เสียงฝนตกกระหน่ำในยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ ไม่ได้ทำให้ มาร์ค นักศึกษาหนุ่มวัย 23 ปีรู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย เขาเพิ่งเลิกงานพาร์ตไทม์ที่ร้านอาหารกึ่งบาร์ย่านหรู แขนขาที่อ่อนล้าจากการยืนเสิร์ฟมาเกือบสิบชั่วโมงทำให้เขาทรุดตัวลงนั่งบนป้ายรถเมล์อย่างหมดแรง
มาร์ค มาจากครอบครัวที่ยากจนในต่างจังหวัด เขาแบกความหวังของพ่อแม่ไว้บนบ่าเพื่อเรียนให้จบปริญญาตรี แต่ชีวิตในเมืองหลวงไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ค่าเทอม ค่าหอพัก และค่ากินอยู่ ทำให้เขาต้องยอมทำทุกอย่างเพื่อให้มีเงินส่งกลับบ้าน
"มาร์ค... แกต้องไหวนะ" เขากระซิบกับตัวเองขณะกอดกระเป๋าเป้ใบเก่าไว้แน่น
ในจังหวะที่รถหรูคันสีดำสนิทแล่นผ่านแอ่งน้ำขนาดใหญ่ข้างทาง มาร์คไม่ทันระวังตัว น้ำสกปรกจึงสาดเข้าใส่ตัวเขาเต็มแรงจนเปียกโชก รถคันนั้นชะลอตัวลงเล็กน้อยก่อนจะจอดสนิท มาร์คกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ แต่เมื่อประตูรถเปิดออก ร่างสูงสง่าในชุดสูทสั่งตัดก็ก้าวลงมา
นาวิน ในวัย 31 ปี เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาที่ดูเย็นชาดุจน้ำแข็ง ดวงตาคมกริบจ้องมองเด็กหนุ่มที่เปียกปอนอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาอ่านไม่ออก เขาคือผู้มีอิทธิพลที่คุมธุรกิจสีเทาและสีดำเกือบทั้งหมดในเขตนี้
"ขอโทษครับ" นาวินเอ่ยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่มันกลับฟังดูน่าเกรงขามจนมาร์คใจสั่น
"ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ แค่... แค่ขับรถระวังกว่านี้หน่อยก็พอ" มาร์คพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น ขณะที่ลุกขึ้นยืน
นาวินมองสำรวจเด็กหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้า ความซื่อตรงที่แฝงความดื้อรั้นในแววตาคู่นั้นทำให้เขารู้สึก 'สนใจ' ขึ้นมาอย่างประหลาด เขาหยิบนามบัตรสีดำสนิทออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วยื่นให้
"ถ้าไม่อยากลำบากไปมากกว่านี้ ก็โทรมาหาฉัน"
มาร์ครับนามบัตรมาด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนที่รถคันหรูจะเคลื่อนตัวจากไป ทิ้งให้มาร์คยืนเคว้งอยู่ท่ามกลางสายฝน พร้อมกับจุดเริ่มต้นของพันธนาการที่เขากำลังจะก้าวเข้าไปหาโดยไม่รู้ตัว