email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 38 แยกจากกัน

ชื่อตอน : บทที่ 38 แยกจากกัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2564 19:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 38 แยกจากกัน
แบบอักษร

บทที่ 38

 

แยกจากกัน

 

 

 

 

 

....ทางฝั่งของเหยียนฉี

 

เหยียนฉีที่ผละออกมาสงครามภายในเงียบๆ ตอนนี้สายตาทอดมองไปยังผืนน้ำที่คอยพัดผ่านไปตามสายลม แสงจันทร์กระทบจนเกิดเป็นแสงระยิบระยับงดงาม พอมองก็ยิ่งรู้สึกสบายตา ความกังวลที่อยู่ภายในรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย 

 

แววตาของนางนั้นดูเรียบเฉยจนดูราวกับกำลังคิดอะไรมากมาย มือของนางแปดเปื้อนเลือดคนชั่วมากมาย ผู้คนต่างนับถือว่านางนั้นเป็นสตรีที่สมบูรณ์แบบ แข็งแกร่ง สุขุม มีความคิดที่ดีเลิศ แต่พอได้พูดคุยกับเลี่ยงหรูข้านึกว่าตนเิงดันกลายเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาไปเสียแล้ว 

 

ข้าช่างโง่เขลาที่ไปเชื่อคำพูดขององค์ชายสี่ ข้าช่างโง่เขลาที่คิดว่าองค์ชายสามจะมีใจให้ พอคิดดูแล้วมิได้ฉลาดเลยแม้แต่น้อย...

 

"เอ่อ...คุณหนูท่านนี้เป็นอะไรหรือไปหรือเจ้าคะ"เสี่ยวเหมยที่ผ่านทางมาว่าจะเดินผ่านแม่นางท่านนี้ แต่พอเห็นแววตาที่เศร้าหม่นมันก็ทำให้รู้สึกเศร้าตาม ถึงแม้นางจะมิได้รู้จักแต่ก็รู้สึกอยากอยู่เป็นเพื่อนนางให้นางหายเศร้า 

 

"...."เหยียนฉีหันไปมองตามเสียงเล็กๆที่เอ่ยเรียก ใบหน้านางมีแววแปลกใจเล็กน้อย สตรีที่อยู่ต่อหน้านางนั้นตัวเล็กกว่านางอยู่มาก ใบหน้าก็เรียวเล็กดูน่าเอ็นดู หากเทียบกับนางแล้วช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

 

"คุณหนูมีอะไรไม่สบายใจหรือเจ้าคะ"เสี่ยวเหมยเอ่ยเสียงหวาน มองใบหน้าที่สง่างาม และสูงส่งอย่างนึกเป็นห่วง คิ้วบางขมวดลงมาเล็กน้อยให้ดูเหมือนกำลังลำบากใจ

 

"มิมีอันใด...เหตุใดเจ้าจึงยังมิกลับไปที่เรือนเจ้าเล่า นี้มันมืดมากแล้วเดี๋ยวจะเป็นอันตรายนะ"เหยียนฉีเอ่ยออกไปด้วยความหวังดี เพราะตอนนี้เริ่มมืดมากแล้วจะปล่อยให้หญิงสาวผู้นี้กับเรือนคนเดียวก็กลัวว่าจะถูกฉุดคร่าเสียก่อน

 

"ก็บ่าวเห็นคุณหนูทำสีหน้าหม่นหมองนิเจ้าคะ แล้วก็...คุณหนูเองก็ยังมิกลับเรือนนิเจ้าคะ"ผู้หญิงตัวเล็กรูปร่างบอบบางเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางกล้าๆกลัวๆ 

 

"เฮ้อ ข้าแค่คิดไปเรื่อยน่ะ เจ้ามิต้องกังวลหรอก"เหยียนฉีหันหน้าหนีไปทางอื่นก่อนจะมองออกไปทางผืนน้ำอีกครั้งโดยที่ไม่หันกลับมามองหญิงสาวที่อยู่ข้างๆเลยแม้แต่น้อย

 

"ถ้าเช่นนั้น บ่าวจะอยู่เป็นเพื่อนนะเจ้าคะ บ่าวยังมิอยากกลับ แล้วก็นายของบ่าวก็คงยังมิอยากเจอบ่าวตอนนี้"เสียงเจื้อยแจ้วของเสี่ยวเหมยเอ่ยขึ้นอย่างน่อยอกน้อยใจอยู่มิใช่น้อยก่อนจะนั่งลงข้างๆร่างของหญิงสาวที่ยืนอยู่

 

"ทำไมนายของเจ้าจึงไม่อยากเจอเจ้าเล่า"เหยียนฉีนึกจนปัญญาที่จะไล่นางกลับก่อนจะนั่งลงข้างๆนาง เพราะความอยากรู้ นางเป็นบ่าวรับใช้ที่แต่งกายดี ใบหน้าก็มิได้มีร่องรอยของความเป็นทุกข์ แล้วการที่นางยังไม่กลับนั้นหมายความว่าคนที่นางรับใช้อยู่นั้นใจดีเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

 

"ข้านึกเสียใจน่ะเจ้าค่ะ"

 

"เหตุใดต้องเสียใจ"

 

"ก็เพราะตอนนี้นายของบ่าวนั้นเริ่มมีความรัก แล้วเริ่มไม่สนใจบ่าวเลย ตะ...แต่ว่าบ่าวก็มิได้รู้สึกเศร้าใจหรืออยากให้นายของบ่าวเลิกรากันนะเจ้าคะ!"เสี่ยวเหมยรีบแก้ตัวทันทีที่เผลอพูดความในใจออกมาให้เหยียนฉีฟัง กลัวว่านางจะนึกรำคาญและไล่ตนหนี แต่เหยียนฉีกลัยทำหน้านิ่งๆยกยิ้มขึ้นอย่างอ่อนโยน ทำเอาเสี่ยวเหม่ยรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวเมื่อเห็นใบหน้าที่สง่างามนั้นเผยรอยยิ้มจนสามารถยกหัวใจไปครองได้ นางก้มหน้างุนไม่กล้าสบตา ริมฝีปากก็เม้นจนเป็นเส้นตรง

 

"เล่าต่อเถอะ"เหยียนฉียกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยจ้องมองใบหน้าหวานใสซื่อที่ขึ้นสีแดงระเรื่อ ก่อนจะมองออกไปที่ดวงจันทร์ที่ส่องสว่าง 

 

เสียงของนางที่เปร่งออกมาทำให้ข้ารู้สึกลืมความเศร้าของตนเองไปหมดเลยทีเดียว เสียงของนางทั้งรื่นหูน่าฟัง ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกดี บางทีนี้อาจจะเป็นอาการของการตกหลุมรักก็ได้ 

 

"ท่านจะมิรำคาญเอาหรือเจ้าคะ"

 

"ไม่เลย เจ้าเล่ามาเถิดข้าอยากฟัง"เสียงของเหยียนฉีเรียบนิ่งแต่ดูมีเสน่ห์น่าค้นหา นางมองออกไปไกลๆ สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอด บรรยากาศและวิวเป็นใจให้รู้สึกมีความสุข มันรู้สึกว่ามันพิเศษมากที่มีใครสักคนเล่าเรื่องที่คล้ายกับของตนให้ฟัง

 

เสียงของนางเจื้อยแจ้วเล่าความเป็นมาของตนเองไม่หยุด ทำเอา เหยียนฉีก็อดไม่ได้ที่จะเล่าความรู้สึกของตนเองให้เสี่ยวเหมยฟัง มันเหมือนกับได้ระบายความในใจให้ใครสักคนได้ฟังและเต็มใจยอมรับกับความผิดพลาดของตนเอง

 

"นี้ก็มืดแล้วเจ้าไม่กลับหรือ"

 

"อะ!...จริงสิ ข้าลืมไปเสียสนิท งั้นข้าไปก่อนนะ"เสี่ยวเหมยใช้คำเป็นกันเองเพราะเหยียนฉีบอกว่าไม่เป็นไรและคิดเสียว่าเราเป็นสหายกันแล้ว

 

"เดี๋ยวข้าไปส่ง"เหยียนฉียิ้มอ่อนโยนวันนี้คงเป็นวันที่นางยิ้มมากที่สุด ทั้งที่ควรจะเสียใจแท้ๆ แต่ความเสียใจนั้นกลับหายไปหมดเพราะนาง

 

"ไม่เป็นไร อยู่ใกล้เพียงแค่นี้เจ้ามิต้องไปส่งข้าหรอก"

 

"มันอันตราย"

 

"ท่านเองก็ต้องกลับเช่นกัน ข้ากลับเองได้เจ้ามิต้องเป็นห่วงอันใดข้าหรอกนะ"เสี่ยวเหมยยิ้มหวานให้ก่อนจะเดินหนีไป 

 

เหยียนฉีเป็นกังวลว่านางจะเป็นอันใดก็เลยเดินตามมาอย่างไม่ลดละ..

 

"ข้าบอกว่า อะ!...ขะ ข้าขออภัย"เสี่ยวเหมยจะหันมาบอกกล่าวแก่เหยียนฉีแต่ขาดันสะดุ้งแล้วเกือบล้ม ดีที่เหยียนฉีคว้าไว้ได้ทันนางจึงมิได้ล้มลง 

 

ใบหน้าสวยคมสง่างามอยู่ใกล้เพียงแค่ไม่กี่คืบทำเอาเสี่ยวเหมยใบหน้าร้อนวูบวาบไปหมด ในใจเต้นแรงจนมิสามารถอดกลั้นความตื่นเต้นเอาไว้ได้

 

"เป็นอันใดหรือไม่"เหยียนฉีโน้มใบหน้าเข้าใกล้สำรวจใบหน้าหวานที่แดงเถือกอย่างงุนงง เสี่ยวเหมยส่ายหัวรัวๆก่อนจะทำท่ากระอักกระอ่วกไปไม่เป็น

 

"ทะ ท่านจะตามก็ตามข้ามาดีเล่า!"เสี่ยวเหมยยืนตัวตรงตะโกนออกไปด้วยความเขินอาย แล้วจึงรีบหันหน้าหนีเดินก้าวฉับๆ ไปทางตำหนักขององค์ชายสาม 

 

"หึๆ"เหยียนฉีหัวเราะขบขันให้กับท่าทางของเสี่ยวเหมยก่อนจะเดินตามคนตัวเล็กกว่าไป โดยลืมสังเกตว่าที่ที่ตนเดินมานั้นคือตำหนักขององค์ชายสาม 

 

พอนางเดินไปส่งคนตัวเล็กกว่าก็รีบใช้วิชาตัวเบาเพื่อกลับจวนแม่ทัพ ในหัวตอนนี้ของนางดันมีแต่ภาพของหญิงสาวน่ารักใสซื่อคนนั้นอยู่เต็มไปหมด ในใจที่เคยเศร้าหมองกลับหายเป็นปริบทิ้งราวกับมีคนใหม่เข้ามาครอบครองมัน ความรู้สึกนี้ช่างหอมหวานราวกับได้กินผลไม้ที่สุกงามเต็มที่ นางจะไม่มีทางปล่อยโอกาสนี้ให้เป็นของคนอื่นอีก นางจะทำตามหัวใจของตนเองตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

....เลี่ยงหรู

 

ตั้งแต่วันนั้นที่เกิดเรื่องและได้รู้ตัวว่าตัวเองกำลังท้อง เขาก็เริ่มระมัดระวังตัวมากขึ้น พยายามกินเยอะๆ เพื่อให้ได้สารอาหารไปเลี้ยงลูก แม้จะโกรธแล้วนึกอยากจะฟาดคนเป็นพ่อของลูกให้สาแก่ใจ แต่ว่าตีไปมันก็เท่านั้น มันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม 

 

ช่วงนี้รู้สึกว่าเจ้าฟิลิกซ์จะชอบทำตัวอ่อนแอ นิดๆหน่อยๆก็ทำท่าเจ็บเหมือนจะตาย ทั้งยังขี้อ้อนเข้ามากอด เข้ามาซบทำอย่างกับเพิ่งรักกันใหม่ๆไปได้ คงจะดีใจละมั้งที่เขาหายเหม็นขี้หน้าแล้ว แต่อาการอาเจียนไม่ได้ดีขึ้นเลยสักนิด! แถมยังดูจะหนักกว่าเดิมซะอีก 

 

"พระชายาเพคะ พร้อมรึยังเพคะ"เสียงของเสี่ยวเหมยดังขึ้นเรียกเตือนสติผู้เป็นนาย 

 

วันนี้เขาจะต้องกลับไปที่เมืองซานเถาแล้ว หลังจากการฉลองครั้งยิ่งใหญ่ให้กับองค์รัชทายาท และอ๋องคนใหม่ที่ได้รับการเลื่อนยศหลังจากการประลองฝีมือ

 

ส่วนเขาที่จะต้องได้เป็นแค่พระชายาก็จะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหวางเฟยเพียงคนเดียวของอ๋องแคว้นเยียทางตะวันออก เมืองที่พวกเขาจะต้องเข้าไปปกครองดูแล คือเมืองหยางที่ติดกับมหาสมุทร เห็นว่าที่นั่นแทบจะอดยากเพราะหาอาหารไม่เป็น น้ำก็เค็มเหลือเกินชาวบ้านแถวนั้นเชื่อว่าถ้าน้ำกินไม่ได้ปลาก็คงกินไม่ได้ เลยมิกล้าเข้าหาปลาในมหาสมุทร น้อยคนจริงๆที่จะกล้าออกร่องเรือไปหาปลาในมหาสมุทร 

 

ตอนแรกฝ่าบาทอยากจะคัดค้านเพราะไม่อยากให้บุตรชายสุดที่รักไปลำบาก แต่อ๋องคนใหม่ก็ยังคงยืนยันคำเดิมเพราะที่นั่นคือแหล่งรายได้ระดับชั้นสูงเลยทีเดียว

 

หลายคนที่ไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของท่านอ๋องก็พากันว่า อ๋องคนใหม่นั้นเลือกที่ประทับผิดเมืองเสียแล้ว และยังโง่เขลาให้ภรรยาผู้นี้ข่มขู่ได้ ข่าวลือนี้เกิดขึ้นเพราะเจ้าฟิลิกซ์ดันมาคุกเข่ากอดขาขออภัยเขาอยู่เสียนาน แต่เพราะเหตุนี้ข่าวลือจึงมีสองแบบ แบบแรกคือคนที่เคารพรักและนับถือเป็นอย่างมาก คิดว่าองค์ชายคงหลงรักพระชายามากถึงกับยอมให้ทุกอย่าง

 

แบบที่สองคือคนที่เกลียดชัง และหวังจะทำให้เสื่อมเสียอยู่แล้ว ข่าวลือก็จะประมาณว่าอ่อนแอถึงขั้นต้องใฟ้พระชายาตัวอองกดข่มและเป่าหูหลอกลวงได้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบแรก 

 

"จะไปแล้วหรือ"เสียงทุ้มของสามีที่เฝ้ารอการมาถึงของเขาเอ่ยขึ้น พร้อมกับถือเจ้าแมวพูดได้มาด้วย คิดว่าเอาแมวมาล่อแล้วจะยอมอยู่ด้วยรึไง?

 

"ทำหน้าแบบนี้หมายความว่าไง ข้าไปอยู่แค่อาทิตย์เดียว"เลี่ยงหรูว่าพร้อมกับดึงเจ้าแมวพูดได้มากอดแล้วลูบหัวเล่น 

 

เพราะหลังจากนี้จะไม่เจอกันอีกเสียนานเลย ก่อนงานอภิเษกสมรสจะเริ่มขึ้นเขาต้องไปเก็บตัวอยู่ที่เมืองซานเถา พอถึงเวลาที่ใกล้เข้าพิธีก็กลับมารออีกสามวัน แล้วจัดงานอภิเษกสมรส และหลังจากนั้นก็ต้องเข้าพิธียกน้ำชา

 

อยู่นี้อีกสักสองสามวันก็จะย้ายไปที่เมืองหยาง พวกเขาสองคนวางแผนกันมากมาย ทั้งตั้งชื่อลูก ทั้งคิดที่ฮันนีมูน แล้วพอพัฒนาธุรกิจเมืองหยางแล้วก็จะหาที่ทำเลใหม่ 

 

เมืองที่เทียนโจวจะต้องปกครองและพัฒนามีอยู่ทั้งหมด 5 เมืองทางตะวันออก โดยที่เมืองเหล่านี้จะมิได้ถูกแทรกแซงโดยฮ่องเต้หรือรัชทายาทเพราะเป็นเจ้าผู้ปกครองแคว้นทางเมืองตะวันออก 

 

"จะไปจริงๆเหรอ อยู่ที่นี่ก็ได้ไม่ใช่เหรอให้พ่อกับแม่มาพักอยู่ที่จวนอื่นก็ได้"เทียนโจวยังพยายามเกลี้ยกล่อมให้เลี่ยงหรูอยู่ต่อ เพราะไม่อยากให้อยู่ไกลสายตา ยิ่งมีลูกยิ่งระแวง ตั้งแต่อยู่กินกันมาหลายปี ปีนี้จะมีลูกที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองแล้ว มันดีใจจนเนื้อเต้นเลยทีเดียว จะได้เป็นพ่อคนนี้มันดีจริงๆ

 

"ข้าจะไปเพราะว่าข้าอยากอยู่เงียบๆ อยู่ห่างกันสักพักก็ดี ข้าจะได้เตรียมตัวเข้าหอไง"เลี่ยงหรูว่าพร้อมกับดึงแก้มของเทียนโจวด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ ทำหน้างออย่างกับลูกหมา ถ้าอยู่ต่อมีหวังได้ใจอ่อนแน่ๆ

 

"เดี๋ยวจะรีบไปหา"เทียนโจวโอบกอดภรรยาพร้อมกับประทับริมฝีปากบนหน้าผาก แววตามีแต่ความอาลัยอาวร จนคนโดนรู้สึกเศร้าตามไปด้วย

 

"เดี๋ยวก็เจอกันแล้ว อย่าทำหน้าแบบนั้นได้ไหม"

 

"เฮ้อ...นั้นสิ เดี๋ยวก็ได้เจอกันแล้ว"เทียนโจวยิ้มอ่อนก่อนจะประทับริมฝีปากไปที่ริมฝีบางอย่างแผ่วเบา จากนั้นก็เลื่อนไปที่แก้ม แล้วก็ไปที่หน้าผากอีกรอบ

 

"พอแล้ว จะสายแล้วเนี่ย!?"

 

"แล้วเจอกันนะ"เทียนโจวโอบกอดภรรยาแน่นเลี่ยงหรูเองก็กอดตอบเช่นกัน

 

"แล้วเจอกัน"เลี่ยงหรูว่าก่อนจะยืดตัวคล้องคอให้คนตัวโตโน้มลงมาจูบลา นั้นทำให้เจ้าคนตัวโตได้ใจแล้วรีบตักตวงความสุขของตนเอง ความหวานฉ่ำคละคลุ้งเข้ามาในโพลงปากรู้สึกดีจนไม่อยากผละออกไปไหน ลิ้นร้อนของเทียนโจวสอดแทรกเข้าไปในโพรงปาก ดูดดื่มความหอมหวานจากริมฝีปากของคนตัวบางไว้ไม่มีปล่อย

 

"อื้อ...แฮ่กๆ"เลี่ยงหรูหอบเล็กน้อยก่อนจะผละออกจากคนร่างสูง

 

"ขออีกรอบได้ไหม"

 

"พอ! จะไปแล้ว"เลี่ยงหรูว่าก่อนจะคืนแมวที่ทำหน้าเอื้อมๆ ทำท่าอยากจะอ้วกให้กับคนตัวโตก่อนจะก้าวขาขึ้นรถม้าอย่างรวดเร็วเพราะไม่งั้นคงต้องเสียเวลาอำลากันไปอีกแน่ๆ 

 

"หึ...แล้วเจอกันนะ"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

............

 

เลี่ยงหรูที่มาถึงเมืองซานเถา:เฮ้อ~อาบน้ำโดยที่ไม่่ต้องให้ใครอาบให้นี้มันดีจริงๆ˙˚ʚ(´◡`)ɞ˚˙

 

???:เดี๋ยวขัดหลังให้นะ

 

เลี่ยงหรู:นายมาอยู่นี้ได้ไงเนี่ย!Σ(゜゜)

 

เทียนโจว:บอกแล้วไงว่าเดี๋ยวเจอกัน(◍•ᴗ•◍)

 

 

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว