facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

แฟนเพจนะคะ https://www.facebook.com/baixinghongpage/

บทบรรเลงที่ ๔ ส่วนที่ ๓

ชื่อตอน : บทบรรเลงที่ ๔ ส่วนที่ ๓

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.ค. 2559 13:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทบรรเลงที่ ๔ ส่วนที่ ๓
แบบอักษร

บทบรรเลงที่  ๔ ส่วนที่ ๓

 

ทำใจให้นิ่งเอาไว้ ฟังเสียงลมหายใจของมัน นี่อย่าสั่นสิมือหนาตบบ่าของคนบนม้าเบาๆ ก้มตัวลงแนบกับหลังม้า ลูบแผงคอของมันเสมือนว่ามันเป็นคนรักของเจ้า

มือบางที่ค่อยๆ ยื่นออกไปชะงัก ผินหน้ามองคนด้านข้างที่ทำหน้าตาจึงขังประหนึ่งอาจารย์ผู้เข้มงวด

เจ้าม้าก็ช่างรับส่งกับคนพูดดีเหลือเกิน มันส่งเสียงลมหายใจฟืดฟาดประหนึ่งเห็นด้วยกับคำพูดของเขา

พี่ใหญ่ จะให้ข้ารักกับม้ารึ

ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางใช้นิ้วมือดีดหน้าผากของสาวน้อยบนหนลังม้า จนนางครางเบาๆ ซ้ำยังมองค้อนด้วยความไม่พอใจ

เด็กโง่ ข้าชักสงสัยแล้วว่าความฉลาดที่บรรพบุรุษสั่งสมมาได้ซึมในสายเลือดของเจ้าหรือไม่

ลู่เสียนแค่นเสียงเฮอะ ก้มตัวลงกอดม้าแล้วหันหน้าไปอีกทาง บนพึมพำในลำคอ ข้าไม่ได้โตมาบานหลังม้าแบบท่านนี่นา คนเคยตกม้ามาก่อนจะให้รักม้าตั้งแต่แรกเห็น เฮอะ!”

ปากนางก็บ่นพึมพำ ทว่ามือก็ค่อยๆ ลูบแผงคอของม้าอย่างอ่อนโยน ขนนุ่มของม้าพันธุ์ดีทำให้นางรู้สึกราวกับว่ากำลังลูบบนผ้ากำมะหยี่เนื้อดี ชวนให้สบายมือยิ่ง ผลคือนางลืมความหงุดหงิดของตัวเองเสียสิ้น เคลิบเคลิ้มกับการลูบไล้เจ้าม้าไปมา ร่างเล็กในชุดบุรุษรัดกุมที่กำลังเกร็งอยู่นานจึงผ่อนคลายลง เจ้าม้าเหมือนจะรับรู้ถึงความอ่อนโยนของนางอยู่บ้าง ท้ายที่สุดจึงเลิกถอนหายใจแล้วเริ่มขยับ

เอ๊ะ พี่ใหญ่ เพ่ยเพ่ยของท่านมันยอมเดินแล้ว แต่แต่! ข้าจะบังคับมันอย่างไร?!” คนบนหลังม้าถามด้วยความแตกตื่น นางไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเพราะกลัวเพ่ยเพ่ยม้าของพี่ชายจะอาละวาดจนสะบัดนางหลุดลงจากหลังมันอีก สุดท้ายจึงแต่แต่แนบลำตัวไว้กับหลังของมันแล้วลูบแผงคอของเพ่ยเพ่ยไปมา

ซือไฉแม้จะอยากหัวเราะดังๆ ทว่าก็ต้องแสร้งตีหน้าขรึม กระแอมเสียงดังกล่าวว่า เจ้าต้องรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเพ่ยเพ่ย สัตว์ก็มีจิตใจเหมือนมนุษย์ แม้ว่ามันจะเป็นสัตว์พาหนะ ก็อย่าได้ดูถูกมันเด็ดขาด นี่! มืออีกข้างจับบังเหียนของเพ่ยเพ่ยเอาไว้สิ อยากตกลงมาหลังหักหรือไง น้องเล็ก! ถ้าเจ้าไม่อาจฝ่าด่านนี้ไปได้ ข้าจะไม่อนุญาตให้เจ้าทำในสิ่งที่คิดไว้เด็ดขาด!”

ชายหนุ่มตะโกนกระตุ้นด้วยความเป็นห่วง ลู่เสียนเกาะหลังม้าแน่นแต่ไม่ยอมรั้งสายบังเหียนเอาไว้ มีหลายสิ่งที่นางเอาชนะไม่ได้ ทว่าการเอาชนะความกลัวของนางนั้น เป็นด่านแรกที่นางควรจะผ่านมันไปให้ได้ เพ่ยเพ่ยเป็นม้าคู่ใจของเขาตั้งแต่ที่เข้าค่ายทหารเป็นครั้งแรก มันเป็นม้าป่าตัวเมียที่เรี่ยวแรงมหาศาล เพราะขนสีขาวบริสุทธิ์ของมัน คนจึงต้องการมาเป็นม้าศึก ด้วยความที่เป็นม้าที่มีลักษณะและเชื้อพันธุ์ที่หาได้ยาก ครั้งนั้นเขาจึงจำเป็นต้องปราบพยศมันตามคำสั่งของแม่ทัพ

ลู่เสียนข่มความตระหนก หันหลังกลับไปมองซือไฉก็พบว่าตนเคลื่อนที่ห่างมามากแล้ว จึงรีบตะโกนเสียงสั่น พี่ใหญ่! ข้ากลัวเพ่ยเพ่ยจะอาละวาด!”

ครั้งก่อนนางกระตุกบังเหียนของเพ่ยเพ่ย ม้าตัวเมียเล่นสะบัดนางร่วงไปไกลจนเอวเคล็ด ถึงกระนั้นก็ยังต้องถูกซือไฉเคี่ยวกรำจนนางบอบช้ำไปทั้งตัว กลับบ้านแต่ละวันสภาพดูไม่ได้แม้แต่น้อย

ฝึกต่อไป! หากเจ้าไม่สามารถขี่ม้าโดยไร้อานได้ อย่าหวังว่าชาตินี้จะได้ออกไปเที่ยวเล่นนอกเมืองหลวง

ครั้งนั้นนางนึกว่าเขาจะพูดเล่น ที่ไหนได้ จนป่านนี้นางถูกเพ่ยๆ เขี่ยออกจากหลังเป็นว่าเล่น

เด็กโง่ รั้งบังเหียนเพ่ยเพ่ยเอาไว้สิ คุยกับมันเพ่ยเพ่ยฉลาดกว่าเจ้ามันย่อมเข้าใจ!”

ลู่เสียนตาวาว ผละมือออกจากแผงคอม้าแล้วยืดตัวหันไปตวาดกลับพี่ชายตัวเอง พี่ใหญ่! เลิกเอาข้าไปเปรียบกับม้าได้แล้ว!” นางรั้งสายบังเหียนเพ่ยเพ่ยเบาๆ แล้วก้มลงไปกระซิบข้างหูม้าว่า เพ่ยเพ่ย พี่ใหญ่บอกว่าเจ้าโง่เหมือนข้า เพ่ยเพ่ยเจ้าต้องอย่าไปยอมเขานะ เพ่ยเพ่ย ข้าขอร้องล่ะ ยอมให้ข้าขี่ดีๆ เถิดนะ ข้าสัญญาว่าจะเอาขนมกุ้ยฮวามาให้เจ้ากินอีก

ม้าสาวได้ยินก็ชะงัก มันสะบัดหัวสองทีพลางสูดจมูกฟืดฟาดแล้วตีโค้งกลับไปหาซือไฉที่ยืนยิ้มรออยู่ ลู่เสียนเห็นดังนี้ก็หน้าเหวอ ไม่คิดว่าเจ้าม้านี่จะพูดรู้เรื่องจริงๆ เพ่ยเพ่ย ขนมดอกกุ้ยจะเป็นของเจ้าทั้งหมด เพราะฉะนั้น!”

นางกระตุ้นม้าแล้วจับบังเหียนแน่น พี่ชายตัวดี บังอาจเทียบนางกับม้า

เพ่ยเพ่ยพุ่งทะยานออกไปราวกับลูกธนู

 

โอยสะโพกข้า!”

สมน้ำหน้า ข้าบอกแล้วว่าเพ่ยเพ่ยเป็นม้าที่ฉลาด เด็กโง่อย่างเจ้าจะไปรู้อะไร เฮอะ!”

ลู่เสียนชะงักมือที่บีบนวดสะโพกตนเอง นางจับแส้ม้าแน่นหมายจะเอาตรงด้ามจับฟาดคนที่นั่งกินขนมกับม้าอย่างน่าตาเฉย

ฟืด! ฟาด!

เจ้าม้านั่น! มันสบตากับนางแล้วทำเสียงในลำคอราวกับเยาะเย้ย พลางใช้ศีรษะคลอเคลียกับซือไฉ หนอยม้ามารยา นายเป็นอย่างไรมันก็เป็นอย่างนั้น

เพ่ยเพ่ยแทนที่จะวิ่งตะบึงใส่ซือไฉกลายเป็นว่าพานางวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วแล้วหยุดชะงักจนนางพุ่งลงจากหลังมัน น่าอับอายยิ่งนัก!

ลู่เสียนมองค้อนพี่ชายและม้าสาว หลังจากนั้นนางจึงสะบัดก้นที่ความเจ็บปวดทุเลาลงแล้วกลับสำนักเกอจื่อ

ให้ตายสิ ข้าใช้วิชาตัวเบาเป็นอยู่แล้วเหตุใดสำนักศึกษาต้องให้คนขี่ม้ายิงธนูด้วย! คอยดูเถอะ เฮอะ!’

 

สามวันให้หลังซือไฉก็กลายเป็นหมาหัวเน่า

ลู่เสียนใช้เส้นสายของกู้เหยียนชิง ตามหาม้าพันธุ์ลูกผสมแบบเพ่ยเพ่ยสีดำสนิทมาหนึ่งตัว ทว่าสิ่งที่แตกต่างยังมีมากกว่านั้น

เพ่ยเพ่ยเป็นม้าสาวอารมณ์เปลี่ยวมานานปี เจอม้าหนุ่มหล่อที่ชื่อ หยวนเป่าเข้าไป คร้านจะตามก้นลู่เสียนต้อยๆ

หลังจกนั้นมานางจึงได้รู้ว่า ม้าสาวเปลี่ยวอย่างเพ่ยเพ่ยขี่ยากที่สุดแล้ว เพราะหยวนเป่าของนางนั้นน่ารักยิ่ง ยอมให้ลู่เสียนอยู่บนหลังมันดีๆ ทั้งยังไม่เคยสะบัดลู่เสียนตกจากหลังมันให้ซือไฉเห็นแม้แต่ครั้งเดียว

ลู่เสียนกระหยิ่มในใจ ใครจะไปบอกว่ากว่านางจะปราบพยศหยวนเป่าได้ ต้องใช้เวลาสองวันสองคืนเลยทีเดียว

พี่กู้ของนางเข้าใจแกล้งคนนัก ให้หาม้าป่าลูกผสมมาก็เป็นม้าป้าจริงๆ เฮอะ!

คราวนี้จึงเป็นคราวของลู่เสียนที่ต้องสั่งสอนม้าสาว เพ่ยเพ่ย ทำตัวให้ดีๆ แล้วข้าจะพาไปเที่ยวกับหยวนเป่านะ

ซือไฉส่ายศีรษะให้กับน้องสาวตัวเอง ขนาดม้ายังติดสินบน

พี่ใหญ่ นี่เขาเรียกว่ายื่นหมูยื่นแมว ข้าเอาหยวนเป่ามาเยี่ยมเพ่ยเพ่ย เพราะฉะนั้นเวลาฝึกบนหลังเพ่ยเพ่ยนางจะได้ทำดีกับข้าเข้าไว้ ใช่ไหมเพ่ยเพ่ย

ฮี่!!!”

ชายหนุ่มกลอกตา ไปสิ ไหนลองยิงธนูบนหลังเพ่ยเพ่ยให้ข้าดูหน่อย

ได้!” ลู่เสียนกระโดดคร่อมเพ่ยเพ่ยด้วยความคล่องแคล่ว ตั้งแต่วันที่นางต้องปราบพยศหยวนเป่าก็ได้รับรู้ว่าการจะได้ใจอะไรสักอย่างมาต้องแลกกับความจริงใจและความพยายามมากมายถึงเพียงนี้ กระทั่งเผลอเรียกม้าอย่างเพ่ยเพ่ยว่า นางก็ยังไม่รู้ตัว

ชายหนุ่มมองแผ่นหลังบางที่ควบม้าออกไปแล้วอมยิ้ม ดวงตาเป็นประกายด้วยความภาคภูมิใจ เด็กโง่! หากข้าไม่ฝึกเจ้าตั้งแต่พื้นฐาน ให้เจ้าอยู่บนหลังม้าที่มีอาน สุดท้ายเจ้าก็จะเป็นเพียงคนจัดแจกันดอกไม้ให้สวยงาม ไม่ใช่ผู้ที่ปลูกดอกไม้ให้สวยงาม

พลันเหลือบเห็นดวงตาแสนรู้ของหยวนเป่าแล้วต้องชะงักแล้วเก็บรอยยิ้มคืน เจ้าม้าโง่! อย่าเพิ่งได้ใจไป เพ่ยเพ่ยกับน้องข้าแค่เห่อเจ้าเท่านั้นแหละ เฮอะ!”

 

สถานการณ์ทางด้านชายแดนที่ติดกับมองโกลดูเหมือนจะเกิดปัญหาครั้งใหญ่เข้าจนได้ ข่านของมองโกลโหดเหี้ยมอำมหิต ฆ่าเจ้าเมืองไปแล้วสองคน พร้อมทั้งล้างเมืองทั้งเมืองด้วยการฆ่าไม่เว้น แม้กระทั้งชาวแมนจูก็เริ่มให้ความร่วมมือกับมองโกล ทางเหนือเดือดพล่าน ทางใต้ก็เริ่มมีควัน ชาวถูฟ่าน[1]เริ่มก่อความเคลื่อนไหวอีกครั้ง พักหลังมานี้กลับมีข่าวลือเรื่องโรคประหลาด

เพราะข่าวชายแดน เรื่องใหญ่ในราชสำนักอย่างการหลอกลวงเบื้องสูงของตระกูลเมิ่งก็ถูกลืมเลือน

แม้ทัพใหญ่และรองแม่ทัพประจำทั้งสี่ทิศเดินทางเข้าเฝ้าฮ่องเต้อย่างเร่งด่วนเพื่อหารือ

คำสั่งทางทหารจึงถูกประกาศอย่างเร่งด่วนในอีกวันถัดมา

ฮ่องเต้มีราชโองการให้แม่ทัพใหญ่หยางเจี้ยนเป็นผู้บังคับบัญชาการสูงสุด คุมกำลังพลสองแสนนายไปยังเยี่ยนจิง องค์ชายสิบสามเป็นรองผู้บัญชาการ และเป้ยเล่อซือไฉเป็นกุนซือร่วมกับอาจารย์โม่

เดี๋ยวก่อนนะ! พี่ชายไม่ได้จับดาบออกศึกหรอกรึ

คุณหนูเจ้าคะ…”

พี่ชายเจ้าฉลาดปานนี้ จะออกไปรบให้เปลืองแรงทำไม

เสียงเข้มของซือไฉดังขึ้น พร้อมกับใบหน้าเปื้อนยิ้มที่โผล่มาหลังประตู ในมือเขาถือกล่องขนมแล้วแกว่งไปมา กินไหม?”

พี่ใหญ่ แอบฟังอยู่นานหรือยัง?” ลู่เสียนแค่นเสียงหึ ไม่ตอบคำถามเขาแต่กลับตั้งตำถามเอง ชายหนุ่มจึงถือวิสาสะเดินเข้ามานั่งด้วย

คุณชายโม่เอ๋อร์ยิ้มแห้ง เอ่อข้าจะไปต้มน้ำเพิ่มนะเจ้าคะ

หลงตัวเองไม่ทีใครเกิน

แทนที่จะโกรธ ชายหนุ่มกลับหัวเราะเบิกบาน มือเปิดกล่องขนมแล้วยื่นให้นาง ลองชิมดูสิ ข้าเพิ่งค้นพบสูตรพิเศษ

ลู่เสียนนิ่วหน้า กลิ่นขนมในกล่องช่างยั่วยวนใจยิ่ง พี่ใหญ่ อย่าบอดนะว่าท่านทำเอง

แน่นอนสิ พี่ชายเจ้าเรื่องมากขนาดนี้ ในใต้หล้ายังจะมีผู้ใดเลือกกินเท่าข้าอีกเขายักไหล่ หยิบขนมขึ้นมาสูดดมความหอม อากลิ่นหอมที่ข้าชอบ ช่วงนี้ข้าได้กลิ่นไม่ค่อยดีในเมืองหลวงเลย ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่

สงครามกำลังจะเกิดกระมังลู่เสียนเห็นสีหน้าเบิกบานของพี่ชายก็อดไม่ได้ที่จะหยิบขนมมาชิม กลิ่นหอมหวานกับรสชาติไม่หวานจัด เคี้ยวได้พอดีคำอีกทั้งเมื่อกลืนลงไปแล้วยังชุ่มคอยิ่ง

ใครใช้ให้วิถีการเลือกกินของนางสืบทอดทางสายเลือดเล่า ดูพี่ชายนางเป็นตัวอย่างสิ

แล้วเจ้าคิดอย่างไรกับศึกครั้งนี้จู่ๆ ชายหนุ่มก็ถามขึ้น

ลู่เสียนจิบชาร้อนๆ พลางเท้าคางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ความสูญเสียกระมัง ศพกองเท่าภูเขา กลิ่นคาวเลือดความพลัดพราก ไม่มีอันใดดี

ไม่ใช่สิ เจ้าไม่เสียใจหรือที่ข้ากับองค์ชายสิบสามออกศึก

ลู่เสียนเห็นใบหน้าคาดหวังของพี่ชายก็เผลอหัวเราะเสียงใส ท่านอยากได้คำตอบแบบไหนล่ะ

แน่นอนก็ต้องเป็นกำลังใจจากน้องสาวของข้าสิ

มีชีวิตรอดกลับมานะนางสบตาพี่ชายด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ความโดดเดี่ยวอ้างว้างฉายชัดในตาของคนทั้งคู่ ระยะเวลาเป็นสิบปี กว่าจะได้ครอบครัวกลับคืนมา สวรรค์ช่างลำเอียงยิ่งนัก

ไม่ต้องมีคำพูดมากมายใดๆ ซือไฉกุมมือน้องสาวแน่นพลางบีบมือนางเพื่อปลอบโยน ข้าเป็นใครกัน คนที่พรสวรรค์สูงส่งอย่างข้าไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอก กลัวแต่เด็กโง่แถวนี้ตะร้องไห้คิดถึงข้าแย่น่ะสิ

ริมฝีปากบางฝืนยิ้ม ถ้าท่านเอาชีวิตไปทิ้งอย่างเปล่าประโยชน์นะ ข้าจะไม่ทีวันให้อภัยท่านเด็ดขาด

ทำอะไรกัน

ลู่เสียนชะงัก เสียงเข้มที่คุ้นเคยดังมาจากหน้าประตู หยางเฟิงเจี๋ยในชุดว่าราชการสีน้ำเงินเข้มก้าวเข้ามาในห้อง ใบหน้าที่ซีดเซียวไม่น้อยฉาบทับด้วยชั้นน้ำแข็งบางๆ

องค์ชายสิบสามลู่เสียนทัก ทว่ากว่าจะนึกอะไรขึ้นได้ดวงตาคมกริบก็เป็นประกายวับ

ลู่เสียนพยายามจะดึงมือออกเพื่อรินชา ซือไฉยิ่งกุมมือของลู่เสียนแน่นขึ้น หันไปแย้มยิ้มให้กับองค์ชายสิบสาม องค์ชาย พี่น้องกำลังปลอบโยนกันท่านมาขัดขวางมีอะไรหรือ? ประชุมตั้งแต่เมื่อวานท่านยังไม่ได้พัก กับไปพักเถิดข้าหวังดีพูดจบก็ส่งรอยยิ้มหวานหยดไปให้

หยางเฟิงเจี๋ยเลิกคิ้ว มุมปากกระตุกรอยยิ้ม ข้าจะมาหาคนรักไม่ได้เลยรึ เจ้าก็เพิ่งออกมาจากวัง งานที่ข้าสั่งไปทำหรือยัง?”

รอยยิ้มของซือไฉแข็งค้าง ก่อนจะปรับสีหน้าอย่างรวดเร็วแล้วกล่าวว่า งานพวกนี้ข้าเตรียมเสร็จแล้ว ไม่รบกวนให้องค์ชายกล่าวย้ำหรอกพะย่ะค่ะ

งั้นรึ! ข้าลืมไปอย่างหนึ่ง รบกวนเป้ยเล่อช่วยอาจารย์โม่เก็บของหน่อย ผู้อื่นไม่ค่อยรู้จักตำราอื่นนอกจากตำรายุทธ์ อาจารย์โม่จึงบอกให้ข้ามาสั่งบอกท่านอีกที

ซือไฉฮึดฮัด หันไปมองน้องสาวของตนเองที่นั่งกลั้นหัวเราะ ยิ่งเมื่อมองไปเห็นดวงตาคมกริบของ รองแม่ทัพก็ได้แต่หน้าคว่ำเพราะความหงุดหงิด!

น้องสาว เจ้าต้อง...” ซือไฉก้มลงกระซิบข้างหูน้องสาวพลางทำสีหน้าเจ้าเล่ห์ มุมปากกระตุกยิ้มจนหยางเฟิงเจี๋ยมีสีหน้าเข้มขึ้น ก่อนเขาจะหันมาฉีกยิ้มสว่างสดใสให้กับผู้บังคับบัญชาแล้วกล่าวว่า ขอตัวก่อนนะพะย่ะค่ะ องค์ชายสิบสาม

ร่างในขุดสีฟ้าอ่อนพูดจบก็เดินออกไปทั้งยังผิวปากอย่างอารมณ์ดี ดวงตาเรียวรีเป็นประกายระยับ

โถ่เอ๊ย! ก็แค่องค์ชาย เฮอะ! ตอนนี้ข้าเป็นพี่ชายอันดับหนึ่งของนาง หึหึ

 

ความเงียบเข้ามาปกคลุมหลังจากที่ซือไฉระเห็จตัวเองออกไป มือเล็กหยิบป้านชาขึ้นรินอย่างเป็นธรรมชาติ แล้ววางให้เขา ทั้งยังไม่คิดจะสบดวงตาคมกริบคู่นั้น เรื่องความสุขุมเขาอาจจะมีมาก แต่ความอดทนของนางมีมากกว่า

มือหนายกชาขึ้นจิบ ดวงตาคมกริบจับจ้องใบหน้าเนียนใสที่ก้มลงอ่านตำราในมือโดยไม่ได้ใส่ใจเขาอีก ผ่านไปกว่าครึ่งเค่อนางก็ยังคงพลิกอ่านตำราต่อไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัก

ในที่สุดความอดทนของเขาก็จบสิ้น มือหนาวางถ้วยชาดังกึก! มุมปากของลู่เสียนจึงปรากฏรอยยิ้มบางเบา

ข้าต้องออกรบ

ข้าทราบแล้ว

ข้าอาจจะต้องไปนาน

เรื่องนี้ข้าก็ทราบแล้ว

นางยังคงพลิกตำราต่อไป ทดสอบความอดทนของเขา ดูสถานการณ์ว่าเขาจะมาไม้ไหนอีก

ข้าต้องแต่งงานคราวนี้นางหยุดชะงัก เหลือบตาขึ้นมองชายหนุ่ม เห็นแต่แววตาคมกริบและลึกลับของเขา

ข้าไว้ทุกข์

คราวนี้เขาหมดความอดทน บีบถ้วยชาจนแหลกละเอียด หยางเฟิงเจี๋ยเสมือนน้ำแข็งหุ้มไฟ ข้างนอกเยือกเย็นสุขุม ทว่าในใจกลับรุ่มร้อนจนแทบคลั่ง หากเจ้าไม่แต่ง ข้าเกรงว่าคราวนี้ฝ่าบาทจะเป็นผู้เลือกชายาให้ข้าด้วยพระองค์เอง

คราวนี้ลู่เสียนดวงตาสว่างวาบ เขาหรือท่านที่กำลังขู่ข้า?”

เดิมทีข้าควรแต่งงานตั้งแต่สามปีก่อน หากไม่คิดว่าคู่หมั้นอายุน้อยเกินไป ประกอบกับข้าอยู่ที่ชายแดน เกรงว่าฝ่าบาทอาจจะไม่สนใจด้วยซ้ำว่าข้าจะแต่งงานตอนอายุเท่าใด

ลู่เสียนพยายามค้นหาความจริงในแววตาของเขา ทว่าตนเองกลับรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ เสียอย่างนั้น นางลุกขึ้น เดินไปมองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง ในใจสับสนวุ่นวาย ข้าขอคิดดูก่อน

ใบหน้าเย็นชาลอบยิ้มชั่วร้าย พูดเปรยว่า คงไม่มีเวลามาคิดอีกแล้ว สามวันให้หลังข้าต้องเดินทาง ที่ฝ่าบาททรงเร่งเร้ามาแบบนี้เพราะเกรงว่าข้าจะมีอันเป็นไปในสนามรบ เจ้าก็รู้ว่าดวงชะตาของข้าส่งผลให้บ้านเมืองเข้าสู่ยุคมืดและอาณาจักรหมิงอาจจะล่มสลาย หากไม่ได้เจ้า เกรงว่าเมิ่งไป๋อิงอาจจะต้องเข้าร่วมพิธีผูกดวงและแต่งเข้ามาแทน

ผึ่ง!!! สายพิณในใจของลู่เสียนขาดไม่เป็นท่า คนผู้นี้รู้จักเอาจุดอ่อนของนางมาล้อเล่นเสียจริง ในใจของลู่เสียนจึงเต็มไปด้วยความหงุดหงิด จะเดินหน้าก็ไม่ได้ จะถอยหลังก็เป็นเหวลึก ริมฝีปากบางเม้มแน่น หันหลังกลับไปถลึงตาใส่เขา

ทว่ากลับพบอกเสื้อสีเข้มกับลักยิ้มตรงแก้มสากของเขาแทน แม้นางจะไม่ใช่สตรีตัวเล็กผอมบางแบบลูกคุณหนูสูงศักดิ์ ทว่าเมื่อเทียบกับร่างสูงใหญ่ของเบาแล้วนางสูงเพียงคางของเขาเท่านั้น

จะจ้องอกข้าอีกนานไหม หรือเจ้าคิดอกุศลอันใดอยู่

ลู่เสียนเบ้ปาก เงยหน้าสบตากับเจ้าของร่างสูง เห็นประกายระยับในตาคู่นั้น ท่านน่ะสิคิดอกุศล ข้าจะขอเวลา…”

หยางเฟิงเจี๋ยคร้านจะต่อปากต่อคำกับนาง มีหลายวิธีที่จะทำให้นางหยุดพูด อย่างเช่นดูดกลืนริมฝีปากหอมหวานของนางนี้

รสชาติหวานหอมของขนมยังติดอยู่ในโพรงปากของนาง ชวนให้ชายหนุ่มที่นานๆ แตะของหวานทีถึงกับหลงใหลมัวเมา เขาช้อนตัวนางขึ้นแล้วทำอะไรบางอย่างจนประตูห้องและหน้าต่างปิดโดยพร้อมเพรียงกัน ลู่เสียนพยายามผละออกเพื่อหายใจทว่ากลับยิ่งถูกกลืนกินจนสติพร่าเลือน

ในที่สุดเขาก็ถอนริมฝีปากออกพร้อมกับวางนางลงบนเตียง ร่างสูงนอนตะแคงพร้อมกับเท้าแขน ริมฝีปากกดลึกจนเห็นรอยลักยิ้มบุ๋มชัดเจน ยิ่งเห็นนางหอบเหนื่อยแววตาเลื่อนลอยก็ต้องอมยิ้มด้วยความเอ็นดู

เอาล่ะ มาตอบคำถามข้าได้แล้ว

ดวงตากลมโตที่พร่าเลือนพลันแจ่มแจ๋ว นางไม่รู้ตัวว่าตนเองมาอยู่บนเตียงตอนไหน ทว่าเมื่อเห็นรอยยิ้มได้ใจของเขาก็ต้องเม้มปากแน่น ทว่าเขากลับใช้มือหนาค่อยๆ ลูบไล้ริมฝีปากบางจนนางสะดุ้ง

เป็นสตรีไม่ควรเม้มริมฝีปากเพราะความกังวล เดี๋ยวจะบวมช้ำ

เฮอะ แล้วที่ท่านทำกับข้านี่คืออะไร? ต่างตรงไหนกันนางตีรวน

ต่างสิ

พูดจบเจาก็ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้จนลู่เสียนได้ยินเสียงหัวใจของตนเองเต้นแรง ใบหน้าเนียนแดงก่ำ

เพราะข้ารู้ว่าเวลาข้าทำให้ปากเจ้าช้ำเจ้าก็รู้สึกดีไม่น้อย

ดวงตากลมโตเบิกกว้าง พยายามทำหน้าดุใส่เขา ทว่ากลับได้รับการจุมพิตเบาๆ หนึ่งที ท่าน! บังอาจเกินไปแล้วนะ ข้ายังไม่ได้ตอบตกลงกับท่านเลยนะ!”

ชายหนุ่มหัวเราะ ทำหน้าตาชั่วร้ายราวกับโจรราคะด้วยการหรี่ดวงตาคมกริบลง แล้วยิ้มจนลักยิ้มบุ๋มลึก เขาแสร้งทำใบหน้าหื่นกระหายพร้อมกับคร่อมตัวนางเอาไว้ ลู่เสียนที่คิดจะกระเถิบหนีก็จนมุมเข้ากับหัวเตียง

ตอนนี้นางรู้สึกหวาดหวั่นในใจ มือบางกุมสาบเสื้อตนเองแน่น ท่าน! ท่านอย่าทำอะไรข้านะ อย่าลืมว่าข้าไว้ใจท่านที่สุด ท่าน ท่าน!!!”

หยางเฟิงเจี๋ยยังคงยิ้มล่อลวงนาง ลู่เสียนถูกลักยิ้มชั่วร้ายนั้นดึงดูดสายตาไปจนได้ สุดท้ายก็ถูกช่วงชิงริมฝีปากไปอีกครั้ง และอีกครั้ง มือหนาซุกซนเปลี่ยนวิธีการใหม่ เขาค่อยๆ ลูบไล้ผ่านชุดที่นางสวม ค่อยๆ เคลื่อนเข้าใกล้หน้าอกของนางจนนางหน้าแดงก่ำทว่าไร้การต่อต้าน หอบหายใจด้วยความรู้สึกร้อนรุ่มอย่างประหลาด

ให้ตายสิ! คนผู้นี้นับวันยิ่งชั่วร้าย ข้าไม่อาจปฏิเสธเขาได้เลยนางคร่ำครวญในใจ

ชายหนุ่มลอบยิ้ม ค่อยๆ ลิ้มรสชาติซอกคอหอมกรุ่นของนาง ลากไล้จุมพิตไปยังแอ่งชีพจร หลังจากนั้นจึงกลั่นแกล้งนางด้วยการรั้งสาบเสื้อ แล้วขบเม้มผิวเนียนละเอียดที่โผล่พ้นชุดเอี๊ยมของนาง

ลู่เสียนครางออกมาโดยไม่รู้ตัว

หยางเฟิงเจี๋ยกำลังสนุกกลับการได้แกล้งนางก็จริง ทว่าตนเองในตอนนี้เพิ่งรู้สึกว่ากำลังทรมานอยู่มากโข ร่างกายส่วนล่างกำลังเรียกร้อง ทว่าเห็นใบหน้าที่เลอะเลือนของลู่เสียนก็ต้องถอนหายใจ ลงมือขั้นเด็ดขาด!

เขากระตุกรั้งสายเอี๊ยมของนางอย่างเบามือ เนินเนื้อที่ซ่อนรูปโผล่พ้นเสื้อผ้าจนชายหนุ่มเลอะเลือนไปอีกคน เขาจำต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะถามนางเสียงเรียบว่า เสี่ยวลู่ หากเจ้าไม่รีบตอบข้า ข้าจะลงมือขึ้นเด็ดขาดนะ

ข้าบอกว่าขอเวลา อึก!”

ชายหนุ่มขบเม้มยอดอกของนางจนลู่เสียนบิดเร่า ไม่เคยรู้สึกสั่นสะท้านเช่นนี้มาก่อน จำต้องจิกแผ่นหลังของชายหนุ่มเพื่อระงับอาการ

ไม่ยอมหรือ? ถ้าอย่างนั้นข้าจะทำยิ่งกว่านี้

เขาแสร้งทำเป็นจุมพิตไล่จากยอดอกของนางลงมายังสะดือบุ๋มเล็ก อดไม่ได้ที่จะกัดหน้าท้องนางเบาๆ

อ๊ะ! พอแล้วๆ ข้ายอมแล้ว ท่านเลิกแกล้งข้าเสียเถิดก่อนที่ข้าจะเป็นฝ่ายกินท่าน!

ชายหนุ่มลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เหงื่อแตกพลั่ก เขาต้องข่มความทรมานของร่างกายก่อนที่จะค่อยๆ รั้งสาบเสื้อของนางมาปกปิดหน้าอกของนางเอาไว้ เกรงว่าถ้านานอีกนิดเขาคงได้ขืนใจนางเข้าแล้วจริงๆ

ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะช่วงชิงจุมพิตหอมหวานอีกครั้งในตอนที่นางยังไม่มีสติครบถ้วน มอมเมาจนนางลุ่มหลง ยิ่งคิดถึงใบหน้ากวนอวัยวะเบื้องล่างของซือไฉก็ยิ่งเอามาลงที่ความหื่น เอ๊ย เอามาลงที่ลู่เสียนแทน มือหนารั้งคนร่างเล็กเข้ามาอยู่ในอ้อมอกก่อนจะหลับตา

เจ้าตกลงแล้วนะ พรุ่งนี้ข้าจะให้เสด็จพ่อจัดการเงียบๆ ต่อไปเจ้าก็จะเป็นนายหญิงของตำหนักเฟิงหลง รอจนกว่าข้าจะกลับมาค่อยจัดพิธียิ่งใหญ่

เดี๋ยวก่อน! เหตุใดท่านจึงทำราวกับว่าต้องเข้าพิธีใหญ่โตในตอนแรก?”

ชายหนุ่มลอบยิ้ม กดศีรษะเล็กให้ซุกในอ้อมอกของตนเอง ข้าอยากแกล้งเจ้า มีอะไรไหม?”

ท่าน!!!” นางตั้งท่าจะโวยวาย ทว่ามือหนากลับรัดนางแน่น

ข้ายังไม่ได้พักเลยตั้งแต่เมื่อวาน ของีบสักหน่อยได้ไหม

เพียงแค่คำพูดออดอ้อนของเขาสองสามประโยค นางก็มือไม้อ่อน ยอมให้เขานอนหลับอย่างว่าง่าย หัวใจดวงเล็กๆ เต้นกระหน่ำรัวเร็ว อดนึกถึงตอนอยู่หอเฟิ่งหวงไม่ได้

คำพูดของบรรดาพี่สาวในหอเฟิ่งหวงนางยังจำได้แม่นยำ

หากเจ้าได้สัมผัสประสบการณ์กับบุรุษเพียงครั้งแรก เจ้าจะติดใจจนลุ่มหลงงมงาย ขาดเขาแค่เพียงวันเดียวก็รู้สึกกระวนกระวาย ทว่าช่วงเวลาที่หงส์ร่อนมังกรรำ กลับเป็นเวลาที่แสนคุ้มค่านักในชีวิตของสตรีผู้หนึ่ง

ตอนนั้นนางตื่นเต้นนัก ยิ่งคิดถึงว่าหากชายหนุ่มไม่หยุดลงเพียงเท่านั้นจะเกิดอะไรขึ้นใบหน้าก็เห่อร้อน หัวใจเต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง

นางเงยหน้าลอบมองใบหน้ายามหลับสนิทของหยางเฟิงเจี๋ย หัวใจกระหวัดถึงฝันที่เลวร้ายในคืนนั้นก็สับสน จึงพยายามเก็บรายละเอียดใบหน้าของเขาให้ชัดเจนที่สุด

จะว่าไปแล้ว ถ้าเกิดว่าเขาไม่หยุด…’ ลู่เสียนหน้าร้อนฉ่า เผลอกัดริมฝีปากแน่นอีกครั้ง

ดวงตาคมกริบลืมขึ้น สบกับสายตาหื่นกระหายของนางแล้วเอ่ยทำลายความเงียบ เจ้าคิดเรื่องหื่นกามอะไรอยู่จนข้านอนไม่ได้ ตัวเล็กผอมแห้งเช่นนี้ ไม่เต็มไม้เต็มมือเอาซะเลย ไปขุนให้ร่างกายเติบโตกว่านี้ก่อนค่อยคิดดีหรือไม่?”

ฉ่า!!!

ร้ายกาจ ร้ายกาจยิ่ง! คนผู้นี้ปากคอเราะร้าย มือบางก้มมองเนินอกภายใต้สาบเสื้อของตนเองแล้วเม้มแน่น ได้! รอท่านกลับมาข้าจะโตจนท่านตกตะลึงเลย!’

นางเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันจนไม่เห็นรอยยิ้มขบขันบนริมฝีปากได้รูปที่ปรากฏขึ้นครู่หนึ่งก่อนจะจมเข้าสู่ห้วงนิทรา

รอก่อนนะ เสี่ยวลู่! ข้าจะหันหลังให้ผู้ใดก็ได้ แต่ข้าไม่อาจหันหลังในกับแผ่นดินนี้ได้ เช่นเดียวกับไม่อาจหันหลังให้เจ้า เพราะแผ่นดินนี้มีคนที่ข้าคอยห่วงใยอยู่ ข้าจึงต้องยอมเป็นเครื่องมือสังหารผู้คนมากมาย หวังเพียงสักวันว่าสิ่งที่ข้าทำไปในวันนี้ จะปกป้องคนที่ข้ารักได้

จบตอน



[1] ถูฟ่าน คือ ธิเบต

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว