ความเห็นของทุกท่านคือกำลังใจของนักเขียน อ่านแล้วคิดยังไง รู้สึกยังไง อย่าเก็บไว้คนเดียวครับ มาแชร์กันดีกว่า

[ตอนพิเศษเทศกาลคริสต์มาส] Chaos Winter(ชุลมุนวุ่นแว่น) - Part I แว่นตามหาภัย

ชื่อตอน : [ตอนพิเศษเทศกาลคริสต์มาส] Chaos Winter(ชุลมุนวุ่นแว่น) - Part I แว่นตามหาภัย

คำค้น : เมแกน ควินน์,คริสต์มาส,ฉลองฤดูหนาว,เทศกาล,ส่งท้ายปี,แว่นตา,หื่น,นินจา,แมวไซบอร์ก,วายร้าย,เดท,ดาดฟ้า,พิซซ่า,ตัวประกอบ

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ธ.ค. 2559 08:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[ตอนพิเศษเทศกาลคริสต์มาส] Chaos Winter(ชุลมุนวุ่นแว่น) - Part I แว่นตามหาภัย
แบบอักษร

#

 

Part I แว่นตามหาภัย

 

เช่นเดียวกับโรงเรียนทุกแห่งในฟิวเจอร์ซิตี้ช่วงปลายเดือนธันวาคมนั้นเป็นเวลาแห่งความวุ่นวายสำหรับนักเรียนของลิลเลียนน่า เบอร์โรวส์เบื้องหลังเช่นเดียวกัน โดยตั้งแต่วันที่สิบเป็นต้นมา ทั้งโรงเรียนก็เข้าสู่โหมดการสอบไล่เต็มตัว นักเรียนทุกระดับชั้น ทุกแผนกไม่ว่าจะซูเปอร์ฮีโร่จนถึงบัญชีและประชาสัมพันธ์ต่างก็ต้องทำงานหนักขึ้นเท่าตัวเพื่อรักษาคะแนนสอบให้มากกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ทว่าเหนืออื่นใด จุดที่ยากยิ่งกว่าสำหรับช่วงใกล้เทศกาลเช่นนี้กลับไม่ได้อยู่ที่การตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือสอบ แต่คือการทบทวนบทเรียนไปพร้อมกับมีส่วนร่วมในงานเทศกาลฉลองฤดูหนาวต่างหาก

เมแกน ควินน์ สาวน้อยวัยสิบห้าเดินดุ่มๆ มาตามทางเดินโพลีเมอร์กันแรงกระแทกซึ่งสว่างเรืองนวลตาด้วยแสงแอลอีดี แผ่นพื้นผิวประเภทนี้เรียกว่าโพลีเน็กทริกซ์ โดยด้านที่สัมผัสกับผู้ใช้จะหุ้มด้วยฉนวนรักษาความปลอดภัยสิบสองชั้นขณะที่พื้นผิวอีกด้านคือเซลล์อัจฉริยะ ด้วยการส่งถ่ายพลังงานพลาสมาในระดับต่ำ เซลล์จะถูกกระตุ้นให้สร้างแสงสว่างขึ้นมา ทำให้ทางเดิน ผนังและเพดานที่บุด้วยโพลีเน็กทริกซ์ไม่จำเป็นต้องพึ่งหลอดไฟอีกต่อไป แต่ทั้งที่ปกติแล้วเมแกนจะมีความสุขยามถูกโอบล้อมด้วยเทคโนโลยีฉลาดๆ แบบนี้มากแค่ไหน กระนั้นเธอก็ไม่อาจเก็บซ่อนความหงุดหงิดที่เพิ่มพูนทับถมมาตลอดสองอาทิตย์ไว้ได้อีก ความโล่งอกหลังการสอบวิชาสุดท้ายทำให้พวกมันซึมผ่านการป้องกันอันอ่อนล้าในจิตใจเธอออกมา จากนั้นทุกอย่างก็ดูขวางหูขวางตาไปหมด

เธอไม่ได้ออกปล้นใคร หรือก่อการร้าย หรือขโมยจดหมาย หรือดำเนินแผนร้ายในหัว หรือ... ให้ตายเถอะ แค่ขโมยอมยิ้มเด็กเธอก็ไม่ได้ทำมาตั้งสองสัปดาห์! นั่นหมายความว่าสิบสี่วัน! หรือสามร้อยสามสิบหกชั่วโมง! หรือสองหมื่นหนึ่งร้อยหกสิบนาที! และแปลว่าเธอหมดเวลาหนึ่งล้านสองแสนเก้าพันหกร้อยวินาทีไปกับการอ่านหนังสือเตรียมสอบ เข้าออกห้องสอบ นั่งคำนวณอัตราการเผาผลาญพลาสมาของเครื่องยนต์กระสวยทั้งสิบสองรุ่น เขียนแผงวงจรสำหรับหุ่นยนต์ทำความสะอาด รวมไปถึงมีส่วนร่วมในการตกแต่งประดับประดารับเทศกาลฉลองฤดูหนาวภายในโรงเรียนเป็นเวลายี่สิบสี่ชั่วโมง! คนพวกนั้นเห็นเธอเป็นภารโรงหรือไงนะ! เธอเป็นนักประดิษฐ์อัจฉริยะต่างหาก!

ทั้งหมดนั่นน่ะงี่เง่า! แล้วข้อสอบสำหรับเด็กฉลาดโคตรๆ อย่างเธอมันอะไรกัน ไอ้เครื่องทำความสะอาดหน้าตาเหมือนแมลงสาบนั่นเรียกว่าหุ่นยนต์ไม่ได้ด้วยซ้ำ มันก็แค่วิ่งไปวิ่งมาจนกว่าเซ็นเซอร์จะตรวจเจอสิ่งกีดขวางเท่านั่นเอง! ไม่ใช่ง่ายธรรมดา แต่โคตรง่าย ง่ายขนาดตอนเธออยู่ประถมต้นก็ทำได้แล้ว! เมแกนต้องสะกดกลั้นอย่างมากที่จะไม่ติดตั้งเครื่องพ่นไฟลงไปในเครื่องดูดฝุ่นแล้วสั่งให้มันอาละวาดเผาหัวพวกผู้ชายในห้องสอบ แสดงให้โลกเห็นความชั่วร้ายของเมแกน ควินน์หน่อย เธอกับเสียงหัวเราะต่ำๆ แบบจอมวายร้ายของเธอ

เธอเป็นวายร้ายนะ เมแกน วายร้ายเขาไม่มานั่งกังวลกับผลสอบแล้วก็เรื่องว่าจะติดไฟประดับยังไงสักหน่อย เสียงนุ่มๆ ให้อารมณ์แบบหนุ่มเสียงหล่อแว่วกวนประสาทในหัวเด็กสาว แทนที่จะนั่งเรียงไฟประดับเป็นรูปกวางเรนเดียร์จับไข้ สู้เอาเวลาไปยึดสถานีโทรทัศน์ดีกว่าไหม

นั่นเป็นเสียงของเชสเชียร์ แมวจักรกลสัตว์เลี้ยงแสนรู้(และงี่เง่าบ่อยครั้ง)ของเธอ แต่ปัญหาก็คือเมแกนชักไม่แน่ใจแล้วว่าเสียงของเขาที่ได้ยินในหัวช่วงหลังๆ มานี่เป็นคำพูดจริงๆ หรือเพราะอาการประสาทหลอนจากความเครียดของเธอเองกันแน่

“รู้แล้วน่า! หุบปากซะที! ไอ้ตัวขนฟูน่ารำคาญ!!!” เธอตวาด พร้อมกับเลี้ยวเข้าประตูห้องแล็บรังสีและสิ่งประดิษฐ์เบา

“เอ๋! หมายถึงฉันเรอะ!?!” สาวแว่นผมสีบลอนด์เงินยาวถึงกลางหลัง เอลิซ ไคย์ล่าโพล่งออกมาในระยะประชิด พวกเธอเกือบหัวโขกกันแล้วหากเมแกนไม่หลบกะทันหันไปทางขวาเสียก่อน แต่นั่นก็ทำให้เธอชนโครมกับรถเข็นเตี้ยๆ เครื่องมือจำพวกหัวแร้งบัดกรี คีมกับไขควงหลายขนาดหล่นพื้นกระจายเกลื่อน

“ฉัน... เปล่า... บ้าเอ๊ย!” เมแกนสบถ ดึงตัวขึ้นจากรถเข็นเอียงกระเท่เร่ก่อนที่มันจะพลิกคว่ำแล้วทำเธอล้มไปด้วย “ฉันไม่ได้พูดถึงเธอ”

“หมายถึงเปอร์เซียที่น่ารักหรือเปล่า” เอลิซขยับแว่น เธอสวมเสื้อกาวน์สีขาวทับเครื่องแบบนักเรียนประกอบด้วยเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวกับกระโปรงสีแดงเชอร์รี่เช่นเดียวกับเมแกนและนักเรียนหญิงแผนกนักประดิษฐ์คนอื่นๆ “เขาทำอะไรหรือ ใช้หางฟูนุ่มน่ารักๆ พันรอบข้อเท้าหรือเปล่า หรือว่าปีนขึ้นไปนอนทับหน้าตอนเธอหลับจนหายใจไม่ออก หรือ-”

“ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ” เมแกนไม่อยากยอมรับว่าเธอกำลังประสาทหลอนจากคำพูดของแมว นอกจากนี้ยังเป็นแมวที่ฉลาดพอๆ กับเธออีกต่างหาก

“จริงหรือ” เอลิซชะโงกหน้ามาใกล้ คิ้วดกหนารับกับใบหน้าเลิกขึ้นเป็นเชิงรู้ทันพอๆ กับสงสัย เอลิซนับว่าเป็นคนสวยคนหนึ่งถึงจะดูเนิร์ดๆ สักหน่อยจากแว่นเฉิ่มเชยกับหอบหนังสือเต็มอ้อมแขน เธอมีดวงตากลมโตที่สามารถคาดคั้นคำตอบจากใครๆ ได้เพียงจ้องมอง จมูกเล็กกะทัดรัด ริมฝีปากน่ารักน่าชังเผยอโชว์ฟันกระต่ายเกือบตลอดเวลา แต่อย่าถูกรูปร่างเล็กๆ ของเธอหลอกเอาเชียว จริงอยู่ที่เอลิซอาจดูเหมือนสิ่งมีชีวิตน่ากอด ทว่าก็เป็นสัตว์กินเนื้อดุร้ายกว่ารูปลักษณ์อยู่มากโข

“โอเค ฉันอยากครองโลก ไม่ก็ระเบิดอะไรสักอย่าง หรืออาจจะทั้งคู่” เมแกนหลุดปากก่อนจะทันรู้ตัว โอ้ ซวยแล้ว! ไอ้การประดับไฟงี่เง่าพวกนั้นขโมยความฉลาดของเธอไป!

“ฉันช่วยเธอเรื่องครองโลกไม่ได้หรอก แต่ถ้าทำอะไรที่มันระเบิดเถิดเทิงก็พอได้” เพื่อนเธอหัวเราะ โชคดีที่เมแกนคุยอยู่กับเอลิซ ไม่ใช่อาจารย์สักคนโดยเฉพาะศาสตราจารย์โปรเฟสเซีย ด้วยประโยคสั้นๆ เมื่อครู่อาจทำให้อาจารย์ฝ่ายรักษาวินัยตัดสินใจส่งเธอไปประเมินสภาพจิตจนถึงสั่งพักการเรียนเร็วกว่าเธอจะทันพูดคำว่าหนูล้อเล่นจบเสียอีก “เราน่าจะส่งรถดอกไม้ไฟไปป่วนพวกนักเรียนประกันภัยนะ เห็นว่าพวกปีสองกำลังสอบสถิติขั้นสูงอยู่ที่โซนซีตอนนี้ เอาคืนพวกบ้านั่นสักหน่อย”

เป็นที่รู้กันว่านักเรียนจากแผนกนักประดิษฐ์กับนักเรียนประกันภัยขัดแย้งกันในเรื่องความเชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ของแต่ละฝ่าย พวกนั้นมองคณิตศาสตร์ของตนบริสุทธิ์กว่าและกล่าวหาว่านักประดิษฐ์ใช้วิชานอกรีต ให้ตาย นักเรียนแผนกประกันภัยถึงกับเรียกพวกเธอว่าเด็กกระป๋องด้วยซ้ำ อะไรมันจะเหยียดหยามกันขนาดนี้นะ

“เยี่ยมเลย” เมแกนร้องเสียงใส รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย “เดี๋ยวฉันจะแฮกประตูขังพวกนั้นไว้ในห้องตอนที่ทุกอย่างระเบิดเอง  เอ้ย! ยังไม่ได้สิ” เด็กสาวสั่นศีรษะเมื่อเอลิซทำท่าจะวิ่งออกจากห้อง “ฉันต้องรีบหาไมร่าให้เจอ ศาสตราจารย์โอคอนเนอร์บอกว่าเธอขาดสอบทุกวิชาเลย”

“ยายบ้านั่น” เอลิซส่ายหน้าช้าๆ ท่าทางเบื่อหน่าย “ฉันก็คิดไว้แล้วตั้งแต่ยายนั่นเอาแต่พล่ามถึงโปรเจคพิเศษรับเทศกาลฉลองฤดูหนาว” สาวแว่นผมสีเงินบุ้ยใบ้ให้เมแกนตามไปทางประตูฆ่าเชื้อและปรับแรงดันของตัวห้องแล็บจริงๆ ซึ่งอยู่ด้านในถัดจากพื้นที่เก็บขยะจักรกลจำพวกชิ้นส่วนเสียหายกับโครงงานล้มเหลวของนักเรียนหลายต่อหลายรุ่น

แล็บรังสีและสิ่งประดิษฐ์เบาแบ่งออกเป็นสามส่วนด้วยกัน ถัดจากระตูปรับแรงดันเข้าไปคือห้องเรียนประกอบด้วยเคาน์เตอร์แปดตัว รอบห้องมีชั้นเก็บวัสดุอย่างแผ่นทำแผงวงจร ตัวต้านทาน หลอดไฟ แบตเตอรี่ สายไฟ น็อตตั้งแต่เล็กกว่าใส่ขาแว่นไปจนมีขนาดสำหรับยึดเรือเดินสมุทรแยกไว้เป็นระเบียบ ประตูซ้ายมือของกระดานดำใหญ่หน้าห้องเชื่อมกับห้องปฏิบัติการที่มีความสลับซับซ้อนมากกว่าเพื่อการประดิษฐ์อุปกรณ์ประเภทไวต่อสภาพแวดล้อมอย่างแสงหรือความชื้น ที่นี่นักเรียนสามารถจัดการกับนาโนเทคโนโลยีด้วยแขนกลความละเอียดสูงควบคุมระยะไกล พื้นและผนังห้องทุกด้านเป็นโพลีเน็กทริกซ์อัจฉริยะซึ่งยกระดับไปอีกขั้นด้วยการให้แสงสว่างเฉพาะบางความยาวคลื่นเพื่อลดการตอบสนองที่เงื่อนไขต่างกัน ส่วนประตูอีกบานตรงข้ามกับกระดานดำในส่วนห้องเรียนเปิดสู่แล็บขนาดเล็กกว่าสองห้องแรก พร้อมสรรพด้วยอุปกรณ์เกี่ยวกับสนามแม่เหล็กและการแผ่รังสีแบบต่างๆ หลายปีก่อนเมแกนเคยแอบใช้ห้องนี้สร้างเซ็นเซอร์ตรวจจับอาวุธให้หมวกกันน็อคดิ อินเวนทรีของเธอ

“โปรเจคพิเศษรับเทศกาลฉลองฤดูหนาว?” เมแกนถาม ประตูด้านหลังปิดล็อคอัตโนมัติก่อนกระแสลมแรงจะปั่นป่วนในห้องกระจกเล็กๆ ทนทานต่อแรงระเบิดกับรังสีทุกชนิด จากนั้นผนังโปร่งแสงข้างหน้าก็เลื่อนเปิดออกให้สองสาวผ่านเข้าไปในแล็บส่วนการเรียนการสอน เอลิซชี้ประตูห้องรังสี “มันคืออะไร” เมแกนถามต่อ

“ไม่รู้เลย” เพื่อนสาวตอบ ยักไหล่เหมือนไม่ค่อยสนใจนัก “ยังไงก็คงเป็นของไร้ประโยชน์เหมือนทุกทีนั่นแหละ แต่เหลือเชื่อเลยที่ยายบ้านั่นกล้าโดดสอบทุกวิชาน่ะ ต้องเสียสติไปแล้วแหงๆ”

สองสาวหยิบแว่นตากับชุดป้องกันรังสีจากล็อกเกอร์หลังห้องขึ้นมากำลังจะสวมก็พอดีกับที่ประตูห้องรังสีเปิดผัวะเข้าไปด้านใน แล้วเด็กสาวผมสีม่วงลูกกวาดสวมเพียงเสื้อกาวน์นักวิทยาศาสตร์กับเครื่องแบบนักเรียนโดยไม่มีชุดป้องกันพิเศษใดๆ ก็วิ่งโห่ร้องออกมา ตามด้วยนักเรียนชายสามคนซึ่งเมแกนจำได้ว่าพวกเขาคือสามเป็ดแห่งแผนกวิทยาศาสตร์ค้นคว้า ฮิวอี้ ดิวอี้ ลูอี้

ไมร่า!” เอลิซตะโกน สาวผมยุ่งเหยิงสีสันสดใสปิดหน้าปิดตาชะงักแข็งทื่อในทันใด ค่อยๆ หันกลับมาหาเอลิซกับเมแกน “ฉันบอกเธอกี่ครั้งแล้ว เวลาเข้าห้องปฏิบัติการรังสีต้องสวมชุดป้องกันด้วยเสมอน่ะ!

“ไม่เอาน่า นี่เป็นงานง่ายๆ ปลอดภัยหายห่วง!” ไมร่าตอบ ผิดกับเอลิซผู้มีความเป็นมืออาชีพตั้งแต่ยังเรียนไม่ทันจบ ไมร่าคือความวุ่นวายตามธรรมชาติ ยายนี่มันหื่น!!! เอลิซย้ำกับเมแกนอย่างต่ำอาทิตย์ละครั้ง อย่าลืมว่าภายใต้หน้าตาหวานๆ แบบนั้นคือปิศาจบ้าผู้ชายยิ่งกว่าอะไรดี! “เธอก็รู้นี่ว่าฉันเป็นยังไง... กับรังสี” ไมร่าหลิ่วตา

“ถึงจะง่ายแค่ไหนความปลอดภัยก็ต้องมาก่อนเสมอ!” เอลิซถลึงตามองเพื่อน รอยยิ้มไมร่าเจื่อนไป ฝ่ายนั้นอ้าปากจะเถียงทว่าสาวผมสีเงินยกนิ้วชี้ขึ้นและเม้มปากเป็นเชิงสั่งให้หยุดพูด “เข้าใจไหมยะ”

“ค่ะคุณแม่” ไมร่าคอตก ทว่าพอเอลิซมองไปทางอื่น เธอก็แลบลิ้นไล่หลัง

“พวกนายก็เหมือนกัน” เอลิซหันไปทางสามหนุ่ม ฮิวอี้คือหนุ่มสูงโย่งหน้ามันสวมแว่นตากรอบสีแดงเชอร์เบทน่าเกลียด ดิ้วอี้เป็นนักเรียนชายอ้วนกลมผูกหูกระต่ายสีเขียวลายจุดในขณะที่นักเรียนชายเก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าเปอร์เซ็นต์ไม่มีใครผูกอะไรกับเสื้อเชิ้ตเลยเพื่อจะได้ดูเห่ยถึงเพียงนี้ ส่วนลูอี้สวมหมวกฟักทองสีน้ำเงิน ด้วยรูปร่างเล็กตัวเตี้ยๆ ทำให้เขาดูเหมือนเด็กกวาดปล่องไฟประหลาดๆ ในโลกอนาคต แล้วเขายังมีแว่นตาแมลงปอเพิ่มความคงแก่เรียนอีกต่างหาก ทั้งสามดูเลิกลั่กเมื่อถูกเอลิซสนใจ สองคนในนั้นหน้าแดงก่ำให้เห็นชัดเจน ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติที่มักเกิดขึ้นกับหนุ่มคงแก่เรียนเวลาเข้าใกล้เด็กผู้หญิง และเอลิซก็น่ารักมากทีเดียว “ชั้นเรียนพวกนายไม่ได้สอนเรอะ!

“จำได้ว่ามีพูดบ้าง... มั้ง” ฮิวอี้ตอบ ท่าทางมึนเมานิดหน่อย

“แต่ไมร่ายืนยันว่า...” ดิวอี้ต่อ

“เราไม่จำเป็นต้องใส่ของยุ่งยากแบบนั้นกับงานชิ้นนี้” ลูอี้พยักหน้ารัวๆ เหมือนปีกนกฮัมมิงเบิร์ด “พะ เพราะว่าจะได้ทำงานดะ ด้วยกันแบบ นะ เนื้อแนบเนื้อ...”

“จ้าๆ เก่งมากเลย” ไมร่าใช้นิ้วลูบแก้มหนุ่มหมวกน้ำเงินลงมาถึงคาง ทำเอาลูอี้ตาลอยราวกับสมองอันชาญฉลาดถูกดูดออกทางหูไปเรียบร้อยแล้ว เมแกนไม่แน่ใจว่าเขาจะสลบตรงนี้เลยหรือเปล่า แต่หน้าตานี่ก็เกือบๆ แล้ว

เด็กหนุ่มที่เหลือพากันหายใจฟืดฟาด ถ้าพวกเขามีหางป่านนี้คงโบกไม่หยุดแล้วละ สีหน้าท่าทางสื่อเป็นนัยว่าลูบผมบ้าง! ลูบผมบ้าง! เอลิซกุมขมับส่ายหน้าอย่างเอือมระอา

“ไมร่า หล่อนนี่ขยันทำเรื่องงี่เง่าจริงๆ นะยะ” เอลิซก้าวไปดึงหูเพื่อนผมสีสดใสออกห่างจากกลุ่มหนุ่มเนิร์ดผู้กระตือรือร้น “ฉันได้ยินว่าหล่อนโดดสอบกลางภาคทุกวิชา บอกไว้เลยนะว่าถ้าเหตุผลของหล่อนไม่ดีพอละก็ ฉันจะฉีกหูไปแปะกำแพงห้องโฮมรูมแน่ๆ เผื่อหล่อนจะรู้จัดหัดฟังอาจารย์บ้าง!” เอลิซตะเบ็งแข่งกับเสียงโอดโอยของไมร่า เมแกนกลืนน้ำลายเอื้อก นึกภาพตามแล้วก็ขนลุก เธอเห็นแผ่นเนื้อสีชมพูซึ่งเคยเป็นของเด็กผู้หญิงมาก่อนแปะอยู่เหนือกระดานดำ และมันก็ขยับทุกครั้งที่ใครก็ตามพูดคำอย่างไอ้จ้อนหรือเอาค่าเอ็กซ์ไปเสียบเข้าตรงนี้ขึ้นมา

“ดะ เดี๋ยวสิจ๊ะ เอลิซ โอ๊ย! เจ็บๆ เจ็บนะ เอลิซที่น่ารักจ๊ะ น่าร้ากที่สุดในสามโลกเลย ช่วยฟังฉันพูดก่อ- อ๊าค! จะหลุด... จะหลุดแล้ว! ชะ ช่วยปล่อยก่อนสิจ๊ะ ละ แล้วฉันจะอธิบายยยยยย” ไมร่าก้มตัวลงอย่างทุลักทุเลจากความสูงซึ่งต่างกันครึ่งฟุต แล้วเอลิซก็คอยดึงหูลากเธอสลับขึ้นลงซ้ายขวาด้วยอีกต่างหาก “ฉะ ฉันขอโทษษษษษ ฉันผิดไปแล้ว!!! ฉัน... ฉันใช้เวลาทั้งหมดไปกับเจ้าหนูนี่! นะ นี่ไง!

ได้ผล เอลิซหยุดทรมานไมร่าจากนั้นกระชากแว่นตาในมือขวาของเธอไป ถ้ามีอะไรที่สามารถทำให้เอลิซหมดความสนใจกับการสร้างความเจ็บปวดให้แก่ไมร่าก็เห็นจะเป็นความอยากรู้อยากเห็นนี่ละ เมแกนสังเกตเห็นท่าทางหลุกหลิกจากสามหนุ่มกลุ่มเป็ดแห่งแผนกวิทยาศาสตร์ค้นคว้า แปลกพิกล เธอเอียงคอ ครุ่นคิด

“มันคืออะไร” เอลิซถาม แว่นตาอันนั้นดูเหมือนแว่นกันแดดโพลาไรซ์ธรรมดา เลนส์สีส้มแดงไม่สามารถมองทะลุเห็นดวงตาของผู้สวมใส่ได้ กรอบพลาสติกเนื้อเหนียวสีดำอวบอ้วนเกินไปจนไม่น่าสวมใส่สบาย โดยเฉพาะขาแว่นบริเวณที่เชื่อมระหว่างกรอบกับเลนส์นั้นมีขนาดใหญ่พิเศษ โดยทั่วไปแว่นตาจะไม่สร้างให้เทอะทะแบบนี้หากไม่ใช่ด้วยจุดประสงค์บางอย่าง

“ให้ตาย! เธอสร้างแว่นตาเลเซอร์หรือ!?!” เมแกนโพล่งออกมา

ไมร่าลูบใบหูแดงเถือกของตนและมองราวกับเธอเสียสติไปแล้ว “ไม่ใช่สักหน่อย ฉันไม่ทำของไร้สาระแบบนั้นหรอก”

“แล้วมันคือ...” เอลิซถอดแว่นออกสลับไปสวมสิ่งประดิษฐ์ของไมร่าแทนก่อนที่เมแกนจะทันท้วง ไม่ฉลาดเลยที่จะทดลองผลงานของนักเรียนสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไม่รู้ว่ามันคืออะไรแน่ๆ ยิ่งกว่านั้นยังเป็นของฝีมือไมร่าด้วยนะ “...อะไร”

แว่นตาส่งเสียงหวือ เมแกนเห็นแสงสีน้ำเงินเรืองกะพริบบนผิวเลนส์ด้านที่หันหาดวงตาเอลิซ ชิ้นส่วนวงกลมตรงโคนขาแว่นหมุนซ้ายทีขวาทีพร้อมปรากฏไฟสีแดงกะพริบไม่เป็นจังหวะ เมแกนก้าวหลบไปข้างๆ เผื่อว่าอาจมีลำแสงพลังงานสูงมากพอทำลายเด็กฉลาดๆ สักคนพุ่งออกมา ทว่าคนอื่นๆ กลับไม่มีทีท่าหวาดกลัวแบบเธออย่างใด ไมร่ากับผมสีม่วงยืดอกพ่นลมหายใจแรงๆ หนึ่งที ดูภูมิอกภูมิใจกับสิ่งประดิษฐ์ของตนยิ่งนัก ดิ้วอี้กับฮิวอี้งอตัวเหมือนถูกชกท้องในทันใด มือพวกเขาเลื่อนไปกุมเป้ากางเกงอย่างพร้อมเพียง ทั้งหัวทั้งหูเปลี่ยนเป็นสีบีทรูทในชั่วพริบตาขณะที่ลูอี้กลับแอ่นสะโพกมาด้านหน้าในท่าแขนสองข้างเท้าสะเอว ยิ่งกว่านั้นเขายังพยายามขยับตัวไปอยู่ข้างหน้าเอลิซอย่างจงใจอีกต่างหาก

“พอเลยย่ะ! เพื่อนฉันไม่จำเป็นต้องทนเห็นของไม่ได้เรื่องแบบนั้นหรอก” ไมร่าจับไหล่เอลิซหันหนีจากหนุ่มหมวกสีน้ำเงินเนื้อนิ่มมาทางเมแกนซึ่งตกใจตัวแข็งทื่อแทน

“ฉัน... มองอะไรไม่เห็นเลย” เอลิซส่ายหน้า หรี่ตาลงเช่นคนสายตาสั้นมักทำเวลาเป้าหมายอยู่ไกลกว่าระยะมองเห็น “ที่แน่ๆ มันไม่ใช่แว่นสายตาแน่... นอน...”

“โอ๊ยตาย ลืมไปสนิทเลยว่าต้องใส่ตัวปรับแก้การมองเห็นด้วย” ไมร่าตบหน้าผากตัวเองเบาๆ

เหวอ! เมแกน เธอ! เธอ... เธอไม่ได้-” จู่ๆ เอลิซก็ร้องลั่น ถอยไปชนเคาน์เตอร์ด้านหลัง ข้าวของบนนั้นหล่นโครมคราม เด็กสาวผมสีบลอนด์เงินหันรีหันขวางก่อนจะถูกไมร่าจับศีรษะให้หันตรงมาที่เมแกนอีกครั้งหนึ่ง โอ๊ะ อันตรายๆ เธอคงไม่อยากเห็นของตานั่นแน่ ไมร่าพึมพำบุ้ยใบ้ไปทางหนุ่มอ้วน เอลิซอ้าปากทว่ามีแต่เสียงอึกอัก เธอกระชากแว่นออกราวกับมันเป็นแมงมุมน่าเกลียดตัวใหญ่อะไรเทือกนั้น แว่นตาประดิษฐ์ตกไถลไปกับพื้น เมแกนละสายตาจากสีหน้าตื่นตะลึงและงุนงงของเอลิซมองตามแว่นไป ประกายสีน้ำเงินเลื่อนไหลบนผิวเลนส์มันวาวระหว่างที่เซ็นเซอร์ตรวจหาดวงตาผู้สวมใส่

จากนั้นเด็กหนุ่มทั้งสามก็พร้อมใจกันกระโจนใส่แว่นตาอันนั้น นัยน์ตาลุกวาวด้วยความกระหาย ฮิวอี้กับลูอี้หัวโขกกันดังลั่นแล้วล้มลงพลาดแว่นตาไปเพียงปลายนิ้ว แว่นกระเด็นต่อไปอีก ดิวอี้ทิ้งน้ำหนักตัวค่อนข้างน่ากลัวใส่เพื่อนร่วมแล็บจนถึงเมื่อครู่ กดหนุ่มทั้งสองถีบตัวตะเกียกตะกายไขว่คว้าแว่น

และเขาคงได้มันมาไว้ในมือแล้วหากไมร่าไม่ชิงช็อตเขาด้วยปืนเทเซอร์

“เป็นเด็กไม่ดีเลยนะจ๊ะ” เธอทำเสียงจุ๊ๆ ก้าวยาวๆ ข้ามนักเรียนหนุ่มทั้งสามไปหยิบแว่นตาประดิษฐ์ขึ้น “เจ้าหนูนี่น่ะของฉันต่างหาก”

“ตะ แต่เธอสัญญาว่าจะให้พวกเราแบ่งกันใช้ก่อน...” ลูอี้ครวญคราง ไมร่ายิ้มแสยะไม่ต่างจากนักวิทยาศาสตร์ผู้ชั่วร้ายซึ่งหักหลังฆ่าเพื่อนร่วมงานทั้งหมดหลังหมดประโยชน์แล้ว เธอดูเลวร้ายยิ่งกว่าเมแกนเสียอีก เอลิซเดินโซเซมากระตุกแขนเสื้อเมแกนเบาๆ ทว่านั่นไม่ใช่สัญญาณว่าอยากคุยด้วย มันเหมือนกับเธออยากมั่นใจว่านั่นคือแขนเสื้อจริงๆ มากกว่า ให้ตายสิ แว่นตาทำอะไรกับเอลิซเนี่ย “พวกนายคิดจริงหรือว่าฉันจะยอมยกอาวุธทรงพลังที่สุดในจักรวาลให้ผู้ชายง่ายๆ น่ะ สิ่งนี้อันตรายเกินไปสำหรับสปีชีส์ของพวกนาย” ไมร่าโบกแว่นตาก่อนเก็บลงกระเป๋าเสื้อกาวน์ “มันถูกสร้างขึ้นสำหรับเด็กผู้หญิงต่างหาก”

ฮิวอี้ลุกขึ้น เขาอาจพุ่งใส่ไมร่าเพื่อชิงแว่นตาจากเธอก็ได้ใครจะรู้ เว้นแต่ว่าเขาถูกปืนไฟฟ้ากระบอกที่สองเข้าไปเต็มๆ เด็กหนุ่มถูกช็อตสะดุ้งจนแว่นเชยๆ หลุดจากใบหน้า มุมปากไมร่ากระตุกขึ้นคล้ายท้าทาย “เอาสิ นายอยากลองโดนช็อตเหมือนเพื่อนผู้โง่เง่าทั้งสองของนายด้วยหรือเปล่า”

“เธอคงไม่พกปืนไฟฟ้าถึงสามกระบอกหรอก” เด็กหนุ่มคนสุดท้ายกัดฟันตอบ

“นายพูดถูก ฉันไม่ได้พก” ไมร่ายิ้ม ล้วงปืนลมออกจากสายรัดปืนซึ่งซ่อนในเสื้อกาวน์ออกมายิง ลูกดอกปักทะลุเป้ากางเกงเป้าหมาย(ไม่ เมแกนคิดว่านั่นแค่บังเอิญมากกว่า) ลูอี้ตาเขเลื่อนหากัน “โอ้ ไม่นะ” เขาร้อง จากนั้นก็ล้มคว่ำลงบนร่างเพื่อนและไม่ลุกขึ้นมาอีกเลย

เมแกนเป็นคนแรกที่ได้สติ “นี่มันบ้าอะไรเนี่ย!” เธอเงยหน้าละสายตาจากนักเรียนชายสามคนที่นอนน้ำลายยืดมาเจอแววพึงพอใจแบบโหดๆ บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยกระของไมร่า ส่วนเอลิซยังดูตกใจไม่หายกับสิ่งที่แว่นนั้นทำกับเธอ

“นี่น่ะหรือ” สาวผมยุ่งสีม่วงหยิบแว่นออกมาชูในระดับสายตา “เพื่อนสาวสุดที่รักของฉัน นี่คืออนาคตไงละ!

1

“สรุปก็คือ เธอหลอกให้สามเป็ดช่วยประดิษฐ์เจ้านี่โดยตั้งใจจะตัดตอนทิ้งแต่แรกอยู่แล้วสินะ” เอลิซพูดหลังจากไมร่าเล่าเรื่องทั้งหมดจนจบ

สิบห้านาทีให้หลัง เมแกนกับเพื่อนทั้งสองก็มาอยู่บนทางเดินประดับประดาด้วยผ้าสีเขียวกับแดงเนื้อมัน ไฟประดับหลากสีกับกระดิ่งเล็กๆ แขวนบนกำแพงทั้งสองด้าน พวกเธอซุ่มตรงปากทางโรงอาหารขนาดใหญ่ เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจดังราวกับพวกนักเรียนมากมายในนั้นกำลังตะโกนใส่กันอย่างนั้นแหละ พวกเขาต่างตื่นเต้นกับบรรยากาศของวันที่ยี่สิบสี่ธันวาคมก่อนงานเฉลิมฉลอง ท้องเมแกนครวญครางเมื่อเด็กสาวได้กลิ่นอาหารโชยมาถึงจุดที่พวกเธอจับกลุ่มกันอยู่ ฝูงนักเรียนเคลื่อนตัวไม่ค่อยเป็นระเบียบนักไปตามแถวหน้าร้านอาหาร ตรงกลางโถงใหญ่รายล้อมด้วยโต๊ะยาวสิบตัวมีแสงสังเคราะห์ส่องผ่านหลังคาโดมฉายรูปท้องฟ้าสีครามเจิดจ้าลงมาคือต้นสนสูงหกเมตร ประดับประดาของตกแต่งอย่างดิ้นสีทอง แดงกับเขียวสะท้อนแสงพันสายไฟซึ่งโยงรอบต้นสน ลูกบอลพลาสติกกับแก้วหลากสีสันตั้งแต่ลวดลายกากเพชรประหนึ่งดวงดาว พื้นแดงลายเกล็ดหิมะสีเงิน บอลทองอร่ามผิวขรุขระราวกระดาษห่อช็อคโกแลต ลูกบอลสลักชื่อของนักเรียนผู้นำพวกมันขึ้นไปติด บอลใสซึ่งข้างในคือกระดาษใส่คำอธิษฐาน นอกเหนือจากลูกบอลก็มีลูกสน ขวดรูปตุ๊กตาหิมะ การ์ดอวยพร หุ่นจำลองต่างๆ ทั้งม้า กวาง โถใส่ช็อคโกแลต เทียนปลอมมีแบตเตอรี่ในตัว ช้อนเงิน เกล็ดหิมะโลหะใหญ่เท่าจาน ริบบิ้นสีต่างๆ และที่โดดเด่นที่สุดก็คือดาวแปดแฉกทองอร่ามขนาดใหญ่บนยอดสน ผิวขรุขระทำให้มันดูคล้ายประกอบขึ้นจากเพชรเม็ดจิ๋วๆ จำนวนมากเป็นลวดลายดวงดาวขนาดเล็กกว่ากับเกล็ดหิมะซ้อนกันหลายชั้น

“เธอก็รู้ว่าฉันไม่เชี่ยวชาญเรื่องจัดการเลเยอร์ของสสารแผ่รังสี เผอิญได้ยินมาว่าเจ้าพวกนั้นค่อนข้างเก่ง” ไมร่าขยิบตา “และหัวอ่อนกับผู้หญิง”

“แต่ฉันก็ไม่อยากเชื่ออยู่ดีว่าเธอทำมันสำเร็จ” เอลิซจ้องแว่นเลนส์สีส้มแดงในมือไมร่าไม่วางตา “เจ้าแว่นเอ็กซเรย์-”

“นี่ไม่ใช่แว่นเอ็กซเรย์สักหน่อย” ไมร่าสวนทันควัน “มันคือ-”

“แว่นเอ็กซเรย์” เมแกนต่อ พลางชำเลืองเอลิซอย่างกระอักกระอ่วน

มันไม่ใช่แว่นเอ็กซเรย์!” ไมร่าเน้นเสียงจนนักเรียนชายหญิงสองคนที่เดินผ่านมองด้วยความสงสัย จากนั้นก็ลดเสียงลง “อย่าเรียกเจ้าหนูมหัศจรรย์นี่ด้วยคำจำกัดความเห่ยๆ แบบนั้นนะ!

“ต่อให้เธอพูดยังไง มันก็หนีไม่พ้นจากการส่องทะลุอยู่ดีนั่นแหละ!” เอลิซเถียง “เพียงแต่มันส่องทะลุแค่เส้นใยแทนที่จะเป็นเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตเท่านั้น”

“เส้นใย!” ไมร่าตาโตด้วยความโกรธ “ขอโทษนะคะ ไม่มีคำพูดอะไรดีกว่านี้แล้วหรือคะ! ให้ตายสิ! มันเป็นแว่นมองทะลุเสื้อผ้านะคะ!!!

“ชี่!!!” เมแกนกับเอลิซร้องพร้อมกัน สายตาวาววับของคนที่ผ่านไปผ่านมาทำสองสาวหน้าร้อนผ่าว ส่วนเมแกนสิยิ่งหนัก เพราะเธอเพิ่งเจอกับอานุภาพของมันเข้าไปจังๆ แม้เอลิซจะยืนยันว่าไม่เห็นอะไรมากกว่าสีเนื้อเพราะแว่นของไมร่าไม่ได้ติดตั้งระบบแก้ไขสายตาเอาไว้ด้วย แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าแว่นนั้นสามารถส่องให้เห็นทุกซอกทุกมุมก็ทำให้เมแกนขนลุกด้วยความหวาดหวั่น เด็กสาวไม่ได้ทำอะไรแปลกๆ กับร่างกายตัวเองก็จริง ถึงงั้นก็เถอะ ยังไงการโป๊ให้คนอื่นเห็นมันก็น่าอายอยู่ดี

“เนี่ยนะโปรเจคสองอาทิตย์ของหล่อน หล่อนโดดสอบทุกวิชาก็เพื่อของแบบนี้เนี่ยนะ!” เอลิซส่ายหน้าอย่างระอา

“ของแบบ- บอกทีว่าเธอไม่ได้คิดอย่างนั้นจริง เจ้าหนูนี่น่ะเป็นนวัตกรรมจากความพยายามของบุคคลหลายยุคสมัย เป็นความฝันที่สืบทอดกันมานับแต่โบราณกาล เธอไม่รู้สึกเลยหรือ เสียงโห่ร้องของเหล่านักประดิษฐ์ที่ล้มเหลวจำนวนมากเทียบเท่ากับดวงดาวบนฟากฟ้า ความเจ็บปวดที่แว่นตาของพวกเขาไม่สามารถมองทะลุเห็นร่างเปลือยของคนอื่นได้!

“ความฝันของพวกบ้าตัณหาน่ะสิ!” เอลิซโต้ดุเดือด เมแกนถลึงตาใส่สองสาวสื่อใจความได้ว่าพวกนั้น – กำลัง – มอง – เรา – อยู่ – นะยะ!

“ตัณหาของมนุษย์คือตัวทำเงินที่ดีที่สุด รู้ไว้ซะด้วย” ไมร่าว่า แล้วสวมแว่น แต่เอลิซซึ่งมือไวพอกันเอื้อมไปกระชากชิงมา เมแกนถอยกรูดหลบด้านหลังสาวผมสีเงินโดยอัตโนมัติ เอลิซสวมแว่นก็เรื่องหนึ่ง ทว่าพอเป็นไมร่าแล้วเรื่องธรรมดาที่ไม่น่าจะมีอะไรเลยก็สามารถกลายเป็นแนวคิดหื่นกามได้เสมอ เด็กสาวไม่อยากให้ส่วนใดของร่างกายเธอกลายเป็นประเด็นพูดคุยของไมร่า ส่วนไหนก็ไม่ได้ทั้งนั้น! ครั้งหนึ่งเมแกนเคยลดการป้องกันตัวลงในห้องเปลี่ยนเสื้อ แล้วมันก็ทำให้ยายจอมหื่นไมร่าพูดถึงสะดือเธอไปเป็นอาทิตย์ ในโรงเรียนนี้ก็มีแค่หล่อนคนเดียวเท่านั้นแหละที่ทำให้คนเราอายเรื่องสะดือตัวเองได้ทั้งที่ไม่ได้แก้ผ้าด้วยซ้ำ “รู้ไหมว่าทำไมมนุษย์ถึงคิดค้นแว่นตาเวอร์ชวล เรียลลิตี้ขึ้นมา หลักๆ เลยก็คือพวกเขาต้องการสัมผัสประสบการณ์เวลาดูหนังอย่างว่าให้สมจริงที่สุดไงละ!

“ฉันแน่ใจว่าเป้าหมายจริงๆ ไม่ใช่ของแบบนั้นแน่” เอลิซโยนแว่นให้เมแกนก่อนที่ไมร่าจะแย่งกลับได้สำเร็จ “ของแบบนี้ควรถูกทำลายให้เร็วที่สุด”

“ไม่นะ! เจ้าหนูนี่น่ะคืออนาคตของมนุษยชาติเลยเชียวนะ! เมก เธอก็เห็นด้วยใช่ไหม” ไมร่าหอบหายใจแรงขณะก้าวเข้ามาหา เมแกนผงะหนีไปจนหลังติดกำแพง จู่ๆ แว่นตาประดิษฐ์ในมือก็พลันหนักอึ้ง เธอเห็นเอลิซโบกมือหยอยๆ อยู่อีกฝั่งเป็นสัญญาณให้หาจังหวะโยนแว่นตาข้ามไหล่ไมร่าไป “ด้วยเจ้านี่ ไม่ว่าร่างกายของผู้ชายคนไหนก็จะไม่เป็นความลับสำหรับพวกเราอีก ไม่ว่าจะแผงอกกำยำ หน้าท้องซิกแพค ก้นแน่นๆ ท่อนขาแข็งแรง รวมทั้ง... ตรงนั้นด้วย”

“ตะ ตรงนั้น...” พวงแก้มเมแกนร้อนวาบ เธอพยายามรักษาท่าทีปกติทว่าเสียงกลับสั่นและเบาหวิวโดยไม่ตั้งใจ “เธอหมายถึงตรงนั้น... ตรง... นั้น...น่ะนะ

ช่วยไม่ได้ที่เมแกนจะหวนนึกไปถึงวินาทีที่เธอปะทะกับผู้บุกรุกรังลับวายร้ายของเธอซึ่งอยู่ในสภาพผ้าขนหนูผืนเดียวพันเอว ว่าแต่ทำไมหมอนั่นต้องมาอาบน้ำระหว่างภารกิจบุกรุกและแทรกซึมด้วยนะ นี่ถ้าเขาไม่แสดงท่าทางว่าเกลียดชังเธอเสียเต็มประดาละก็ เด็กสาวคงเข้าใจว่าเขาพยายามอ่อยเธอแล้วละ

“ตรงนั้นอะไรยะ” เอลิซขมวดคิ้ว “เธอพูดบ้าอะไร”

“โอ้ สาวน้อยผู้ใสซื่อ เอลิซ ไคย์ล่า” ไมร่าหัวเราะคิก จากนั้นก็ยื่นหน้าไปกระซิบข้างหูสาวผมสีเงิน ทีแรกใบหน้าเอลิซซีดขาวเช่นเดียวกับเด็กสาวที่เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องทดลองเพียงอย่างเดียว แต่แล้วปมระหว่างหัวคิ้วก็คลายลง แทนที่ด้วยสีสันเลือดฝาดอย่างฉับพลัน เธอยกมือปิดปาก ท่าทางลุกลี้ลุกลนเล็กน้อยคล้ายถูกจับได้ว่าทำอะไรไม่ถูกไม่ควร จากนักประดิษฐ์สติเฟื่องกลับกลายเป็นสาวน้อยผู้อยากรู้อยากเห็นในทันใด “ยกตัวอย่างเช่นซอลไง เธอชอบเขาอยู่นี่นา เพราะงั้นไม่ลองมองเขาผ่านแว่นสักหน่อยหรือ แบบ... สำรวจเครื่องเคราก่อนไง”

สะ สำรวจ!?!” เอลิซอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดอากาศหายใจ

เมแกนรู้ดีว่าเรื่องนี้มีความหมายอย่างไรสำหรับเอลิซ ก็เพื่อนเธอคลั่งไคล้เขาสุดๆ ไปเลยน่ะสิ ซอล อินวิกตัสเป็นนักเรียนแผนกซูเปอร์ฮีโร่แก่กว่าพวกเธอสามปี ความสามารถของเขาอยู่ในกลุ่มที่ไม่ถูกปิดเป็นความลับสำหรับนักเรียนแผนกอื่นซึ่งได้แก่การส่งคลื่นความถี่จำเพาะเพื่อสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตบางชนิด พูดง่ายๆ ก็คือซอลสามารถผิวปากสั่งฝูงกาให้โจมตีศัตรูไม่ก็ช่วยขนของย้ายบ้านได้ ผลการวิจัยล่าสุดเปิดเผยว่าเขาสร้างความถี่ของสัตว์ได้ถึงสิบเจ็ดชนิดด้วยกัน นอกเหนือจากนั้น ซอลยังเป็นนักดนตรีมือรางวัลระดับประเทศ แล้วเขาก็หล่อลากดินอย่างกับเทพบุตรยังไงยังงั้น เขามีผิวสีคาราเมล คางเหลี่ยมเล็กน้อยปกคลุมด้วยตอเครากับลักยิ้มบุ๋มชัดเจน ซอลรูปร่างสูงโปร่ง กล้ามเป็นมัด ร่างกายกำยำกับขนดกครึ้มเคยทำให้สาวๆ จากแผนกประชาสัมพันธ์เป็นลมมาแล้วตอนเขาถอดเสื้อกล้ามชุ่มเหงื่อออกหลังคว่ำฮีโร่ฝึกหัดอีกคนในคาบวิชาการต่อสู้ด้วยมือเปล่า

เมแกนไม่ได้จะบอกว่าเธอปลื้มซอล โอเค เขาก็หล่อดีอยู่หรอก อืม ที่จริงแล้วเธอไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะไม่คลั่งไคล้เขา เว้นแต่ถ้าทำแบบนั้นมันก็โหดร้ายกับแอชเชอร์ไปหน่อย เดี๋ยวสิ แล้วไหงชื่ออีตานั่นถึงได้มาโผล่ตรงนี้ได้เนี่ย! เมแกนในห้วงความคิดสั่นหัวรัวๆ ดีนะที่เธอไม่เคยเห็นซอลตอนถอดเสื้อออกมาเหวี่ยงด้วยปลายนิ้วแบบที่เอลิซเคยประจักษ์จะๆ ด้วยตาตัวเอง เมแกนไม่อยากหน้าแดง ตัวแข็งทื่อและหายใจติดขัดทุกครั้งที่มีใครเอ่ยชื่อซอลขึ้นมาอย่างที่เอลิซมักเป็นอยู่เรื่อย เพราะลำพังเธอเองก็มีเรื่องต้องกังวลเยอะอยู่แล้ว

“ใช่ ร่างเปลือยของซอลเชียวนะ ทั้งหมดแค่เธอสวมแว่นนั่นเท่านั้น” ไมร่าพูดเสียงยั่วเย้าพลางลูบไล้แก้มเพื่อนตนเพื่อเน้นย้ำคำพูด เมแกนบอกได้ว่าเอลิซติดกับหล่อนเต็มๆ จากสีสันแดงก่ำทั้งหัวทั้งหู

นั่นไง ยายสองคนนั่นหันมาจ้องเมแกนตาวาว พูดให้ถูกก็แว่นส่องทะลุเสื้อผ้าในมือเธอ

“เดี๋ยว-”

“หมายความว่าแว่นนี้มองทะลุเสื้อผ้าผู้ชายได้งั้นหรือ” มือเรียวสวยฉวยแว่นตาไปจากเมแกนพร้อมกับที่เธอได้ยินเสียงซึ่งกระตุ้นความหงุดหงิดจนถึงขีดสุดในเวลาเสี้ยววินาที “พวกสติเฟื่องนี่ชอบทำของไร้สาระออกมาเรื่อยๆ เลยนะ”

สาวผมบลอนด์ทองมัดแกละประดับด้วยกิ๊บอัญมณีเทียมสีชมพูรูปร่างเหมือนมงกุฎจิ๋วใช้นิ้วควงแว่นตาส่องทะลุเสื้อผ้า ทรินิตี้แห่งแผนกนักเรียนซูเปอร์ฮีโร่ชั้นปีเดียวกับเมแกนแสยะยิ้มชั่วร้าย ด้วยริมฝีปากแดงสดอวบอิ่ม นัยน์ตาฟ้าใสกลมโต ขนตางอน จมูกโด่ง ผิวขาวละเอียดประดุจปุยหิมะและเรือนร่างสูงชะลูดประหนึ่งนางแบบเสริมด้วยรองเท้าส้นเข็มห้านิ้วแหลมเปี๊ยบแทงคนตายได้ทำให้หล่อนดูเหมือนตุ๊กตาบาร์บี้จากชุดเจ้าหญิงก็ไม่ปาน เพียงแต่นี่คงเป็นเจ้าหญิงที่ชอบส่งทหารไปรุกรานอาณาจักรข้างเคียงและสำเร็จโทษคนเป็นว่าเล่นโดยการเสียบด้วยเหล็กแหลมมากกว่า

เอาคืนมานะ!” ไมร่าถลันหาสาวผมทองทว่าก็ต้องชะงักเมื่ออีกฝ่ายยกนิ้วชี้จะแตะหน้าผากเธอ ทรินิตี้ได้ฉายาว่าสปีดสตาร์แม้หล่อนจะยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะซูเปอร์ฮีโร่ การพบกันเป็นครั้งแรกซึ่งไม่ใช่ความทรงจำที่ดีนักสำหรับเมแกนกับพวกเอาเสียเลย ทรินิตี้บีบแขนไมร่าแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าเทียบเท่าปืนเทเซอร์ใส่เพื่อชี้ให้เห็นความต่างระหว่างราชินีกับสามัญชนแว่นนั่นไม่ใช่ของสำหรับหล่อน!

“ฉันว่าเธอพูดถูกนะ ยายหัวไฟดูด” ทรินิตี้ขยิบตา ไมร่าหน้าแดงวาบด้วยความโกรธ  “นี่ไม่ใช่ของสำหรับคนอย่างฉัน เพราะฉันไม่จำเป็นต้องพึ่งแว่นตางี่เง่านี่เพื่อดูร่างเปลือยของผู้ชายหรอก ไว้จะแสดงให้ดูเป็นตัวอย่างดีไหม เอาเป็นซอลเป็นไง เขาหล่อดีนะ คิดเหมือนกันหรือเปล่า” ทรินิตี้หันไปพูดกับเอลิซซึ่งใบหน้าเป็นสีจัดและก้มมองเท้าตัวเองเขม็ง

เงียบไปเลยนะยะ!” เมแกนขู่

“ถ้างั้นจะทำไมล่ะ ยายขี้แพ้” สาวผมบลอนด์หัวเราะ โยนแว่นคืนให้ไมร่าแต่เพราะใส่แรงมากไปมันจึงลอยสูงกว่าจะคว้าถึงแล้วกระดอนไปตามทางเดินประดับประดารับเทศกาลด้วยผ้าสีกับไฟกะพริบ “ขอตัวก่อนนะ ฉันมีหนุ่มหล่อต้องไปลอกคราบสักหน่อย แล้วเจอกัน ยายตัวประหลาดทั้งหลาย”

“ไอ้... นัง... สารเลวร่านสวาท!” ไมร่ากระทืบเท้า กว่าจะนึกคำด่าดีๆ ออกยายทรินิตี้ก็เดินหัวเราะหายไปท่ามกลางกระแสวุ่นวายในโรงอาหารเรียบร้อยแล้ว เด็กสาวผมสีสดรีบคว้าแว่นตาจากพื้นก่อนจะถูกใครสักคนเหยียบขึ้นมาเป่าเศษฝุ่นและใช้ชายเสื้อขัดบริเวณที่คิดว่าถูกทรินิตี้สัมผัส “ยายบ้านั่นยังลำพองไม่เปลี่ยนเลยแฮะ ทั้งที่แฟนเจ็บหนักอยู่ในศูนย์วิจัยแท้ๆ”

ไมร่าพูดถึงเหตุการณ์เมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมาซึ่งซูเปอร์ฮีโร่ฉายาอันบีทเอเบิ้ลบอยถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัสระหว่างบุกช่วยตัวประกันในพิพิธภัณฑ์ไบแซนไทน์ ไม่ถึงครึ่งเดือนหลังการบุกโจมตีหอคอยเทรานิก้าโดยอาชญากรอันตราย คาร์ดินี่ มิราคูลัสผู้ถูกขัดขวางโดยเมแกนกับเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ฝึกหัด ทรินิตี้ก็ตัดสินใจก้าวต่อไปโดยไม่แยแสอดีตแฟนที่นอนเป็นผัก และเปลี่ยนคู่ควงเป็นว่าเล่นนับแต่นั้นมา

“เธอก็รู้ว่าหล่อนน่ารังเกียจแค่ไหน!” เมแกนลูบหลังปลอบเอลิซก่อนก้าวฉับๆ ไปแย่งแว่นตาจากไมร่า “ขี้แพ้งั้นเรอะ! ฉันเปลี่ยนใจแล้ว เราจะใช้แว่นนี่ให้คุ้มไปเลย!

แต่แล้วกระเพาะเมแกนก็ร้องโครกครากราวตำหนิ

“เอาเป็นหลังจากเรากินมื้อกลางวันเสร็จก่อนแล้วกันนะ” เอลิซยิ้มรู้ทัน เธอเดินไปหยุดตรงสุดทางเดินก่อนจะออกสู่โรงอาหารจากนั้นก็พูดคำสั่งใส่รูไมโครโฟนบนผนัง “คอมพิวเตอร์จ๊ะ ขอถุงรีไซเคิลด้วย”

ผนังข้างๆ เปิดออกโดยอัตโนมัติ ภายในเป็นช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าเท่ากับล็อกเกอร์ขนาดเล็กในสถานีรถไฟ เมแกนเห็นมัดกระดาษทรงกระบอกร่วงลงมาจากรูด้านบน เอลิซเอื้อมมือไปหยิบมัน ดึงสายรัดคลี่ออกเป็นถุงกระดาษสีน้ำตาลคล้ายถุงจากร้านฟาสต์ฟู้ดทว่าเนื้อเหนียวทนทานกว่า ทางโรงเรียนมีบริการถุงรีไซเคิลทุกหัวมุมทางเดินเพื่อความสะดวกและลดการใช้ทรัพยากรของโลก เอลิซหย่อนแว่นตาลงถุงแล้วปิดปากด้วยสายรัดลวด

“คงดีกว่าถ้าเราไม่เดินอวดแว่นนี่ไปทั่ว” เธอส่งถุงให้เมแกน “เพราะยังไงก็อันตรายอยู่ดีถ้ามันตกอยู่ในมือของ-”

“คนชั่ว” เมแกนต่อประโยคให้

“ฉันกำลังจะพูดว่าพวกผู้ชายหื่นๆ” เอลิซเบ้ปาก “แต่เอาแบบนั้นก็ได้”

พวกเธอทั้งสามเดินเข้าไปในโรงอาหารซึ่งหนวกหูสุดๆ ทั้งที่ปกติที่แห่งนี้ก็ยุ่งเหยิงมากพออยู่แล้ว เอาเป็นว่าเมแกนไม่สามารถเหม่อลอยหรือมัวแต่คุยได้โดยไม่เหยียบเท้าใครทุกๆ ห้าวินาที ตัวอย่างที่ชัดเจนหลายครั้งเกิดขึ้นจนชินตาเวลามีนักเรียนใหม่เพิ่งเคยมาเยือนโรงอาหารนี้เป็นครั้งแรกก็คือพวกเขาสะดุดอะไรสักอย่างจนถาดอาหารในมือหล่นกระจาย ทว่าพวกเขาก็จะเรียนรู้อย่างรวดเร็วว่าต้องทำอย่างไรเพื่อเอาตัวรอดจากความแออัดยัดเยียดเหล่านี้ในสัปดาห์ต่อมากระทั่งชินชากับสภาพแวดล้อมเช่นที่เมแกนกับสองเพื่อนสาวเป็น ณ ปัจจุบันในที่สุด

แต่ความวุ่นวายในวันธรรมดาเทียบไม่ได้เลยกับช่วงใกล้เทศกาล แตกต่างจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของโรงเรียน โรงอาหารเป็นหนึ่งในสถานที่ไม่กี่แห่งนอกจากโรงฝึกต่อสู้ของซูเปอร์ฮีโร่กับโซนห้องเรียนของแผนกประชาสัมพันธ์ที่จัดเต็มกับเทศกาลฉลองฤดูหนาว ต้นสนยักษ์ตกแต่งอลังการกลางแถวโต๊ะยาวสำหรับทานอาหารเป็นตัวเด่นของการประดับประดาท่ามกลางกลิ่นหอมยั่วใจทว่านั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด เครื่องทำความเย็นกำลังสูงถูกติดตั้งบนหลังคารอบโดมภาพฉายพ่นปุยหิมะลงมารอบๆ ต้นไม้ ขณะที่เกล็ดน้ำแข็งปลิวว่อนรอบบริเวณที่นักเรียนทานอาหารเป็นภาพโฮโลแกรมซึ่งจะแสดงผลสภาพอากาศอย่างสุ่ม มีอยู่สองวันที่พายุหิมะซัดเข้าโรงอาหารได้แก่วันที่นักเรียนแผนกซูเปอร์ฮีโร่ต้องสอบวิชาฟิสิกส์กับเด็กแผนกประชาสัมพันธ์ต้องเผชิญกับหายนะทางแคลคูลัส นอกเหนือจากนั้นส่วนใหญ่แล้วก็มักจะเป็นอากาศสดใส มีกวางเรนเดียร์โฮโลแกรมเดินคุ้ยหาไลเคนใต้ผืนหิมะกับเพนกวินเต้นระบำก่อนกระโจนลงพื้นน้ำปลอมๆ เพื่อหาปลาที่ไม่มีอยู่จริง

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะหาที่นั่งติดกันสามที่ในช่วงต้นของพักกลางวัน เมแกนเพิ่งเดินชนใครคนหนึ่งระหว่างชะเง้อมองหาโต๊ะว่าง “อุ๊ย! ขอโทษค่ะ” เธอพูดกับนักเรียนชายผอมบางซึ่งเป็นฝ่ายล้มก้นจ้ำเบ้าจากพลังสามสาวดาวดำ(ไม่มีอะไรมาก พวกเธอก็แค่ยืนเรียงแถวสามคนเท่านั้นเอง) “ฉันมัว... มองทางอื่น เป็นอะไรมากไหม”

“ผมต่างหากที่ไม่ระวัง” เด็กหนุ่มตอบ ลุกขึ้นพร้อมหยิบถุงกระดาษรีไซเคิลส่งคืนให้เมแกน ผมสีเขียวอ่อนของไรลีย์ยาวกว่าเดิมในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมาหลังจากเปลี่ยนเป็นทรงรากไทร หน้าม้ากับข้างหูตัดสั้นส่วนด้านบนหนาฟูยุ่งๆ แล้วเขาก็สูงขึ้นอีกราวสองนิ้วทำให้ต้องแก้ขากางเกงใหม่ทั้งชุด โดยสาเหตุที่เมแกนรู้เรื่องพวกนี้ก็เพราะความสัมพันธ์ไม่ธรรมดาระหว่างเธอกับเขานั่นเอง แต่เรียกว่าความสัมพันธ์มันก็ดูจะ... มากเกินไปหน่อยมั้ง ความจริงก็คือเธอเป็นผู้ดูแลหอพักนักเรียนจากลิลเลียนน่า เบอร์โรวส์เบื้องหลังชื่อว่าหอซิลเวอร์วินน์ที่เดิมทีแล้วไม่ใช่หอพักชายล้วนอย่างใด ทว่ามันกลับกลายเป็นเช่นนั้นไปเนื่องจากผู้พักอาศัยปัจจุบันต่างหาก พูดง่ายๆ ก็คือเธอต้องไปค้างคืนกลางดงเด็กหนุ่มกลัดมันเป็นเวลาสี่วันต่อสัปดาห์นั่นเอง “ไม่เจ็บตรงไหนใช่ไหมครับ” ไรลีย์ถาม

“เอ่อ อะ ค่ะ ฉัน... ไม่เป็นไร” เมแกนอึกอัก ใจเต้นแรงขึ้นจากรอยยิ้มของเขา ไรลีย์อาจไม่ใช่เด็กผู้ชายเท่ๆ เหมือนซอลหรือบรรดาหนุ่มล่ำบึ้กจากแผนกซูเปอร์ฮีโร่ส่วนใหญ่ ถึงอย่างนั้นเขาก็มีบางอย่างที่น่าหลงใหล ยกตัวอย่างเช่นความชื่นชอบในเครื่องยนต์กลไกกับงานอดิเรกเกี่ยวกับการเจาะระบบรักษาความปลอดภัยเป็นต้น ในบรรดาเด็กผู้ชายที่เมแกนรู้จักก็มีเขานี่แหละที่ฉลาดพอๆ กับเธอ

“ดีแล้วละครับ ถ้างั้นผมขอตัวก่อน พอดีมีสัตว์ประหลาดท้องกิ่วรออาหารอยู่” เด็กหนุ่มชูถุงกระดาษสีน้ำตาลของเขาขึ้นโบก "ส่วนเรื่องโปรเจคปลายภาคที่ผมอยากให้เธอช่วย ไว้ค่อยนัดคุยกันทีหลังนะครับ“

เมแกนมองเขาวิ่งหายไปในฝูงนักเรียน ไมร่าถองซี่โครงเธอ “โปรเจคปลายภาคนี่อะไรเหรอ” หล่อนถามเสียงปะเหลาะ “ถึงขนาดต้องมาขอให้เธอช่วยเนี่ย ที่อยากให้ช่วยอาจไม่ใช่ตัวโปรเจคแล้วละม้างงง อย่างเช่นคลายเครียดกันอะไรทำนองนี้”

“พะ พูด พูดอะไรน่ะ!

“หน้าแดงแล้วนะ ระ หรือว่าเป็นความจริง!?!” เอลิซเสริม ดวงตาหลังเลนส์กับผมหน้าม้าหนาหรี่ลงอย่างเจ้าเล่ห์ เมแกนถลึงตา ไม่ยุติธรรมเลย ทีตอนหล่อนเขินเวลาได้ยินชื่อซอล เธอยังไม่เคยซ้ำเติมสักครั้ง แต่พอคราวเธอบ้างนี่เอาใหญ่เลยนะยะ! “ทั้งฉลาด หน้าตาดีแล้วก็สุภาพเรียบร้อย ยอดเยี่ยมไปเลยไม่ใช่หรือไง ไม่เข้าใจเลยว่าเธอไปรู้จักกับเขาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน หมอนั่นน่ะอยู่คนละระดับกับพวกเราเลยนะ”

เมแกนไม่ได้รับอนุญาตให้พูดถึงงานพิเศษลับๆ ที่หอพักเพื่อป้องกันการสอดรู้ที่ไม่จำเป็น ขณะที่ตัวเธอเองก็ต้องการปิดเป็นความลับเช่นกันเนื่องด้วยที่มาของภาระหน้าที่ โธ่ ถ้ามีคนถามล่ะ จะให้พูดได้ยังไงว่าเจ้าของหอพักร่วมมือกับนินจาโรคจิตบุกฐานทัพวายร้ายของเธอและคัดลอกข้อมูลบางอย่างออกไปเพื่อแบล็คเมล์เธอให้ไปทำงานที่หอพักน่ะ แต่จนกระทั่งบัดนี้เมแกนก็ยังไม่เข้าใจเหตุผลอยู่ดีว่าเพราะอะไรท่านเจ้าบ้านจึงต้องการตัวเธอโดยเฉพาะ ทำไมถึงให้วายร้ายฝึกหัดไปเฝ้าหอพักที่มีแต่ซูเปอร์ฮีโร่ฝึกหัดกันนะ นี่มันบ้าชัดๆ ยิ่งกว่านั้นเหตุผลอีกข้อซึ่งเด็กสาวอยากเก็บเรื่องพวกนี้ไว้กับตัวเท่านั้นก็คือ ถ้าพวกผู้หญิงในชั้นเกิดรู้ว่าเธอค้างคืนใต้ชายคาเดียวกับหนุ่มหล่อสามคนสี่วันต่อสัปดาห์ละก็ คิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นล่ะ เธอคงถูกมองว่าบ้าผู้ชาย จากนั้นก็ถูกจับตามองทุกฝีก้าว สาวๆ จากแผนกนักประดิษฐ์น่ะร้ายกาจจะตายไป พวกหล่อนคงสร้างกล้องสอดแนมหรือร้ายกว่านั้นคือกับระเบิดสำหรับเธอโดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่ชีวิตส่วนตัวจะถูกกระทบเท่านั้น ทว่าโฉมหน้าวายร้ายของเธอก็อาจหนีไม่พ้นเช่นเดียวกัน

“นั่นสิ ทั้งที่นักประดิษฐ์เก่งกว่าเธอมีเยอะแยะ นี่ไม่ได้ดูถูกนะ” ไมร่าฉีกยิ้มกว้างราวกับจะบอกว่าอย่างฉันเป็นต้น “แสดงว่าระหว่างพวกเธอต้องมีอะไรเกิดขึ้นแหงๆ ฉันว่าแหงเลย”

“ไม่... ไม่มีสักหน่อย!” เมแกนรีบปฏิเสธ ทว่าคำว่ามีอะไรเกิดขึ้นเป็นดั่งสวิตช์ความกระอักกระอ่วนเมื่อภาพความจำยามพวกเธอทั้งคู่ยืนอยู่บนทางเดินแคบๆ ของหอพัก วินาทีที่ไรลีย์ยื่นมือมาสัมผัสปอยผมเธอแล้วจับทัดหูให้อย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วเรียวนุ่มนวลของเขาก่อความรู้สึกวูบวาบเหมือนไฟฟ้าสถิต เด็กสาวรับรู้จากสีหน้าของไมร่ากับเอลิซว่าเธอพลาดไปเสียแล้ว เธอเพิ่งแสดงความหวั่นไหวทั้งหมดผ่านทางใบหน้าและแววตา

“นั่นไง” ไมร่าพูด

“นั่นไงๆ” เอลิซพยักหน้าหงึกอย่างรู้ทัน

พอเลยนะพวกเธอ!” สายไปแล้วที่จะซ่อนพวงแก้มร้อนผ่าว เมแกนตวาดสองสาวด้วยท่าทางน่ากลัวน้อยกว่าที่ควรจะเป็น และเมื่อเห็นทั้งสองสบตากันกลั้นหัวเราะคิกคัก เธอก็ขว้างถุงแว่นใส่เอลิซจากนั้นหมุนตัวกระทืบเท้าเดินจากไป ทำเอานักเรียนชายคนหนึ่งกับถาดสปาเก็ตตี้เอี้ยวหลบแทบไม่ทัน “ฉันจะไปหาอะไรกินแล้ว!

เอลิซยังคงหัวเราะไม่หยุดขณะเร่งฝีเท้าตามไมร่า แต่บางอย่างสะดุดความช่างสังเกตของเธอ ปากถุงรีไซเคิลซึ่งเธอจำได้ว่าพับแล้วปิดทับด้วยสายรัดลวด บัดนี้มันกลับเป็นม้วนพับทบแทน เด็กสาวผมสีเงินรีบเปิดออกดูด้วยความตกใจสุดขีดเพื่อจะพบว่าสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นไม่ใช่แว่นตา ทว่าเป็นซับมารีนแซนวิชมีทบอลกับมอสซาเรลล่าชีสชิ้นโตควันฉุยต่างหาก

“เอ่อ ทุกคน เรามีปัญหาแล้ว” เธอร้อง ไมร่าคว้าแขนเสื้อเมแกนยึดไว้ ทั้งสองหันกลับไปมองเอลิซกับใบหน้าซีดๆ ของเธอ “แว่นมองทะลุหายไป!

2

“นายหายหัวไปไหนตั้งนาน!” แอชเชอร์โพล่งออกมาทันทีที่เพื่อนของเขา ไรลีย์โผล่จากกลุ่มนักเรียนขวักไขว่ส่งเสียงหนวกหูท่ามกลางหิมะโฮโลแกรม เพลงวินเทอร์วันเดอร์แลนด์ดังแว่วเป็นเสียงพื้นหลังในสายลมเครื่องปรับอากาศ “ผมหิวจะตายอยู่แล้ว!

“นายไม่ตายจากการอดอาหารแค่สี่ชั่วโมงหรอก แอช อีกอย่างนายอ้อนวอนมิสเวิร์ธธิงตันจนได้กินขนมระหว่างคาบสอบวิชากฎหมายด้วยนี่นา” หนุ่มแว่นผมสีเขียวอ่อนทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ข้างแอชเชอร์จากนั้นวางถุงอาหารกลางวันลงตรงหน้าเพื่อนของเขา “นายแบบเขาไม่กินตายอดตายอยากเหมือนนายหรอกนะ”

“ช่วยไม่ได้นี่ ก็คนมันระบบเผาผลาญดี” แอชเชอร์กำลังจะหยิบถุงรีไซเคิลตรงหน้า ตอนนั้นเองนักเรียนหญิงคนหนึ่งถอยหลบเพื่อนที่ไล่จี้เอวมาชนเขาพอดี แอชเชอร์ตาเบิกกว้างสบกับตาโตแป๋วแหว๋วของเธอ

“ว้าย ขอโทษค่ะ!” หล่อนผละจากแอชเชอร์ก่อนวิ่งกรี๊ดกร๊าดไปกับเด็กสาวอีกคนซึ่งลืมการกลั่นแกล้งเมื่อครู่ไปเสียสนิท “นั่นแอชเชอร์ล่ะเธอ!” เด็กสาวหัวเราะคิกคัก “ฉันแตะตัวบอมบลาสติกด้วยละ กล้ามเนื้อเขาแน่นปั๋งอย่างที่คิดไว้เลย!

พวกเธอไม่ได้สังเกตสักนิดว่าแอชเชอร์หน้าซีดเพียงใดระหว่างที่นั่งตัวแข็งเหมือนถูกสาปเป็นหิน

“แอช!” ไรลีย์คว้าข้อมือหนุ่มผมดำผู้สีหน้าเพิ่งเปลี่ยนจากตระหนกราวถูกผีหลอกมาเป็นพะอืดพะอมและตัวสั่นเล็กน้อย “เฮ้ แอช เป็นอะไรหรือเปล่า! แอช ตอบผมสิ!

“มะ ไม่ ไม่เป็นไร” อีกฝ่ายตอบ ไรลีย์ดูออกว่าแอชเชอร์กำลังสงบสติอารมณ์ด้วยการกลั้นหายใจ ความเครียดเขม็งของเขาสื่อชัดผ่านทางกรามขบแน่นกับลาดไหล่เกร็ง เหงื่อผุดจากใบหน้าซีด ส่วนขนแขนที่ตั้งชันก็เริ่มหงิกงอ “ผม... ผมไม่... ผมไม่เป็นไร...”

อุณหภูมิส่งผ่านทางฝ่ามือร้อนขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย ไรลีย์ล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบเทอร์มอมิเตอร์แบบแผ่นแปะอันเป็นของใช้ประจำในการดูแลซูเปอร์ฮีโร่นามบอมบลาสติกและแน่นอน เพื่อนซี้ของเขา ออกมาติดท้องแขนสีน้ำตาลทองสว่างของแอชเชอร์ ตัวเซ็นเซอร์จับอุณหภูมิทำงานในชั่ววินาทีแล้วแปลงข้อมูลแสดงเป็นตัวเลขบนจอ สี่สิบห้าองศาเซลเซียส มันกะพริบอีกครั้ง สี่สิบแปดองศาเซลเซียส

“แอช นายกำลังร้อนขึ้น นายต้องทำใจให้สงบเดี๋ยวนี้ หายใจเข้าออกลึกๆ” ไรลีย์เตือน สายตาหลุกหลิกของเด็กหนุ่มซูเปอร์ฮีโร่ทำให้เขากังวล แอชกำลังตื่นกลัว ที่นี่เต็มไปด้วยสิ่งกระตุ้นมากเกินไป “ฟังผมนะแอช นายกำลังอยู่ในสถานที่ปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จำได้ไหมว่าที่ไหน โรงเรียนไงละ ที่นี่นายจะปลอดภัยจากทุกสิ่ง นายปลอดภัยจากเธอ” ดวงตาแอชเชอร์สะท้อนความหวาดหวั่นออกมาในเสี้ยววินาที การเอ่ยถึงหล่อนเป็นเรื่องผิดพลาด ทำไมเขาถึงไม่รู้จักยั้งปากกันนะ “มองที่ผมนี่ มองที่ผม! นายปลอดภัย นายไม่จำเป็นต้องกลัว ไม่มีใครคิดร้ายกับนาย ที่นี่มีแต่เพื่อนของนายทั้งนั้น”

“ผม... ผมเข้าใจแล้ว” แอชเชอร์ผ่อนลมหายใจ กลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง สี่สิบสามองศาเซลเซียส เยี่ยมเลย ไรลีย์แอบถอนหายใจ “ผมไม่เป็นไร นายไม่จำเป็นต้องเข้ามากอดผมหรอก”

ไรลีย์สั่นศีรษะ จากนั้นรอยยิ้มบางๆ ก็ปรากฏขึ้น ถ้าแอชเชอร์สามารถล้อเล่นได้ก็ถือว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้นแล้ว “ในที่คนเยอะแยะแบบนี้หรือ ไม่แน่นอน” เด็กหนุ่มผมสีเขียวอ่อนปล่อยมือจากแอชเชอร์โดยหารู้ไม่ว่าการคว้าข้อมือปุบปับเมื่อครู่นี้ทำเอาเด็กสาวบนที่นั่งใกล้ๆ สองคนตาโตเท่าไข่ห่าน “ไหนนายบอกว่าอาการเริ่มดีขึ้นแล้วไง” เขาลดเสียงลง ชะโงกหน้าเข้าใกล้เพื่อกระซิบ

“ก็ดีขึ้นแล้วน่ะสิ หมอคัลเลนเองก็เห็นด้วยในเรื่องนั้น”

“แอช นายโกหกไม่เก่งเลยนะ หมอคัลเลนไม่ได้พูดแบบนั้นมานานเท่าไหร่แล้วละ ตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมาใช่ไหม ที่นายสามารถแตะต้องคุณเมแกนกับดิ อินเวนทรีได้น่ะ”

“นั่นแหละ ผมดีขึ้นแล้ว”

“แต่ก็แค่สองคนนั่นเท่านั้น ในขณะที่กับผู้หญิงคนอื่นอาการของนายก็ยังไม่มีการพัฒนาขึ้นเท่าไหร่” ไรลีย์แย้ง “นายต้องจัดการกับเรื่องนี้ให้ได้นะ ต่อให้ทุกคนในโรงเรียนรู้ว่านายคือบอมบลาสติก ทว่าก็ไม่ควรที่พวกเขาจะรู้ว่านายมีจุดอ่อนตรงไหน ทุกอย่างพร้อมกลายเป็นข่าวลือได้เสมอ แล้วคิดดูสิว่าข่าวนี้จะมีราคาแค่ไหนในตลาดมืด”

“รู้แล้วน่า!” แอชเชอร์โบกมือ “ฟังพูดเข้าสิ อย่างกับนายเป็นแม่ผมอย่างนั้นแหละ!

ไรลีย์เม้มปาก แอชเชอร์ที่หงุดหงิดหลังจากอาการกลัวเพศตรงข้ามกำเริบไม่ใช่เรื่องชวนสบายใจเท่าไหร่

“ไม่เอาน่า ทำหน้าเครียดไปได้” แอชเชอร์พูดต่อ ดูจะรู้ว่าเพื่อนของตนกำลังกังวลอะไรอยู่ เขาสลัดความคิดซึ่งจดจ่ออยู่กับอารมณ์พลุ่งพล่านในตัวทิ้งเสียแล้วหันไปคิดเรื่องอื่นทันที นี่เป็นวิธีระงับพลังแบบฉุกเฉินที่จิตแพทย์ของเขา หมอคัลเลนแนะนำ “จะว่าไป ตรวจตราตอนเย็นนี้ผมขอเลิกเร็วนิดนะ ผมอยากไปเล่นตู้ยิงผีที่ห้างเดย์ซี่สักหน่อย นายจะไปด้วยกันไหม”

“ผม เอ่อ... ไม่สะดวกเท่าไหร่” ไรลีย์มีท่าทีอึดอัด “วันนี้ผมต้องรีบกลับบ้าน นายก็ เอิ่ม... รู้ใช่ไหม วันที่ยี่สิบสี่ธันวาคมน่ะ”

“โอ้!” แอชเชอร์มีสีหน้าลำบากใจก่อนจะรีบกลบเกลื่อนแต่ก็ช้าเกินไป “ผม... ผมเข้าใจ นายมีนัดกับ... ครอบครัวนี่นะ ปาร์ตี้คืนก่อนวันฉลองฤดูหนาว...”

“แอช นาย... จะแวะมาด้วยก็ได้นะ” ไรลีย์รีบพูด เกิดความกระอักกระอ่วนแปลกๆ ขึ้นระหว่างพวกเขาทั้งคู่ “พ่อกับแม่ผมก็อยากให้นายมาร่วมฉลองด้วย พวกเขาคิดถึงนายนะ”

“จริงหรือ” แวบหนึ่งนัยน์ตาสีเหลืองของแอชเชอร์สะท้อนประกายความหวัง กระนั้นมันก็จางหายไปรวดเร็วพอๆ กับหยดน้ำบนผืนทราย “โอ๊ะ คงไม่ได้สิ ผมเพิ่งนึกได้ว่าผมเองก็มี... ธุระต้องไปทำคืนนี้เหมือนกัน”

ไรลีย์ต้องยั้งปากไว้ไม่ให้โพล่งออกไปว่านายโกหก! เขารู้เสมอแหละเวลาที่แอชเชอร์โกหก นับจากเหตุการณ์เกมโชว์แขวนคอที่พิพิธภัณฑ์ไบแซนไทน์ ไรลีย์ก็รู้สึกว่าแอชเชอร์พยายามตีตัวออกห่างจากเขาและครอบครัวของเขามากกว่าที่เคย เนื่องด้วยแอชเชอร์โทษว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ไรลีย์เกือบต้องตายที่นั่น ต่อให้ไม่ได้พูดออกมา ไรลีย์ก็รู้ว่าแอชละอายใจจนไม่กล้าพบหน้าครอบครัวของเขา

“นายรู้ใช่ไหมว่าทั้งหมดนั่นไม่ใช่ความผิดของนาย-”

“ให้ตายเถอะ ท้องร้องจ๊อกๆ จนจะทะลุอยู่แล้วเนี่ย!” แอชเชอร์ชิงเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน ดึงลวดหนีบปากถุงกระดาษออกแล้วล้วงมือเข้าไปหยิบของข้างใน “ไหนๆ วันนี้เป็นวันซับมารีนแซนวิชมีทบอลกับมอสซาเรลล่าชีสสินะ ผมรอมาทั้งสัปดาห์เลยละ” เขาร้องเป็นเพลง แต่แล้วจู่ๆ เพลงก็หยุดลงด้วยความงุนงง “ไม่ใช่ซับมารีนแซนวิชมีทบอลกับมอสซาเรลล่าชีสนี่หว่า!

มันเป็นแว่นกันแดดโพลาไรซ์เลนส์สีส้มแดงสะท้อนแสงอันหนึ่ง

“เอ๊ะ ได้ไง ผมมั่นใจว่ามองอยู่ตอนที่คนขายใส่ลงไปเลยนะ” ไรลีย์คว้าถุงจากมือแอชเชอร์มาชะโงกดู ข้างในนั้นว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่รอยน้ำมันกับชีสเยิ้มๆ ที่หกล้นจากขนมปังสักนิด “ไม่ ไม่ใช่แว่น แอช แซนวิชต่างหาก”

“ซับมารีนแซนวิชมีทบอลกับมอสซาเรลล่าชีส” แอชเชอร์แก้ เขาละสายตาจากเพื่อนมาพิจารณาแว่นในมือราวกับสงสัยว่ามันกินได้หรือไม่ “แล้วไอ้นี่ก็ไม่ใช่ของกินด้วย”

“เห็นได้ชัดเลย” ไรลีย์พึมพำ สมองเริ่มคิดหาคำตอบว่ามื้อกลางวันของแอชเชอร์หายไปได้ยังไง เด็กหนุ่มซูเปอร์ฮีโร่ฝึกหัดบนที่นั่งข้างกันสวมแว่นแล้วหันมองไปรอบๆ จากนั้นก็ร้องลั่น ไรลีย์เงยหน้าขึ้นตอนที่แอชเชอร์กระชากแว่นออกด้วยท่าทางเหมือนปัดใยแมงมุมล่องหน ใยของแมงมุมที่น่าสยดสยองเอามากๆ เด็กหนุ่มหอบหายใจหนัก สีหน้าตื่นตกใจราวกับเพิ่งประจันหน้ากับสัตว์ประหลาดโหดๆ สักตัว ไม่ก็ตอนที่ถูกเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ วิ่งมาชนโดยบังเอิญ เดาว่าสองอย่างนี้คงโหดร้ายพอกัน “เกิดอะไรขึ้น!

“วะ แว่น... แว่น...” แอชเชอร์ละล่ำละลักเหมือนไม่แน่ใจว่ากำลังพูดอะไรอยู่

ไรลีย์ขมวดคิ้ว มุมปากเพื่อนของเขากระตุกเป็นรอยยิ้มแหยแปลกๆ ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะหลับตาลงแล้วเริ่มนับเลขตั้งแต่หนึ่งถึงสิบซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนุ่มนักประดิษฐ์อัจฉริยะหยิบแว่นกันแดดที่เพิ่งทำให้ซูเปอร์ฮีโร่มุทะลุกลัวจนตัวสั่นขึ้นมอง ก็แค่แว่นธรรมดาซึ่งดูเทอะทะกว่าแว่นทั่วไปเท่านั้น ว่าแต่จุดที่เหมือนกับน่าจะมีวงจรอิเล็กทรอนิกส์ฝังอยู่ข้างใต้นั่นมีไว้ทำอะไรนะ ก่อนจะทันรู้ตัว ไรลีย์ก็เคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณเสียแล้ว เขาสวมแว่นนั้นทับแว่นสายตาของเขาในทันใด

นักเรียนหญิงสองคนจากแผนกกฎหมายกับหนุ่มซูเปอร์ฮีโร่ฝึกหัดผมย้อมสีน้ำเงินสดใสเดินหัวเราะคิกคักผ่านที่นั่งเขาพอดี ไรลีย์ถึงกับสำลักพรวด ผงะไปชนแอชเชอร์จนเกือบตกเก้าอี้ เขาหันเลิกลั่กไปทางอื่นเพียงเพื่อพบกับสาวผมบลอนด์หุ่นนางแบบ ทรินิตี้กำลังยืนคุยกับชายหนุ่มที่ไรลีย์จำได้ว่าคือซอลแห่งแผนกซูเปอร์ฮีโร่ปีห้าอยู่ตรงเคาน์เตอร์สูงสำหรับถือเครื่องดื่มคุยกันห่างไปไม่ไกลนัก เขาจ้องเธอตาค้าง ด้วยเหตุผลบางอย่างอาจเป็นท่ายืนบิดเล็กน้อยของหล่อนก็ได้ตรึงสายตาเขาไว้ประหนึ่งต้องมนตร์ ทีแรกไรลีย์ไม่เห็นอะไรมากนักเนื่องจากมุมที่นั่งอยู่ตรงกับด้านข้างของทรินิตี้ ทว่าเมื่อเด็กสาวขยับเปลี่ยนท่าเป็นตะแคงตัวเท่านั้นแหละ นั่นน่ะหันตรงมาทางเขาพอดิบพอดีเลย

“ไรลีย์ เลือด...” เสียงของแอชเชอร์ดังคล้ายปกคลุมด้วยม่านหมอก ไรลีย์ยกมือแตะจมูกซึ่งเหมือนมีคลื่นบางอย่างก่อตัวอยู่ข้างใน ขมับเต้นตุบๆ จากแรงดันเลือดสูบฉีดมายังใบหน้ามากผิดปกติ ความรู้สึกเปียกแฉะเลื่อนไหลลงมาที่ริมฝีปากก่อนเลยไปถึงคาง เขาก้มมองมือตัวเอง ปลายนิ้วเปื้อนเปรอะด้วยเลือด ครู่หนึ่งไรลีย์ไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น เขามองไปรอบๆ ตามเสียงกระซิบกระซาบรอบตัว จากนั้นก็สะดุ้งร้องเสียงอู้อี้เพราะมืออุดจมูก อารามตกใจทำให้เลือดกำเดาพุ่งทะลักผ่านร่องนิ้วประหนึ่งปลาวาฬพ่นน้ำ

“เอ้านี่” แอชเชอร์รวบกระดาษเช็ดปากทั้งกำขึ้นจากกล่องเล็กๆ ข้างหน้าส่งให้ไรลีย์ที่ตื่นตระหนกถึงขั้นหวิดสติแตกพร้อมฉวยแว่นตาจากใบหน้าเด็กหนุ่มนักประดิษฐ์ก่อนที่มันจะทำให้เพื่อนของเขาเสียเลือดมากไปกว่านี้ “นี่มันบ้าอะไรเนี่ย”

แอชเชอร์จ้องแว่นตาประหลาดในมืออย่างครั่นคร้าม ท่าทีของไรลีย์เพิ่งยืนยันว่าสิ่งที่เห็นเมื่อสวมไม่ใช่แค่ภาพลวงตา แว่นนี่เป็นของจริง มันส่องทะลุเสื้อผ้าเข้าไปได้จริง เขากลืนน้ำลาย พยายามสลัดภาพผู้ชายคนนั้นไปจากหัวอย่างสุดความสามารถ ทั้งที่ภายนอกหมอนั่นเป็นแค่เด็กหนุ่มอ้วนท้วนสมบูรณ์ธรรมดา แต่พอไม่มีเสื้อผ้านี่สิ ข้างในอย่างกับมนุษย์หมาป่าไม่มีผิด โอ๊ยตาย นี่ตูเพิ่งเห็นอะไรไปเนี่ย  แอชเชอร์กุมขมับ หัวใจเต้นระทึกสูบฉีดความกลัวไปทั่วร่าง เขานึกถึงเด็กสาวสองคนที่กวาดตาผ่านเร็วๆ คนหนึ่งเป็นสาวผิวสีส่วนเพื่อนของหล่อนเป็นสาวผมแดงผิวคล้ำแดด ดูจากรูปร่างแล้วทั้งคู่น่าจะเป็นเชียร์ลีดเดอร์หรืออะไรสักอย่าง

แอชเชอร์ในตอนนี้กำลังเผชิญความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างความพลุ่งพล่านประสาชายหนุ่มกับอาการหวาดผวาขั้นรุนแรง เขาหายใจถี่ คิดว่าตนกำลังจะระเบิด

เขาเบนความสนใจไปที่ตัวแว่นแทนจดจ่อกับลมหายใจซึ่งเป็นไปได้ว่าจะยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง เขาคิดว่าสาเหตุที่กรอบแว่นบวมจนผิดสามัญสำนึกของนักออกแบบก็เพราะมันมีกลไกอะไรสักอย่างอยู่ข้างใน แอชเชอร์ยกแว่นตาขึ้นส่องกับแสง นั่นไง ประกายสีน้ำเงินแล่นไปบนผิวเลนส์ด้านใน เครื่องจักรแน่นอน คำถามก็คือเจ้านี่หลุดมาอยู่ในถุงอาหารกลางวันของเขาได้อย่างไร

“ไรลีย์!?!” เสียงผู้หญิงฟังคุ้นหูดังขึ้นอย่างเป็นห่วง แอชเชอร์เอี้ยวตัวไปมองทางต้นเสียง แว่นตายังถืออยู่ในมือ จากนั้นเขาก็ตัวแข็งหยุดหายใจไปในทันใด

3

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแว่นอยู่ที่ไรลีย์แน่ๆ เมแกนมั่นใจ ตอนที่พวกเธอเดินชนกันโดยบังเอิญ เธอทำถุงแว่นหลุดมือ จากนั้นไรลีย์ก็หยิบส่งให้ เด็กสาวคลับคล้ายคลับคลาว่าไรลีย์ขอตัวไปพร้อมกับถุงรีไซเคิลสีน้ำตาลต่างกันเพียงแค่มีกับไม่มีโลโก้ร้านอาหารติดอยู่ เธอพยายามไม่คิดว่าทั้งหมดนี่เป็นแผนการร้ายของนักประดิษฐ์ฝั่งชายที่ต้องการส่องร่างเปลือยสาวๆ โดยการแย่งชิงแว่นตาไปเป็นของตัวเอง ไม่ นี่ไม่ใช่หนังแบบนั้น ที่สำคัญไรลีย์ที่เธอรู้จักก็ดูจะไม่ใช่คนแบบนั้นด้วย

สามสาวใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเห็นเรือนผมสีเขียวอ่อนโดดเด่นกลางโต๊ะตัวที่สามนับจากทางออกประตูสองตรงข้ามกับทางที่พวกเธอใช้เข้ามา แม้ในเวลาปกติการมองหาใครสักคนจากนักเรียนนับร้อยเดินขวักไขว่ในโรงอาหารก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว ยิ่งนี่เป็นวันก่อนวันฉลองฤดูหนาวด้วย นั่นหมายถึงของประดับสีเขียวกับแดงเต็มไปหมดทุกหนแห่ง แค่ยังไม่นับความระยิบระยับกับไฟสีก็ตาลายแล้ว ปาฏิหาริย์ชัดๆ ที่เธอสามารถพบตัวไรลีย์ในเวลาแค่ห้านาทีเท่านั้น

เมแกนสัมผัสกระแสของความตื่นตระหนกรอบตัวระหว่างสาวเท้าฝ่าฝูงนักเรียนไปตามแถวที่นั่งแคบๆ ใกล้เป้าหมายเข้าไปเรื่อยๆ แล้วเธอก็เห็นเขา ไรลีย์นั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กหมุนได้ข้างหนุ่มร่างสูงผมสีดำ ลมหายใจเมแกนกระตุก ทั้งผมทรงอันเดอร์คัตไถข้างศีรษะกับท้ายทอยจนขาว ทั้งลักษณะการนั่ง ลาดไหล่กับกล้ามเนื้อแผ่นหลังซึ่งไม่อาจปิดบังได้ด้วยเสื้อเชิ้ต เธอจำองค์ประกอบเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำ เขาคือแอชเชอร์ แมคเคนน่า

เลือดไหลผ่านร่องนิ้วลงมาตามฝ่ามือหนุ่มแว่นหน้าหวาน

“ไรลีย์!?!” เมแกนพรวดพราดเข้าไปหาเขา “ไปโดนอะไรมา... น่ะ”

เธอชะงัก สายตาเหลือบไปเห็นแอชเชอร์หมุนเก้าอี้หันมาพอดี ทั้งที่รอบตัวเธออื้ออึงด้วยเสียงพูดคุยจนเรียกว่าตะโกนใส่หน้ากันก็ยังได้ทว่าเธอกลับได้ยินเสียงสูดหายใจของเขาดังชัดเจน แอชเชอร์อ้าปากค้าง ใบหน้าหล่อเหลาฉายความประหลาดใจขณะที่นัยน์ตาสีอำพันจับจ้องเมแกนเขม็ง โลกของคนทั้งคู่เหมือนหยุดนิ่งลงในวินาทีนั้นเอง

“นั่นไง วะ แว่น แว่น!” ไมร่าที่ตามมาติดๆ ร้องก่อนจะถูกเอลิซฟาดปากดังเผียะ!

แว่นตาส่องทะลุของไมร่าอยู่ในมือแอชเชอร์ เขาไม่ได้สวมมันอยู่ก็จริงทว่าถืออยู่ในระดับสายตา แล้วรู้อะไรไหม มันเล็งมาทางเมแกนเป๊ะๆ เลยน่ะสิ

ในความนิ่งงัน ใบหูของแอชเชอร์เปลี่ยนเป็นสีแดง

เมแกนได้แต่ยืนงอกรากอยู่ตรงนั้น ตาเบิกกว้างพอๆ กับเด็กหนุ่ม ความฉลาดเฉลียวทั้งหมดทั้งมวลพร้อมใจกันจากเธอไปเหลือไว้เพียงเด็กสาวอายุสิบห้าที่กำลังสับสน ตื่นตระหนก อับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี เมแกนรู้สึกว่าอุณหภูมิในตัวเธอสูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเริ่มต้นจากอาการวูบวาบแปลกประหลาดในท้อง หูเธออื้ออึงด้วยเสียงหัวใจเต้นระรัวแต่ก็ยังได้ยินไมร่าอุทาน อุ๊ยตายยย ด้วยสำเนียงแฝงเลศนัย

มันเหมือนกับแอชเชอร์กำลังจะเปลี่ยนร่างเป็นบอมบลาสติกเสียตรงนั้นเลย ใบหน้าของเขากลายเป็นสีจัด กระทั่งเรือนผมก็ดูจะซีดลง เขานั่งตัวเกร็ง คล้ายอยากพูดอะไรสักอย่างทว่าลืมไปแล้วว่าการพูดนั้นต้องทำอย่างไร

เมแกนรู้ว่าควรเลื่อนมือปิด กระนั้นก็แน่ใจแล้วว่าสายเกินไปที่จะทำเช่นนั้น สายไปมากด้วย ตาแอชเชอร์หยุดที่หน้าอกเธอพอดิบพอดี เด็กสาวหวังว่าเฉพาะบริเวณนี้ซึ่งมีสวมผ้าหลายชั้นกว่าหน้าท้องหรือต้นขาคงช่วยอะไรได้บ้าง แต่ก็อย่างที่เอลิซยืนยันนั่นแหละว่าอานุภาพของแว่นตานั้นสามารถทำให้เส้นใยทั้งหมดหายวับไปราวกับไม่เคยมีพวกมันมาก่อน เพราะงั้น... ภาพที่แอชเชอร์เห็นจึงเป็น... เมแกนกัดปาก ตัวสั่น ไม่กล้าคิดต่อหรือขยับตัว ดังนั้นเรื่องวิ่งหนีลืมไปได้เลย

สายตาแอชเชอร์เลื่อนต่ำลงทีละนิด และมันก็ทำให้เธอหนาวเยือกไปพร้อมๆ กับจะลุกไหม้ขึ้นมาได้ทุกเมื่อ

นายกำลังจะทำอะไร ไม่นะ! ไม่! หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะยะ!!!

เธอคิดว่าเขามองสะดืออยู่ ทำไมต้องทำหน้าอยากรู้อยากเห็นขนาดนั้นยะ สะดือฉันแปลกขนาดนั้นเลยเรอะ!!!

“อุ๊ยต๊ายตาย” ไมร่ายกมือปิดปากซ่อนรอยยิ้มไว้ไม่มิดตอนที่เธอแน่ใจแล้วว่าแอชเชอร์ไม่อาจต้านทานพลานุภาพแห่งแว่นหื่นกามได้อย่างแน่นอน นี่มันน่าสนุกกว่าที่เธอคาดไว้ก่อนสร้างมันขึ้นมาเสียอีก

แอชเชอร์มองต่ำลง

ติดตามต่อ Part 2

คุณผู้อ่านสามารถอ่านเรื่องสั้น Chaos Winter(ชุลมุนวุ่นแว่น) ทั้งเล่มได้แล้วที่

###

 

 

แนะนำผลงานอื่นๆ ของนักเขียน

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/141205/1578492894-member.jpg

คาร์ลิน คริสตัลวิงก์ไม่เคยรู้ชาติกำเนิดแท้จริงของตนเองเลย จนกระทั่งวันหนึ่งที่เธอดันไปเจอเข้ากับหญิงสาวผู้ร่วงหล่นดั่งอุกกาบาตโดยบังเอิญ แถมเจ้าหล่อนยังอ้างว่าตัวเองเป็นปิศาจจากต่างมิติซึ่งข้ามมายังโลกมนุษย์เพื่อร่วมเกมสงครามชิงเก้าอี้ราชา(ราชินี)อีกต่างหาก เท่านั้นยังไม่พอ คาร์ลินกลับต้องพบว่าชีวิตของตนตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวงจากสายเลือดของตนเอง แล้วเธอควรทำอย่างไรดีล่ะเมื่อต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับทั้งแวมไพร์ ซัคคิวบัส แม่มด ปลาไหลไฟฟ้า วานรอัคคี และสาวๆ ปิศาจมากมายที่ยกโขยงกันมาป่วนชีวิตเธอไม่หยุดหย่อน! ขอเชิญร่วมผจญภัยไปกับเด็กสาวซึ่งเป็นที่หมายปองจากปิศาจผู้น่ารักในนิยายแอ็กชั่นแฟนตาซีสุดระทึก และปั่นป่วนไปด้วยกลิ่นอายแห่งทุ่งยูริเรื่องนี้ด้วยกัน!

 

http://cdn-tunwalai.obapi.io/files/member/141205/1059403857-member.jpg

"เมแกน ควินน์ก็เหมือนกับวัยรุ่นทั่วๆ ไปที่มีความลับ เพียงแต่เธอไม่ได้สูบบุหรี่ ไม่ได้หนีเรียนไปเที่ยวเกมเซ็นเตอร์หรือมั่วสุมกับพวกนักเลงหน้าร้านสะดวกซื้อ เธอแค่เป็นอัจฉริยะจอมวายร้ายที่หวังครองโลก(แต่ไม่เคยสำเร็จเลยสักครั้ง)เท่านั้นเอง"

เมื่อฟิวเจอร์ซิตี้ เมืองหลวงอันเป็นสัญลักษณ์ของซูเปอร์ฮีโร่ถูกคุกคามโดยนักมายากลโรคจิตที่ต้องการขโมยอาวุธสุดล้ำเพื่อทำลายล้างโลก ความลับของเมแกนก็ดันแตกดังโพละให้กับหนุ่มนินจาสุดฮ็อตที่เกลียดเธอเข้าไส้จนต้องถูกบังคับให้รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลหอพักชายล้วนไปเสียนี่ แต่ที่ร้ายกว่านั้นคืออะไรรู้ไหม เด็กสาวดันใจเต้นตึกตักไม่เข้าเรื่องกับซูเปอร์ฮีโร่หนุ่มที่ต้องดูแลซะงั้น ทีนี้เธอจะทำยังไงดีละ ระหว่างการตามความฝันเพื่อที่จะเป็นวายร้ายตัวจริงเสียงจริงให้ได้หรือฟังเสียงหัวใจแล้วร่วมมือกับซูเปอร์ฮีโร่ปกป้องเมืองกับครอบครัวที่เธอรัก

 

#

โรซาน่าเป็นเด็กสาวธรรมดาทั่วไป หรือแค่เธอนั่นแหละที่คิดอย่างนั้น เพราะเมื่อถึงวันที่เธอเป็นสาวเต็มวัยตามกฎเกณฑ์เผ่าพันธุ์ของตน โรซี่ก็ต้องพบกับบททดสอบครั้งยิ่งใหญ่ หรือไม่เช่นนั้นก็บอกลาครอบครัวกับชีวิตเดิมๆ ของเธอไปเลย แล้วสาวน้อยแรกแย้มอย่างโรซี่จะทำอย่างไรดีล่ะเมื่อบททดสอบมันก็คือการทำให้ใครสักคนกลายเป็น “ทาสรัก” อย่างไม่ลืมหูลืมตา ถึงอย่างนั้นสวรรค์ก็ยังมีตา ด้วยการส่งสาวน้อยปีศาจจอมหื่นและโรคจิตถึงที่สุดอย่างมาฮิลต์มาช่วยเธอ ...อย่างนั้นหรือ? 

เชิญพบกับนิยายยูริเลิฟคอเมดี้ แฟนตาซีต่อยตีกันในโรงเรียนสุดพิลึกพิลั่น อัดแน่นไปด้วยความโรคจิตได้แล้วที่นี่!!!

 

http://cdn-tunwalai.obapi.io/files/member/141205/1831360871-member.jpg

เชิญพบกับจอมโจรสาวแฟรี่แฟรี่ เธอทั้งสวย ทั้งเซ็กซี่ หน้าอกหน้าใจแทบไม่มี แล้วก็ยังเป็นพวกโรคจิตสวมชุดว่ายน้ำกับถุงน่องตาข่ายไปตะลอนๆ บนหลังคายามค่ำคืนอีกต่างหาก...

ตรียมหน้ากากกับผ้าคลุม(และถุงน่องตาข่าย)ให้พร้อม แล้วร่วมฝ่าอันตรายไปกับอีเลียน่า เรนดอลหรือจอมโจรสาวแฟรี่แฟรี่กับการตามหาอัญมณีที่สามารถทำลายคำสาปแห่งคำพยากรณ์จุดจบของมวลมนุษยชาติ ก่อนที่เด็กสาวจะอายุครบสิบเจ็ดปีและกลายเป็นต้นเหตุของหายนะตามคำทำนาย แต่ยิ่งอีเลียน่าเข้าใกล้สิ่งที่ค้นหามากขึ้นเท่าใด เธอก็ยิ่งตระหนักว่าท้ายที่สุดแล้วการเอาชีวิตรอดจากศัตรูเหนือธรรมชาติอาจเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และผู้เดียวที่สามารถช่วยเหลือเด็กสาวอาจมีเพียงมังกรหนุ่มสุดเร่าร้อนผู้ปรารถนาที่จะทำลายสิ่งสำคัญทุกอย่างของอีเลียน่าเพื่อให้ได้ครอบครองเธอเท่านั้น

***จากปลายปากกาของนักเขียนมือรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากโครงการ Enter Books Writer Episode 4 และ Punica Dream Catcher

 

http://cdn-tunwalai.obapi.io/files/member/141205/1113475490-member.jpg

ยามเศษเสี้ยวแห่งจันทราร่วงหล่นสู่ผืนพิภพ นั่นคือสัญญาณแห่งภยันตราย 

จิอา เด็กสาวชาวทาสวัย 16 ปีต้องหนีหัวซุกหัวซุนจากบ้านเกิดเมืองนอน และกระโจนเข้าสู่อันตรายในการเดินทางเพื่อหลบหนีการตามล่าของนักฆ่านอกรีตผู้ชั่วร้ายและตามหาความหมายแท้จริงของการมีตัวตนของเธอ แต่ใครเล่าจะรู้ว่าการเดิ

 

http://cdn-tunwalai.obapi.io/files/member/141205/132969845-member.jpg

"เมื่อนิยายไม่ใช่แค่เรื่องราวในหน้ากระดาษอีกต่อไป ยามนั้นหมายถึงความตายของผู้เขียน" 

            ตอนที่อามายะ คาร์ลินตระหนักว่าตนเองเพิ่งจะทำอะไรลงไปมันก็สายไปแล้ว ด้วยอำนาจมหัศจรรย์ที่สามารถเนรมิตจินตนาการให้เป็นความจริงได้ของบันทึกพิศวงซึ่งตัวเขาในอนาคตดันไปเขียนนิยายแอ็กชั่นแฟนตาซีเลือดสาดใส่ลงไป ทำให้สุดยอดวายร้ายที่หมายทำลายโลก(แน่นอนว่าเจ้านั่นอยู่ในต้นฉบับ)หมายหัวเขาให้ตาย แต่ปัญหาก็คือมันดันทำสำเร็จด้วยเนี่ยสิ เพราะงั้นความซวยจึงตกแก่คาร์ลินคนปัจจุบันที่ต้องกระโดดข้ามมิติเวลาสู่นิยายที่ตนเองยังไม่ได้เขียนและร่วมมือกับเหล่าตัวละครเพื่อหยุดยั้งเทพผู้เจ้าแห่งหายนะก่อนที่ชีวิตเขาจะถึงคราวอวสานไปพร้อมๆ กับดินแดนนิยายและโลกแห่งความเป็นจริง

Coming Soon!

http://cdn-tunwalai.obapi.io/files/member/141205/1790915887-member.jpg

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว