องก์หนึ่ง : เขา
ภาพนายแพทย์สูงวัยที่กำลังบรรจงสัมผัสขาผู้ป่วยซึ่งนั่งอยู่บนวีลแชร์อย่างพินิจพิเคราะห์และอ่อนโยนทำให้ปัทเมษยืนมองอย่างประทับใจ ผู้ป่วยคนนี้คือปีติพี่ชายของเขาเอง อุบัติเหตุตกต้นไม้เมื่อเดือนก่อนพรากความแข็งแรงของชายหนุ่มที่เป็นเรี่ยวแรงสำคัญของครอบครัวจนแทบจะกลายเป็นคนพิการไปในชั่วข้ามคืน แข้งขาที่เดินเหินไม่ได้อย่างปกติเปลี่ยนชีวิตของทั้งผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัวไปพร้อมกัน
แต่การที่ต้องมาคอยดูแลพี่ชายที่เดินไม่ได้กลับเป็นสิ่งที่ปัทเมษเต็มใจอย่างที่สุด ไม่เคยคิดว่าเป็นภาระ ไม่เคยรังเกียจหรือเบื่อหน่าย เขารู้สึกว่าปีติเสียสละให้กับครอบครัวมามากแล้ว โดยเฉพาะกับน้องชายอย่างเขาถ้าไม่ได้รับการเสียสละจากพี่ชายก็คงไม่ได้รับโอกาสดี ๆ หลายอย่างในชีวิตเหมือนกัน หลังจากนี้ปัทเมษคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ตัวเองต้องเสียสละให้ครอบครัวบ้างอย่างที่พี่ชายทำมาตลอด
ปีติและปัทเมษเติบโตมาในครอบครัวที่มีพ่อแม่ทำเกษตร แต่ก็ใช่ว่าจะต้องเหนื่อยยากลงแรงเอง เพราะใช้วิธีจ้างคนงานทำนาทำสวนจากการที่มีฐานะดี แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อความเอื้อเฟื้อที่มอบให้ผิดคนทำให้พ่อแม่โดนญาติโกงจนแทบหมดตัว และยังต้องแบกรับหนี้สินจนทำให้ทุกคนในครอบครัวไม่ได้สุขสบายอย่างเดิมอีกต่อไป
ครั้งนั้นสองพี่น้องซึ่งอยู่ในวัยมัธยมได้รับผลกระทบจากที่พ่อแม่ไม่มีกำลังพอจะส่งเสียให้เล่าเรียน ปีติตัดสินใจบอกทุกคนว่า ตัวเขาจะลาออกจากโรงเรียนเพื่อช่วยพ่อแม่ทำงานเพราะคงไม่มีเงินจ้างใครมาช่วยอีกแล้ว แต่ให้ปัทเมษได้เรียนต่อ อย่างน้อยก็แบ่งเบาค่าใช้จ่ายของลูกไปได้คนหนึ่ง พ่อแม่จะได้ไม่เหนื่อยมากนัก ปีติจึงมีเพียงวุฒิการศึกษาชั้นมัธยมสามก่อนจะเปลี่ยนตัวเองไปเป็นชาวนาชาวสวนเต็มตัว
น้องชายได้โอกาสจากพี่ชายจนเรียนจบมัธยมและต่อด้วยมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ข้อตกลงของครอบครัวคือหลังเรียนจบให้ปัทเมษทำงานอยู่ที่นั่นเพื่อช่วยกันหารายได้สนับสนุนครอบครัวทางหนึ่ง หลายปีผ่านไปปีติทุ่มเทเรี่ยวแรงช่วยพ่อแม่ทำนาทำสวนจนค่อย ๆ ฟื้นฐานะ สร้างผลผลิตทั้งข้าวและผลไม้ชดใช้หนี้สินที่ครอบครัวไม่ได้ก่อขึ้นจนทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง แต่โชคชะตาก็ไม่เข้าข้างผู้เสียสละอย่างเขา การพลาดตกต้นไม้ในขณะทำงานทำให้ปีติบาดเจ็บสาหัสที่กระดูกสันหลังจนร่างกายช่วงล่างอ่อนแรง
ปัทเมษออกจากกรุงเทพฯกลับบ้านทันทีที่รู้ข่าวร้ายของพี่ชาย เขายอมรับว่าตัวเองตกใจและขวัญเสีย ใจไม่ดีมาตลอดทาง แต่เมื่อได้เจอกันสิ่งแรกที่เห็นคือรอยยิ้มของปีติ พี่ชายของเขาสงบนิ่งและยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมีสติ ไม่ฟูมฟายโวยวาย ไม่มีน้ำตาให้เห็น ประโยคแรกที่บอกน้องชายมาพร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ ราวกับขบขันตัวเอง “เราพลาดว่ะเม่น กิ่งไม้มันเปราะเลยร่วงลงมา”
ประโยคนั้นทำให้ปัทเมษต้องพยายามกลั้นน้ำตาเพื่อยิ้มตอบและบอกพี่ชายว่า “ทำกายภาพทุกวันเดี๋ยวก็หายนะม่อน สบายมาก เดี๋ยวเราช่วยเอง”
นับจากนั้นปัทเมษก็ลาออกจากงาน ขนของกลับมาอยู่บ้านเป็นการถาวร ไม่นึกเสียดายแต่เต็มใจ สิ่งที่คิดคือครอบครัวสำคัญที่สุด หลังจากนี้เขาจะเป็นตัวแทนทำทุกอย่างที่พี่ชายเคยทำ และจะรับผิดชอบชีวิตพี่ชายสุดความสามารถ
ผ่านเหตุการณ์นั้นมาราวหนึ่งเดือนปัทเมษยังคงพาปีติมาพบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ เขารู้สึกว่าในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดีอยู่บ้าง เพราะโรงพยาบาลอำเภอเล็ก ๆ ในต่างจังหวัดแบบนี้ยังมีแพทย์เฉพาะทางให้ได้พึ่งพา และนายแพทย์ไพศาลก็ดูแลรักษาให้คำแนะนำทั้งกับตัวปีติเองและครอบครัวอย่างดี
วันนี้เป็นอย่างทุกครั้งที่ปัทเมษพาปีติมาโรงพยาบาล เขาเข้าพบแพทย์เจ้าของไข้ในห้องตรวจพร้อมพี่ชายโดยที่มีพ่อแม่นั่งรออยู่ด้านนอก ปัทเมษดีใจและรู้สึกมีความหวังเมื่อนายแพทย์ไพศาลบอกหลังจากตรวจดูแผลผ่าตัดและพัฒนาการทางร่างกายของปีติว่า “ดูดีนะ ถ้าแนวโน้มดีขึ้นอย่างนี้ตลอดก็หวังได้ว่าโอกาสที่จะกลับมาเดินได้เหมือนเดิมยังพอมี”
ปีติยิ้มรับประโยคแสนวิเศษนั้น ส่วนปัทเมษดูจะยิ้มกว้างกว่า แต่แล้วรอยยิ้มนั้นก็หายไปเมื่อได้ยินนายแพทย์ไพศาลบอกว่า “แต่นัดครั้งหน้าเราไม่เจอกันแล้วนะ จะได้เจอหมอคนใหม่”
ปัทเมษใจหายวูบ “อ้าว ทำไมล่ะครับหมอ”
“ผมจะเกษียณแล้ว” นายแพทย์ไพศาลบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ใบหน้ายังแฝงรอยยิ้มเมตตาอย่างเดิม “แต่ไม่ต้องห่วง จะมีหมอใหม่มาแทน เป็นหมอเฉพาะทางเหมือนกัน ลูกศิษย์ผมเอง”
ปีติพยักหน้ายิ้มรับและยกมือไหว้พร้อมบอกขอบคุณ แต่ปัทเมษรู้สึกไม่ดีเลย เขานับถือและศรัทธานายแพทย์ไพศาลมาก เพราะนอกเหนือจากความสามารถและประสบการณ์ในการตรวจรักษาแล้ว ความเมตตาเอาใจใส่ผู้ป่วยของผู้ที่มีจรรยาบรรณความเป็นแพทย์เต็มเปี่ยมนั้นทำให้เกิดความประทับใจและเชื่อมั่น เมื่อรู้ว่าต้องเปลี่ยนแพทย์เจ้าของไข้เขาก็เริ่มจะไม่เชื่อมั่นเสียแล้ว
ออกจากห้องตรวจพ่อกับแม่เข้ามาถามความคืบหน้าของอาการจากลูกชาย ปัทเมษไม่ได้ตอบ แต่บอกว่า “ครั้งหน้าไม่ได้เจอหมอไพศาลนะ หมอเขาจะเกษียณแล้ว”
“แล้วอย่างงี้การรักษาจะต่อเนื่องมั้ย” แม่ถาม
“ไม่มีอะไรหรอกแม่” ปีติบอก “หมอคนใหม่เป็นหมอเฉพาะทางเหมือนกัน เขาก็รักษาต่อได้”
“แต่ชอบหมอไพศาลมากกว่า” ปัทเมษพูดอย่างไม่สบอารมณ์นัก “เจอหมอใหม่ก็ต้องเริ่มกันใหม่อีก”
“หมอใหม่เขาก็ดูจากประวัติเก่าได้” ปีติบอกน้องชาย “แล้วเมื่อกี้หมอไพศาลก็บอกอยู่ว่าหมอคนใหม่เป็นลูกศิษย์แก ถ้าติดขัดอะไรยังไงเขาก็คงปรึกษากันเองแหละ”
ปีติพูดอย่างใจเย็นและอารมณ์ดีตามนิสัย คนที่ร้อนและเต็มไปด้วยอคติคือปัทเมษจนพ่อเตือนว่า “เอาเถอะ ค่อยว่ากัน เม่นไปรอรับใบนัดนะ เดี๋ยวพ่อกับแม่จะเข็นรถม่อนไปรอด้านนอกเอง”
ปัทเมษพยักหน้าให้พ่อแล้วเดินถือเอกสารการตรวจไปวางบนเคาน์เตอร์พยาบาลเพื่อรอคิวรับใบนัด จำนวนผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐหนาแน่นเช่นทุกครั้ง รออยู่นานกว่าจะได้รับใบนัดเพื่อพบแพทย์ครั้งต่อไป เขาก้มมองข้อความทั้งหมดในใบนัดเพื่อตรวจสอบวันเวลารวมทั้งความถูกต้องของชื่อผู้ป่วย จนเมื่อเห็นชื่อแพทย์คนใหม่ปัทเมษก็เบะปากบ่นกับตัวเองเบา ๆ “นัดครั้งต่อไป...พบแพทย์หญิงอารดา”
องก์สอง : เธอ
เสื้อผ้าจำนวนหนึ่งถูกจัดเรียงลงกระเป๋าเดินทางใบเล็กอย่างเป็นระเบียบ ตามด้วยของใช้อีกนิดหน่อยเท่าที่คิดว่าจำเป็น อารดาก้มมองข้าวของในกระเป๋าพลางทำท่านึกว่ามีสิ่งใดบ้างที่ยังขาดเหลือ จนเสียงร้องถามของอริญน้องสาวที่ดังมาจากหน้าประตูห้องนอนทำให้เงยหน้ามอง “ของครบมั้ยพี่อาร์ต”
“ก็...น่าจะครบนะ” เธอตอบ “ถ้าขาดอะไรค่อยไปซื้อเอาแถวนู้นก็ได้ ไม่เป็นไรหรอกอิง”
“แถวนู้นจะมีมั้ยล่ะ ก็ไหนพี่อาร์ตบอกว่าออกไปอยู่นอกเมืองไกล ๆ ไง”
“นอกเมืองนั่นแหละ แต่ร้านสะดวกซื้อก็มีอยู่ทั่วทุกทีนะ คงหาของใช้ไม่ยากหรอก”
“อิงว่าข้าวของคงหาไม่ยาก ที่จะหายากกว่าคือเวลา” อริญแซวพี่สาวแล้วหัวเราะ “พอได้เริ่มงานแล้วหาเวลากินข้าวให้ได้ก่อนเถอะคุณหมอ อย่าเพิ่งถามถึงหาของใช้เลย”
อารดาหัวเราะตามน้องสาวแล้วก็ถอนใจยาว “ทำไงได้ล่ะ ปวารณาตัวแล้วนี่นาว่าชีวิตนี้จะเป็นหมอ ความสุขของคนไข้ก็คือความสุขของหมอนะ ถ้าช่วยให้คนไข้หายเจ็บหายป่วยได้ก็นั่นแหละความสุขของพี่”
อริญยิ้ม ภายใต้ความภูมิใจในตัวพี่สาวปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความห่วงใยซ่อนอยู่ ใครบ้างจะอยากให้คนในครอบครัวต้องจากบ้านไปอยู่ไกลกัน แต่เมื่อเป็นหน้าที่และความสุขของพี่สาวเธอก็ต้องยอมรับและพยายามเข้าใจเพื่อจะได้มีความสุขไปด้วยกัน
หลังผ่านปีที่หกของการเป็นนิสิตแพทย์อารดาเลือกใช้ทุนที่โรงพยาบาลรัฐในภาคอีสาน จากนั้นกลับมาเรียนต่อเพื่อเป็นแพทย์เฉพาะทาง และวันนี้เธอเลือกโรงพยาบาลรัฐในภาคใต้เป็นที่ทำงานใหม่ อยากเพิ่มโอกาสให้ชาวบ้านพื้นที่ห่างไกลได้เข้าถึงการรักษาโรคภัยไข้เจ็บในช่วงเวลาที่แพทย์ขาดแคลนแทบจะทั่วประเทศ
“ยังไงก็หาเวลาพักผ่อนด้วยนะพี่อาร์ต” อริญบอกพี่สาวด้วยความเป็นห่วง “จะเป็นทั้งหมอเฉพาะทางที่โรงพยาบาลอำเภอ ทั้งหมอประจำโรงพยาบาลตำบลด้วยไม่ใช่เหรอ หนักเลยนะ”
อารดายังคงยิ้มแม้รู้ว่าภารกิจของตัวเองในอนาคตจะมากมายมหาศาล “หมอเฉพาะทางที่โรงพยาบาลอำเภอไม่ต้องออกตรวจทุกวัน ก็เอาเวลาที่ไม่ต้องออกตรวจนั่นแหละไปช่วยงานที่โรงพยาบาลตำบล ไม่อย่างงั้นชาวบ้านที่อยู่ไกลอำเภอก็ไม่มีโอกาสเจอหมอเพราะโรงพยาบาลตำบลไม่มีหมอประจำ บางคนจะเข้ามาโรงพยาบาลอำเภอแต่ละทีก็ต้องเหมารถกันมาตั้งแต่เช้ามืด ค่ารถก็ไม่ใช่ถูก ๆ พี่ไปช่วยเขานั่นแหละดีแล้ว อุตส่าห์เรียนมาตั้งหลายปีขอเอาความรู้ไปช่วยคนก่อน ทำให้เต็มที่ไปจนแก่แล้วค่อยเกษียณมาพักผ่อนเหมือนอาจารย์ไพศาลไง”
“เอาใจช่วยแล้วกัน” อริญให้กำลังใจพี่สาว “โอเค อิงไม่กวนแล้ว คืนนี้รีบนอนนะ พรุ่งนี้พี่อาร์ตต้องขับรถลงใต้อีก เกือบพันกิโล ให้ไปเครื่องบินก็ไม่เอา”
“ไปเครื่องบินแล้วอยู่โน่นดิฉันจะเอารถที่ไหนใช้ล่ะคะคุณเภสัชกรคนสวย” อารดาหัวเราะเพื่อไม่ให้น้องสาวเป็นห่วง “เอาน่า จะจอดรถแวะหาของกินไปตลอดทางแหละ ไม่ฝืนขับหรอก พ่อกับแม่ยังยอมให้ขับรถไปเองเลย ไม่ต้องห่วง”
“แหม พ่อแม่ก็ต้องยอมสิ ใครจะขัดคุณหมอผู้มีอุดมการณ์สูงส่งได้ล่ะ” อริญค่อนแคะ “ไป ๆ นอนซะ”
อารดายิ้มส่งน้องสาว เมื่อประตูห้องปิดสนิทแล้วเธอก็ก้มลงเช็กข้าวของเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะปิดกระเป๋าเดินทางแล้วยกลงจากเตียงลากไปวางไว้มุมห้อง พรุ่งนี้ตั้งใจจะขับรถไปเรื่อย ๆ ไม่รีบไม่ร้อนเพราะเลือกเดินทางล่วงหน้าก่อนวันเริ่มงาน คิดในใจว่า เคยไปอยู่อีสานมาแล้ว คราวนี้เปลี่ยนบรรยากาศไปอยู่ใต้บ้างชีวิตก็น่าจะสนุกดี.
