email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 8 อ่อย 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 650

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 เม.ย. 2565 10:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8 อ่อย 100%
แบบอักษร

10.25 PM 

“ฉันรู้สึกว่า…บอสกำลังอ่อยฉันว่ะ” 

ฉันที่อยู่ในชุดเสื้อยืดคอกลมสีฟ้าลายเต่าน้อยน่ารักกับกางเกงขาสั้นสีครีมพร้อมเข้านอนกำลังวิดีโอคอลกับไอ้มุกและไอ้แพท เพราะคับข้องใจจนรอเจอกันพรุ่งนี้ไม่ไหว 

ฉันเล่าเรื่องที่ช่วงนี้คุณไปป์ทำตัวแปลกๆ ให้พวกมันฟัง ไม่ว่าจะเป็นช็อต ‘หอมไหม’ ‘ป๊อกกี้’ และล่าสุด ‘ลูบหัว’ เพราะอยากรู้ว่าสองคนนั้นจะคิดยังไง คือปกติฉันกับเพื่อนๆ จะปรึกษากันทุกเรื่องอยู่แล้วตั้งแต่เรื่องงานไปจนถึงเรื่อง ‘ผู้’ 

อย่างตอนที่ไอ้มุกจะจีบหมอปรินซ์ มันก็มาปรึกษาฉันกับไอ้แพทเหมือนกัน แต่ไม่รู้ไปไงมาไง สุดท้ายมันดันได้กับหมอเดย์ น้องชายหมอปรินซ์ซะงั้น 

(สายตากิริยาท่าทางที่ว่ามามันแปลเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย นางชอบแกชัวร์!) ไอ้มุกพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่มั่นใจเกินล้าน 

(เห็นด้วย! นางชอบแกมานานแล้วแน่ๆ พอรู้ข่าวว่าแกออกเดต นางคงร้อนรนกลัวจะเสียแกไป เลยรุกรัวๆ แบบนี้) ไอ้แพทกระตุกมุมปาก 

นี่ขนาดไม่ได้เล่าเรื่องที่บอสจูบฉันให้ฟังนะ พวกมันยังมั่นใจกันขนาดนี้ แต่บอสจูบฉันเพราะเมาไง จะเอาเรื่องนั้นมารวมไม่ได้หรอก 

“แต่คิดอีกที” กัดริมฝีปากล่างและครุ่นคิดอยู่ราวห้าวินาทีก่อนจะเอ่ยต่อ “บอสอาจจะไม่ได้คิดอะไรก็ได้นะ ฉันอาจจะมโนไปเอง” คือห้าปีที่ทำงานด้วยกันมามันไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเขาชอบฉันเลยไง 

(ที่เขาใช้งานแกหนักๆ อาจเป็นเพราะเขาชอบแกก็ได้นะ)  

“ยังไงอะ” ฉันขมวดคิ้วงุนงงกับสิ่งที่ไอ้มุกพูด 

(ว่ากันว่าผู้ชายจะชอบแกล้งคนที่ตัวเองชอบไง แบบเด็กผู้ชายแกล้งเปิดกระโปรงเพื่อนผู้หญิงเพราะชอบเค้าแต่ไม่รู้จะเข้าหาเค้ายังไงงี้ แต่คุณไปป์โตแล้ว เลยไม่ได้แกล้งเปิดกระโปรงแก แต่แกล้งให้แกทำงานหนักๆ แทน)  

จริงๆ ฉันก็เคยได้ยินเรื่องราวทำนองนี้มาเหมือนกัน แล้วก็เคยโดนเพื่อนผู้ชายในห้องแกล้งเปิดกระโปรงตอนสมัยเรียนอนุบาลสองด้วย พอครูเรียกไปถามว่าแกล้งฉันทำไม ไอ้เด็กคนนั้นที่ฉันจำได้ว่าชื่อ ‘น้องบูม’ ก็สารภาพทั้งน้ำตาว่า 

‘น้องบูม ฮึก น้องบูมมักน้องมิลค์คับ ฮึก ฮือๆ’  

‘มัก’ เป็นภาษาอีสาน แปลว่า ‘ชอบ’ นั่นเอง 

ไม่เข้าใจพวกผู้ชายเลย ชอบแล้วมาแกล้งทำไม จีบดีๆ ก็ได้ไหม 

(มิลค์ ฟังอยู่ปะเนี่ย) ไอ้มุกเรียกเมื่อเห็นฉันเงียบไป 

“เออ ฟังอยู่”  

(แล้วตกลงว่าแกกับหมอไกด์ยังไงต่อ)  

 

Pipe talks. 

@นิโคติน 711 

เพราะไม่อยากไปร่วมงานวันเกิดพ่อพรุ่งนี้ หลังกินข้าวกับเลขาเสร็จผมจึงมานั่งดื่มแก้เซ็งที่ผับของไอ้ขุน 

แต่แม้ไม่อยากไปแค่ไหนก็ทำได้แค่คิด ในวงการธุรกิจและแวดวงสังคมที่ผมอยู่ภาพลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญ ต่อหน้าคนอื่น ผมกับพ่อจึงต้องสร้างภาพว่ารักกัน ทั้งที่จริงๆ ไม่ได้เป็นอย่างนั้นแม้แต่น้อย 

ถึงผมไม่ไปงานวันเกิด พ่อก็คงไม่เสียใจหรอก ท่านไม่เคยคิดว่าผมเป็นลูกอยู่แล้ว แม้ผมจะเป็นลูกแท้ๆ ก็ตาม ที่ท่านเลี้ยงดูผมก็เพราะผลประโยชน์ ไม่ใช่เพราะความรัก พ่อก็แค่กลัวว่าจะไม่มีคนมาสานต่อกิจการเท่านั้นเอง 

มีเพียงมิลค์ที่รู้ว่าผมกับพ่อไม่ลงรอยกัน เนื่องจากท่านมาหาผมที่บ้านในวันหนึ่ง แล้วบังเอิญว่าวันนั้นผมนัดมิลค์เข้ามาคุยงานพอดี ตอนที่เธอมาถึง ผมกับพ่อกำลังทะเลาะกันอย่างรุนแรง และพ่อก็ไม่ได้รักษาภาพลักษณ์เมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้าคนอื่น แต่มิลค์ก็ไม่ได้เอาไปพูดต่อ 

เดือนที่ผ่านมาผมกับพ่อเพิ่งถูกสำนักข่าวออนไลน์ชื่อดังสัมภาษณ์ในฐานะคู่พ่อลูกนักธุรกิจแห่งปี 

ไม่มีใครระแคะระคายว่าเรากำลังแสดงละคร 

 

อีกสิบห้านาทีจะห้าทุ่มแล้ว แต่ยังไม่มีข้อความจากเลขาเข้ามาสักข้อความ เราแยกกันตั้งแต่สองทุ่มกว่า ป่านนี้เธอน่าจะถึงห้องแล้ว แต่ทำไมยังไม่ไลน์มา 

หรือว่ามิลค์จะไปต่อกับใคร 

ถ้าเป็นเพื่อนๆ ของเธอ ผมไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นคู่เดต… 

“เป็นเหี้ยไร ดูมือถือทุกห้านาทีเลย” เสียงของไอ้ขุนทำให้ความคิดของผมสะดุดลง 

“เปล่า” ตอบแล้วยกแก้ววิสกี้รสชาติเข้มข้นแต่ขณะเดียวกันก็นุ่มละมุนลิ้นขึ้นมาดื่ม เมื่อคิดว่าเลขาไปต่อกับคู่เดต ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก  

“รอใครแชตมา” ไม่รอให้ผมตอบ ไอ้ขุนเดาก็เองเสร็จสรรพ “เลขา?”  

แสนรู้เหมือนจัมโบ้เลย “อืม” ผมส่งเสียงตอบในลำคอ 

“ตกลงมึงชอบเค้าใช่ไหม”  

“…” 

“บอกมาเหอะน่า ไม่งั้นกูขอให้มึงแดกแห้ว”  

เพื่อนเลว อยู่ดีๆ ก็มาแช่งผมเฉย 

“บอกน้องขุนหน่อยน้า นะพี่ไปป์น้า” ไอ้ขุนทำเสียงอ้อน คงคิดว่าน่ารัก หึ น่าถีบให้หงายหลังตกเก้าอี้มากกว่า! 

เมื่อผมไม่ตอบ มันก็เอียงตัวเข้ามาเกาะแขนผมและอ้อนหนักกว่าเดิม 

“พี่ไปป์อ้ะ บอกน้องขุนหน่อยสิ น้าาาา น้องขุนสัญญาเลยว่าจะไม่บอกใคร”  

“เออ! กูชอบเค้า” เพราะรำคาญเสียงมัน ผมเลยตอบให้จบๆ ไป แม้ไอ้ขุนจะดูเป็นคนขี้เสือก แต่ผมรู้ว่ามันจะไม่เอาไปพูดต่อ 

“ก็แค่นี้” ไอ้ขุนยิ้มอย่างพึงพอใจ “ไปบอกคุณมิลค์แบบนี้ด้วยล่ะ” 

End talks. 

 

2.30 PM 

ฉันกำลังนั่งให้ไอ้มุกแต่งหน้าให้อยู่ในห้องนั่งเล่นโดยมีไอ้แพทช่วยเป็นลูกมือ 

ก่อนหน้าที่จะมาคอนโดฉันพวกเราไปทำสปาเล็บที่สยามกันมา จากนั้นก็ไปกินข้าวและเมาท์มอยหอยสังข์กันตามประสาเพื่อนสนิท ซึ่งทอปปิกหลักวันนี้ก็คือเรื่องบอสนั่นเอง 

หนึ่งชั่วโมงให้หลัง ฉันก็พร้อมออกงาน 

ตอนนี้ฉันอยู่ในชุดราตรีสีโรสโกลด์ของ Dior ซึ่งไปเช่ามาจากร้านประจำ ดีไซน์ชุดเรียบหรูตามสไตล์แบรนด์แต่แอบเซ็กซี่เบาๆ ด้วยการโชว์ไหล่และแผ่นหลัง ไอ้มุกแต่งหน้าลุคหวานซ่อนเปรี้ยวให้ฉัน ผมสีน้ำตาลอ่อนถูกม้วนเก็บเป็นมวยต่ำ และเพิ่มความโดดเด่นด้วยเครื่องประดับอย่างต่างหูมุกแบบยาวและสร้อยข้อมือทองคำขาวที่มีจี้รูปดาวระยิบระยับ 

เห็นภาพที่ปรากฏอยู่ในกระจกตั้งพื้นแบบเต็มตัวแล้วฉันก็อดชื่นชมตัวเองไม่ได้ นี่ถ้าไม่ได้มาเป็นเลขาซะก่อน ป่านนี้ฉันคงเป็นนางเอกละครไปแล้วแน่ๆ คิก~ 

“แก ทำไงดี สวยเกิน กลัวผู้ชายมารุมจีบ” ฉันหันไปถามเพื่อนๆ พร้อมแสร้งทำหน้ากลัดกลุ้ม 

“ใครบางคนน่าจะไม่ยอมนะ” ไอ้มุกว่าพลางยิ้มกริ่ม 

“ใครอะ” เพื่อนอีกคนแสร้งทำหน้าสงสัย ทั้งที่ก็รู้ว่า ‘ใครบางคน’ คือใคร 

“คุณ ป.ไง”  

“คุณ ป.ที่เป็นประธานบริษัทพี. แถวสาทรน่ะเหรอ”  

“ช่ายยยย” 

“แหมมมม ขนาดนี้แล้วไม่ต้องย่อก็ได้มั้ง” ฉันกลอกตาใส่สองคนนั้นที่เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย 

พวกมันหัวเราะคิกคักด้วยความสนุกสนาน 

“จะสี่โมงแล้วแก รีบไปเหอะ เผื่อรถติด” ไอ้มุกว่า เพราะงานวันเกิดของคุณชรัณจะเริ่มตอนหกโมงเย็น 

“อือ ขอบใจพวกแกมากนะที่มาช่วยแต่งตัว ฝากปิดห้องให้ด้วยนะคะเพื่อน” พวกเราให้กุญแจกับคีย์การ์ดห้องกันไว้น่ะ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้ช่วยเหลือกันได้  

บอกเพื่อนแล้วก็เอื้อมมือไปหยิบ Jo Malone London Cologne กลิ่น English Pear & Freesia มาฉีดที่ซอกคอ ข้อมือ และเนินอก จากนั้นก็คว้ากระเป๋าคลัตช์หนังแกะสีขาวประดับโลหะสีทองแบรนด์ Chanel ที่แมตช์กับรองเท้าส้นสูงประดับกลิตเตอร์สีเงินวิบวับของแบรนด์ Jimmy Choo ออกจากห้อง และขับรถมุ่งหน้าไปยังบ้านคุณพ่อของบอสที่นนทบุรี 

 

Pipe talks. 

พี่ยอดขับรถพาผมมาถึงบ้านใหญ่ตอนสี่โมงเย็น เนื่องจากคืนนี้ผมจะค้างที่นี่ หลังส่งผมเสร็จพี่ยอดจึงกลับกรุงเทพฯ ทันที  

ในฐานะลูกชายเจ้าของวันเกิด ผมควรจะมาเร็วกว่านี้ แต่อย่างที่บอกว่าความสัมพันธ์ของผมกับพ่อเป็นยังไง ฉะนั้นมาก่อนเวลาเริ่มงานหนึ่งชั่วโมงก็ถือว่าเร็วมากแล้ว 

พื้นที่สนามหญ้าหน้าบ้านถูกจัดเตรียมให้เป็นสถานที่จัดงานวันเกิด มีเวทีขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้านหน้า และโต๊ะจีนอีกกว่าร้อยโต๊ะ อลังการเหมือนทุกปี 

ทีมออร์แกไนเซอร์และพนักงานเสิร์ฟในชุดยูนิฟอร์มของโรงแรมห้าดาวกำลังเดินกันขวักไขว่ 

ทันทีที่เข้ามาถึงในบ้านก็ได้ยินเสียงพ่อและสร้อยพิศุทธิ์ ภรรยาใหม่ของท่านคุยกันดังแว่วออกมาจากห้องนั่งเล่น ไม่มีประโยชน์ที่จะโผล่หน้าไปทักทาย จึงเดินขึ้นบันไดมายังห้องนอนของตัวเองบนชั้นสอง  

เนื่องจากปกติประตูห้องไม่ได้ล็อก ผมจึงเปิดเข้าไปได้เลยโดยไม่ต้องใช้กุญแจ ห้องของผมยังคงอยู่ในสภาพเรียบร้อย เพราะแม้ผมจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว แต่ก็มีแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดอยู่เสมอ 

จังหวะที่หันไปปิดประตู ก็มีใครบางคนเข้ามาสวมกอดจากทางด้านหลัง 

“นึกแล้วว่าไปป์ต้องขึ้นมาที่นี่” เมื่อกี้เธอคงแอบอยู่ที่ไหนสักที่ทำให้ผมมองไม่เห็น 

ผมถอนหายใจด้วยความเซ็ง แกะมือเล็กออกจากเอวก่อนหันกลับไปมองเธอด้วยสายตาเย็นชา 

“เข้ามาทำไม” 

“แล้วทำไมจะเข้ามาไม่ได้” หญิงสาวหน้าเฉี่ยวในชุดราตรีเกาะอกสีทองซึ่งผมรู้จักดีกรีดยิ้มหวานอย่างยั่วเย้าอยู่ในที 

ผมกะว่าจะมานั่งคิดอะไรเงียบๆ คนเดียว แต่เห็นท่าว่าจะไม่เวิร์กซะแล้ว 

ผู้หญิงคนนี้ชื่อลูกแก้ว เป็นลูกสาวของสร้อยพิศุทธิ์ เธออายุมากกว่าผมหนึ่งปี เราไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด 

“จะไปไหน” เธอรีบดึงแขนผมไว้เมื่อผมเอื้อมมือไปจับลูกบิด 

“ปล่อย” แม้น้ำเสียงผมจะเยือกเย็น แต่ลูกแก้วไม่มีท่าทีว่าจะสะทกสะท้าน 

“เหลือเวลาอีกตั้งหนึ่งชั่วโมงแน่ะกว่างานวันเกิดจะเริ่ม มันนานพอที่เราจะ ‘ทำอะไรสนุกๆ’ กันนะ” เธอทอดเสียงนุ่มนวลระคนเชิญชวน 

“ปล่อย” ผมขบกรามแน่นเพื่อข่มความหงุดหงิด  

โชคดีที่ลูกแก้วเป็นคนกลัวหมา เธอจึงไม่กล้าไปก่อกวนผมที่บ้าน เพราะไปทีไรก็โดนจัมโบ้ไล่กวดทุกที ไม่งั้นชีวิตผมคงวุ่นวายน่าดู 

“ดุจัง กลัวนะ” ปากบอกว่ากลัวแต่ลูกแก้วกลับเบียดกายเข้าหาจนต้นแขนผมสัมผัสได้ถึงความนุ่มหยุ่น ขณะที่มือบางอ้อมมาลูบไล้หน้าท้องผมและค่อยๆ เลื่อนต่ำลงไป 

ผมมีเลือดเนื้อ ไม่ใช่หุ่นยนต์ ความต้องการของผมกำลังถูกจุดให้ลุกขึ้น ที่ผ่านมาผมวันไนต์สแตนด์กับผู้หญิงเพื่อปลดปล่อยความต้องการโดยไม่มีการสานต่อ แต่ไม่ได้หมายความว่าใครก็ได้ 

พึ่บ! 

“ไปป์!” ลูกแก้วกรีดร้องเมื่อผมสะบัดแขนออกจากการเกาะกุม เพราะไม่อยากเสียเวลาคุยกับเธอไปมากกว่านี้  

แกร๊ก! 

จังหวะที่ผมเปิดประตูออกไปก็พบว่าภรรยาใหม่ของพ่อยืนอยู่หน้าห้อง มือขวาของสร้อยพิศุทธิ์ที่ยกค้างอยู่กลางอากาศบ่งบอกว่าเธอกำลังจะเคาะประตู 

“น้องไปป์” แม่เลี้ยงที่อยู่ในชุดผ้าไหมสีครีมยิ้มนุ่มนวล “เห็นแม่บ้านบอกว่ามาถึงสักพักแล้ว ทำไมไม่ไปสวัสดีคุณพ่อล่ะครับ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานเนิบ แววตาเปี่ยมไปด้วยความอารี แม้จะอายุห้าสิบกว่าแล้ว แต่เพราะดูแลตัวเองอย่างดี เธอจึงดูอ่อนกว่าวัยเกือบสิบปี 

บุคลิกของสร้อยพิศุทธิ์เหมือนแม่ของผมแทบทุกกระเบียดนิ้ว 

เมื่อเห็นว่าผมเงียบ อีกฝ่ายก็พูดต่อ 

“เมื่อเช้าแม่ คุณพ่อ แล้วก็พี่ลูกแก้วไปทำบุญถวายสังฆทานกันมา เสียดายน้องไปป์ไม่ได้ไปด้วย” เธอชอบทำบุญเป็นกิจวัตร ถ้าไม่ไปวัดก็จะตักบาตรที่หน้าบ้านทุกเช้า 

“อ้าว ลูกแก้วก็อยู่กับน้องเหรอลูก” สร้อยพิศุทธิ์เลิกคิ้วขึ้นแสดงท่าทีประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าลูกสาวของเธอยืนอยู่ข้างหลังผม 

“มาคุยกันตามประสาพี่น้องน่ะค่ะ”  

“งั้นลงไปคุยกันต่อที่ห้องนั่งเล่นดีกว่าจ้ะ นานๆ ครอบครัวของเราจะอยู่พร้อมหน้ากันที” สร้อยพิศุทธิ์พยักหน้าชวนผมและลูกสาวของเธอ 

“ค่ะ” ลูกแก้วเอ่ยจบก็เดินเข้ามาคล้องแขนผม “ไปหาคุณพ่อกันไปป์”  

“ไปกันจ้ะเด็กๆ” แม่เลี้ยงบอกแล้วเดินนำไปก่อน 

แม้ไม่อยากเผชิญหน้ากับพ่อโดยไม่จำเป็น แต่ผมก็เลือกเดินตามสร้อยพิศุทธิ์ไปเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะอยู่กับลูกแก้วสองต่อสอง 

“เด็กๆ มาแล้วค่ะ” แม่เลี้ยงบอกแล้วหันมาส่งยิ้มเอ็นดูให้ผมและลูกแก้วซึ่งเกาะแขนผมไม่ปล่อย 

“ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อย” พ่อเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือความหงุดหงิดเมื่อเห็นสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ของผม 

“หน้าเป็นแบบนี้อยู่แล้ว” 

ท่านส่ายศีรษะพลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย 

“ได้ยินที่ลูกชายคนดีของคุณพูดไหมคุณสร้อย จะไม่ให้ผมอารมณ์เสียเวลาคุยกับมันได้ยังไง” 

“ใจเย็นๆ ค่ะคุณ น้องไปป์เพิ่งมาถึง อาจจะยังเหนื่อยกับการเดินทาง ให้ลูกนั่งพักก่อนนะคะ” พูดกับพ่อเสร็จ เธอก็หันมาหาผม “น้องไปป์อยากดื่มอะไรลูก เดี๋ยวแม่ให้แม่บ้านไปเตรียมให้ครับ”  

“ไม่ต้อง”  

“หึ แกนี่เคยเป็นยังไงก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ ทั้งที่คุณสร้อยดีกับแกขนาดนี้ แต่แกกลับไม่เคยให้ความเคารพเค้าเลย” พ่อมองผมด้วยสายตาเอือมระอา 

ผมแค่นยิ้ม “พ่อจะรู้อะไร”  

“เอาละค่ะ สองพ่อลูก” สร้อยพิศุทธิ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหวานเนิบนาบ “วันนี้เป็นวันดีอย่าทะเลาะกันเลยนะคะ”  

“ถ้ามันหัดทำตัวเป็นลูกที่ดีบ้าง ผมก็คงไม่ต้องทะเลาะกับมันหรอก!” 

“ผมเป็นลูกที่ดีของพ่อแน่ครับ” กระตุกมุมปากเล็กน้อยแล้วถึงเอ่ยต่อ “อย่างน้อยก็สามชั่วโมงต่อจากนี้”  

End talks. 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว