ยามสนธยาคล้อยต่ำ ณ เขตพระราชฐานเมืองอินทรวดี
แสงสุริยาสีทองค่อย ๆ ลับหายหลังยอดปรางค์และช่อฟ้าอันวิจิตร
ท้องฟ้าไล่เฉดจากแสดอ่อนสู่ม่วงคราม ราวผืนผ้าไหมย้อมครามจากธรรมชาติ
สายลมเย็นพัดผ่านระเบียงไม้สัก กลิ่นธูปเทียนจากศาลบูชาเทพยดาลอยปะปนกับกลิ่นจำปีและมะลิ
เสียงกระดิ่งลมใต้ชายคาดังแผ่วเบา
คล้ายเสียงคร่ำครวญของผู้ไร้สิทธิ์เอื้อนเอ่ยความทุกข์ในหัวใจ
พระราชวังยามสนธยางดงามดุจแดนสวรรค์
ทว่าภายใต้แสงไฟอ่อนละมุน กลับซ่อนเร้นเรื่องราวอันมืดหม่นเรื่องราวที่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยนาม
สายพระเนตรของผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินทอดมองผืนน้ำบารายอันสงบนิ่ง
ความเงียบงันในยามพลบค่ำ ทำให้พระองค์หวนนึกถึงสตรีผู้หนึ่ง
กัลยาณี
พระธิดาแห่งเมืองสุนทร
พระสนมผู้ถูกส่งมาเป็นเครื่องเชื่อมไมตรีระหว่างแคว้น
แต่ผู้ใดเล่าจะทนได้
เมื่อบุรุษผู้เป็นพระสวามี เสพสังวาสกับเมียเอกต่อหน้านาง
ศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำ หัวใจถูกฉีกกระชาก
และเมื่อเสด็จถึงตำหนักอันเงียบงัน
เสียงหอบกระเส่าของสตรีดังลอดจากหลังบานประตูไม้
เสียงครางหวานที่ไม่เคยเปล่งจากพระโอษฐ์ของพระสนม
บานประตูถูกถีบเปิดออกอย่างรุนแรง
เผยให้เห็นร่างสตรีสองนางในอ้อมกอดเดียวกัน
พระสนมผู้สูงศักดิ์
กับบ่าวหญิงชั้นต่ำ
ความรักต้องห้ามที่ไม่ควรมีอยู่
แม้แต่ในความฝัน
โลหิตแห่งอำนาจเริ่มหลั่งริน
ไฟโทสะเผาผลาญทุกศักดิ์ศรี
และชะตากรรมของสองสตรีถูกกำหนดลงในวินาทีนั้น
โศกนาฏกรรมของ “กัลยาณี” และ “แก้วคำ”
จึงถูกจารึกไว้ในนามตำนานรัก
ที่ฟ้าดินมิอาจให้อภัย
หากความรักคือบาป
นางก็จักขอเป็นบาปไปชั่วกาล
และนางจะกลับมา
เพื่อทวงหัวใจที่ถูกช่วงชิงไปคืน
