facebook-icon

กาสะลอง นักเขียนนิยายอีโรติก

ตอนที่ 21 ลึกลับ... ซับซ้อน... ซ่อนสวาท

ชื่อตอน : ตอนที่ 21 ลึกลับ... ซับซ้อน... ซ่อนสวาท

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 15 เม.ย. 2560 19:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 21 ลึกลับ... ซับซ้อน... ซ่อนสวาท
แบบอักษร

“แม้จะไม่เห็นตัว แต่ผมเชื่อว่าเป็นรอยเท้าเสืออย่างแน่นอนครับ มันซ่อนกรงเล็บเอาไว้มิดชิดตามสัญชาติญาณการเดินของมัน อุ้งเท้าและปลายนิ้วเท้าของมันปรากฏชัด เพราะที่ตรงนั้นเป็นดินอ่อน ร่องรอยจากอุ้งเท้าใหญ่จึงยวบยุบลงไปชัดเจน จากรอยเท้าที่ปรากฏให้เห็น ทำให้พอจะประมาณได้ถึงน้ำหนักตัวและขนาดอันน่าขนลุกขนพองของมัน อุ้งเท้ามันใหญ่โตเหลือเกิน ใหญ่โตกว่ารอยเท้าเสือทุกตัวที่ผมเคยเจอมาในชีวิต” พรานขะยีกล่าวถึงสิ่งที่เห็น

กะจากับอะย่วยขนลุกซู่ไปถึงท้ายทอย รู้สึกถึงความเย็นวาบที่เล่นมาสู่สันหลัง หันไปมองหน้ากันอีกครั้ง ความกลัวเริ่มจู่โจมเข้าสู่หัวใจ ดวงตาเบิกโตขึ้นอีกครั้งกับประโยคที่ได้ยิน

“เราถูกสะกดรอยยังงั้นหรือ?” เปลวสงสัย                 “เรากำลังถูกสะกดรอยตามอย่างแน่นอนครับ…เพียงแต่ผมยังไม่แน่ใจว่าจากอะไร?”

พรานชราลูบเคราแพะไปมาอีกครั้งด้วยความเคยชิน                 หญิงสาวที่นิ่งเงียบ หากเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจโดยตลอด ราวกับกำลังฟังนิทานสยองขวัญที่พรานชราเป็นผู้เล่า  

เมื่อได้จังหวะ จึงเอ่ยถามขึ้นในทันที

“จากอะไร?...หมายความว่ายังไงคะลุงพราน?”                   “ลุงไม่แน่ใจว่าเรากำลังถูกสะกดรอยตามจากสัตว์ร้าย? จากมนุษย์ด้วยกัน?...หรืออมนุษย์?”

สิ้นคำพูดของพรานชรา สายลมหอบหนึ่งก็กรรโชกมาใกล้ๆ

“มันคงรู้ว่าลุงกำลังเอ่ยถึงพวกมัน” ชายชราเปรยขึ้นลอยๆ

ทันใดนั้นลมอีกหอบก็กรรโชกเข้ามาที่ราวป่า กิ่งไม้ไหว ชายเต็นท์สะบัดลู่ไปกับแรงกระทำของมัน ใบไม้แห้งร่วงกราวลงจากต้น เหมือนมีคนขึ้นไปขย่ม เปลวไฟที่กำลังกินฟืน วูบไหวไปตามแรงลมซึ่งไม่รู้ว่าพัดมาจากทิศทางใด

ทุกคนเกือบจะหันหลังชนกัน ล้อมร่างของพริมเอาไว้ตรงกลาง ตั้งรับการจู่โจมที่อาจพุ่งเข้ามาจากทุกทิศทางของพงไพรอันมืดมิด

“ข้าไม่ได้ลบหลู่…ข้าไม่ได้รุกราน ข้าเพียงแค่ผ่านมาตามคน ข้าไม่ได้มาทำร้ายใคร เหตุใดจึงมาขวางทางกัน” พรานขะยีตะกราดน้ำเสียงลั่นออกไปอย่างกล้าหาญ กับการต้อนรับอันน่าขนลุกขนพอง จากเสียงของสายลมและกิ่งไม้ที่ขัยบขย่มต่อกันมาเป็นทอดๆ…ประสบการณ์บอกกับพรานชราว่ามันเกินกว่าที่มนุษย์จะทำได้

“ออกมาซึ่งๆหน้าเสียยังดีกว่ามาทักทายกันด้วยวิธีนี้” ทรงกลดสุดจะกลั้นกับบรรยากาศที่ตึงเครียดอยู่นั้น กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงกล้า โผงผางและดุดัน ท้าทายไปตามอารมณ์และอุปนิสัยที่ไม่เคยเกรงกลัวอะไร

พรานชรานิ่งคิด

‘จริงอยู่ที่มนุษย์อยู่สูงสุดในลำดับขั้นของห่วงโซ่อาหาร…แต่ในป่าแห่งนี้ ทฤษฏีนั้นอาจใช้ไม่ได้…เพราะผู้ล่า อาจกลายเป็นผู้ถูกล่าไปโดยไม่รู้ตัว’


ชั่วจังหวะสั้นๆที่ทุกคนแทบกลั้นหายใจ

ในวินาทีที่ไกปืนทุกกระบอกพร้อมจะลั่นออกไป อยู่ๆ…สายลมหอบนั้นก็อันตรธานหายไปในพริบตา ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แลเห็นใบไม้แห้งใบสุดท้ายที่ถูกแรงลมปริศนาหอบจนลอยขึ้นไปกลางอากาศ กำลังหล่นคว้างลงใกล้ๆกองไฟ กระทั่งมั่นหล่นลงมาสัมผัสพื้น ทุกคนจึงเห็นชัดว่ามันไม่ใช่ใบไม้อย่างที่เข้าใจ

                ทรงกลดกวาดสายตามองเจ้าสิ่งนั้นด้วยความสงสัย แลเห็นเสี้ยวหน้าและดวงตาของทุกคนจากด้านที่เผยอยู่ในแสงไฟที่ส่องสว่าง วับวาบออกมาจากกองฟืนที่กำลังลุกไหม้

ทุกคนไม่ไหวติง นิ่งเหมือนไม่หายใจ จ้องมองตากันเหมือนนัดหมายกันในใจว่าขออย่าให้ใครเอ่ยทักอะไรออกมาเป็นอันขาด กระทั่งวินาทีนั้นเอง                 “ขนนกยูง…เป็นไปได้อย่างไร” ทรงกลดเป็นคนเอ่ยทักออกมา

ก้มเก็บส่วนหลักฐานที่ผู้มาเยือนฝากเอาไว้ให้ดูต่างหน้า เป็นสิ่งเดียวที่ช่วยยืนยันว่าสายลมปริศนาที่กรรโชกมาเมื่อครู่นั้นได้เกิดขึ้นจริง

สายตาคมของทรงกลด เพ่งพินิจพิจารณาหางนกยูงที่หยิบขึ้นมาจากพื้น อย่างให้ความสนใจ พยายามหาความหมายจากขนนกยูงเส้นนั้น ถึงขั้นโน้มปลายจมูกเข้าไปสูดดม เพราะรู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมรัญจวนใจ

 “อย่าบอกนะว่าเจ้าสิ่งที่กำลังสะกดรอยตามเราคือนกยูง?” เปลวมองดูทรงกลดที่กำลังพิจารณาหางนกยูงเส้นนั้นช้าๆ

                “หอม…หอมมาก” ทรงกลดกล่าวเบาๆ ยื่นขนนกยูงเส้นนั้นให้กับเปลวที่เอื้อมมือรับ

เปลวเพ่งพินิจด้วยความสนใจไม่ต่างจากทรงกลด

จากนั้นก็กล่าวเบาๆ

                “ใช่!...หอมจริงๆด้วย หอมคล้ายกลิ่นน้ำหอม หรือไม่ก็กลิ่นจากน้ำมันใส่ผมของผู้หญิง”

                “นายเปลวพูดถูก…เพราะมันคือขนนกยูงที่เสียบแซมเอาไว้ที่ผมของหญิงสาว” พรานเฒ่าเฉลย เหมือนเคยพบเคยเห็นมาก่อน

                “ลุงพรานหมายความว่าอย่างไรคะ?”

คิ้วโค้งราวเสี้ยวพระจันทร์คว่ำของหญิงสาว ขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย

                “ป่ามยุระ…พวกเราได้ย่างกรายเข้ามาในเขตแดนของป่ามยุระ”

พรานชราหรี่ตา ราวกับกำลังทบทวนสิ่งที่ตนเคยได้ยินได้ฟังมาจากปากของคนรุ่นปู่รุ่นย่า เคยมีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาลว่าผืนป่าแห่งนี้มีเมืองลับแลซ่อนอยู่ ชื่อว่า ‘มยุระนคร’ บ้างก็เรียกว่า ‘ป่านกยูง’ ตามชื่อ ‘มยุระ’ หรือ ‘มยุรา’ ที่แปลว่านกยูงนั่นเอง

“มยุระนคร?...จากที่เคยได้ยินได้ฟังมา ผมคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล่า” เปลวกล่าวถึงตำนานเรื่องเมืองลับแลแห่งนี้ จากที่ได้เคยอ่านมาจากหนังสือแนวผจญภัย ลี้ลับ เหนือธรรมชาติ ทว่าก็คิดเพียงว่ามันคือตำนาน ไม่คิดว่ามันจะมีอยู่จริง

“ลุงเองก็คิดเช่นเดียวกันกับนายเปลว…จนกระทั่งได้เจอด้วยตัวเองอยู่ในขณะนี้ ซึ่งน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้พบเจอ บางคนพยายามติดตามค้นหาเมืองลับแลแห่งนี้มาชั่วชีวิตก็ไม่พบ จนคนรุ่นหลังๆเริ่มสงสัยในความมีอยู่จริงของมัน” พรานชราทำท่าเหมือนจะเริ่มเล่า

“งั้นก็แสดงว่าพวกเราโชคดี…ถ้าหากว่าผืนป่าตรงที่เรากำลังยืนอยู่นี้คือเมืองลับแลที่เป็นตำนานเล่าขาน” ทรงกลดกล่าว

“เร็วไปที่จะสรุปอย่างนั้น…เพราะเรายังไม่อาจล่วงรู้ถึงสิ่งที่รอเราอยู่ข้างหน้า”

พรานขะยีค้าน ก่อนจะกล่าวต่อ

“ลองนึกย้อนกลับไปตอนที่พวกเราลอดอุโมงค์ต้นไม้เข้ามา…ทันทีที่เราก้าวพ้นปากอุโมงค์แห่งนั้น ทุกคนคงรู้สึกเหมือนกันใช่ไหม?...ว่าบรรยากาศของป่า ก้าวแรกที่เราก้าวล่วงเข้ามานั้น มันเหมือนกับเป็นป่าคนละผืนกับที่เราเข้ามาในตอนแรก”

“จริงอย่างที่ลุงพรานว่า” เปลวสำทับความเห็นลงไป

ทุกคนที่เหลือพยักหน้า เห็นพ้องต้องกันในสิ่งที่พรานเฒ่าและเปลวกล่าว

“หากเข้ามาผิด…เราก็ควรจะย้อนกลับออกไปใช่ไหมคะ?”

หญิงสาวออกความเห็น เพราะเป้าหมายของการเดินทางมาในครั้งนี้คือช่วยพี่ชายของเธอที่หายสาบสูญ เธอไม่ได้เข้ามาเพื่อพิสูจน์ความจริงจากผืนป่า และไม่ปรารถนาในความตื่นเต้นเร้าใจอะไรทั้งนั้น

ต่างกับทรงกลดที่แสดงทีท่าสนใจคำว่า ‘เมืองลับแล’ ออกมาอย่างเห็นได้ชัด ตามนิสัยของคนที่มีสัญชาติญาณรักการผจญภัยอยู่ในสายเลือด

“คืนนี้ดึกมากแล้ว…รอให้ฟ้าสางค่อยคิดหาหนทางกันใหม่ กลางป่ากลางไพรเช่นนี้ ไม่ล่วงอาจรู้ได้เลยว่าเรากำลังตกเป็นเป้าสายตาของใครหรือไม่?” พรานชรากล่าวให้คิด

หญิงสาวกลับเข้าเต็นท์นอนไปด้วยความกลัว

พรานขะยีอาสาอยู่ยามในกะแรก  กะจากับอะย่วยเข้านอนในเต็นท์เดียวกัน เช่นเดียวกับเปลวและทรงกลดที่นอนเต็นท์เดียวกัน ขนาบข้างเต็นท์นอนของหญิงสาวที่อยู่ตรงกลาง ปล่อยให้พรานขะยีคอยเติมฟืนลงกองไฟเพียงลำพัง เฝ้ากองไฟไม่ให้มอด อาศัยแสงสว่างจากกองไฟ ช่วยป้องกันสัตว์ร้ายไม่ให้เฉียดกรายเข้ามาใกล้ที่พัก

เข้าเต็นท์นอนได้ไม่นาน หญิงสาวก็หลับไหลไปด้วยความเหนื่อยล้า ภายในถุงนอนอุ่น ต่างกับเปลวและทรงกลดที่ข่มตาอย่างไรก็ไม่หลับ กระสับกระส่าย ได้ยินเสียงพลิกไปพลิกมาของกัน หันหน้ามาเจอกัน ก็พบดวงตาที่ยังเบิกโพลงไม่ยอมหลับ  

สุดท้ายจำต้องลุกขึ้นมาเฝ้ากองไฟ ผลัดเปลี่ยนให้พรานขะยีเข้าไปนอนพักผ่อนเอาแรง

“รู้สึกว่าคุณพริมจะสนใจนายนะ”

ทรงกลดแซวเพื่อน ก่อนจะคว้าหม้อสนามขึ้นมาต้มน้ำ

เปลวออกอาการเขินๆ หลังจากได้ยินที่ทรงกลดกล่าว 


(ประกาศ :  "ใจแตก"  อีบุ๊คมาแล้วนะคร้าบ)

​​

(ฝากอีบุ๊คด้วยนะครับ) 

#

#

#

#

# 

(ฝากอีบุ๊คเรื่องล่าสุดด้วยนะครับ)

#

#

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว