facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชั่วโมงศิลปะ

ชื่อตอน : ชั่วโมงศิลปะ

คำค้น : นางเอกเก่ง นางร้าย ทะลุมิติ

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 201

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ม.ค. 2565 11:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชั่วโมงศิลปะ
แบบอักษร

ตอนนี้เหมือนสงครามระหว่างห้องเอกับห้องดีจะเกิดขึ้นแล้วละ 

ถ้าจะพูดถึงสาเหตุ ก็สืบเนื่องจากอาจารย์สอนศิลปะของห้องดี เกิดอุบัติเหตุกะทันหัน ทำให้เขาต้องฝากคาบเรียนร่วมกับห้องเอที่มีคาบสอนตรงกันพอดี แถมที่แย่กว่านั้นคือวิชานี้มีเรียนติดกันถึงสองชั่วโมง 

“วันนี้มีกลิ่นคนโง่คลุ้งไปหมดเลยเนอะ มันมาจากตรงไหนกันนะ” หญิงสาวจากห้องเอคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม และหันมองมาทางกลุ่มนักเรียนห้องดีด้วยสายตาดูถูก 

นี่แหละ การแบ่งชนชั้นทางปัญญาของจริง 

“แย่จังเลยนะคะ ฉันเองก็เหมือนจะได้กลิ่นพวกขี้แพ้ด้วยสิ” หัวหน้าห้องดีพูดขึ้นแย้งกับคุณหนูที่แต่งหน้าหนา ชนิดที่ว่าสาดน้ำไปร้อยครั้งเครื่องสำอางบนใบหน้าของเจ้าหล่อนก็คงไม่สะเทือนหลุดลอกออกมาได้ 

“ชนะครั้งเดียวแท้ๆ ทำมาเป็นพูดดีอวดตัวเองไปตลอดชาติ นี่สินะที่เรียกว่าคางคกขึ้นวอน่ะ” 

“ก็ดีกว่าบางคนที่เป็นพวกขี้แพ้ชวนตี แพ้แบบล้มไม่เป็นท่า ล้มจนลุกขึ้นยืนไม่ได้ จึงได้แต่ดึงคนอื่นให้ตกมาด้วยอย่างหน้าไม่อาย ทั้งที่เหล่ารุ่นพี่สร้างชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ครอบครองชัยชนะมาทุกปี แต่กลับขายหน้าทำเสียชื่อปีตัวเองหมด”  

ฉันถอนหายใจออกมา ก่อนจะนั่งเท้าคางดู ทั้งสองฝ่ายที่กำลังตบตีกันด้วยคำพูดแบบผู้ดี แซะกันไปกันมา ถ้าเกิดอาจารย์ไม่ตบโต๊ะเรียกให้หยุด คงไม่มีทีท่าว่าจะจบหรอก  

“ถ้าปากมันเก่งกว่ามือละก็…งั้น คาบนี้ฉันจะให้พวกเธอคาบพู่กันวาดรูปแทนแล้วกัน”  

ฉันปรบมือให้กับคำพูดนั้นในใจ ก่อนจะหันไปมองอาจารย์ศิลปะที่ควบตำแหน่งครูประจำชั้นของปีหนึ่งห้องเอ 

อาจารย์เซนต์ ลูคารัส ได้ยินว่าเขาเป็นคนพูดจริงทำจริง รวมถึงเรื่องการลงโทษที่แปลกพิสดารด้วย 

“ขอโทษค่ะ” สองสาวกล่าวพร้อมเพรียงกัน 

“ครั้งนี้เป็นหนแรก จะละเว้นให้แล้วกัน” อาจารย์เซนต์บอกปัด ก่อนจะเริ่มสั่งงานนักเรียน 

“วันนี้เป็นหัวข้อเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม ให้ทุกคนวาดที่อยู่อาศัยของตนเอง เรื่องการใช้สี ให้ลงตามเทคนิคที่สะดวก” เขากล่าว ก่อนจะล้มตัวเอนพิงพนักเก้าอี้ ปล่อยให้นักเรียนลงมือทำงานตามที่ตนสั่ง 

สอนไม่ถึงสิบนาทีที่เหลือก็ให้เวลาทำงานแล้ว…อาจารย์ศิลปะเป็นแบบนี้กันทุกคนเลยใช่ไหม?  

ฉันถอนหายใจ ก่อนจะหยิบดินสอขึ้นมาวาดร่างแบบคฤหาสน์ลูซาร์เทีย พร้อมบ่นงุบงิบอยู่ในใจ 

ทำไมโรงเรียนต้องสอนวิชาแบบนี้ด้วยนะ คนที่สนใจก็หาเรียนเอาเองสิ ศิลปะเป็นคาบที่ฉันเกลียดมากที่สุด ตั้งแต่เกิดเรื่องตอนนั้น ก็แทบไม่เคยจับดินสอวาดรูปอีกเลย 

ความทรงจำที่แย่ที่สุด สืบเนื่องมาจากตอนที่ฉันอายุห้าขวบ ในวันเกิดของท่านพ่อ 

“นี่ของขวัญวันเกิดค่ะ” ของขวัญวันเกิดของเด็กสาวปีนี้ เป็นรูปวาดครอบครัวที่ยิ้มแย้มอย่างมีความสุข ท่ามกลางสวนดอกไม้ในคฤหาสน์ลูซาร์เทีย 

“เอ๋... เพียร์วาดอะไรให้พ่อกันนะ” ท่านพ่อยิ้มกว้างออกมา แล้วอุ้มลูกสาวตัวน้อยของตนขึ้นไปนั่งบนตัก พลางลูบหัวอย่างเอ็นดู 

“ลองทายสิคะ” เด็กน้อยถามเสียงใส ทว่าใบหน้าของคนที่ถูกถามกลับเคร่งเครียดยิ่งกว่าตอนประเทศเข้าสู่ช่วงสงครามซะอีก 

“เก่งมากเลยละ เพียร์” ท่านพ่อกล่าว “นี่เป็นก้างปลาที่สวยที่สุดเท่าที่พ่อเคยเห็นเลย…” 

ในตอนนั้นท่านพ่ออาจจะไม่เคยรู้เลยว่า...หัวใจทางด้านศิลปะดวงเล็กๆ ของเด็กน้อยได้แตกสลายไปแล้ว... 

“เพียร์ วาดอะไรของเธอน่ะ” เสียงนั้นเรียกสติของฉันให้หลุดพ้นจากความทรงจำในอดีต เข้าสู่สถานการณ์ปัจจุบัน 

ฉันหันไปยิ้มตอบผู้ที่เข้ามาทักทาย 

คนของแท็กซัสเนี่ย พูดถนอมน้ำใจไม่เป็นเลยรึไงกัน?  

“เมื่อกี้อาจารย์บอกว่าอะไร ฉันก็วาดตามนั้นแหละ” ฉันตอบกลับซีเทียสไป 

“ฉันจำได้ว่าครั้งก่อนที่ไปหาเธอ คฤหาสน์ลูซาร์เทียไม่ได้เป็นแบบนี้นี่” ซีเทียสพูดด้วยน้ำเสียงยียวน “หรือว่าตอนนี้กำลังบูรณะคฤหาสน์ใหม่อยู่ล่ะ? ” เขาเลิกคิ้วถาม 

“แกรไฟต์ในดินสอมันไปถมพื้นที่ในสมองของนายรึไง ความคิดถึงได้ดำมืดและไม่มีศิลปะเอาซะเลย” 

ฉันหันไปมองงานภาพของตัวเอง ก็รู้สึกว่ามันไม่ได้แย่อะไร ก่อนจะหันไปส่องดูงานของซีเทียส ถึงมันจะน่าโมโหก็เถอะ แต่ของที่เขาวาดพอมองปุ๊บก็พอจะรู้เลยว่าเป็นคฤหาสน์ของแท็กซัส 

“นั่นสิ ไม่เกรงใจสเตล่าบางเลยรึไง” ยัยผมหางม้าห้องเอคนหนึ่งพูดคุยกับเพื่อนของตน สงสารสเตล่าที่เป็น (ว่าที่) คู่หมั้นของซีเทียส 

ถึงจะปิดปากพูดก็ไม่ช่วยให้เสียงมันเบาลงหรอกนะ 

“เพียร์เองก็ยังไง คู่หมั้นของตัวเองนั่งอยู่ในห้องนี้แท้ๆ แต่ยังไปยุ่งกับคู่หมั้นของคนอื่นอีก หน้าไม่อาย” ฉันหันมองมาแชลที่กำลังนั่งคุยอยู่กับเรม พูดถึงแต่ฉัน แต่ทางนู้นไม่กล้าว่ารึไง หรือน้ำตาลบังตาพวกหล่อนไปหมดแล้ว?  

“สงสารคุณสเตล่า ไม่สวยแล้วยังอาภัพอีก” 

ที่จริงยัยสเตล่านั่น ก็ใช่ว่าจะออกไปทางขี้เหร่ เธอแค่ตัวกลมเกินไปจนไม่เห็นส่วนโค้งเว้าที่ควรมีต่างหาก แต่เบ้าหน้านี่ดีกว่าพวกหล่อนเป็นร้อยเท่าย่ะ 

“สเตล่ากับเพียร์เคยเป็นเพื่อนกันใช่ไหม เห็นตอนเด็กๆ ออกงานด้วยกันบ่อยๆ ” 

“บางทีอาจเป็นเพราะเรื่องผู้ชายก็ได้นะ” 

“ฉันให้พวกเธอใช้ปากทำงานรึไง” เสียงของอาจารย์เซนต์ดังขึ้น เขาเอาพู่กันแท่งใหญ่มาเคาะหัวสองสาว ทำเอาพวกหล่อนรีบสงบเสงี่ยมเจียมตัว ก้มหน้างุดทำงานตัวเองต่อไป 

“ใครไม่เสร็จ ฉันไม่อนุญาตให้ทำอย่างอื่นทั้งนั้น” อาจารย์เซนต์ตะโกนเสียงดังลั่นทั่วห้อง สร้างบรรยากาศสงบนิ่งปกคลุม ไม่มีใครกล้าขัดใจเขา หันกลับมาตั้งใจทำงานของตนต่อ 

ช่างเป็นผู้ชายที่มีอำนาจและน่าเกรงขาม 

ฉันลอบมองเซนต์ ลูคารัส ก่อนที่ความไม่เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างจะผุดขึ้นมาในหัว ทำไมเขาถึงอยากเป็นครู ทำตัวแบบสามัญชนทั่วไป ทั้งที่มีตำแหน่งเป็นถึงผู้สืบทอดของดยุกแห่งลูคารัสแท้ๆ แต่กลับปัดปฏิเสธตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่นั้นให้กับคนที่นั่งยิ้มอยู่ข้างฉัน ‘ซานนี่ ลูคารัส’ ผู้เป็นหลานสาวของตน 

จักรวรรดิวากันต์ มีผู้ดำรงตำแหน่งดยุกอยู่สามตระกูล ได้แก่ ลูซาร์เทีย แท็กซัส และลูคารัส เมื่อก่อนตระกูลลูซาร์เทียกับลูคารัส วางแผนจะรวมเป็นทองแผ่นเดียวโดยการให้ท่านพ่อกับคุณหนูเกรวี่ของตระกูลนั้นหมั้นหมายกัน 

แต่สุดท้ายทั้งสองตระกูลก็ตัดสินใจยกเลิกสัญญาหมั้น แม้คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า เหตุผลที่ทำให้เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นเป็นเพราะท่านพ่อเลือกที่จะแต่งงานกับท่านแม่ แต่เรื่องเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้น หากตระกูลลูคารัสไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนปรน ตอบตกลงเรื่องการยกเลิกงานหมั้นหมายนี้อย่างง่ายดาย โดยไม่แม้แต่จะคิดถึงเรื่องการคัดค้านเลยสักคำ 

ไม่กี่ปีต่อมาคุณหนูเกรวี่ก็แต่งงานกับท่านเคาท์ตระกูลอื่นและได้ให้กำเนิดซานนี่ แต่โชคร้ายนักที่หลังจากนั้น เธอก็ล้มป่วยและสิ้นใจลง 

ลูคารัสเป็นตระกูลดำมืดตั้งแต่อดีตกาล ทำหน้าที่เป็นสายข่าวหลักของราชวงศ์วากันต์จนมีฉายาว่า ‘สุนัขรับใช้ของเชื้อพระวงศ์’ แม้ตอนนี้ยังไม่มีใครทราบถึงเหตุผลที่ลูคารัสตัดสินใจยกเลิกงานหมั้นกับลูซาร์เทียโดยง่าย ทั้งที่คุณหนูหลายตระกูลต่างหมายปองอยากจะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของลูซาร์เทียกันทั้งนั้น และเหตุผลที่เซนต์ยกตำแหน่งผู้สืบทอดตระกูลให้ซานนี่คืออะไร เรื่องนั้นยังคงเป็นปริศนาอยู่ 

“คุณลูซาร์เทีย ฉันให้เธอวาดอะไร? หน้าฉันหรือบ้านเธอกัน? ” อาจารย์เซนต์กล่าว ก่อนจะเอาพู่กันเคาะหัวฉันหนึ่งที เรียกสติให้หลุดออกจากภวังค์ความคิดของตน 

“ขอโทษค่ะ”  

ฉันก้มหน้างุดจับพู่กัน แล้วหันกลับไปป้ายสีลงในภาพต่อ พลางถอนหายใจให้กับกระดาษที่มีสีผสมกันมั่วไปหมด จนดูไม่ออกว่ามันคืออะไร ขนาดเด็กตัวเล็กๆ ยังระบายสีได้ดีกว่าฉันเป็นร้อยเท่าเลยด้วยซ้ำ 

ทำไมต้องมีชั่วโมงแบบนี้ด้วยนะ! 

แล้วก็…ทำไมต้องมีอาจารย์สอนศิลปะที่เคร่งครัดแบบนี้ด้วย! 

 

 

ในที่สุดภาพวาดที่ดูไม่เหมือนภาพวาดก็เสร็จสักที 

ฉันพินิจพิจารณาชมผลงานของตน ก่อนส่งมันให้อาจารย์ไปตรวจดู และลอบสังเกตสีหน้าของเขา แต่ก็ดูไร้อารมณ์เกินกว่าที่ฉันจะคาดเดาได้ 

“เธออาจจะไม่มีพรสวรรค์ทางด้านนี้จริงๆ ” อาจารย์เซนต์โคลงหัวของตน ทำหน้าเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง แล้วหยิบพู่กันจุ่มกับน้ำหมึกสีแดง ป้ายกากบาทลงบนผลงานของฉัน ก่อนกล่าวออกมา “เวลาสองชั่วโมงคงน้อยเกินไปจริงๆ นั่นแหละ ฉันไม่ได้รีบเร่งให้เธอส่งหรอกนะ แต่ถ้าไม่ถนัดเรื่องการเลือกใช้สี จะเอาดินสอมาระบายแทนก็ได้” 

เขาหยิบสมุดและงานวาดภาพเสมือนจริงให้ฉัน ก่อนจะกล่าวออกมา “ลองศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสือเล่มนี้ดู ส่วนงานน่ะ กำหนดส่งภายในสามวันนี้แล้วกัน” 

เขาไม่ได้วิจารณ์อะไรมากนัก ก่อนจะหยิบผลงานของนักเรียนคนอื่นมาตรวจต่อ ฉันพยักหน้ายอมรับความจริง คิดว่าอาจารย์จะพูดจาทำร้ายจิตใจกันซะอีก แต่ค่อยยังชั่วที่เขาไม่โผงผาง พูดจาไม่ดีใส่งานวาดคนอื่น 

ฉันเหลือบไปมองนาฬิกาโรมาเนสก์ หน้าปัดของมันขยับทำงานบ่งบอกว่า ชั่วโมงศิลปะกำลังจะหมดลงในอีกไม่ช้า บางทีฉันอาจจะต้องแวะเวียนมาที่ห้องศิลปะอีกครั้งหนึ่ง เพื่อมาทำงานวาดใหม่ในช่วงเย็น ขณะที่กำลังจะเดินกลับไปจัดเก็บข้าวของตนเองให้เรียบร้อย ก็มีเสียงพูดคุยจับกลุ่ม ชื่นชมแม่ริเซียน่ากันยกใหญ่ 

“ริเซียน่าวาดได้สมจริงมากๆ เลย” 

เจ้าหล่อนยิ้มรับคำชมจากเพื่อนๆ เมื่อผลงานของตนได้รับเอบวกจากอาจารย์ที่หวงคะแนนคนนั้น 

“ฉันไม่ได้วาดสวยอะไรเลยนะคะ ทุกคนชมฉันมากไปแล้ว” ริเซียน่าปัดมือส่ายปฏิเสธ ทำสีหน้าเหนียมอายกับคำชม ทั้งที่ในใจของหล่อนลอยไปไกลยันดาวอังคารแล้ว แต่ทันทีที่ดวงตากลมโตสีมรกตสบเข้ากับนัยน์ตาของฉัน หล่อนก็แสยะยิ้มบางๆ ออกมา 

ถึงแม้ฉันจะไม่มีพลังวิเศษ มองเห็นอนาคตข้างหน้าอันใกล้ได้ แต่ก็พอจะรู้ว่าอีกไม่กี่วินาทีต่อจากนี้จะต้องถูกยัยนั่นพ่นพิษเล่นงานใส่แน่ๆ  

ริเซียน่าหันกลับไปบอกเพื่อนๆ ของเธอว่า “ฝีมือแค่นี้ยังต้องพัฒนาอีกเยอะเลยค่ะ ไม่เหมือนกับคุณเพียร์หรอก ได้ยินว่าเธอวาดรูปสวยกว่าฉันอีก…” 

กลุ่มคนที่ได้ฟังคำนั้น หันหน้ามามองฉันเป็นแถบ 

“จริงเหรอริน่า แต่เมื่อกี้ฉันเห็นเธอยืนคุยกับอาจารย์อยู่นาน ก็เลยคิดว่าน่าจะโดนสั่งให้ทำใหม่อยู่แน่ๆ ” เพื่อนของเธอหัวเราะคึกคักพูดขึ้นมา 

ฉันคลี่ยิ้มบางตอบกลับหล่อนไป ก่อนจะสาวเท้าไปหาพวกสอดรู้สอดเห็นทั้งหลาย เพื่อไปร่วมวงสนทนาที่น่าสนุกนั้นด้วยคน  

ผู้คนที่จับตัวกันอยู่เป็นกลุ่มก้อน เห็นว่าคุณหนูของลูซาร์เทียสาวเท้าเดินเข้ามาใกล้ ก็ตกใจทำอะไรไม่ถูก แตกตื่นราวกับผึ้งแตกรัง กระจายตัวไปคนละทิศละทาง แล้วผันตัวเป็นผู้สังเกตการณ์แทน 

ฉันหยิบภาพวาดของตนเองโชว์ให้พวกหล่อนดูอย่างเต็มตา จะได้หยุดเห่าหอนกันเสียที ฉันไม่นึกอับอายหรือเสียใจที่ทำแบบนี้เลยสักนิดเดียว กลับกันหากต้องเก็บซ่อนความอ่อนแอของตนเอง ปกปิดไม่ให้คนอื่นเห็น ก็ไม่มีทางจะเติบโตได้หรอก เรื่องที่ทุกคนไม่ได้เพอร์เฟกต์ไปทั้งหมดนั้น ฉันเข้าใจดี 

เรียนรู้ที่จะยอมรับและเติบโตไปกับมัน คงจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด… 

“ขอโทษนะคะ ไม่คิดว่าคุณเพียร์จะ…” ริเซียน่ากลอกตาลังเลที่จะพูดออกมา ทว่าใบหน้าของเธอได้แสดงออกมาเป็นคำพูดหมดแล้ว 

ราวกับว่าสิ่งที่เธอเห็นในภาพวาดนั้นคือสัตว์ประหลาดน่าเกลียดน่ากลัว… 

“ผลงานของฉันเป็นยังไง ดีเยี่ยมไปตามที่เธอมโนรึเปล่า? ” ฉันเลิกคิ้วถาม 

“ฉันแค่คิดว่า...ถ้ามันเป็นคฤหาสน์ของลูซาร์เทีย จะต้องเป็นภาพวาดที่งดงามแน่ๆ เลย จึงพูดแบบนั้นออกไปค่ะ แต่ไม่คิดว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้…” ริเซียน่ากล่าวเสียงสั่น เธอก้มหน้างุด ยอมรับผิดกับคำพูดที่ไม่ได้คิดหน้าคิดหลังให้ดีก่อน 

ฉันแค่นยิ้มออกมา “ก็แน่นอนสิ คฤหาสน์ของลูซาร์เทียไม่ได้ออกแบบให้วาดง่ายๆ เหมือนของแคนสเตย์หรอกนะ” 

คฤหาสน์แคนสเตย์ของริเซียน่า ไม่ต่างอะไรจากการนำบ้านทาวน์เฮาส์สามหลังมาต่อรวมกันเลย 

“คุณเพียร์...ทำไมต้องดูถูกฉันด้วย” 

“ฉันพูดตามความจริง เธอยอมรับไม่ได้รึไงกัน? ” 

“ริเซียน่าน่ะ ไม่เหมือนพวกอวดเก่งห้องดีอย่างเธอหรอก” ยัยตัวแทนคนหนึ่งกางแขนอ้าปีกปกป้องริเซียน่าราวกับไข่ในหิน ขณะที่ฉันกำลังจะเข้าไปต่อสู้กับอีกฝ่ายอย่างกล้าหาญ จู่ๆ ยัยซานนี่ก็โผล่มาเป็นโล่ให้ฉันแทน 

“คุณเพียร์น่ะ ไม่ชอบอวดความสามารถเหมือนคุณริเซียน่าหรอกค่ะ” 

ฉันขมวดคิ้วมองคนตรงหน้าด้วยความงุนงง 

ทำไมต้องออกหน้าให้ฉันด้วย? พวกเราไม่ได้สนิทกันสักหน่อย 

แค่น้ำผึ้งหยดลงพื้นเพียงหยดเดียว ฝูงมดก็แห่กันมารวมตัวทำให้เรื่องราวขยับขยายจนใหญ่โต จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ก็บานปลายกลายเป็นสงครามระหว่างห้องอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะถูกยุติลง ด้วยเสียงมือกระทบโต๊ะไม้ฉาดใหญ่ของอาจารย์เซนต์ 

“ถ้าจะเล่นละครกัน ก็เชิญเดินออกไปทางนั้นเลย” เขาชี้ออกไปทางหน้าต่าง สื่อถึงว่าถ้าจะทะเลาะกันก็เชิญโดดลงไปได้เลย รำคาญที่ต้องมานั่งฟังพวกเราต่อปากต่อคำกัน 

มันไม่ใช่แค่กลุ่มฉันที่ยุติการสนทนา แม้แต่พวกนักเรียนกลุ่มอื่นๆ ก็สงบเสงี่ยม ไม่กล้าปริปากอะไรอีก จนบรรยากาศภายในห้องเรียน จมตัวอยู่ภายใต้ความเงียบงันอีกครั้งหนึ่ง 

“คุณลูซาร์เทียคงมีความฉลาดทางอารมณ์ต่ำมากเลยสินะครับ ถ้าไม่พอใจ ไปหาที่นั่งสงบสติอารมณ์ก็ได้ ไม่เห็นต้องไปเปลืองน้ำลายพูดกับอีกฝ่ายเลย…” อาจารย์เซนต์กล่าวกับฉันด้วยใบหน้าที่เหยียดยิ้ม เต็มไปด้วยความโกรธและไม่พอใจ ก่อนจะหันหน้าไปพูดคุยกับริเซียน่า 

“ส่วนคุณแคนสเตย์ครอบครัวกำลังลำบากอยู่ใช่ไหม? ” เขาเลิกคิ้วถาม “ถ้าไปเล่นเป็นนางเอกนิยายน้ำเน่าตามโรงละครเวที น่าจะได้เงินมาช่วยกอบกู้ธุรกิจที่บ้านจนพ้นวิกฤติได้แน่” 

พูดจบเขาก็ว่ากล่าวตักเตือนทุกคนที่เข้ามาร่วมวงสนทนาด้วยคำพูดที่เจ็บแสบไปถึงทรวง 

“ซานนี่เธอเองก็น้อยๆ หน่อย” อาจารย์เซนต์ดุหลานสาวของตน 

“แต่คุณอา...อือ…” เขาใช้มือปิดปากซานนี่ ไม่ให้เธอได้ถกเถียง 

“อ้าว หมดชั่วโมงแล้ว ขอเชิญนักเรียนทุกท่าน รีบไสหัวออกไปจากห้องกันได้แล้วครับ” 

เมื่อเหล่านักเรียนห้องเอได้ยินคำพูดนั้น พวกเขาก็กระตือรือร้น รีบเก็บข้าวของ ปรี่เดินออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว ส่วนนักเรียนห้องเราเห็นเค้าลางไม่ค่อยจะดี พลันทำตัวรีบร้อนไปตามเขาด้วยเหมือนกัน 

“หนึ่ง” เสียงอาจารย์เซนต์ดังขึ้น เห็นได้ชัดว่าพวกนักเรียนของเขารีบกระตือรือร้น กุลีกุจอออกไปกันเกือบครึ่งห้อง ไม่ทันไร ผู้คนก็สลายหายตัวไปชั่วพริบตา ให้ความว่างเปล่าเข้ามาแทนที่แทน 

ช่างเป็นชั่วโมงเรียนที่วุ่นวาย… 

 

 

หลังเลิกเรียน ฉันมีโอกาสได้เข้าไปใช้ห้องศิลปะอีกครั้งหนึ่ง 

ฉันถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย แล้วหยิบกระดานสเก็ตซ์ออกมาจากห้องอุปกรณ์ พร้อมกับชุดเครื่องเขียนกล่องสีของตนมาจัดเรียงเตรียมพร้อมจะแก้งานที่แย่ยิ่งกว่าเกรดเอฟ 

“คุณเพียร์ก็โดนสั่งให้มาแก้งานเหรอคะ? ” เสียงใสๆ ของสาวน้อยผมเขียวทักทายฉันขึ้นมา พร้อมรอยยิ้มแห้งๆ ขณะที่เมื่อครู่นี้ เธอสนใจแต่การวาดรูปบนกระดาษที่ถูกยางลบขูดจนเป็นขุย ปรากฏให้เห็นรูปทรงสี่เหลี่ยมบิดเบี้ยวบนพื้นที่กระดาษสีขาว 

ฉันเหลือบตามองหล่อนอยู่เพียงครู่เดียว ก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงโดยไม่สนใจคนด้านข้าง แล้วเริ่มลงมือทำงานของตนเอง ขณะที่อีกฝ่ายพยายามหาเรื่องชวนคุย ไม่ให้บรรยากาศภายในห้องถูกความเงียบกลืนกิน 

“คุณเพียร์เองก็มีเรื่องที่ถนัดและไม่ถนัดเหมือนกับฉันเลยสินะคะ…” เรมยกมือเกาแก้มของตัวเองด้วยท่าทีขัดเขิน 

ฉันถอนหายใจ ก่อนจะลอบสังเกตรูปวาดของหล่อนอีกรอบหนึ่ง แล้วเอ่ยถามออกมา “บ้านสไตล์นี้ ไม่ได้อยู่ในเมืองนี่? ”  

แม้จะมองจากรูปวาดไม่ออก แต่ก็พอจะเดาๆ จากเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของสถาปัตยกรรมชิ้นนี้ได้ 

สิ่งที่เรมวาด คือบ้านสไตล์โปรวองซ์ กำแพงส่วนมากทำจากก้อนอิฐสีเหลืองส้มหรือสีครีมโทนอุ่นร้อน ตัวหลังคาบ้านจะไม่ทำยื่นออกมา จึงไม่สามารถพึ่งพิงได้ในเวลาที่หยาดน้ำฟ้าเทตกลง ซึ่งบ้านสไตล์นี้จะกระจายตัวอยู่ทางแถบชายแดนตะวันออกของวากันต์  

“อ้อ บ้านหลังนี้คือบ้านเก่าของฉันค่ะ มันถูกไฟเผาไปตั้งนานแล้ว...” 

“งั้นเหรอ…” ฉันพยักหน้าเข้าใจ “เอาเถอะ ฉันไม่รบกวนเธอแล้ว” 

หลังตัดจบการสนทนา ฉันก็หยิบอุปกรณ์วาดรูปขีดเขียนบนกระดาษอย่างตั้งใจ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว