พึ่งเขียนเรื่องแรก ช่วยแนะนำละเป็นกำลังใจให้หน่อยนะครับ ขอให้อ่านให้สนุกนะครับ

บทที่ 36 - การปะทะกันของฝูงสัตว์อสูร

ชื่อตอน : บทที่ 36 - การปะทะกันของฝูงสัตว์อสูร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 42

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ส.ค. 2564 20:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 36 - การปะทะกันของฝูงสัตว์อสูร
แบบอักษร

 

ที่ปากถ้ำ งู และลิงยักษ์ ตั้งท่าเตรียมป้องกันอย่างแข็งขัน ขณะเดียวกันห่างออกไปอีก 2 กิโลเมตร เหล่าตะกวดจำนวนเกือบร้อยก็วิ่งตรงไปยังถ้ำพร้อมกับบรรยากาศที่หวาดหวั่น ขณะที่จินหมิงยู่นั้นอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสอง และเมื่อมองไปยังฝูงตะกวดเกือบร้อยตัววิ่งพุ่งเข้ามาทางตน ก็ทำให้สีหน้าของจินหมิงยู่เปลี่ยนไปในทันที  

  

จินหมิงยู่พยายามเก็บซ่อนพลังและกลิ่นอายให้ได้มากที่สุด ก่อนที่จะพุ่งตัวออกไปจากเส้นทางของพวกตะกวด แต่เหมือนว่าการเคลื่อนไหวของเขานั้นจะเร่งรีบเกินไปหน่อย จึงทำให้จินหมิงยู่เก็บกวาดเส้นทางการเคลื่อนไหวของตนได้ไม่ดีพอและยังเหลือพลังปราณตกค้างบางส่วนในเส้นทางหลบหนีของเขา  

  

และเมื่อฝูงตะกวดเข้ามาใกล้กับร่องรอยเหล่านั้น ก็สามารถดึงความสนใจของตะกวดจ่าฝูงได้ในทันที มันได้พบเจอกับร่องรอยพลังปราณของจินหมิงยู่ และรับรู้ได้ว่ามันพึ่งปรากฏมาได้ไม่นานเท่าใดนัก   

  

ตะกวดจ่าฝูงจึงตัดสินใจส่งตะกวดยักษ์ข้างกายตนออกไปสำรวจร่องรอยเหล่านั้นก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังปากถ้ำต่อ ส่วนจินหมิงยู่นั้นได้ถอยออกห่างจากฝูงตะกวดไกลเกือบหนึ่งกิโลเมตร และกำลังสังเกตการณ์ตะกวดจ่าฝูงอยู่   

  

จินหมิงยู่มองไปยังทุกการณ์กระทำของมัน รวมถึงเรื่องที่มันส่งตะกวดข้างกายมาสำรวจร่องรอยของเขา แต่จินหมิงยู่ก็ไม่ได้สนใจมันมากนัก เพราะพลังของตะกวดที่ถูกส่งมาได้ถูกตรวจสอบจากจินหมิงยู่แล้ว และระดับของมันก็ไม่ได้สูงมากเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับ 4 เท่านั้น  

  

ซึ่งเป็นระดับที่จินหมิงยู่สามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย ไม่นานนักฝูงตะกวดก็เดินทางไปถึงถ้ำ และหยุดลงห่างจาก งูและลิงยักษ์เพียงไม่กี่สิบเมตร พร้อมกันนั้นตะกวดยักษ์เดินสองขาออกมาจากกลางฝูง เข้าประจันหน้ากับสัตว์อสูรหน้าถ้ำทั้งสอง  

  

งูยักษ์และลิงยักษ์ ถึงกับมีเค้าลางแห่งความกลัวเกิดขึ้นในจิตใจ ทั้งคู่ระมัดระวังอย่างถึงที่สุด ตะกวดยักษ์จ่าฝูงนั้นคำรามเสียงต่ำใส่ทั้งสองตัว แต่ลิงยักษ์ก็ไม่ยอมถอยมันร้องคำรามกลับไป เช่นเดียวกับงูยักษ์ที่ส่งเสียงขู่ออกมา   

  

ขณะเดียวกันนั้นจินหมิงยู่ที่สังเกตการณ์อยู่รอบนอกก็รับรู้ได้ว่าตะกวดที่ตามร่องรอยของตนมาอยู่ห่างไปไม่กี่เมตร “ตามมาถูกด้วยรึ ดีงั้นข้าจะเล่นด้วยซักหน่อย” จินหมิงยู่พุ่งตัวออกมาจากที่ซ่อนและวิ่งหลบหนีออกห่างจากถ้ำ เขาต้องไม่ต้องการให้พวกสัตว์อสูรหน้าถ้ำรับรู้ได้ว่าตนกำลังเฝ้ามองอยู่ จึงต้องมั่นใจว่าจะออกห่างมากพอที่พวกมันจะไม่สามารถสัมผัสได้แม้จะมีการปะทะกันรุนแรงระหว่างตนและตะกวด  

  

ตะกวดตนนั้นเห็นจินหมิงยู่ในทันทีที่เขาปรากฏขึ้นและเข้าไล่ตามด้วยความเร็วสูง ทั้งคู่วิ่งไล่กันมามากกว่า 3 กิโลเมตร จินหมิงยู่จึงหยุดวิ่งและหันกลับมามองตะกวดพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก   

  

“ข้ากำลังอยากรู้อยู่พอดีว่าหนังของพวกเจ้าจะเหนียวมากขนาดไหน” ราวกับฟังจินหมิงยู่ออก ตะกวดร้องตะโกนและพุ่งใส่จินหมิงยู่ด้วยความเกรี้ยวกราด จินหมิงยู่มองหางของมันที่กำลังฟาดเข้าใส่อย่างใจเย็น และก่อนที่หางจะหวดลงบนลำตัวของจินหมิงยู่นั้น เขาก็ออกหมัดซัดเข้าใส่หากของตะกวด  

  

ปึง! การปะทะของหมัดแรงหากสร้างเสียงทุ้มต่ำดังขึ้น พร้อมกับแรงลมกระจายออกไปทั่วทิศทาง ทั้งคู่ถอยห่างออกมาจากจุดปะทะสามก้าว จากนั้นก็พุ่งเข้าหากันใหม่ จินหมิงยู่นำดาบทองของตนออกมาฟันเข้าใส่ลำตัวของตะกวด แต่มันก็ยกเท้าหน้าของมันขึ้นเตรียมตบเข้าใส่จินหมิงยู่เช่นกัน   

  

จินหมิงยู่ไม่ต้องการที่จะเดิมพันจึงเลือกพลิกตัวหลบการโจมตีของตะกวดออกไปด้านข้าง และพุ่งเข้าแทงในมุมอับของมันต่อทันที ตะกวดร้องออกมาอย่างเจ็บปวดและพุ่งเข้าเตรียมกัดจินหมิงยู่ แต่ก็เป็นอีกครั้งที่จินหมิงยู่หลบออกไปด้านข้างได้ และเข้าฟันข้างลำตัวของมัน   

  

หลังจากนั้นจินหมิงยู่อาศัยรูปแบบเดิม หลบและฟันเข้าใส่ตะกวดไปเรื่อย ๆ ผ่านไปเกือบ 5 นาที เลือดสีน้ำตาลจำนวนมากไหลออกมาจากบาดแผลทั่วทั้งร่างของตะกวด หลังจากได้รับบาดแผลอย่างต่อเนื่อง มันเริ่มรับรู้ได้ว่าไม่สามารถสู้กับจินหมิงยู่ได้ ฉับพลันมันฟาดหางลงสู่พื้นดิ้นสร้างฝุ่นควันและรอยแยกแตกออกไปทันที  

  

ทำให้จินหมิงยู่ไม่สามารถเข้าโจมตีตะกวดได้ จากนั้นมันก็ถอยหนีไป เมื่อฝุ่นควันบดบังการมองเห็น จินหมิงยู่ก็กระจายพลังจิตออกไปทำหน้าที่แทนดวงตาในทันที และได้รับรู้ว่าตะกวดหลบหนีไปแล้ว แต่โชคยังดีที่มีรอยเลือดไปตัวบอกทาง เพื่อกันไม่ให้มันกลับไปบอกฝูง จินหมิงยู่จึงรีบพุ่งตามไปสังหารมัน  

  

แต่เมื่อวิ่งตามรอยเลือดมาเกือบ 5 นาที จินหมิงยู่ก็เกิดความสงสัยขึ้นมาในทันที เนื่องจากว่าเส้นทางที่รอยเลือดนี้เดินไปมันไม่ใช่เส้นทางที่ใช้กลับไปยังฝูงของมัน นอกจากนั้นจินหมิงยู่มีความเร็วมากยิ่งกว่าตะกวด อีกทั้งตะกวดยังได้รับบาดเจ็บมันเป็นไปได้ด้วยหรือที่ในเวลาไม่ถึงนาที จินหมิงยู่จะถูกทิ้งระยะห่างจนไม่สามารถไล่ตามมันได้ทัน  

  

จินหมิงยู่จึงคิดขึ้นว่าเลือดที่ตนเห็นอาจไม่ใช่ของตะกวด แต่เมื่อได้ลองตรวจดูเลือดบนพื้นและเทียบกับเลือดของตะกวดบนดาบของตน ก็ยังพบว่ามันเป็นเลือดของตะกวด ในเมื่อยังไม่สามารถไขข้อสงสัยได้จินหมิงยู่จึงตัดสินใจวิ่งตามรอยเลือดต่อ  

  

วิ่งมาเกือบ 10 นาที จากการคำนวณของจินหมิงยู่คร่าว ๆตอนนี้เขาอยู่ห่างจากถ้ำที่เป็นเป้าหมายมากกว่า 15 กิโลเมตรแล้ว และรอยเลือดก็หายเข้าไปในถ้ำอีกแห่งที่อยู่ตรงหน้าของจินหมิงยู่  

  

จินหมิงยู่ยืนลังเลอยู่ชั่วขณะสุดท้ายจึงตัดสินใจเข้าไปในถ้ำ หลังจากที่เข้ามาภาพที่เห็นทำให้เขาเกือบจะวิ่งหนีในทันที ยังดีที่จินหมิงยู่รับรู้ได้จากพลังจิตว่าพวกมันยังอยู่ในขอบเขตที่จินหมิงยู่รับมือด้วยตนเองได้ไหวอยู่  

  

ตรงหน้าของเขานั้นเป็นหลุมหลายร้อยหลุม บางหลุมว่างเปล่าขณะที่บางหลุมนั้นมีตะกวดโผล่ออกมา และจ้องมองมายังจินหมิงยู่ จำนวนที่โผล่ออกมานั้นมีมากกว่า 50 ตัวเลยทีเดียว แต่ระดับพลังของมันนั้นเป็นสัตว์อสูรระดับ 3 ถึง ระดับ 4 ขั้นต้นซะส่วนใหญ่ซึ่งจินหมิงยู่สามารถสังหารได้อย่างง่ายดาย   

  

ที่ตรงกลางถ้ำนั้นเป็นตะกวดที่หลบหนีจินหมิงยู่ มันกำลังจ้องมองจินหมิงยู่ด้วยความหวาดกลัวขณะที่ตะกวดตัวอื่น ๆเริ่มออกมาจากหลุมและก้าวไปรวมกลุ่มล้อมรอบตะกวดที่บาดเจ็บทันที  

  

“พอดีเลยมีคู่ซ้อมที่ไม่ต้องสนความเป็นตายมากขนาดนี้ ข้าจะได้ฝึกฝนทักษะต่าง ๆเสียที” จินหมิงยู่ยิ้มขึ้นและเตรียมที่จะละเลงเลือดอีกครั้ง แต่ก็นึกขึ้นถึงพวกจินเป่าขึ้นมา “ข้าควรจะไว้ให้เจ้าพวกนั้นฝึกฝนดีไหมนะ อืม... งั้นเหลือไว้ซักหน่อยละกัน”   

  

จินหมิงยู่เก็บดาบลงไปในแหวนมิติ และเริ่มเร่งเร้าพลังปราณทั่วทั้งร่างกายใช้วิชาต่าง ๆออกมาไม่ว่าจะเป็นกระบวนท่าพื้นฐานของนักรบทองคำ ท่วงทำนองแห่งนกกระเรียน กายาทองคำ หรือ ทักษะราชสีห์ทองคำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิชาที่จินหมิงยู่เชี่ยวชาญทั้งหมดแล้ว มีเพียงกายาทองคำที่อยู่ในขั้นกายาเงิน   

  

เสียงคำรามของราชสีห์ เสียงระเบิดของพลังปราณ และเสียงกรัดร้องของเหล่าตะกวดดังระงมออกมาจากในถ้ำ ท่ามกลางเสียงหัวเราะสะใจของฆาตกรโรคจิต   

  

ผ่านไปเพียงไม่ถึง ครึ่งชั่วโมงเสียงเหล่านั้นก็เงียบหายไป   

“ไม่ได้สู้แบบนี้มาได้แล้วสินะ รู้สึกดีสุด ๆไปเลยนะเนี่ย อ๊ะ! จริงสิลืมไปเลยว่าจะเหลือไว้ให้เจ้าพวกนั้นได้มาฝึกฝนประสบการณ์ด้วย ทำไงดีละเนี่ย เฮ้อ... งั้นค่อไปหาข้างหน้าเอาก็แล้วกัน”   

  

จินหมิงยู่เก็บกวาดซากของพวกตะกวดเข้าไปในแหวนมิติทั้งหมด โชคยังดีที่เขาได้แหวนมิติมาหลายวงจากเมืองเต่าเทวา ไม่เช่นนั้นเขาอาจต้องทำใจเสียร่างที่ทำรายได้สูงแบบพวกมันไปอย่างแน่นอน  

  

เมื่อจัดการซากศพไปหมดแล้วจินหมิงยู่ก็ออกสำรวจถ้ำแห่งนี้ต่อ เขาคาดคิดไว้ว่าถ้ำแห่งนี้น่าจะเป็นรังที่แท้จริงของตะกวดพวกนั้น ส่วนเนินเขาที่มันอยู่ก่อนหน้านี้อาจเป็นที่พักพิงชั่วคราว   

  

ทันใดนั้นจินหมิงยู่ก็ได้พบกับหลุมขนาดใหญ่เกือบ 10 เมตรในขณะที่หลุมอื่นนั้นใหญ่เพียง 4-5 เมตรเท่านั้น เขากระโดดลงไปในหลุมโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ภายในหลุมนั้นกว้างใหญ่ยิ่งกว่าปากหลุมหลายต่อหลายเท่า แต่ภายในถ้ำนั้นว่างเปล่าเป็นอย่างมาก  

  

เดินมาไม่นานก็ได้มาถึงที่ปลายสุดของถ้ำ และเมื่อมาถึงจินหมิงยู่ก็พบกับหลุมอีกหลุมนึง เมื่อมองลงไปในหลุมก็ทำให้จินหมิงยู่ต้องโห่ร้องออกมาอย่างมีความสุข เพราะเขาได้พบกับกองสมบัติจำนวนมาก ทั้งสมุนไพร แร่ล้ำค่าต่างๆมากมาย โดยเฉพาะของที่สามารถเสริมพลังธาตุที่จินหมิงยู่ต้องการเป็นอย่างมากก็สามารถพบได้ไม่ต่ำกว่า 10 ชิ้นแล้ว  

  

จินหมิงยู่เก็บกวาดของภายในหลุมไปด้วยใบหน้าเบิกบาน แต่เมื่อเก็บสมุนไพรและแร่ธาตุไปหมดแล้วจินหมิงยู่ก็ได้พบกับแท่งสีดำน้ำตาลประหลาดที่ถูกฝังอยู่ในจุดลึกสุดของหลุม มันโผล่ขึ้นมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากจินหมิงยู่ไม่ได้สังเกตและตรวจสอบหลุมซ้ำหลายรอบก็คงไม่สามารถพบเจอได้   

  

จินหมิงยู่กระโดดลงไปในหลุมและดึงแท่งนั้นขึ้นมาทันที หลังจากปัดเศษฝุ่นเศษดินออกไปแล้วจินหมิงยู่ก็พบว่ามันเป็นกระบอกยาวที่มักจะใช้สำหรับบรรจุม้วนคัมภีร์ จินหมิงยู่ไม่รีรอรีบเปิดฝาของมันออกและก็เป็นดังที่คาดไว้  

  

ม้วนคัมภีร์เก่าคร่ำครึถูกดึงออกมาอย่างระมัดระวัง “ดวงจิตธาตุปฐพีที่มีสีดำทมิฬปรากฏอยู่ นั่นคือดวงจิตที่อันตรายและน่าหวาดหวั่นที่สุดในยุคของข้า และนั่นคือดวงจิตของข้า ผู้อยู่เหนือทุกสิ่ง ราชันย์ดับสูญ” เสียงเก่าแก่โบราณดังขึ้นในหัวของจินหมงยู่ก่อนที่เขาจะมีอาการเจ็บปวดรุนแรงเกิดขึ้นที่จิตวิญญาณราวกับว่ามันจะระเบิดออกมา แต่ก่อนที่จินหมิงยู่จะได้เคลื่อนไหวกระทำสิ่งใดนั้น ภาพเบื้องหน้าของเขาก็กลายเป็นเลือนรางพร้อมกับสายตาที่ปิดลง และสติที่หมดไป  

  

กาลเวลาผ่านไปนานเท่าใดมิอาจทราบได้ จินหมิงยู่ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งด้วยความงุนงง ก่อนที่จะนึกขึ้นได้ว่าตนสลบลงไปทันทีที่เปิดม้วนคัมภีร์ออก โดยที่ยังไม่ทันได้อ่านสิ่งใดเลย จึงได้หยิบม้วนคัมภีร์นั่นขึ้นมาดูอีกครั้งและพบแต่วงกลมสีดำน้ำตาลกลางม้วนคัมภีร์เท่านั้น  

  

จินหมิงยู่ถอนหายใจออกมา และเดินออกจากหลุมกลับขึ้นมาที่ถ้ำอีกครั้ง และกิเลนน้อยก็โผล่ออกมานั่งบนหัวของเขา “หลับไปนานเชียวนะ เหล่าฟูปลุกเจ้าหลายต่อหลายรอบก็ไม่มีวี่แววว่าเจ้าจะได้สติเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้เจ้ารีบไปที่ถ้ำนั้นก่อนเถอะ”  

  

จินหมิงยู่พยักหน้ารับและพุ่งตัวไปกลับไปยังถ้ำแห่งแรกทันที ระหว่างทางเขาได้ถามกิเลนน้อยเกี่ยวกับเรื่องที่เขาสลบไปบ้างแล้ว ซึ่งกิเลนน้อยก็บอกมาว่ามันและเสวียนอู๋ได้ร่วมมือกันตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้  

  

ข้อมูลที่ได้นั้นมันมีน้อยมากทั้งที่พวกเขาใช้ความพยายามไปอย่างมากกับการสืบค้น เพราะสิ่งที่ไได้มาเพียงรู้แค่ว่าจินหมิงยู่ได้รับมรดกสืบทอดทางจิตวิญญาณแต่เป็นมรดกอะไร พวกเขาไม่สามารถรับรู้ได้ แต่ด้วยพลังของมรดกนี้นั้นต้องเป็น 1 ใน 13 มรดกที่ถูกทิ้งไว้โดยผู้ที่เข้าใจในจิตวิญญาณของตนอย่างสมบูรณ์แบบแน่นอน  

  

จินหมิงยู่ได้อธิบายเกี่ยวกับเสียงที่ตนได้ยินเกี่ยวกับราชันย์ดับสูญให้กิเลนน้อยฟังทำให้มันตื่นเต้นขึ้นมาในทันทีและรีบกลับเข้าไปในตะเกียง ก่อนจะออกมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ด้วยใบหน้าที่เศร้าหมอง เพราะมันไม่เคยได้ยินชื่อของราชันย์ดับสูญเลยแม้แต่น้อย  

  

ผ่านไปไม่นานทั้งสองก็วิ่งมาถึงเป้าหมายและได้พบกับฉากที่สุดแสนจะวุ่นวาย ด้านหน้าถ้ำนั้นมีฝูงสัตว์อสูรถึง 5 ชนิดกำลังเข้าโรมรันกันอย่างดุเดือด โดย 3 ใน 5 ฝูงมีผู้นำเป็นตัวที่จินหมิงยู่รู้จักอยู่แล้ว  

  

นั่นคือฝูงของตะกวด ลิง และงูนั่นเอง แต่อีกสองฝูงที่เพิ่มเข้ามามีอยู่ฝูงนึงที่จินหมิงยู่เข้าใจผิดคิดว่ามันตายกันหมดแล้วนั่นก็คือฝูงแมงมุมตัวเล็ก ส่วนสัตว์ฝูงสุดท้ายนั้นเป็นฝูงแร้งที่มีน้ำปกคลุมอยู่ทั่วขน กำลังบินว่อนอยู่บนฟ้าและคอยพุ่งลงมาเก็บเกี่ยวศพกลับไปยังรังของพวกมัน  

  

“เหมือนว่าเจ้างูลายเสือกับเจ้าลิงอัสนีตัดสินใจเรียกพวกมาช่วยสินะ เจ้าเห็นแมงมุมน้อยเหล่านั้นหรือไม่ เหล่าฟูบอกได้เลย เจ้าไม่ควรประมาทโดยเด็ดขาด แม้เหล่าฟูจะไม่รู้มันมีชื่อเรียกว่าอะไร แต่พอจะรู้อยู่บ้างว่ามันสืบสายพันธุ์มาจากแมงมุมโลหิตแน่นอน”  

  

จินหมิงยู่เผยสีหน้าตกใจขึ้นมา “แมงมุมโลหิตรึ... หากเป็นเช่นนั้นจริงก็คงต้องระวังมันเป็นอย่างมาก ตะกวดพวกนั้นข้าพอจะรู้อยู่บ้างว่าเป็นตะกวดเขาเดียว แต่เจ้าพวกแร้งบนท้องฟ้านี่สิ กิเลนน้อยเจ้าพอจะรู้บ้างไหมว่ามันเป็นสายพันธุ์ใด ในภูมิปัญญาก็ไม่มีข้อมูลของพวกมันเลยซักนิด”  

  

กิเลนน้อยทำท่าทางครุ่นคิดขึ้นมา “อืม... แม้จะไม่รู้แน่ชัดแต่ข้าคาดว่าบรรพบุรุษของพวกมันน่าจะเป็นวิหควารีม่วง เพราะพวกมันทั้งคู่มีธาตุน้ำและชื่นชอบในซากศพเหมือน ๆกัน”  

  

จินหมิงยู่จัดเรียงข้อมูลต่าง ๆอยู่ภายในหัว “จากพฤติกรรมของพวกแร้งดูเหมือนมันจะไม่ได้สนใจสิ่งอื่นนอกจากซากศพ งั้นข้าคงต้องระวัง แมงมุมเป็นพวกแรก และตะกวดเขาเดียวเป็นพวกที่สองสินะ”  

  

“ดูเหมือนเจ้าจะมีแผนการอยู่ในใจแล้วสินะ เหล่าฟูหวังว่าเจ้าจะเก็บเกี่ยวโอกาสครั้งนี้ได้เป็นอย่างดีล่ะ หากมีสิ่งใดสำคัญเหล่าฟูจะออกมาเอง ขอตัวก่อน เกือบลืมเหล่าฟูช่วยเจ้าซักหน่อยแล้วกัน โชคดี” กล่าวจบกิเลนน้อยก็ปลดปล่อยพลังปราณสีเขียวมาให้จินหมิงยู่ และหายตัวกลับเข้าไปภายในตะเกียง ส่วนจินหมิงยู่นั้นก็รีบชักนำพลังปราณสีเขียวเข้ามากักเก็บไว้ที่ภายในพื้นฐานของตน จากนั้นก็เริ่มดำเนินแผนการภายในหัวตนทันที  

 

 

แผนการอะไรกันนะ??? 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว