email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ ๘ ใต้หน้ากาก

ชื่อตอน : บทที่ ๘ ใต้หน้ากาก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 5

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 พ.ค. 2565 20:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ ๘ ใต้หน้ากาก
แบบอักษร

เสียงเครื่องยนต์ดัง กลิ่นควันคลุ้งเหม็น ผมสำลักออกมา  

"โห...เฮีย ผมหาแทบตาย มานั่งเมาหน้าร้านโชห่วยอยู่นี่เอง" เสียงไอ้ชิ ลอดผ่านกลิ่นควันท่อไอเสียจากม้าแก่ มาสแตงปี ๖๖ เปิดประทุน รถเก่าๆ ของคนแก่ๆ อย่างผม ก่อนมันเดินไปสั่งกาแฟกระป๋องมาให้ผมดื่ม และพยุงผมขึ้นรถ 

“นี่กี่โมงแล้วนี่” ผมถาม ทั้งที่สวมนาฬิกาข้อมืออยู่  

ชิ กล่าวตอบอย่างเสียงเบา “ไม่รู้สิเฮีย ผมไม่มีเงินซื้อนาฬิกาดีๆ ครั้นจะใส่ของถูกก็คงเป็นเป้าให้ลูกค้าเฮีย ไม่เชื่อถือ”  

ชิ เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทำเสียงสูง กลบอารมณ์ตน "เฮียเมาเละ จำไม่ได้เหรอ คืนนี้ผมนัดเฮียไง มีงานปาร์ตี้ แล้วเฮียไม่ได้อ่านไลน์หรือไง ว่าธีมอะไร" 

"ธีมอะไร ฉันก็ใส่อย่างนี้" 

"ผมนึกอยู่แล้ว เลยเอาหมวกมาให้ ปีกหมวกกว้างๆ อย่างน้อยก็เออออ ว่าเป็น Jeeper Creeper ได้ละ...  

อืม เมื่อคืนวานเฮียเมาพูดชื่อ ณรงค์ คืออะไร" 

"ฉันเนี่ยนะ... ก็เป็นบริษัทนักสืบอีกเจ้าหนึ่ง เป็นคู่แข่งกัน เขี้ยวลากดิน ใครทำที่นั่น ต้องหางานเข้าบริษัทเอง  

บริษัทกินค่าหัวคิว เป็นใบเบิกทาง และส่งทีมจัดการ ต้องหางานให้มัน เป็นใบเบิกทาง เข้าทำงานที่บริษัทมัน คิดดูสิ" 

"เออ! ว่าจะทัก เฮียตัดผมมานี่...ไม่รู้เฮียรู้รึเปล่า มันตัดเบี้ยวนิดนะ" 

"เออ...ฉิบหาย ฉันรู้ๆ ฉันรำคาญช่าง เลยรีบออกมาก่อนมันเก็บงาน" 

"เฮีย...หลังจากคดี ที่แม่บังซันจ่ายเงิน เราไม่มีงานมาเดือนนึงแล้ว ไม่มีงาน เราก็ไม่มีเงิน" 

"มีๆ มีเคสหมาหาย ถ่ายรูปผัวมีชู้ ฉันเลยไม่ได้รับ ฉันต่างกับไอ้ณรงค์นั่น" ผมเอนเบาะปิดตา ขณะที่เจ้าชิเร่งความเร็วม้าแก่ เพื่อให้ทันไปขึ้นเรือ 

ภายหลังจากที่พวกเราขึ้นเรือยอชต์ มันคือปาร์ตี้ขี้ยา ของพวกคนรวย ที่อารัมภบท ละเลียดรสนิยมดิบในตัว พวกนี้คงอวดอ้างความเจ็บปวดวัยเยาว์ ที่เป็นบาดแผลน้ำร้อนลวก ให้ดูเหมือนเรื่องใหญ่ น่าสมเพช... 

เจ้าชิ ดูตื่นเต้นกับสังคมโสมม ที่แฝงกายใต้แสงสี มันหยิบมือถือถ่ายรูปไปทั่ว 

ขณะที่ผมสานสัมพันธ์กับ แจ็ค แดเนียล ต่ออย่างลึกซึ้ง ผมไม่ผสมอะไร กับเธอ เธอเปลือยเปล่าในแก้วทรงเตี้ย และผมกระดกเธอรวดเดียว  

อนุญาตให้เธอไหลอาบ ภายในลำคอผมอย่างละมุน ความเร่าร้อนของเธอ ลงแผ่ซ่านในทรวงผม ผมไม่เร่งรีบ และสัมผัสเธอไปหลายแก้วอยู่ นั่งหลับตา ก้มหน้าไม่สนใจใคร 

เจ้าชิตบแขนผมรัวๆ พูดเสียงข้างหู "เฮียเกิดเรื่องแล้ว มีคนตาย"  

ร่างไร้วิญญาณของเจ้าภาพ เจ้าของเรือสำราญ ปาร์ตี้ขี้ยาจบลง อย่างน่า อดสู ถ้าเขาตกน้ำ ศพคงถูกทำลายได้ไม่ยาก จากความหนักของเสื้อหนัง ที่อุ้มน้ำ และหลายคน คงอนุมานไปทาง เมาตกเรือจมน้ำตาย หรือเหตุอื่นใดทางอุบัติเหตุ 

“ไม่ต้องห่วงทุกคน ผมเป็นตำรวจ อย่าให้เรื่องใหญ่โต คุณระฟ้า น่าจะ เสพยาเกินขนาด และพลัดตกจากเรือไป ตายจากแรงกระแทก ถึงพื้นเรือชูชีพ” นอร์แมน เบตส์ เผยตัวตนออกมา เขาเปิดกระเป๋าเงินโชว์บัตรข้าราชการ 

“ปิดคดีง่ายไปรึเปล่า แล้วจะอธิบายเรื่อง เลือดออกจากช่วงหน้าอกซ้าย ใต้เสื้อหนังอย่างไรล่ะคนเก่ง”  

“ใครพูดวะ...” กฤษฎ์ ในคราบ นอร์แมน หันควับ 

“ฉันเอง ชาญ 3 Detectives แกจะอธิบายคราบเลือดนี้ว่าอย่างไร”  

“ฉันไม่ต้องอธิบายอะไร ให้นักสืบกิ๊กก๊อกอย่างแกฟังหรอก แต่ก็เอาเถอะ จะบอกให้เอาบุญ คนเมาน่ะทำอะไรก็ได้ บางทีเขาอาจจะหลอนแทงตัวเอง แล้วพลัดตกน้ำไปพร้อมมีด แต่มีดตกไปในน้ำ ตัวเขาตกลงเรือชูชีพ หรือแกคิดว่ายังไง”  

ผมจุดบุหรี่สูบอัด ให้รสควันลำเลียงผ่านลำคอ เพื่อเปลี่ยนรสเหล้า ที่ค้างอยู่ เดินตรงไปที่ศพ ถลกเสื้อเขาขึ้นเพื่อดูบาดแผล ใช้ไฟฉายจากมือถือส่อง มีบางอย่างสะท้อนมาจากด้านในบาดแผล ผมเอียงปีกหมวกใบใหญ่ เพื่อจะมอง ตำรวจเวลาพูด  

“ฉันคงไม่กิ๊กก๊อกหรอก เพราะแกถึงขนาดต้องถามความเห็นฉัน แต่ก็เถอะ ฉันก็จะบอกให้เอาบุญ นี่คือ คดีฆาตกรรม!!!”  

ผมเสริมต่อ “แต่ถ้าพูดถึงความกิ๊กก๊อก รสนิยมแกไม่น่าถึง แกคงเป็นแบบว่า ผู้ติดตามให้ใครสักคน...”  

“มันจะมากไปแล้วนะ พูดบ้าอะไรของมึง เมายารึเปล่า ฆาตกรรมได้ยังไง โธ่ มีพยานเห็นเหตุการณ์ บอกว่าผู้ตายหงายหลังตกลงไป” ตำรวจจับแขนผู้หญิง เจ้าของเสียงร้องขอความช่วยเหลือ  

เธอคือ เจน สาวที่ผู้ตายควงอยู่ก่อนหน้านั้น เธอเสียงสั่นร้องไห้ อาจเพราะความสนิทสนม อาจเพราะความตกใจ หรืออาจเป็นเพราะมันคือความเข้าใจของสังคมยุคนี้ ที่ต้องร้องไห้แบบละครน้ำเน่า  

เจนคนสวยร่ายยาว “หนูเห็นระฟ้า เขาเดินเซ ถือมีดสะบัดไปสะบัดมา เขาพิงที่กั้นก่อนจะพลัดตกไป หนูรักเขา ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น หนูปวดหัวเหลือเกินอยากพัก” เธอจับขมับ ก้มหน้าไม่มองผม 

ผมมองทุกคน และพูดว่า “มีคนตอแหล อยู่ในนี้ เสียดายงานนี้ทำฟรีแน่” ผมเดินไปหาชิ หยิบมือถือเขามา ดูรูปที่ถ่ายไว้ เผื่อว่ามีรูปหรือวิดิโอ ที่จะเป็นหลักฐานคนฆ่าได้  

ช่างน่าอายนัก มันถ่ายโฟกัสไปที่สาวสวย ที่ยืนนิ่ง ถูกชายแก่คนหนึ่ง ดูภูมิฐานไซร้ต้นคออยู่หลายรูป กระทั่ง ผมจดจำใบหน้าของชายแก่คนนั้นได้ เขาคือรัฐมนตรี และเป็นไปได้สูงมาก ที่ตำรวจคนนั้น คือ ผู้รับใช้คอยดูแล รัฐมนตรีหื่นกาม 

ชิ นำแว่นขยายออกมา ส่องบาดแผลผู้ตาย เขาเริ่มโชว์ฝีมือ “บาดแผลที่ถูกแทง ดูแล้วไม่ใช่การแทงตนเองตาย ไม่ใช่แน่”  

ตำรวจยิ้มเยาะ ใบหน้าละอ่อนของชิก่อนพูด “น้องชาย นายไปหลบ อยู่หลังลูกพี่นายเถอะ อย่าสอดเรื่องผู้ใหญ่”  

ผมปกป้องลูกน้อง “อย่างที่ฉันบอก มีคนตอแหล!! แล้วทำไมแกถึงว่าไม่ใช่แทงตนเองล่ะ ว่าไง”  

กฤษฎ์ ตำรวจหนุ่มยังค้าน “เดี๋ยวๆๆ ก่อน ดูบาดแผลใช้มือขวาจับมีดแทงเข้าหน้าอก แผลจึงเปิดในลักษณะงัดขึ้น ปากแผลขอบส่วนบนจึงเหวอะ ไม่เรียบจากการงัด และขอบปากแผลส่วนล่างเรียบ”  

ผมแย้งคืน “ฟังชิก่อนดีกว่าไหม ว่าต่อเลยชิ”  

“ครับเฮีย เวลาคนเราถือมีดเพื่อแทง ถ้าถือมือขวา ฝั่งคมมีดจะเข้าหา ตัวเรา คือทางซ้าย หรือคือ ฝั่งคมอยู่ที่นิ้วทั้งสี่ และฝั่งสันมีดหันไปทางขวา แต่ขณะถ้าเราต้องแทงอกซ้ายเรา เราจะบิดมือในลักษณะคว่ำมือ 

ไม่ค่อยพบการถือ ในลักษณะหงายมือ แล้วแทงตนเอง การคว่ำมือแทง ทำให้แผลเป็นทรงสามเหลี่ยมมุมแหลม มุมแหลมจะอยู่ด้านขวา ฝั่งป้านนิดๆ หรือฝั่งสันนั้นจะอยู่ด้านซ้าย แต่ศพนี้แผลตรงข้าม  

นั่นแปลว่า มีคนฆ่าเขายืนตรงข้าม และแทงหน้าอกซ้ายเขา บาดแผลจึงทำมุมตรงข้ามกัน” ผมคาบบุหรี่พ่นควัน และปรบมือเบาๆ ให้ชิ  

“เก่งมาก...ฉันว่าคนบางคนอาจหน้าแหก และควรไปหลบอยู่หลังรัฐมนตรี ปล่อยให้นักสืบทำงาน” ตำรวจเริ่มมองบาดแผล และเห็นด้วย แต่เขามองไม่เห็นหลักฐาน 

“อาจจะจริงอย่างน้องชายว่า แต่คนฆ่า น่าจะทิ้งมีดลงทะเลไปแล้ว อย่างนี้ก็จับมือใครดมไม่ได้สิ อย่าลืมว่าวันนี้ใครๆ ก็มีมีด” เขาเน้นประโยคสุดท้าย เพื่อประชดผม ชิใช้ความคิด เขาไม่สามารถตอบกลับได้  

ส่วนผมเดินไปที่ประตู เจ้าชิตะโกนถาม “เฮียไปไหนล่ะ เฮียยอมแพ้เหรอ” ผมยังเดินต่อ และตะโกนทั้งที่หันหลังให้ทุกคน  

“ฉันเริ่มหิวขึ้นมา ฉันจะกินข้าว และจะไขคดีนี้ตอนกินข้าว ใครอยากรู้ฆาตกรรอฉันกินเสร็จ!!” ระหว่างนั้นผมเดินลงไป ชั้น ๑ ที่ห้องโถงก่อน แล้วจึงเดินกลับขึ้นมาที่ ชั้น ๒ ผมเปิดดูวิดิโอ ที่เจ้าชิถ่ายไว้ 

มีตอนระฟ้าเศรษฐีขี้เมาขึ้นบนเวที ผมเร่งเสียง และเพิ่มแสงเพื่อดูบางอย่าง ในคลิปวิดิโอนั้น ระฟ้าพูดบนเวทีว่า 

"ก็... ถึงเวลาแล้วนะฆาตกรทุกท่าน คืนนี้ปาร์ตี้ยาวๆ อาหาร เครื่องดื่มพร้อม เตรียมมีด เตรียมเลื่อย และเสียงกรีดร้อง คืนนี้เราจะเปิดฉาย Scream ๓ ภาครวด อยู่กับความมีระดับ คลาสบน อย่าปะปนกับพวกเบี้ยล่าง ที่ไม่รู้คุณค่าหนังสยองขวัญ หนังฆาตกรรม..... 

สำหรับคนหิว เรามีอาหารญี่ปุ่นชั้น ๒ ถัดไป..สำหรับคนบ้าคลั่ง... หนังสยองขวัญ ที่ชั้น ๑ เรามี... เอาเป็น ขออุบไว้ก่อนดีกว่า" 

ผมใช้ความคิด พยายามเชื่อมโยงเรื่องที่เห็น กับเรื่องที่มีคนไม่อยาก ให้เห็น และเรื่องที่คนอ้างว่าเห็น เปิดดูรูปที่ถ่ายบาดแผล ขยายดู กลับด้านดู มีดที่ทุกคนมี มีดที่หายไปในท้องทะเล  

มีดนั้น ...ของใคร ผมหิวจนโมโห เมื่อถึงห้องอาหาร เชฟกำลังเช็ดล้างบาร์อยู่  

“โว่ๆๆ อย่าพึ่งปิดครัวสิ แกกำลังจะปฏิเสธคนหิว และคนหิวทำได้ ทุกอย่างเพื่อจะได้กิน อย่าใจร้ายหน่อยเลย ขอทูน่าซาซิมิให้ฉันหน่อย” ผมนั่งลง ที่บาร์ เชฟถอนหายใจ แต่ก็พยักหน้ารับ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  

ผมถอดเสื้อหนังเก่าๆ เพราะอากาศในห้องอาหาร ที่ค่อนข้างร้อน ทุกคนเดินลงมาจากชั้นบน และทยอยมานั่งในร้านอาหาร ชิ เข้ามานั่งข้างผม 

“เฮีย...”  

“ชู่ววว แกควรจะกินอะไรบ้าง เดือนนี้ฉันอาจไม่มีเงินให้แก แต่ใครจะรู้ เดือนหน้าอาจจะดีขึ้นก็ได้ ตอนนี้กินให้อิ่มก่อน”  

ผมปลอบชิด้วยความเห็นใจ ทูน่าซาซิมิ วางเรียงดั่งคณะประสานเสียง บนก้อนน้ำแข็ง ผมคีบทูน่าเข้าปาก เช่นเดียวกับ ชิ 

“อร่อยว่ะเฮีย ผมแม่งนึกว่าทูน่าจะจืด แบบร้านแถวออฟฟิศ” ทันทีที่ชิพูดว่าอร่อย สีหน้าบางคนดูเหมือนไม่เชื่อ 

“ทูน่าที่นั่นเกรดไม่ดีเท่าที่นี่ นี่คงจะเป็น ทูน่า บลูฟิน วากิวแห่งท้องทะเล” ผมอธิบาย ขณะที่เชฟพยักหน้ารับ เชฟกล่าวเสริมบ้าง 

“ทุกปีที่ญี่ปุ่น จะมีการประมูลทูน่า บางตัวหนักสองร้อยกิโล บางตัวจบประมูล ที่สองร้อยล้านบาท น่าเสียดายผมเคยมีความฝัน จะไปเรียนกับเชฟ ชั้นเลิศที่ญี่ปุ่น ท่ามกลางวัตถุดิบเกรด S” เขาดูเศร้า เหมือนคนที่ครั้งหนึ่ง ปล่อยให้โอกาสดีๆ ที่เข้ามาให้ผ่านไป 

“และถ้ามีบลูฟิน ฉันขอชูโทโร่ และโอโทโร่แบบทั้งซาซิมิ และแบบที่นอนเปลือยบนข้าวปั้นคำเล็กๆ” ผมสั่งเชฟ  

ก่อนจะหันไปมอง ชิ ผสมวาซาบิกับโชยุ ผมใช้ตะเกียบห้ามปราม ก่อนจะทำให้ดูตัวอย่าง ใช้ปลายตะเกียบตวัดวาซาบิขึ้นมาเล็กน้อย วางบนชิ้นทูน่า คีบทูน่าชิ้นนั้นแตะโชยุเพียงน้อย จึงกินเพื่อไม่ให้เสียรสชาติจากการผสม  

ตำรวจและรัฐมนตรี นั่งอยู่ด้านหลังผม เช่นเดียวกับคนอื่น ผมจุดบุหรี่ สูบอีกมวน คุณเจ้าหน้าที่ด้านหลัง ถือโอกาสติผม 

“นี่จะสูบตรงนี้เลยเหรอ ไม่เกรงใจฉัน ก็เกรงใจผู้ใหญ่ท่านหน่อย ท่านแพ้”  

“แกเคยเห็นราชสีห์ เกรงใจฝูงหมาในรึเปล่าละ บอกเหตุผลมาสักข้อสิ”  

“มากความมากลีลา จะบอกได้รึยัง ว่าใครคือฆาตกร เพราะทฤษฎีเมื่อกี๊ จะหมดความหมายทันที”  

ผมเปิดคลิปวิดิโอที่ดูเมื่อครู่ และโยนมือถือไปให้ลิ่วล้อ ทุกคนมุงดูวิดิโอ ที่ระฟ้า ขึ้นพูดบนเวที 

“...อยู่กับความมีระดับ คลาสบน อย่าปะปนกับพวกเบี้ยล่าง ที่ไม่รู้คุณค่าหนังสยองขวัญ หนังฆาตกรรม.....สำหรับคนหิว เรามีอาหารญี่ปุ่น ชั้น ๒ ถัดไป..สำหรับคนบ้าคลั่ง...หนังสยองขวัญ ที่ชั้น ๑ เรามี... เอาเป็นขออุบไว้ก่อนดีกว่า"  

เมื่อคลิปวิดิโอจบลง ผมมองหน้าเธอ “เรามีอะไรเหรอเจน อะไรที่ระฟ้ามี อะไรที่เขาอุบไว้ที่ชั้น ๑ นั่นคืออะไรที่เธอขโมยไป” ผมถามเธอในระยะประชิด  

“หนูไม่รู้ หนูบอกไปแล้วว่า หนูอยู่ชั้นบน และเห็นระฟ้า...”  

“เจน! เธอไม่ได้เห็น เธอลงมาที่โถงชั้น ๑ เพื่อขโมยของบางอย่าง ของบางอย่าง ที่มีค่า มีราคา และมันน่าจะอยู่ที่ตัวเธอ หรือในห้องพักของเธอ ข้างห้องโถง”  

ผมส่งสัญญาณให้ชิเดินไปกับเจ้าหน้าที่ และกลับมาพร้อมกับ หน้ากากไมเยอร์ แห่งหนังสยองขวัญ วันฮาโลวีน  

“นี่เอง ที่ระฟ้ามันอุบไว้” ผมจ้องหน้าเธอ  

แต่ กฤษฎ์ นายตำรวจก็ยังค้าน “หน้ากากนี่ มันจะราคาสักเท่าไหร่ กันเชียว”  

ชิเปิดดูมือถือ “ผมว่าอยู่ที่คนชอบคนสะสมนะ ดูสิ เคยมีคนให้ราคา เมื่อปีก่อน อยู่ที่สี่แสนเหรียญสหรัฐ”  

กฤษฎ์ตอบกลับ “โอเค งั้นเธอก็เป็นคนฆ่าสินะ”  

“เปล่านะ หนูไม่ได้ฆ่า หนูแค่เห็นระฟ้าตาย”  

“ไม่ใช่เธอ” ผมแย้ง  

“จะไม่ใช่ได้ยังไง มันมีแรงจูงใจในการฆ่า”  

“ฟังสิ! เวลานักร้องโอเปล่าร้อง แกควรฟังเงียบๆ แล้วให้เสียงร้อง พาแกพบคำตอบ” ตำรวจหนุ่มเงียบ 

ในขณะที่รัฐมนตรี ซุกไซ้สาวข้างกายเขา อย่างไม่ค่อยสนใจใคร ผมสูบบุหรี่ ก่อนจะกระดกลิ้นอย่างลำพอง  

“เธอไม่ใช่ฆาตกร เป็นเพียงคนขโมยเท่านั้น!! ฆาตกรอยู่ในห้องนี้” 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว