” ชลธาร “ชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดผู้คอยขับรถส่งวิญญาณข้ามสะพานและเห็นภูติผีมาตั้งแต่เด็ก วันนึงพ่อของเขาได้เสียชีวิตอย่างกระทันหันและทิ้งจดหมายฉบับสุดท้ายไว้ว่าให้เดินทางไปยัง “หมู่บ้านนาชาวดี” ที่แล้งอีกทั้งยังไร้ฝนตกมานับสามสิบกว่าปี”
“ จนเขาได้มาพบกับ “คิริณ” ผู้ที่ได้ฉายาว่าเป็นผู้ปกครองแห่งแผ่นผืนที่แล้งทึ้งนี้ และยังมีอะไรมากมายหลายอย่างเก็บซ่อนและปกปิดไว้ทำให้ชลธารนึกสงสัยและความลับก็ค่อยๆคลี่คลายออกทีละน้อย“
” แต่ทว่าเขาคนนี้หาใช้มนุษย์หรือสิ่งใด“
” แต่เขาคือ พญานาคราชผู้ปกครองผืนแผ่นดินนาชาวดี“
- ว่ากันว่ายามที่ฝนตกที่ใด มักจะมีเหล่านาคชั้นปกครองเกี้ยวพาราสีกันอยู่แถวนั้น ”
“ แต่หมู่บ้านราชาวดีนั้น ไร้ฝนมานับสามสิบปีแล้ว ”
* การที่ฝนกลับมาตกอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่านายท่านเสพสังวาทกับมันผู้นั้น ช่างวิบัตินักที่ลดตัวลงไปสมสู่กับพวกครึ่งมนุษย์”
กำไลเส้นนั้น... มึงได้มาจากใคร”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม กดเสียงคล้ายกับคำรามแม้จะดูเรียบ ราวกับกำลังกดดันให้คนฟังได้ตอบ ชลธารขนลุกซู่ ทุกส่วนของร่างกายพลันแข็งทื่อด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจหาคำตอบได้
“ข...ของแม่ผม...”
ชลธารตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขายกมือขึ้นมากำสร้อยที่สวมอยู่ในข้อมือ เมื่อสมบัติชิ้นสุดท้ายถูกเพ่งจากสายตาที่กำลังจ้องมองอย่างก้าวร้าวราวกับกำลังจะปกป้องมันไว้
“หึ...”
เสียงหัวเราะในลำคอแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากชายผู้นั้น เป็นเสียงที่ปราศจากความสุขตรงข้ามกับน้ำเสียง มีเพียงความเย้ยหยันและดูถูกฉายอยู่ในแววตา
“ช่างเป็นแม่ลูกที่ไร้ยางอายกันทั้งคู่”
ก่อนที่คำพูดจะขาดตอน ดวงตาคมกริบของเขาเหลือบมองสร้อยข้อมือในมือชลธารเพียงชั่วครู่เต็มไปด้วยความรังเกียจ จากนั้นจึงตวาดเสียงกร้าวขึ้นอีกครั้ง
“ใครอนุญาตให้มึงนำของต่ำต้อยเช่นนั้นเข้ามาในแดนของกู!”
นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้น ตัวละคร สถานที่ เหตุการณ์ และความเชื่อบางอย่างในเรื่องเป็นสิ่งที่สมมติขึ้น อาจมีเนื้อหาที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงหรือประเพณีดั้งเดิม โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
