนไหน เพราะขณะนี้ยังอยู่ในช่วงที่คุณลุงกำลังเล่าประวัติที่นี่ สามีที่ฆาตกรรมภรรยาตั้งครรถ์อย่างโหดเหี้ยม ก่อนจะปิดชีวิตตนเองตายตามไป

"โอมดูลุกลี้ลุกลนแปลก ๆ" ขิมพูด หลังจากสังเกตเห็นสิ่งไม่ชอบมาพากลจากกล้องมอนิเตอร์ คนที่ปกติจะหน้านิ่งตลอดกลับแสดงท่าทีตรงกับข้าม

"น้องโอมเกิดอะไรขึ้นครับ" บัสเองก็ไม่อยู่เฉย รีบหยิบวิทยุสื่อสารมาถามไถ่น้องโอม ที่กำลังยืนอยู่คนเดียวในบ้านโซนกลางบ้านชั้นหนึ่ง

"มัน... น่ากลัวมากเลยครับ"

"เฮ้ย" บัสที่ได้ยินคำตอบของรุ่นน้อง ก็ตกใจไม่น้อย ไม่คิดมาก่อนเลยว่าน้องมันรู้จักคำนี้ด้วย "ปกติน้องไม่พูดอะไรแบบนี้เลยนะ ที่นี่มันขนาดนั้นเลยเหรอ"

"บรรยากาศมันอึดอัดมากจนรู้สึกหายใจลำบาก แถมที่นี่ก็เหม็นมาก กลิ่นเลือดโชยมาไม่หยุดเลย"

"น้องเห็นเจ้าของบ้านไหม"

"ยังไม่เห็นครับ"

"คิดว่ามีไหม"

"มีแน่นอนครับ" โอมตอบอย่างมั่นใจ "ตั้งแต่ที่ยืนมา ผมไม่เคยรู้สึกว่าผมอยู่คนเดียว"

"ถ้างั้นช่วยถ่ายรูปภายในบ้านให้พี่ดูหน่อยสิ" โอมรับทราบภารกิจที่ได้รับ มือเอนเอื้อมไปหยิบกล้องฟิล์มที่อยู่ในกระเป๋าสะพายข้าง กะจะรีบถ่ายแล้วก็รีบออกไป ราวกับว่าเจ้าของบ้านไม่อยากให้เขาอยู่ แต่ทุกอย่างก็ใช่ว่าง่ายดายดั่งใจ วินาทีที่เขาเงยหน้าขึ้นมาอีกรอบ นิ้วที่กำลังกดชัตเตอร์ได้ชะงักลง เพราะสายตาเจ้ากรรมสังเกตบางสิ่งท่ามกลางความมืด

ในคราแรกเขาไม่รู้มันคืออะไร จนกระทั่งเขารวบรวมความกล้าทั้งหมดส่องไฟฉายไปที่มัน ร่างกายแข็งทื่อ หัวใจตกไปอยู่ตาตุ่ม มือที่ถือไฟฉายสั่นไม่หยุด ตอนนี้ในหัวของโอมต็มไปด้วยคำว่าหวาดกลัว เขาไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนตั้งแต่เกิด อยากจะวิ่งหนีสุดชีวิตแต่ขากลับวิ่งไม่ออก แค่หายใจยังลำบาก ทำได้เพียงเลื่อนตัวถอยหลังทีละน้อย

"มึง..." ร่างสูงอันผอมแห้งของชายหนุ่ม เต็มไปด้วยเลือดและร่องรอยที่ถูกมีดกระหน่ำแทงทั่วทั้งตัว รวมถึงบาดแผลบริเวณปากที่โดนกรีดยาวไปถึงใบหู ทำให้เขาดูเหมือนยิ้มอยู่ตลอดเวลา ตรงข้ามกับแววตาที่มีแต่ความโกรธแค้นต่อทุกสิ่ง นิ้วชี้ไปยังเด็กหนุ่มผู้บุกรุก แม้นจะสั่นเคลือไร้เรี่ยวแรง แต่มันก็มากพอแล้วที่จะสร้างความขนหัวลุกซู่ให้แก่คนที่เห็น

"โอม?! ได้ยินพี่ไหม" เจ้าของชื่อใช้สติที่เหลืออันน้อยนิด รีบค้นหาเครื่องวิทยุสื่อสารที่อยู่ในกระเป๋า แม้ว่าจะลนลานจนทำกล้องของคุณทวดหลุดมือแต่ก็ไม่สนแล้ว ตอบคำถามของคนปลายสายด้วยเสียงที่สั่นเคลือฟังแทบไม่รู้เรื่อง

"ขะ เขาอยู่หน้าผม.. ด้านหน้าผมเลย"

"โอเค ๆ" บัส ผู้ดำเนินรายการพยายามปลอบให้คนเห็นผีใจเย็นลง พยายามทำบรรยากาศให้ผ่อนคลายขึ้น เพื่อไม่ให้อีกคนสติแตกจนเกิดอันตราย "ตอนนี้เขากำลังทำอะไรอยู่"

"ชี้หน้าผม"

"ชี้หน้าเลยเหรอ เขาโกรธที่เราอยู่ในบ้านเขาเหรอ"

"มึงทำให้กูเป็นแบบนี้... มึงทำให้กูเป็นแบบนี้!" เครื่องวิทยุพูดอะไรต่อโอมไม่รับรู้แล้ว เมื่อผีร้ายตรงหน้าเดินเข้ามาใกล้ด้วยขาข้างซ้ายที่กะเผลอ ไม่สมประกอบ พร้อมมีดยาวในมือหวังจะปลิดชีพ ไร้เหตุผลที่เขาต้องอยู่ต่อแม้นมันจะเป็นงาน เขารีบวิ่งไปที่ทางออก หลบมีดที่แกว่งสะบัดไม่มีทิศทางอย่างฉิวเฉียด บิดกลอนแล้วผลักประตูจนเกือบพังลง มุ่งหน้าไปยังปลายทางที่มีรถยนต์ของเขาจอดอยู่

โอมควักกุญแจรถที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงด้วยความร้อนรน ยากที่จะควบคุมมือให้นิ่งเหมือนยามปกติได้ ทว่าหลังเปิดประตูได้สำเร็จ เขาควรนั่งอยู่บนเบาะคนขับ แต่กลายเป็นว่าเขากลับมาอยู่ในบ้านหลังเดิม ที่พึ่งหนีออกมาอีกครั้ง วินาทีนั้น โอมรู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่โลกความเป็นจริง เขาเริ่มทำร้ายตนเอง ทั้งตบทั้งต่อย ทำยังไงก็ได้ให้ตื่นจากความฝัน แต่ทุกอย่างกลับไร้ผล

แอ้ แอ้

เสียงหนึ่งเรียกความสนใจจากคนบ้าที่กำลังทำร้ายตนเอง แม้นจะเบาบางแต่เนื่องจากรอบข้างที่เงียบสนิท เขาได้ยินมันชัดเจนกว่าครั้งไหน ๆ เบื้องหน้าคือเด็กทารกที่คุ้นหน้าคุ้นตาดี น้องชายที่ไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลก กำลังดูดดื่มกล้องฟิล์มอย่างเอร็ดอร่อยจนโอมร้องเตือนว่านั้นไม่ใช่ขนม ผีน้อยถึงยอมหยุด แล้วค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมามองใบหน้าของผู้เป็นพี่ชาย พวกเขาสบตากัน ไร้การพูดคุยซักพักใหญ่ จนกระทั่งเป็นฝ่ายผีที่เริ่มบทสนทนา

"ในที่สุด พี่ก็คุยกับฉัน"

โอมเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตกใจ พึ่งรู้วันนี้ว่าอีกคนพูดได้ด้วย

"ที่ผ่านมา ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับพี่มาตลอด แต่พี่ไม่เคยคุยกับฉันเลย" ผีเด็กส่ายหัวหลบสายตา ก้มมองกล้องในมือด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ พลางคิดว่าพี่ชายคงจะเกลียดตนเข้าเสียแล้ว

"ขะ ขอโทษ!" ไร้ข้อแก้ตัว เขารู้สึกเสียใจที่ทำแบบนั้นลงไป ขอสาบานว่าตนไม่เคยคิดจะทำเช่นนั้น แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างที่ทำให้เสียงนั้นมาไม่ถึง ไม่อาจรับรู้ว่าน้องชายคนนี้พยายามสื่อสารมาโดยตลอด ยกนิ้วชี้เกี่ยวก้อยสัญญาว่าจะไม่มีครั้งต่อไป

ไร้ความคิดแค้นเคือง เด็กน้อยที่ได้รับคำขอโทษให้อภัยพี่ชาย ริมฝีปากฉีกยิ้มกว้างเห็นฟันซี่เล็กจิ๋ว ส่งผลยังดวงตาที่ปิดเป็นรูปสระอิ เอ่ยชวนคนโตกว่าให้มาเล่นด้วยกัน แต่ทว่าความสุขอยู่ได้ไม่นาน ยามที่เสียงตะโกนก้าวร้าวดังไกลก่อนเห็นตัว ผีร้ายต้นเหตุของทุกอย่าง ตามมาไล่เอาชีวิตของโอมหมายหมั้นจะฆ่าให้ตาย

"กูจะฆ่าพวกมึงให้หมด" มีดในมือกวาดทำลายของข้าวในบ้านจนพังเสียหาย ราวกับคนบ้าเสียสติ กวักไกว่ไปมาพัดอากาศไม่รู้กี่ร้อยรอบ เด็กน้อยผู้โชคร้ายที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย ต้องมาขวัญกระเจิงเพราะเสียงแจกันที่แตกกระจาย เรียกน้ำตาให้ร้องโฮถามหาแม่อย่างน่าสงสาร โอมวิ่งหนีโดยไม่ทิ้งน้องไว้คนเดียว เขาตัดสินใจอุ้มมาแล้วรีบขึ้นไปยังชั้นสอง หลบซ่อนตัวอยู่ในห้องหนึ่ง พร้อมกล่อมเด็กในอ้อมแขนให้หยุดร้องก่อนที่จะถูกเจอเข้า

และก็เป็นอีกครั้ง... ที่เขาพบเข้ากับกำแพงปริศนาตกแต่งด้วยยันต์ ราวกับต้องมนต์สะกด มีบางสิ่งสะกิดให้เขาต้องลุกขึ้นไปดู โดยสมองสั่งให้ลืมทุกอย่าง ทั้งเรื่องความฝัน ทั้งแผนการที่จะหนีจากที่นี่ แม้นกระทั่งลืมเรื่องเสี่ยงตายเมื่อครู่ไปซะสนิท สายตาจดจ้องแต่กำแพงที่อยู่ด้านหน้า และค้อนที่เหมือนถูกคนหนึ่งมาวางไว้ด้วยจุดประสงค์บางอย่าง

"แม่จ๋า~" เด็กในอ้อมแขนหยุดร้องแล้ว มือจิ๋วทั้งสองข้างเอื้อมไปหาผู้ปกครองทั้งทีที่เห็นท่าน

แม่? โอมเลื่อนสายตามองตามที่เด็กคนนี้หันไป ก่อนที่จะพบกับความจริงที่ทำให้ต้องอึ้งในรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่ทราบ เมื่อผีตายทั้งกลมที่เห็นในฝันมาโดยตลอดคือแม่ของน้องชาย และแม่ของเขาเอง ได้ยังไงกัน ในเมื่อวานก่อนเขาก็พึ่งคุยกับแม่ไปเองนะ ทำไมถึง...

ระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังสับสน ผีตายทั้งกลมก็เดินมาเอาลูกชายของเธอคืน ใช้มือลูบแผ่นหลังเล็กอย่างแผ่วเบา พึมพำกล่อมให้เด็กน้อยในอ้อมแขนให้นอนหลับฝันดี เขามองสิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่างโดยไม่ละสายตาไปไหน พร้อมคำถามมากมายที่ไหลเข้ามาใส่หัวไร้สิ้นสุด แต่ไม่ทันจะได้ง้างปากถาม ผีร้ายก็กระเสือกกระสนนำร่างที่ไม่สมประกอบของตนเองขึ้นมาบนชั้นสองสำเร็จ และอีกไม่กี่นาทีต่อมา มันต้องเจอตัวเขาแน่นอน

"อย่ายุ่งกับกำแพงนะ" ราวกับเศษแก้วที่กรีดลงที่กลางใจ น้ำเสียงของเธอช่างเจ็บปวดเกินบรรยาย แม้นไม่เห็นน้ำตาแต่เขารู้อยู่เต็มอกว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้

"ขอโทษ" โอมกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่นาน เพราะลำบากใจที่จะต้องเอ่ยออกไป แค่คำพูดคำเดียวกลับยากที่จะเปล่งเสียงเหลือเกิน เมินเฉยคำร้องขอของผู้เป็นแม่ เพื่อทำในสิ่งที่ควรทำที่สุดถึงไม่อยากทำก็ตาม มือทั้งสองข้างจับค้อนที่สูงเกือบครึ่งตัวไว้แน่น ก่อนง้างสุดแขนทุบเข้าไปที่กำแพงหลายครั้ง จนเริ่มมีรูกลวงเกิดขึ้น ใหญ่พอที่จะเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลัง ครั้งนี้แม่ไม่ห้ามเขาเหมือนรอบก่อน เพียงแค่ยืนอยู่เฉย ๆ กอดน้องชายไว้แน่น ใจไม่อยากให้ลูกไปแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

"ไอโอม?! มึงจะไปไหน" ผีร้ายจอมอาฆาตแค้น เมื่อพบเจอตัวเหยื่อแล้วก็ไม่รอช้า กระเกือกกระกายพาร่างที่เดินกะเผลกหมายจะคว้าตัวมันไว้ แต่แค่ไม่กี่วินาทีก่อนจับตัวสำเร็จ โอมก็กระโดดเข้าไปในรูกลวง รอยแตกของกำแพงได้ทันเวลา เพราะเหตุผลบางอย่างทำให้มันตามเขาเข้ามาไม่ได้ เมื่อเป้าหมายหนีไป มันเริ่มกรีดร้องด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยว ยิ่งกว่าคนบ้าเสียสติ ตะโกนด่าทอคนนู้นคนนี้ไปทั่ว โทษว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของคนอื่น

โอมนึกเป็นห่วงแม่กับน้องชาย พวกเขาไม่สามารถข้ามกำแพงมาพร้อมกับเขาได้ เผลอตัวก้าวไปหาแต่ต้องหยุดชะงักในวินาทีต่อมา ยามที่ตระหนักถึงสิ่งที่ควรทำ โอมกำหมัดแน่น ฟันขบกันจนรู้สึกเจ็บ เสียใจที่ช่วยพวกเขาไม่ได้ เจ็บใจที่เขาทำได้แค่หันหลังให้กลับเรื่องราวในอดีต เพื่อเดินหน้าต่อไป

 

 

 

ย้อนวันวานกลับไปในวัยเด็ก ที่เขาไม่เคยจำอะไรเกี่ยวกับมันได้เลย

ทุกครั้งที่พยายามนึกถึง มันเหมือนมีก้อนเมฆสีดำคล้ำคอยบดบังมันเอาไว้ แต่ตอนนี้ฟ้าสว่างสดใสแล้ว

ปลายทางของความมืด เปลวไฟจากเทียนไขบนเค้กก้อนเล็กเด่นชัด พร้อมเสียงเพลงบรรเลงสุขสันต์วันเกิด คุณแม่ท้องแก่ร้องให้ลูกชายคนโตที่อายุครบสิบขวบของเธอ

งานวันเกิดที่แสนเรียบง่าย พิธีการก็แค่เป่าเทียนบนโต๊ะเล็กที่พับเก็บได้และแกะของขวัญ เป็นกล้องฟิล์มยุค 90 มือสองที่ซื้อต่อมาจากญาติที่รู้จัก ท่าทางดีใจของเด็กชายที่ได้รับของขวัญ ทำให้แม่ยิ้มอ่อนตามไปด้วย

"หิวข้าว..." แต่ทว่า บุคคลผู้เดินลงมาจากบันไดในสภาพเมาแอ๋ ทำให้รอยยิ้มของแม่หายไป

"คุณกินเหล้าอีกแล้วเหรอ?!" สาวท้องแก่รีบไปพยุงตัวสามี ร่างกายเต็มไปด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ สติเหลือไม่ถึงครึ่งยังดื้อด้านเดินลงบันไดมาด้วยตนเอง ทั้งทีขาข้างซ้ายก็ไม่ได้แข็งแรง ต้องพึ่งไม้เท้าอยู่ตลอดเวลา แต่ความหวังดีของเธอกลับถูกโยนทิ้งอย่างไม่ใยยี่ ผลักไสให้ไปไกล ๆ เตือนยังไงก็ไม่ฟังจนเกือบล้มคะมำ ดีที่จับตัวเขาไว้ได้ทัน "อันตรายนะคุณ"

"เออ!" ชายหนุ่มตะโกนเสียงดังลั่น ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกจุดปะทุง่ายเป็นพิเศษ "กูรู้แล้ว ตากูไม่ได้บอด"

"คุณอย่าพูดคำหยาบสิ โอมฟังอยู่นะ"

"พูดคำหยาบแล้วมันทำไม" เขาไม่แม้แต่จะสนใจสิ่งที่ภรรยาห้าม ด้วยฤทธิ์แอกอฮอล์ทำให้อารมณ์รุนแรงกว่าครั้งไหน ๆ "มึงคงสมเพชกูล่ะสิท่า ที่กูต้องกลายมาเป็นคนพิการแบบนี้"

"อย่าคิดแบบนั้นสิ มันเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นซักหน่อย"

"ตอแxล! กูรู้ว่ามึงคิดอะไรในใจ"

"ขอร้องล่ะคุณ อย่ามาชวนทะเลาะต่อหน้าลูกจะได้ไหม"

ทั้งคู่เริ่มมีปากเสียงกันหนักข้อขึ้นเรื่อง ต่างฝ่ายต่างยกข้ออ้างมากมายเพื่อให้ตนเองเป็นฝ่ายถูก และหาคำพูดกดด่าฝ่ายตรงข้าม กระทั่งบทสนทนาถูกคลี่คลายลงด้วยความรุนแรง ไม้เท้าทุบเข้าไปที่ศีรษะหลายครั้งแม้นหญิงสาวจะนอนแน่นิ่ง โลหิตสีแดงสาดกระเด็นเต็มพื้น แต่เขาก็ไม่ยอมหยุด หากจังหวะสุดท้ายผู้ก่อเหตุไม่เซตัวล้มไปก่อนเพราะร่างกายช่วงล่างที่ไม่สมบรูณ์ โชคดีที่คว้าราวบันไดไว้ทัน

เด็กชายที่เห็นแม่ถูกพ่อแท้ ๆ ทำร้ายจนเลือดสาดสยดสยอง เลอะพื้นเลอะกำแพง เบิกตาค้างช็อค ตัวแข็งขืนไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะรู้ว่าสถานการณ์นี้ควรทำเช่นไร ถึงโตที่จะรู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องปกติภายในครอบครัว

ในขณะเดียวกันนั้น สายตาดุร้ายของฆาตกรก็เหลือบหันมามองที่เขา ราวกับเห็นเหยื่อผู้โชคร้ายที่เผอิญกลายเป็นพยานสำคัญ ร่างของชายที่อายุมากกว่าก้าวเข้ามาใกล้ แม้นจะเจ็บปวดแสนสาหัสแต่ตอนนี้มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว เด็กชายรู้ทันทีว่าภัยอันตรายกำลังมาถึงตัว ใช้สติที่หลงเหลืออยู่น้อยนิด ถ่ายรูปสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ก่อนจะโดนไม้เท้าฟาดเข้าที่ศีรษะจนล้มลง กล้องฟิล์มที่พึ่งได้มาไม่ถึงวันก็พังเสียหาย จากการกระเด็นหลุดมือ กระแทกกับพื้นกระเบื้องทำเลนส์แตกร้าว

สติสุดท้ายที่เด็กชายเห็น คือภาพที่ผู้เป็นพ่อกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง กล่าวหาว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของเขากับแม่ สาเหตุที่พ่อพิการ พร้อมคว้ามีดที่อยู่บนโต๊ะกระหน่ำแทงใส่ตนเองราวกับคนบ้า รังเกียจตนเองที่กลายเป็นเช่นนี้ รังเกียจที่ชีวิตมันน่าสมเพช รังเกียจที่ทุกคนเอาแต่บอกให้ยิ้มเข้าไว้ ไม่มีใครเข้าใจความเจ็บปวดที่ตนเจอมาตลอด ฆาตกรหัวเราะลืมความเจ็บปวดที่มีดกำลังกรีดเนื้อหนังบริเวณที่ใบหน้า รอยยิ้มที่ฉีกกว้างไปถึงรูหู

ภาพตัดลงที่ตรงนั้น

ตาของเขามืดบอด มองไม่เห็นสิ่งใด จนกระทั่งเกิดแสงจุดหนึ่งขึ้นก่อนที่มันจะสว่างวาบจนแสบตาไปหมด

วินาทีนั้นเองที่โอมรู้สึกตัว ตื่นขึ้นที่เตียงของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ที่ข้าง ๆ มีคุณยายนั่งเฝ้าไข้ไม่ห่าง

"เกิดอะไรขึ้น.."

"โอมโดนผีหลอกจนสลบไป ยายเป็นห่วงแทบแย่เลย" หญิงชราอธิบายสาเหตุที่อีกคนถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาล โดยที่เธอก็สังเกตุเห็นว่าหลานชายนิ่งเงียบผิดปกติ ไร้ท่าทีตกใจหรือหวาดกลัว เพียงก้มหัวลงมองมือตนเองที่ถูกเจาะเส้นเลือดให้สายน้ำเกลือ เหมือนคนไม่มีชีวิต

"เมื่อกี้นี้... ผมเจอพ่อกับแม่ด้วย" แค่คำพูดสั้น ๆ ไม่กี่คำ ทำหัวใจของหญิงชราตกวูบไปถึงตาตุ่ม รู้อยู่เต็มอกว่าวันหนึ่งหลานก็ต้องทราบความจริง แต่เธอก็ไม่อาจทำใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้

"ยายรู้อยู่แล้วใช่ไหม" ไม่มีเสียงใดออกมาจากปากของยาย แต่แค่นั้น มันก็ตอบทุกอย่างแล้ว

"ทำไมถึงปล่อยให้ผมเป็นคนโง่ หลอกตนเองมาตั้งนานล่ะ"

ไม่ว่าถามอะไรไป อีกฝ่ายก็เลือกที่จะเงียบอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้ทุกอย่างมันค้างคาและเลยเถิดมาไกลจนยากจะรับมือไหว คงละอายใจ แต่ถึงอย่างนั้น จิตใจของโอมแตกสลายไม่เป็นชิ้นดีกับความจริงที่เกิดขึ้น แม่ที่เขาคุยด้วยมาตลอดถูกพ่อฆ่าตายไปตั้งนานแล้ว เนื่องจากตัวเขาในวัยเด็กที่ไม่อาจยอมรับเรื่องราวอันโหดร้ายนี้ได้ สมองจึงลบออกจากความทรงจำแล้วแต่งเรื่องขึ้นมาใหม่ เพื่อเยียวยาภายในที่แสนเปราะบาง

ผิดกับภายนอกที่แข็งแรงดี ไร้ซึ่งบาดแผล ทางโรงพยาบาลอนุญาตให้เขากลับบ้านได้

ทันทีเท้าเหยียบเข้าที่พื้นกระเบื้องของตัวอาคาร สถานที่ที่เขาอยู่อาศัยมาตั้งแต่เล็ก บรรยากาศวังเวงแสนน่าอึดอัดก็ตีเข้ามาที่หน้าอย่างจัง เป็นตามที่โชกุนบอกทุกประการ บ้านของเขามันเหมือนกับบ้านร้างไม่มีผิด ข้าวของจัดวางผิดแปลกไปหมด โดยเฉพาะผ้าม่านปริศนาที่ปกคลุมตู้เก็บของเอาไว้ ตลอดเวลาที่เติบโตมา เขาไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน ประหนึ่งผีบังตา

ไม่จำเป็นต้องซ่อนหรือปิดบังอีกต่อไป เขาเลือกที่จะเผชิญหน้า เลื่อนเปิดผ้าม่านปริศนานั้นออกอย่างไม่ลังเล

รูปถ่ายผู้หญิงสีขาวดำและกรอบทอง ตั้งอยู่ณ.ยอดบนสุดของตู้เก็บของที่สูงกว่าเขาเพียงไม่กี่เซน พร้อมกระถางธูปที่มีธูปสภาพเหลือแค่ก้านปักอยู่หนึ่งอัน

ทุกอย่างชัดเจนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นความจริง ไม่ใช่ความฝัน เมื่อหลักฐานคือรูปของแม่ที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า

ไร้คำพูดใด ๆ มีเพียงแค่เสียงร้องไห้ปานจะขาดใจ พร้อมอ้อมกอดของคุณยายที่กำลังปลอบใจหลานชายด้วยจิตใจที่แตกสลายไม่ต่างกัน ลูกสาวของเธอต้องมาสูญเสียทุกสิ่งแม้กระทั้งชีวิตเพราะสารเลวคนหนึ่ง

 

 

 

เช้าวันรุ่งขึ้น

โอมได้ตัดสินใจยื่นใบลาออก ให้พ้นสภาพจากการเป็นทีมงานประจำช่องของรุ่นพี่ เนื่องด้วยเขาไม่มีเหตุผลที่จะทำงานที่นี่ต่อ สัมผัสที่หกของเขาหายไปแล้ว หลังจากได้ความทรงจำกลับมา รู้สึกผิดและละอายใจที่โกหกพวกเขา แต่งเรื่องราวซะใหญ่โตว่าเป็นกล้องได้รับสืบทอดมาจากทวดที่เคยเลี้ยงผี ทั้งทีมันก็แค่ของมือสองที่แม่ซื้อมาให้ในวันเกิดเท่านั้น แต่ทว่าคำขอของเขาถูกปัดตก พี่บัสไม่อนุญาตให้เขาไปไหน และยังคงให้ดำรงตำแหน่งเดิมต่อไป

"ทำไมล่ะครับ" คิ้วของชายหนุ่มขมวดกันเป็นปมใหญ่ เหตุใดอีกฝ่ายถึงรั้งเขาเอาไว้ ในเมื่อในตอนนี้เขาไร้ความสามารถ มองไม่เห็นผีแล้ว แถมกล้องถ่ายผีก็กลายเป็นแค่กล้องถ่ายธรรมดา

"มันไม่ใช่ความผิดของนาย ไม่ต้องชดใช้หรอก"

"เอาจริง ฉันต้องขอบคุณมากกว่านะ" บัสตบไหล่ให้กำลังใจรุ่นน้องที่กำลังเผชิญหน้ากับเรื่องร้ายในชีวิต ก่อนที่จะบอกกับทีมงานทุกคนให้เตรียมตัวไปออกกอง เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น โอมที่ถึงจะงง ๆ ไม่ค่อยเข้าใจซักเท่าไหร่ แต่ด้วยงานที่รอเขาอยู่ จึงต้องลุกไปทำอย่างช่วยไม่ได้

"วันนี้มึงเป็นพิธีกรนะเว้ย เดี๋ยวพี่บัสเขาไปทำภารกิจแทน" อยู่ ๆ โชกุนก็โผล่มาบอกกำหนดการที่เปลี่ยนแปลงกะทันหัน เพราะพึ่งคิดได้เมื่อกี้ โดยบอกเหตุผลแค่ว่าฉลองผู้ติดตามครบหนึ่งแสนคน

"มันหนึ่งแสนคนตั้งนานแล้ว มึงพึ่งมาฉลองเหรอ"

หนึ่งในทีมงานเอ่ยขึ้นมาเพียงไม่กี่ประโยค แต่มันมากพอที่จะทำให้ทุกคนหัวเราะลั่น รวมถึงโอมเองที่ก็แอบคล้อยตามบรรยากาศแสนอบอุ่นนี้ไปด้วย

 

—จบบริบรูณ์—

 

 

แสดงเพิ่มเติม

รีวิว (0)

เรื่องนี้ยังไม่มีรีวิว