email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ ๑๔ จิ๊กซอร์

ชื่อตอน : บทที่ ๑๔ จิ๊กซอร์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 พ.ค. 2565 20:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ ๑๔ จิ๊กซอร์
แบบอักษร

ไม่ผิดแน่ ตามที่ป้าบอก นี่คือสโมสร ไทยธนบุรี ที่ยัยหมิวติดตาม เธอคลั่งไคล้กองกลางรูปหล่อ กัปตันทีม ผมพยายามโทรติดต่อ เธอหลายครั้ง เผื่อการลาป่วยของเธอจะหายไวขึ้น เมื่อได้ลายเซ็นนักฟุตบอลคนโปรด 

“คุณชาญ ผมวีรพงศ์ จะพาไปที่เกิดเหตุครับ” วีรพงศ์ ชายที่แนะนำตนอยู่ในชุดเชิ้ตสีฟ้าอ่อน และเนกไทสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีประจำสโมสร เขายกมือไหว้ผม ก่อนจะเดินนำเฉียงๆ รอผมเดินตาม เพื่อพาเข้าสนามฟุตบอล 

“สนาม เดอะ บลูรุกกี้ จุคนได้สี่หมื่นคน แต่ปีก่อน เราเจอภาวะการเงิน ทีมอื่นใช้เงินทุ่มซื้อผู้เล่น ส่วนเราต้องขายผู้เล่นออกไป ทีมจบอันดับ ๗ ของตาราง ๒๐ ทีม มีแฟนบอลมากมาย ไม่พอใจทีมบริหาร มีการประท้วง และสื่อมักปั่นข่าว ผู้บริหารกินดีอยู่ดี 

กระทั่งเมื่อ ๒ ชั่วโมงก่อน มีแฟนบอลคนหนึ่ง ยิงบอร์ดสโมสร จากบนอัฒจันทร์ เขายิงไปที่นั่งวีไอพี ในห้องกระจก ที่อยู่เหนืออัฒจันทร์ เราจับคนร้ายได้ อยากให้คุณเค้นเบื้องหลังตัวการ เรื่องนี้ทางเราขอให้เป็นความลับ ไม่อย่างนั้น สื่อรู้ หุ้นของสโมสรจะตก”  

“คนร้ายอยู่ไหน” ผมพูดพร้อมกับถอนหายใจ เสียงจึงทุ้มฟังดูเหมือนคนที่เบื่อ จะฟังเรื่องงาน 

“โห...นี่คุณชาญจะไม่ถามถึงอาการคนถูกยิงบ้างเหรอครับ” วีรพงศ์ทำหน้าผิดหวัง 

“ขอให้เป็นความลับ...กลัวหุ้นตก ...เป็นห่วงคนถูกยิง” ผมพูดจบก็ขำแบบประชด เมื่อพยายามผูกเรื่อง ให้เห็นว่าไม่เข้ากัน ผมกล่าวต่อ  

“ทีมแกห่วงเพียงจุดทศนิยม ของช่องว่างราคาหุ้นขึ้นลง อย่าทำหน้าเหมือนฉันเป็นคนร้าย” ผมทำปากเบะล้อเขา 

เราเดินไปที่อัฒจันทร์ ตรงจุดที่คนร้ายยิง ที่นั่งชั้นที่ ๒๓ ของอัฒจันทร์ ซึ่งเป็น วีไอพีบ็อกซ์ซีท นั้นคือห้องกระจก อยู่บนชั้นที่ ๔๐ ผมหยิบเครื่องบันทึกเสียง กดเปิดอัดเสียงต่อเนื่อง บันทึกเสียงจำนวนชั้นระยะห่าง เมื่อบันทึกเสร็จ ผมกดเข้าดูที่ข้อความแจ้งเตือน ที่ไม่ได้เปิดอ่าน แต่กลับลังเลที่จะเปิดดู 

... 

... 

... 

“เราขึ้นไปที่ห้องวีไอพี กันดีไหมคุณชาญ” วีรพงศ์พูดสอดเข้ามา ขณะที่ผมเหม่อลอย แม้ตาจ้องที่โทรศัพท์อยู่ ผมปิดหน้าจอ ก่อนเดินตามเขาไป ที่ห้องดังกล่าว เราเดินเข้าไปทางด้านหลังของอัฒจันทร์ 

ภายในห้อง มีผู้ชายนั่งเคาะโต๊ะ เขาดูใจจดใจจ่อกับอะไรอยู่ เพียงแต่ภายในห้องไม่มีคู่สนทนาด้วย จึงน่าแปลก เอ...หรือเขาเหม่อลอย ไปถึงเรื่องการยิงกัน แต่เมื่อวีรพงศ์แนะนำผม ชายผู้นั้นลุกขึ้นยิ้มตามมารยาท และยื่นมือ เชคแฮนด์ดังนักเรียนนอก 

“สวัสดีครับคุณชาญ ผมนิติ กรรมการบริหาร และเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนี้” นิติจับมือผมทักทาย เขาคล้ายสั่นเล็กน้อย  

ระหว่างจับมือ นิ้วเขากระตุกแตะหลังมือผมสามสี่ครั้ง อาจจะเพราะเหตุการณ์ที่พบเจอกับตัวชวนตกใจ 

“ใจเย็นไอ้หนุ่ม รู้ว่าเหตุการณ์ชวนขวัญผวา กระทั่งบางคนสะอิดสะเอียน หรือหน้าซีดตอนเห็นเลือด ไหนเล่ามา แกอยู่ไหนตอนเกิดเหตุ”  

“ผม...ผมคุยกับเธอ...”  

“เธอไหน” ผมถามสวน 

“เธอ หมอจิตรา เธอเป็นกรรมการ และเป็นลูกสาวประธานสโมสร เธอเป็นหมอเด็ก เราจึงเรียกเธอว่า หมอจิตรา”  

“เราไหน”  

“เรา คือ ผมและบอร์ดคนอื่น หรือกระทั่ง รปภ. คุณเป็นอะไร ซักผมอย่างกับผมเป็นลูกหนี้ แล้วคุณเป็นเจ้าหนี้” นิติ ดูหงุดหงิดที่ผมถามจี้ ผมยิ้มเล็กน้อย ก่อนซักต่อ 

“รปภ. กระจอกที่ปล่อยให้คนถือปืน เดินเข้ามาในสนาม และยิงผู้บริหารเนี่ยนะ ไหนลองบอกเหตุผล ที่พวกแกไม่ไปเตะตูดพวก รปภ. ห่านั่น”  

“เรื่องนี้อาจมีส่วนมาจากผม (นิติทำหน้าตารู้สึกผิด) ... พอดีผมเสนอบอร์ด ให้มีการเปลี่ยนบริษัทที่ส่ง รปภ. และลดจำนวนคนลง จึงอาจดูแลไม่ทั่ว”  

นิติพูดจบ และพยายามจะเปลี่ยนอิริยาบถทันที แต่วีรพงศ์พูดเสริมต่อ ดั่งสุนัขที่มาเคลียคลอหน้าแข้งเจ้านาย “อีกอย่างที่สำคัญครับ เจ้าเด็กนั่น ที่ยิงหมอ เคยเป็น รปภ. ที่นี่ เขาอาจจะนำอาวุธเข้ามาก่อนก็เป็นได้”  

“อาจจะสมมุติเป็นไปได้ พวกแกเหมือนเป็นนักสืบเลยนะ หรือ เอาตามตรงแกควรปล่อย ให้เป็นฉันทำงาน มากกว่าชี้นำฉัน”  

ผมตอบกลับ อย่างไม่ผูกมิตรนัก ทุกอย่างเงียบชั่วขณะ นิติชี้ไปที่กระจก ที่คนร้ายยิงสวนขึ้นมา จากด้านล่าง เขาเดินนำผมไปที่กระจกนั้น เศษกระจกเกลื่อนพื้น 

“ท่านประธานเน้นย้ำว่า อย่าให้สื่อหรือตำรวจรู้เรื่องนี้ หุ้นของสโมสรตอนนี้ตกมาก มีคนประท้วงเรื่องการบริหาร ที่ไม่ทุ่มซื้อผู้เล่นใหม่ นักวิจารณ์ ถล่มเรา กับอันดับในตารางที่แย่ คนร้ายเป็นพวกบ้าบอล คงรับไม่ได้ เลยยิงสวนขึ้นมาจากอัฒจันทร์”  

“แกเป็นพ่อมันเหรอ” ผมถามสวน 

“ห๊ะ! คุณว่าอะไรนะ”  

“มันทำแกผิดหวังไหม”  

“ห๊ะ!” นิติทำหน้าสงสัย เขามองไปที่วีรพงศ์ เหมือนขอความช่วยเหลือ 

“พูด ห๊ะ อีกที ฉันจะต่อยท้องแก แกจะจุกเมื่อโดนอัดที่ลิ้นปี่ แกจะหายใจไม่ออกครู่หนึ่ง บางคนถึงขนาดคุกเข่า อาจทำให้กางเกงสแลคราคาแพง แกเปื้อนฝุ่นบนพื้น  

ฉันถามว่าแกเป็นญาติมันหรือ ถึงบอกว่ามันเป็นพวกบ้าบอล 

...แกอย่าพูดชี้นำ ว่าคนร้ายเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ นั่นคือหน้าที่ฉัน แกมาเป็นนักสืบแล้วหรือ” ผมเหลือบไปมองมือของนิติ เขากำหมัดสั่น เพราะไม่พอใจ นิ้วชี้เขายืดตรง และงอเล็กน้อย นิ้วเขากระตุกเช่นเคย และสั่นแตะกับกางเกง 

ผมก้มไปมองดูสนามฟุตบอล มีชายผู้หนึ่งเดินลัดสนาม แหงนมองมา ที่ผม วีรพงศ์กล่าวขึ้นท่ามกลางความเงียบ เพื่อไม่ให้นิติเสียหน้า  

“เอ่อ ผมว่าคุณชาญ ไม่ควรพูดอย่างนั้นกับคุณนิตินะ คุณนิติเป็นคนแจ้ง รปภ. หน้าตึก จึงจับคนร้ายที่ยิงได้ และยังส่งคุณหมอจิตราทันเวลา พูดกันตรงๆ ผมว่าคุณนิติ คือ ฮีโร่”  

"ม่าย ม่าย ม่าย มันไม่ใช่ฮีโร่ มันแค่คนส่งสาส์น คนที่เป็นฮีโร่จริงๆ คือ คนนั้น" ผมขยับคอ เอียงชี้ไปด้านล่างสนาม ก้มมองไปที่ ตะวัน นักฟุตบอล ที่กำลังตั้งลูกฟุตบอลที่จุด ๓๐ หลา  

ผู้ซึ่งซ้อมลูกยิงตั้งเตะ ในขณะที่เพื่อนร่วมทีม จะซ้อมเมื่อถึงกำหนดซ้อม นักฟุตบอลที่สโมสรมีคนถูกยิง ความปลอดภัยที่ละเลย ความสะเพร่าที่มีข้ออ้าง เพียงแค่กลัวตัวเลขของหุ้นบนกระดาน จะติดฟลอร์เท่านั้น 

“ตะวัน” เขาคือนักฟุตบอล และเป็นกัปตันของสโมสร ผู้ซึ่งอยู่รับใช้สโมสรมานาน ๘ ปี แม้ในช่วงวิกฤตของสโมสร เขาปฏิเสธการรับเงิน รายสัปดาห์ เพื่อให้สโมสรลดค่าใช้จ่าย เขาอยู่ในช่วงย่ำแย่ของสโมสร อยู่ในวันที่เพื่อนร่วมทีมจากไปทีละคน 

"ท่าทางพวกนาย ไม่ได้แจ้งนักบอลด้วยใช่ไหม เขาถึงมาซ้อมเหมือนปกติ" 

"วันนี้ไม่มีกำหนดซ้อม แต่ตะวันมักจะมาซ้อมเสมอครับ เขาต้องการให้ตนสมบูรณ์แบบ เพื่อจะนำทีมพ้นจากคำด่าของผู้คน และพาทีมกลับมายิ่งใหญ่ อีกครั้ง” วีรพงศ์อธิบาย 

“แล้วอย่างนี้แกจะไม่เรียกเขาว่า ฮีโร่เหรอ...” ผมตอกกลับก่อนจะพูดต่อ 

“ปลอกกระสุน กับคนยิงตอนนี้อยู่ไหน” ผมวกกลับไปเรื่องเดิม  

“เดี๋ยวผมพาไปครับ” วีรพงศ์ขยับตัวเล็กน้อยและแบมือ เพื่อให้รู้ว่าเขาเตรียมตัว จะพาผมไปเจอคนร้าย แต่กลับกัน นิติผู้เป็นบอร์ดบริหารนิ่ง ทำให้จับสังเกตได้ว่า เขาจะไม่ไปด้วย ผมจึงกล่าวทิ้งท้ายกับนิติ 

“รู้ไหมว่า ถ้ากางเกงแกยับ ทับบางส่วนอยู่ แล้วไปรีดทับ มันจะขึ้นเป็นเส้นเห็นชัด เหมือนกางเกงส่วนหัวเข่าซ้ายแก ตอนนี้”  

วีรพงศ์เชิญผมไปที่อีกห้อง ในตัวอาคารฝ่ายบริหาร ประตูห้องมีการ์ด ยืนคุมอยู่ ประตูเปิดออก ผมเห็นชาย วัยราวๆ ๒๑ ปี ไม่น่าเกินนี้ เขามีสายตาที่มุ่งมั่นจริงจัง ไม่มีสีหน้าที่ บ่งบอกถึงความสำนึกผิด 

“ใครอีก...” ผมล้วงถามข้อมูล 

“คนเดียวครับคุณชาญ เขาไม่มีพรรคพวก” วีรพงศ์ 

“แกจะบอกฉันว่า เฮ้คุณชาญรู้ไหม เราจับคนร้ายได้ อายุ ๒๐ กว่า และเขาตัดสินใจเองคนเดียว ไม่มีคนในมีเอี่ยวรู้เห็นอย่างนั้นหรือ ง่ายไปมั้ง...”  

ผมเยาะเรื่องนี้ ดังมั่นใจว่ามีอะไรเป็นแน่ สายตาอาชญากร หรือ คนที่เลือดเย็น โรคจิต จะเป็นอีกแบบ เราไม่อาจควานหาความจริง หรือ คำอธิบายใด ในสายตาคนพวกนั้นได้ แต่วัยรุ่นคนนี้เป็นอีกแบบ 

“ว่ายังไงหลานชาย บุหรี่หน่อยไหม”  

ผมเขย่าซองบุหรี่อ่อน ที่ฉีกฟรอยด์เป็นรูด้านบนเล็กน้อยพอ เพื่อจะเขย่าแล้วมวนบุหรี่จะหลุด ออกจากซองเล็กน้อย ผมดึงมวนบุหรี่ออกมา ราวข้อนิ้วหนึ่ง วัยรุ่นคนนั้นยื่นหน้ามาคาบบุหรี่ เนื่องจากมือเขาถูกมัดอยู่ด้านหลัง ผมเอียงมอง มันเป็นเทปกาวที่พันข้อมือ 

ผมโค้งตัวลงมาใกล้เขา เพื่อจุดไฟแช็ก และเอามืออีกด้านป้องลม จากแอร์ในห้อง การจุดบุหรี่ให้คนสูบ อีกฝ่ายผลบางครั้งจะรู้สึกถึงความเป็นมิตร เมื่อจุดบุหรี่ให้เขา  

เขาหลบตาผม แต่เขาพยักหน้าขอบคุณอย่างไม่ตั้งใจ คล้ายเป็นส่วนหนึ่ง ของสิ่งที่ครอบครัวเขาพร่ำสอน หรือ อาจเป็นความเอื้ออารีจากผู้ใหญ่ที่เขาเคารพ  

เมื่อผมเห็นเช่นนั้น ผมจึงตบไหล่ ที่อยู่ช่วงด้านหลังเขาเบาๆ อย่างผู้ใหญ่ที่เข้าใจเด็ก ระหว่างนั้นมีเพียง ผม วัยรุ่นผู้ก่อเหตุ และวีรพงศ์ สุนัขรับใช้ของนิติ ซึ่งนำซองพลาสติกใส ที่ใส่กระสุนมาให้ผม 

“กระสุนทะลุแขนของหมอจิตรา นี่คือกระสุนนัดนั้นครับ” ผมรับกระสุนในซอง และขอให้วีรพงศ์ออกไป  

“ออกไป!!” ผมตวาดโดยแหงนมองเพดาน ไม่สบตาใคร ทั้งวัยรุ่น และวีรพงศ์นิ่งเฉย เพราะไม่รู้ผมหมายถึงใคร 

“ออกไปก่อนไอ้ลูกหมา ถ้าฉันอยากได้อะไร หรือ อยากใช้อะไรแก ฉันจะเรียก” ถึงตอนนี้วีรพงศ์ก้มหน้ารับ และเดินออกไปจากห้องอย่างเจ็บแค้น 

ผมเล่นบทเจ้าของห้อง ให้ผู้อยู่อย่าได้คิดตีตน เป็นเจ้าของห้อง บางครั้งเราต้องเชือดไก่ให้ลิงดู  

“ฉันละเกลียดจริงๆ พวกสอดรู้สอดเห็น นายว่าไงหลานชาย” ผมนั่งเก้าอี้ตรงข้ามวัยรุ่นคนนั้น 

ถึงตอนนี้ ผมนึกถึงหมิวมาก เพราะงานหลักของเธอ คือ หาข้อมูลส่วนตัวของคนนั้นๆ และหาข้อมูลอื่นๆ ที่จะเชื่อมโยงเรื่องราวเข้าด้วยกันได้  

วัยรุ่นคนนั้นมองผม เขาพยายามขมวดคิ้วให้ดูเคร่งเครียด ไม่โน้มเอียงหา และไม่แสดงออก ว่าเขากลัว กลัวกับเสียงที่ผมตวาดวีรพงศ์เมื่อครู่ ผมพ่นควันขึ้น 

“รู้ไหม อะไรดีกว่า ซีแซด ๗๕ บี ๑ กระบอก” ผมมองปืนที่ใช้ก่อเหตุ และยิงคำถาม 

“ซีแซด ๗๕ บี ๒ กระบอกไง” ผมตอบคำถามตนเอง  

“นายไม่อาจเปรียบเทียบมัน กับสมิทหรืออะไรได้ เอกลักษณ์ของ แต่ละกระบอก ถ้านายชอบก็คือชอบ และถ้าไม่ชอบก็ไม่ชอบ ทุกสิ่งมีดีในตัวเองเสมอ และไม่ควรเอามาเปรียบเทียบ”  

ผมอธิบายและสังเกต เขามีท่าทีโอนอ่อนลงเล็กน้อย บางคำพูดคงไปกระทบจิตใจเขา ในทางที่เขาเห็นด้วย 

“หลายคนมักเปรียบ ตะวัน กัปตันทีมคนปัจจุบัน กับตำนานคนเก่าๆ เช่นกัน มันเทียบยุคสมัยกันไม่ได้ ฉันเคยเถียงกับพ่อบ่อยครั้ง สมัยฉันอายุเท่านาย เวลาดูบอลกัน... นายน่าจะได้เจอพ่อฉัน เขาเป็นคนตรงๆ ที่มั่นใจตนเอง เป็นแฟนไทยธนบุรี พันธุ์แท้เลย 

เขาทำงานเป็นช่าง น่าเสียดาย ที่งานช่างสมัยก่อน ไม่ได้มีเงินดีพอจะซื้อตั๋วรายปียุคนั้นได้ เราพ่อลูกเปิดวิทยุฟัง เวลาถ่ายทอดสด และจินตนาการว่า บรรยากาศจะสวยงามแค่ไหน” ผมสังเกตเห็นเขากะพริบตา เมื่อจังหวะพูดถึงพ่อ ผมจึงพยายามใช้ความรู้สึกนี้เข้าถึงเขา 

“รู้ไหมตอนฉันช่วยงานพ่อ ฉันสูบบุหรี่จัดเหมือนกัน บางครั้งมือไม่ว่าง ที่จะคีบบุหรี่ออก เพื่อให้ได้หายใจลึกๆ และพ่นควัน พอคาบนานๆ หายใจเข้า เอาควันบุหรี่เข้าไปด้วย 

นายควรขยับบุหรี่ไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง อย่าเลียปาก ถ้าปากนายแห้ง จะยึดปลายมวนได้ง่ายกว่า นายจะสามารถพูดโดยบุหรี่คาอยู่ในปากได้ อย่าใส่บุหรี่เข้าที่ริมฝีปากเยอะ แค่น้อยๆ  

เพื่อเวลานายคาบ มันจะงุ้มลง และระยะห่างจะทำให้ควันที่ลอยขึ้น ไม่เข้าตานายเหมือนตอนนี้”  

เขาพิจารณาคำพูดผมสักครู่ ก่อนจะใช้ปากขยับเลื่อนมวนบุหรี่ ย้ายไปริมฝั่งขวาภายในปาก เขาหายใจเข้า และไม่สำลักเอาควันบุหรี่เข้าไป มีสีหน้าพึงพอใจ และดูเหมือนจะให้ความร่วมมือที่ดีขึ้น 

“ไอ้หนู ฉันว่า นายกับฉันเราเหมือนกัน และฉันคิดว่านายเป็นคนตรงๆ เหมือนฉัน เอางี้ไหม ถ้าฉันพูดอะไรถูก นายให้ข้อมูลฉัน” เขาคิดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตกลง 

“เอาละหลานชาย นายเป็นพวกหัวรุนแรง ที่นายเป็นพวกหัวรุนแรง เพราะมีส่วนจากที่นายต่อต้าน นายต่อต้านความคาดหวัง ที่นายไม่สามารถทำให้ได้ ความคาดหวังจากครอบครัว จากพ่อนาย จากพ่อที่เป็นตำรวจ ที่คาดหวัง ให้นายเป็นตำรวจ ซึ่งนายเป็นไม่ได้ 

นายต่อต้าน ความต่างจากอายุที่ห่าง พ่อนายน่าจะเกษียณแล้ว จากปืนที่นายขโมยพ่อมา ปืนที่ช่วงปี ๒๕๔๐ กว่าๆ ใช้ในราชการ พอพ่อนายเกษียณ เขาจึงโหยหาที่จะครอบครอง  

นั่นจึงทำให้นายยิ่งโกรธแค้น เมื่อเห็นมันถูกทะนุถนอม ราวกับมันเป็น ลูกชายที่รักของพ่อ แทนที่จะเป็นนายบุตรแห่งความผิดหวัง”  

เขาขมวดคิ้วแรงกว่าเก่า แต่น้ำตาก็ไหลออกมาเช่นกัน ผมลุกขึ้นยืนแล้ว หันหลังให้เขา เพื่อให้เขาได้ความเป็นส่วนตัว ผมคิดว่าเขาร้องไห้พอสมควร  

เขาน่าจะแหงนหน้าขึ้น มันเป็นพฤติกรรม ที่อยากจะหยุดอาการ และสีหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา พักหนึ่งผมหันกลับไป และขอตามข้อตกลง 

“ถึงคราวนายแล้ว ฉันอยากรู้คนที่นายนับถือ คนแรกที่นายนึกถึง ตอนลั่นไกจบ ใครที่จะร่วมภูมิใจกับนาย”  

“อาจารย์ศักดิ์สิทธิ์”  

“ฮ่าฮ่า หลานชาย นายให้ข้อมูลฉันน้อยมาก นายต้องการ เล่นเกมทายใจ รึยังไง 

...เอาละ ถ้านายเป็นความผิดหวังของพ่อ นายเลือกประชด ประชด แต่นายไม่ใช่หัวขโมยกระจอก และนายมาเป็นยาม แต่ก่อนเป็นยาม ถ้านายไม่ได้สอบตำรวจ ซึ่งก็ไม่อยู่แล้ว เพราะนายประชดพ่อ  

ถ้าไม่ได้เลือกเป็นตำรวจก่อนยาม ฉันเดาว่านายเตรียมตัวเป็นทหาร แต่นายไม่ผ่านทดสอบ นายโดนความฝันกัดกิน และผันตัวมาเป็นยามแทน”  

“อาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ สำนักปฏิบัติธรรมสวนสวรรค์”  

วัยรุ่นผู้นั้น ส่งจิ๊กซอร์ให้ผมอีกตัว ผมลุกขึ้นยืนจุดบุหรี่อีกมวน และกล่าวกับเด็กวัยรุ่นรุ่นลูก 

“ถ้านายคาบบุหรี่ไม่เป็น แล้วสำลักควัน นายไม่ควรโวยวาย รู้ไหมตอนฉันอายุน้อยกว่านาย ฉันเจอเหมือนกับนาย ฉันแก้ปัญหายังไง...  

ฉันสูบซิก้าร์ เอาให้หนัก แล้วควันบุหรี่ มันจะกระจอกไปเลย”  

คำสอนผมคงไปสะกิด ให้เขาคิดว่าตนเองอ่อนแอ เขาจึงขุ่นมัว พยายามก้าวร้าว และอวดอ้างตนทันที  

“กูคือคนที่ถูกเลือก ประกาศิตจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มึงมันเป็นแค่คนธรรมดา ไม่มีวันเข้าใจการเสียสละ เพื่อบรรลุธรรมหรอก”  

จิ๊กซอร์อีกชิ้นได้ปรากฏ โดยที่ผมไม่ต้องออกแรง วัยวุฒิของเด็ก เมื่อวานซืนทำงานของมัน และเมื่อลูกหมาเห่าหอน ผมจะไปตามว่าหมาตัวไหนสอนมันเห่าผิดๆ เช่นนี้!! 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว