email-icon facebook-icon

ขอบคุณที่กดเข้ามาอ่านและคอยสนับสนุนนะคะ ทุกคอมเมนท์เป็นกำลังใจก้อนโตให้ไรท์คนนี้ ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของ VERMOUTH

ชื่อตอน : จีบครั้งที่41

คำค้น : หมอโฟร์ ลัลลลิลล์

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 313

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ต.ค. 2564 09:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
จีบครั้งที่41
แบบอักษร

[นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาสาระค่อนข้างรุนแรง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน] 

 

41 

 

ฉันกลับเข้าห้องมาอย่างุนงงกันเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ตอนอยู่หน้าร้านคาเฟ่ฉันไปบอกชอบโฟร์ มันเป็นเรื่องที่หน้าอายมาก มากจริงๆ อ่ะ แล้วอย่างนี้ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน อีกอย่างตัวเองได้รู้สึกแบบนั้นจริงๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้ รู้แต่งว่าตอนนี้อารมณ์พาไปก็เลยพูดไปไม่ทันคิดให้ดีซะก่อน 

ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อต้องกลับเข้ามาในห้องพร้อมกับโฟร์ที่ฉีกยิ้มกว้างตั้งแต่ที่ฉันบอกชอบเขาแล้ว ไม่รู้ว่าตัวเองคิดถูกหรือคิดผิดที่พูดแบบนั้น แต่มันก็เป็นทางเดียวที่จะทำให้ได้รู้เรื่องของโฟร์มากขึ้นเพราะฉันอยากรู้เรื่องของเขาให้มากกว่านี้ 

         ใช่แล้วล่ะ! ที่ฉันบอกชอบเขาเพราะอยากให้เขาบอกเรื่องราวที่เกี่ยวกับตัวเขาให้ฉันฟัง ฉันแค่อยากรู้เรื่องราวในอดีตของเขาว่าพบเจออะไรมาบ้าง อีกอย่างฉันสงสัยในสิ่งที่พี่ตินพูดว่าโฟร์ไม่อยากให้ฉันรู้อดีตของเขาเหมือนเขาไปทำเรื่องไม่ดีมา 

ยิ่งพี่ตินพูดแบบนั้นฉันก็ยิ่งอยากรู้ว่ามันเลวร้ายขนาดที่จะไม่ให้ฉันรู้เลยเหรอ ถ้าฉันจะเปิดใจรับใครสักคนเข้ามาในชีวิตฉันจำเป็นจะต้องรู้จักเขาให้มากขึ้น และเราสองคนจะไม่มีความลับต่อกัน ถ้าต่างฝ่ายต่างปิดบังกันนั่นก็เท่ากับว่าเราไม่มีความซื่อสัตย์ต่อกัน เพราะงั้นเราก็ไปกันไม่ได้ 

         ไม่รู้ว่าเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง จุดที่ต้องมานั่งเล่าเรื่องของกันและกันให้กันฟังแบบนี้ ฉันไม่อยากให้เขาปิดบังเรื่องทุกอย่างไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ฉันอยากให้เขาพูดความจริงกับฉันทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องไม่ดี 

       โฟร์นั่งจ้องหน้าฉันเหมือนเขาพร้อมที่จะฟังเรื่องราวของฉันอย่างตั้งใจ การที่ต้องมานั่งสบตากับโฟร์แบบนี้มันเป็นอะไรที่ลำบากใจมากเลยนะ ฉันไม่อยากหัวใจเต้นแรงแบบนี้ แต่ทุกครั้งที่ได้สบตาเขามันเหมือนว่ามีพลังงานบางอย่างดึงดูดให้ฉันอยากเข้าใกล้เขามากขึ้น และไม่อาจละสายตาไปจากเขาได้เลย 

         “ไม่ต้องจ้องขนาดนี้ก็ได้มั้ง” ฉันเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเมื่อเห็นว่าโฟร์ยังจ้องหน้าฉันไม่เลิกแถมยังจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีก เขานี่มันคอยแต่จะฉวยโอกาสตลอดเลย “อยากถามอะไรถามมาสิ” 

         “ทำไมพ่อแม่ตั้งชื่อให้เธอว่ารัน?” เนี่ยนะคือคำถามที่เขาอยากรู้ ให้ตายเถอะ เขาไม่จำเป็นต้องถามก็ได้นะ เพราะมันเป็นคำถามที่ไม่น่าถามเท่าไหร่เลย การที่พ่อแม่จะตั้งชื่อมันต้องมีความหมายอะไรด้วยเหรอ 

       ฉันนั่งครุ่นคิดถึงที่มาของชื่อตัวเองว่าทำไม่พ่อแม่ถึงตั้งชื่อนี้ให้ฉัน 

         “เพราะพ่อกับแม่อยากให้ฉันวิ่งเข้าเส้นชัยก่อนคนอื่น” 

       เห็นพ่อเคยเล่าให้ฉันฟังว่าชื่อของฉันมีความหมายอย่างหนึ่ง มันเป็นคำนิยามของพ่อเอง พ่อไม่อยากให้ฉันเดินช้าหรือทำอะไรช้าๆ ก็เลยตั้งชื่อว่ารัน มันแปลว่าวิ่ง ถ้าเราวิ่งเราก็อาจจะถึงเส้นชัยก่อนคนอื่นและทำอะไรได้รวดเร็วกว่าคนอื่นด้วย 

       ส่วนชื่อลัลลลิลล์ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรหรอก พ่อกับแม่แค่ไปดูหมอมาแล้วก็ทักว่าชื่อฉันควรที่จะมีแต่ตัวล. เท่านั้นก็เลยได้ชื่อลัลลลิล์อย่างที่เห็นนี่แหละ 

       “ประสบความสำเร็จได้เร็วๆ ไม่ต้องคืบคลานช้าๆ” 

         “เธออยากรู้ความหมายของชื่อฉันป่ะ?” พอเห็นว่าฉันไม่ถามเขาก็ถามฉันขึ้นมาซะอย่างนั้น ชื่อของเขาฉันไม่อยากรู้หรอก ดูๆ ไปก็เหมือนไม่ได้มีความหมายอะไร 

         “ไม่อ่ะเราตกลงกันว่าจะถามแค่สามคำถามเท่านั้น ถ้าฉันถามนายไปแล้วฉันก็เสียไปหนึ่งคำถามสิ” เราตกลงกันว่าจะถามสิ่งที่ตัวเองอยากรู้ของอีกฝ่ายแค่สามข้อเท่านั้น เพราะงั้นฉันจะเก็บเอาไว้ถามในสิ่งที่ฉันอยากรู้ 

         “ฉันแถมให้” โฟร์อมยิ้มนิดๆ พอเห็นลักยิ้มเขาแบบนี้ใจฉันมันก็เต้นแรงกว่าเดิม ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเหมือนจะเป็นไข้ ฉันเปล่าเขินเขานะ ไม่ได้เขินอะไรเลย สาบานได้ “เหตุผลที่ฉันชื่อโฟร์ก็เพราะพ่อแม่ฉันชอบสี่” 

         “อะไรนะ?” ฉันตกใจในคำตอบของโฟร์อะไรคือการชอบสี่ นี่ฉันกำลังคิดลึกนะหากว่าเขาไม่รีบอธิบายให้ฉันเข้าใจมากกว่านี้ 

โฟร์พอเห็นว่าฉันทำหน้าตกใจเขาก็หัวเราะออกมาเสียงดังลั่นห้อง เขาคิดว่ามันเป็นเรื่องตลกหรือไงที่เขามาพูดอะไรสองแง่สองง่ามแบบนี้ อีกอย่างเราก็อยู่ในห้องด้วยกันสองคนการที่ฉันจะตกใจกลัวก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรใช่มั้ยล่ะ 

 อาการโรคจิตของเขายังไม่หายดีอีกเหรอ 

         “ตกใจอะไรของเธอรันนี่?” 

         “กะ...ก็นายบอกว่าพ่อแม่นายชอบสะ...สี่” 

       โอ้ย! พูดแล้วก็อายยังไงไม่รู้ นี่เขาไม่ได้แกล้งฉันอยู่ใช่มั้ย ทำไมต้องให้ฉันพูดคำนี้ออกมาด้วย พอๆ อย่าเพิ่งคิดไปไกลมันอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เรากำลังคิดก็ได้ ฉันส่ายหัวแรงๆ เพื่อให้ความคิดบ้าๆ นี่หลุดออกไปจากหัว 

         “ก็ใช่ไง พ่อแม่ฉันชอบเลขสี่” ฉันนิ่งไปเมื่อเขาอธิบายให้ฉันเข้าใจมากขึ้น “ฉันเกิดวันที่สี่ เดือนสี่ เวลาสี่ทุ่มสี่สิบสี่นาที พ่อก็เลยตั้งชื่อให้ฉันว่าโฟร์ เลขสี่อาจจะเป็นเลขอาถรรพ์ของคนจีน แต่สำหรับครอบครัวฉันแล้วมันเป็นเลขดีมากเลยนะ พอฉันเกิดมาธุรกิจของพ่อก็เติบโตมากขึ้น มันเลยทำให้พ่อกับแม่รักฉันยิ่งกว่าชีวิตของท่านซะอีก” 

         “ความหมายของนายคือเลขสี่ แล้วหนึ่งสองสามหายไปไหนอ่ะ?” โฟร์หุบยิ้มทันทีที่ฉันโพล่งถามเขาไปแบบนั้น ฉันอยากจะถามเขาตั้งนานแล้วล่ะแต่ก็ไม่กล้าถาม แต่ไหนๆ วันนี้เราก็เปิดใจคุยกันแล้วฉันก็ขอถามหน่อยแล้วกัน เพราะฉันรู้มากจากน้อยหน่าว่าเขาเป็นลูกคนเดียวแต่ทำไมชื่อโฟร์แล้วเลขก่อนหน้าเขาไม่มีเหรอ 

         “ตอนอยู่ม. หก เธอจบมาด้วยเกรดเท่าไหร่?” 

         “ไม่ต้องรู้หรอก” ฉันไม่อยากบอกเพราะมันเป็นเรื่องที่น่าอายมาก ใครจะให้คนอื่นรู้ล่ะว่าตัวเองจบออกมาได้เกรดไม่ถึงสามด้วยซ้ำ น่าอายมากเลยนะนั่นน่ะ การที่ฉันสอบเข้ามหาลัยนี้ได้ก็ถือว่าเป็นบุญมากแล้ว 

โฟร์ยื่นหน้าเข้ามาใกล้พร้อมกับถามคำถามเดิมอีกครั้ง ทำให้ฉันกลั้นใจตอบออกไป เพราะถ้าไม่ตอบเขาก็คงจะไล่ต้อนให้ฉันตอบเขาให้ได้อยู่ดี อีกอย่างฉันก็เคยบอกไปแล้วว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ต่อให้ไม่พูดวันนี้วันต่อไปก็คงต้องพูดอยู่ดี 

“สะ...สองจุดแปด” 

         “งั้นก็คงไม่แปลกที่เธอจะถามคำถามเมื่อกี้ออกมา” ทีแรกฉันก็งงที่เขาพูดแบบนี้ แต่พอคิดไปคิดมาก็ทำให้ฉันรู้ว่าเขาหลอกด่าฉันว่าโง่ 

       เออ! ยอมรับก็ได้ว่าตัวเองโง่ แต่ฉันก็พยายามฉุดตัวเองให้ลุกขึ้นไง ทำไมต้องมาว่ากันด้วย อย่างน้อยฉันก็มีความพยายามที่จะไขว่คว้าใบปริญญามาก็แล้วกัน 

       “ฉันถามเธอบ้างล่ะ” 

         “เดี๋ยวก่อนฉันยังไม่ทันได้ถามอะไรนายเลยนะ” 

         “เมื่อกี้ไง” เมื่อกี้ฉันยังไม่ได้ถามอะไรเขาเลย 

เอ๊ะ! จริงสิฉันถามเขาไปแล้วเกี่ยวกับชื่อของเขา ฉันพลาดอีกแล้วเหรอเนี่ย บ้าจริง ไม่น่าพลาดท่าเขาเลย งั้นสิ่งที่ฉันอยากรู้ในตัวเขาก็เหลือแค่สองข้อเท่านั้น แต่ฉันอยากรู้มากกว่านี้ไง 

         “งั้นก็ได้” ครั้งนี้ฉันยอมให้ก็ได้ เพราะฉันเองก็พลั่งปากถามเขาไปเองแหละ โฟร์ยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าฉันยอมให้เขาอย่างง่ายดาย ฉันเป็นคนไม่ชอบเอาเปรียบใคร ถ้าผิดฉันก็พร้อมที่จะยอมรับผิด แต่ถ้าฉันไม่ผิดต่อให้ตีให้ฉันตายยังไงฉันก็ไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด 

          “เธอมีแฟนมาแล้วกี่คน?” 

 

 

:::สปอยล์ตอนต่อไป::: 

 “นายกลัวอะไรที่สุดในชีวิต?” ที่ฉันเลือกถามคำถามนี้เป็นเพราะว่าคนเราทุกคนล้วนแล้วแต่มีสิ่งที่ตัวเองกลัวกันทั้งนั้น ฉันเลือกที่จะไม่ถามในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้แต่ฉันเลือกที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่เขากำลังเป็น 

การที่ได้เรียนรู้ชีวิตของเขามันอาจทำให้ฉันเข้าใจเขามากขึ้นก็ได้ ฉันไม่จำเป็นที่จะต้องถามเรื่องราวในอดีตของเขา เพราะฉันเชื่อว่าคนเราล้วนเคยทำผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น ฉันเองก็เคยทำผิดเหมือนกันเพราะงั้นฉันเข้าใจดีว่าไม่มีคนที่มีอดีตที่ไม่มีคนไม่อยากให้ใครมาถามถึงอดีตหรอก 

“กลัวการที่ต้องอยู่คนเดียว” 

 

 

-โปรดติดตามตอนต่อไป- 

VERMOUTH 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว