เมื่ออายุสิบแปดปี ลู่เฉิงอวี้สอบได้เป็นจิ้นซื่อ ด้วยรูปโฉมที่งดงาม ผิวพรรณดุจหยก กิริยาสุภาพสง่า ทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเมืองเซิ่งจิงในชั่วข้ามคืน
เขาตั้งใจควบม้าเร่งกลับบ้าน เพื่อแจ้งข่าวดีแก่ครอบครัว แต่กลับถูกคุณหนูผู้สูงศักดิ์ ไป๋อวี้หราน จองตัวเป็นสามีทันทีหลังประกาศผลสอบ
นางสวมแพรพรรณหรูหรา เครื่องประดับระยับเรืองรอง ปลายนิ้วเรียวแตะเบาๆ ที่หางตาของเขา ตรงไฝแดงจางเม็ดนั้น สายตาที่มองมาอ่อนโยน ลึกซึ้ง ราวกับรักมั่น
ด้วยอำนาจบารมีของสกุลไป๋ ลู่เฉิงอวี้จำต้องตัดขาดกับคู่หมั้นวัยเยาว์ที่บ้านเกิด กลายมาเป็นเขยสกุลไป๋โดยไม่มีทางเลือก
ทั้งเมืองหลวงล้วนรู้ดีว่า ผู้ที่เขารักที่สุดไม่ใช่ภรรยาผู้สูงศักดิ์ แต่เป็นเด็กสาวข้างบ้านผู้เคยเย็บรองเท้าให้เขา และรวบรวมเงินส่งเขาเข้าเมืองหลวงในวันนั้น
หลังแต่งงาน ไม่ว่าไป๋อวี้หรานจะดูแลเอาใจใส่เพียงใด ลู่เฉิงอวี้ก็ยังเย็นชา ห่างเหิน ไม่เคยมอบใจให้
การแท้งบุตรอย่างกะทันหัน ทำให้ร่างกายอันบอบบางของนางทรุดโทรมลงยิ่งกว่าเดิม
แต่ในช่วงที่ไป๋อวี้หรานล้มป่วย นอนซมอยู่บนเตียง เขากลับวางแผนใส่ร้ายสกุลไป๋ ใช้มันเป็นบันไดไต่ขึ้นสู่อำนาจ จนได้เป็นขุนนางขั้นนหนึ่ง
เมื่อสกุลไป๋ถูกยึดทรัพย์ ปลดบรรดาศักดิ์ ก่อนถูกเนรเทศทั้งสกุล ลู่เฉิงอวี้หัวเราะเย็นชา จับมือนางกดตราประทับแดงลงบนหนังสือหย่า ไป๋อวี้หรานเงยหน้ามองเขา ดวงตาสั่นไหว
“หลายปีมานี้…ท่านไม่เคยมีใจให้ข้าเลยแม้แต่น้อยหรือ?”
“แน่นอน”
นางเม้มริมฝีปาก เงียบงันอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะหันหลังจากไป ชายกระโปรงลากผ่านพื้นอย่างโดดเดี่ยว กลืนหายไปในความมืดของราตรี
*****
ฤดูใบไม้ผลิ เดือนสาม งานฉลองวันพระชนมายุของไทเฮา
ท่ามกลางผู้คนที่ขวักไขว่ ลู่เฉิงอวี้กลับเห็นไป๋อวี้หรานในอาภรณ์งดงาม ยืนเคียงข้างบุรุษร่างสูงสง่า ผู้คนกระซิบกันว่า เขาคือเซียวเหิงโจว แม่ทัพใหญ่ผู้เพิ่งปราบกบฏแดนใต้
ไป๋อวี้หรานประสานนิ้วกับเขา รอยยิ้มสดใสเปล่งประกาย เป็นรอยยิ้มที่ลู่เฉิงอวี้ไม่เคยเห็นมาก่อน และที่หางตาของเซียวเหิงโจว ก็มีไฝแดงจางเม็ดหนึ่งเช่นเดียวกัน
ในเสี้ยวลมหายใจนั้นเอง…เขาก็ระลึกถึงวันที่นางเลือกเขาเป็นเจ้าบ่าว สายตาแสนลึกซึ้งที่มองมา แต่หัวใจกลับเป็นของผู้อื่น สีหน้าลู่เฉิงอวี้หม่นลง เขาบีบถ้วยเหล้าในมือจนแตก
ครานั้นเอง เขาก็เข้าใจ แท้จริงแล้วผู้ที่ไม่เคยถูกรักเลย…ก็คือเขา
น่าขันสิ้นดี เขา…จะเป็นเพียงตัวแทนของผู้อื่นได้อย่างไร
