email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 44 ทุ่มเททั้งชีวิต

ชื่อตอน : ตอนที่ 44 ทุ่มเททั้งชีวิต

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2564 09:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 44 ทุ่มเททั้งชีวิต
แบบอักษร

เฉินอันหลานบอกลาเหลียงลั่วหยินเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจึงหมุนตัวเดินออกจากห้องรักษาศพ ในขณะที่กำลังจะเอื้อมมือออกไปเปิดประตูก็ได้ยินเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เฝ้าอยู่หน้าห้องกำลังพูดคุยกับใครอีกคนเกี่ยวกับคดีของลั่วหยิน เนื้อความในบทสนทนากล่าวถึงกล้องวงจรปิดในสถานที่เกิดเหตุ 

“กล้องวงจรปิดของสถานีรถไฟถ่ายติดคนร้ายตอนกำลังลักพาตัวเหยื่อไปอย่างนั้นเหรอ? ได้ ๆ จัดการเรื่องทางนี้เสร็จเมื่อไหร่ ฉันจะรีบตามไป พวกนายตรวจสอบกันไปก่อน พยายามหารายละเอียดและรูปพรรณสัณฐานของคนร้ายออกมาให้ได้มากที่สุด” 

‘แอ๊ด——’ 

ได้ยินเสียงเปิดประตูจากด้านหลัง ตำรวจผู้รับผิดชอบคดีก็สั่งการลูกน้องอีกเล็กน้อยแล้วกดวางสายไป เขาหันหลังกลับมามองเฉินอันหลานแล้วเอ่ยถาม 

“เรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ?” 

เฉินอันหลานพยักหน้า 

“ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับเพื่อนหรือคนในครอบครัวของตัวเองหรอกครับ แต่ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว ผมอยากให้คุณทำใจนะครับ ผมเสียใจด้วยจริง ๆ” ตำรวจนายนั้นพูดพร้อมกับเดินไปปิดประตูห้องรักษาศพ 

“รบกวนทางนี้หน่อยครับคุณเฉิน คุณต้องลงบันทึกกับผมไว้ก่อน บอกรายละเอียดว่าคุณติดต่อกับผู้ตายล่าสุดเมื่อไหร่ รวมถึงเหตุผลว่าทำไมเขาถึงไปปรากฏตัวอยู่ที่สถานีรถไฟเพียงลำพังได้” 

“ก่อนลั่วหยินตายเขามักจะสวมสร้อยเส้นหนึ่งไว้ตลอดเวลา” 

“สร้อยคอ? คือแบบนี้นะครับคุณเฉิน จากเมื่อสักครู่ที่ผมได้แจ้งไปแล้วว่ากระเป๋าและของมีค่าของผู้ตายถูกรื้อค้นไปจนหมด นอกจากนี้ตอนที่เราได้รับรายงานว่ามีการพบศพก็ไม่มีรายงานว่าพบสร้อยคอของผู้ตายนะครับ” 

“เจียงหยางกลับมารึยังครับ?” 

“หัวหน้าเจียง? คุณ...รู้จักกับหัวหน้าเจียงหยางด้วยเหรอครับ?” 

เฉินอันหลานพูดอะไรแต่กลับมุ่งหน้าไปที่ลิฟต์แทน 

นายตำรวจที่เห็นพฤติกรรมแบบนั้นของญาติผู้ตายคนนี้แล้วก็ให้รู้สึกประหลาดใจขึ้นมา เขาตัดสินใจต่อสายไปหาหัวหน้าเจียงเพื่ออธิบายเรื่องคดีของเหลียงลั่วหยินโดยไม่ลืมที่จะถามไถ่เกี่ยวกับเฉินอันหลาน 

ฝ่ายเจียงหยางที่ได้ยินเรื่องราวของลูกน้องตนเองก็รีบบอกให้นายตำรวจหนุ่มคนนั้นรั้งตัวเฉินอันหลานเอาไว้ก่อน ส่วนตนเองก็มุ่งหน้ากลับไปที่สถานีตำรวจทันที 

นายตำรวจผู้โชคร้ายได้แต่ยืนงงงวยกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งพฤติกรรมแปลก ๆ ของญาติผู้ตายคนนั้น รวมถึงท่าทีร้อนรนอย่างผิดสังเกตของหัวหน้าตนที่รีบสั่งการให้เขารั้งตัวใครอีกคนไว้แล้วรีบตัดสายโดยไม่อธิบายอะไรสักอย่าง  

สุดท้ายเมื่อทำอะไรไม่ได้ นายตำรวจคนดังกล่าวจึงจำต้องปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้า เขาหันกลับมาตั้งใจจะพูดคุยเอ่ยรั้งเฉินอันหลานไว้ แต่กลับพบว่าอีกฝ่ายเดินไปยืนรอตนเองอยู่ที่หน้าประตูลิฟต์เสียแล้ว 

เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก เฉินอันหลานก็รีบกดปุ่มเปิดค้างไว้เพื่อรอให้ตำรวจคนนั้นเข้ามาด้วยกัน  

“ขอบคุณครับ” นายตำรวจดวงซวยปาดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผาก ก่อนจะหันไปกดปุ่มให้ประตูลิฟต์ปิดลงพร้อมกับเลือกชั้นที่เป็นจุดหมายของพวกเขา 

บรรยากาศภายในลิฟต์ค่อนข้างน่าอึดอัด ภาพสะท้อนของเฉินอันหลานที่ตำรวจหนุ่มมองเห็นเป็นภาพที่ชายหนุ่มยืนอยู่ในลิฟต์เงียบ ๆ เท่านั้น ทว่าดวงตาแดงก่ำกับความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวของอีกฝ่ายทำให้เขาอดรู้สึกขนลุกขึ้นมาไม่ได้ 

สุดท้ายฝ่ายที่ไม่อาจทานทนกับบรรยากาศน่าอึดอัดภายในลิฟต์ได้จึงจำต้องเอ่ยปากขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ 

“คือว่า...คุณเฉินรู้จักกับหัวหน้าเจียงด้วยเหรอครับ?” 

“รู้จักครับ” 

“เพื่อนเหรอครับ?” 

เฉินอันหลานไม่ตอบคำ เขาตัดบทสนทนานั้นด้วยความเงียบและใบหน้าที่เรียบเฉย 

นายตำรวจคนนั้นที่พยายามสร้างบรรยากาศอันดีรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาอีกครั้ง เขาจงใจกระแอมไอแห้ง ๆ ออกมาสองสามครั้งเพื่อลดความกระอักกระอ่วน และเป็นโชคดีของเขาที่ลิฟต์ได้เคลื่อนมาจอดยังชั้นที่ต้องการพอดี 

ตำรวจหนุ่มรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก เขาทำท่าจะก้าวออกจากลิฟต์นี้ทันทีที่ประตูเปิด ทว่าในตอนนั้นเองที่คำสั่งของหัวหน้าที่บอกให้เขารั้งตัวเฉินอันหลานไว้ได้ผุดขึ้นมาในสมอง ปลายเท้าที่กำลังจะก้าวออกจากลิฟต์เป็นอันต้องหยุดชะงักแล้วหันมาผายมือเชื้อเชิญเพื่อนร่วมทางให้ออกไปก่อน 

“เชิญครับคุณเฉิน” 

เฉินอันหลานกวาดตามองไปทางนายตำรวจคนนั้นแวบหนึ่งก่อนจะก้าวขาออกจากลิฟต์ไป 

สายตาน่ากลัวของเฉินอันหลานที่มองมาทำเอานายตำรวจหนุ่มตัวแข็งค้าง เขาสะบัดหน้าเพื่อเรียกสติของตนคืนมาก่อนจะรีบก้าวตามเฉินอันหลานออกจากลิฟต์ 

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※ 

บทสนทนาที่พยายามสรรหามาพูดคุยใกล้จะหมดมุกเต็มทีแล้วแต่เจียงหยางก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะมาถึง นายตำรวจหนุ่มมองไปทางเฉินอันหลานที่นั่งนิ่งแสดงสีหน้าเย็นชาอยู่ที่โซฟาฝั่งตรงข้ามด้วยหัวใจเต้นเร็วเป็นกลองรัว สุดท้ายคนก็ทนไม่ไหว เขาตัดสินใจเอ่ยปากขอตัวไปโทรศัพท์หาเจียงหยางในห้องน้ำ โดยบอกว่าจะรีบตามเขามาให้ไวที่สุด  

นายตำรวจหนุ่มเดินกลับออกมาจากห้องน้ำและพบว่าเฉินอันหลานยังคงนั่งนิ่งอยู่ในอากัปกิริยาเดิม 

“เอ่อ คุณเฉินครับ...” 

“ขอยืมโน้ตบุ๊กหน่อยได้ไหมครับ?” 

“อะไรนะครับ?” 

“เจียงหยางบอกให้คุณรั้งผมไว้ที่นี่ไม่ใช่เหรอครับ?” 

“....” 

“ผมขอยืมโน้ตบุ๊กสักเครื่อง และรบกวนให้ผมอยู่ในนี้คนเดียวสักครู่นะครับ” 

ได้ยินดังนั้น นายตำรวจหนุ่มก็ไม่อาจปฏิเสธได้ เขาเดินออกไปหาโน้ตบุ๊กจากนอกห้องมาให้เฉินอันหลาน หลังจากนั่งสังเกตการณ์อยู่สักพักและคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไรแล้วจึงขอตัวเดินออกมาจากห้องสอบสวน เขาควักมวนบุหรี่ออกมาจุดที่ระเบียงด้านนอกเพื่อรอคอยเวลาให้เจียงหยางกลับมา 

เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ในห้องกับตนอีกแล้ว เฉินอันหลานก็จัดการเชื่อมต่อโน้ตบุ๊กเครื่องดังกล่าวเข้ากับระบบอินเตอร์เน็ตของสำนักงานตำรวจแล้วจัดการเจาะระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อเข้าไปตรวจสอบฐานข้อมูลภายในทันที เฉินอันหลานมีเวลาเพียง 10 นาทีในการค้นหาข้อมูลทั้งหมดก่อนที่โปรแกรมจะล็อกไฟล์อัตโนมัติ เขาไม่สามารถเพิ่มเวลาให้ตัวเองมากไปกว่านี้เพราะไม่อย่างนั้นทางกรมตำรวจอาจจะไหวตัวทันและเขาจะถูกจับได้ 

ภายในเวลาอันเร่งรีบ เฉินอันหลานเปิดไฟล์คลิปวิดีโอและเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคดีของเหลียงลั่วหยินขึ้นมา หลังจากไล่สแกนดูไฟล์ทั้งหมดคร่าว ๆ แล้ว เขาก็เลือกเปิดไฟล์คลิปจากกล้องวงจรปิดตัวหนึ่งขึ้น ภายในคลิปวิดีโอนั้นเป็นภาพเคลื่อนไหวของเหลียงลั่วหยินตั้งแต่ลงจากรถไฟจนกระทั่งถูกผู้ชายร่างกำยำสองคนพาตัวไป 

จากภาพที่เห็นเฉินอันหลานเดาได้เลยว่าลั่วหยินคงพยายามดิ้นรนขัดขืนและร้องขอความช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง อนิจจาที่ไม่ว่าลั่วหยินจะร้องขออ้อนวอนเท่าใด ผู้คนที่แสนเย็นชาเหล่านั้นก็ไม่มีทีท่าจะยื่นเข้ามาช่วยเหลือเด็กหนุ่มคนนี้เลย พวกเขาทำเพียงยืนมองเหลียงลั่วหยินถูกกระชากตัวไป... 

เฉินอันหลานกำหมัดแน่น 

คลิปวิดีโออีกคลิปที่เฉินอันหลานเลือกเปิดขึ้นมาคือคลิปบริเวณสถานที่ก่อสร้างใกล้สถานีรถไฟ ภาพในคลิปคือตอนที่เหลียงลั่วหยินหนีมาซ่อนตัวในหลุมเล็ก ๆ หลุมหนึ่งที่เต็มไปด้วยเศษเหล็ก ชายฉกรรจ์สองคนนั้นวิ่งตามเขาเค้ามาในไซต์ก่อสร้าง แต่เมื่อตามหาอยู่สักพักก็ยังไม่พบตัวเด็กหนุ่มจึงได้เดินกลับออกไป 

ฝ่ายเหลียงลั่วหยินที่หลบซ่อนอยู่นานมากแล้วและคิดว่าชายสองคนล่าถอยไปแล้วจึงได้ออกจากที่ซ่อนเพื่อมาดูสถานการณ์ข้างนอก โชคร้ายเหลือเกินที่สองคนนั้นไม่ได้จากไหนไกล พวกเขายังคงซุ่มรอเด็กหนุ่มอยู่ใกล้ ๆ บริเวณนั้น รอจังหวะที่เหลียงลั่วหยินยอมเผยตัวออกมา 

ทันทีที่พวกมันเห็นเหยื่อตัวน้อยปรากฏตัวขึ้น ชายกักขฬะสองคนนั้นก็ตรงเข้าไปกดเด็กหนุ่มไว้กับพื้นอย่างรุนแรง พวกมันกระทำชำเรากับร่างกายของเหลียงลั่วหยินไม่ต่างจากสัตว์เดียรัจฉาน 

ภาพในกล้องวงจรปิดคือเหลียงลั่วหยินที่ทั้งดิ้นรนขัดขืน ทั้งคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนอยู่แทบเท้าพวกมัน แต่อนิจจาเด็กน้อยที่แสนบริสุทธิ์ของเฉินอันหลานถูกพวกสัตว์นรกล่วงละเมิดและทุบตีอย่างโหดเหี้ยมทารุณ... 

‘ปัง!’ 

“คะ คุณเฉิน...” เสียงทุบโต๊ะดังปัง ทำเอาผู้มาใหม่สะดุ้งตกใจจนตัวโยน 

เมื่อบุหรี่หมดมวนนายตำรวจคนเดิมก็เดินกลับเข้ามาในห้องสอบสวน ภาพตรงหน้าเขาคือเฉินอันหลานที่จ้องมองจอโน้ตบุ๊กด้วยสีหน้าและแววตาที่บ่งบอกถึงความโกรธแค้นเหลือประมาณ มือที่วางอยู่บนโต๊ะกำแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน ชายหนุ่มรีบเข้าไปดึงโน้ตบุ๊กออกมาจากมือของเฉินอันหลานทันที คลิปวิดีโอของเหลียงลั่วหยินที่ปรากฏแก่สายตาสร้างความตกใจให้กับนายตำรวจคนนั้นมากกว่าเดิม 

“คุณเฉินครับ คุณทำแบบนี้ได้ยังไง? นี่...นี่มันผิดกฎหมายนะครับ...” 

เฉินอันหลานไม่สนใจคำเตือนนั้น เขาลุกขึ้นยืนและเดินสวนนายตำรวจที่ยืนอึ้งอยู่ออกจากห้องไป 

ทันทีที่ได้สติ คนที่ยืนถือโน้ตบุ๊กค้างไว้ก็รีบเอาตัวเข้ามาขวางทางเฉินอันหลาน และในจังหวะนั้นเอง เฉินอันหลานที่เดือดดาลจนถึงขีดสุดจับแขนของคนที่เข้ามาขวางหน้าตัวเองไว้ไพล่หลังแล้วกดใบหน้าเขาลงกับโต๊ะ 

คนที่อยู่ในสถานีตำรวจที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็ตื่นตระหนกตกใจ รีบกรูกันเข้ามาล้อมเฉินอันหลานไว้ในทันที 

“มุงอะไรกันน่ะ? ไม่มีงานมีการทำกันรึไง กลับไปทำงานได้แล้ว!" 

เป็นเจียงหยางที่มาถึงที่หมายได้ทันเวลาพอดี เขาสั่งลูกน้องให้แยกย้ายกันไปทำงาน ส่วนตัวเองก็รีบเข้าไปในห้องสอบสวนเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ 

“อันหลาน นายจะทำอะไร? ใจเย็น ๆ ก่อนนะ” เจียงหยางพูดเกลี้ยกล่อมลูกน้องของตน 

“ผมต้องการกลับคืนสู่สถานะของตัวเองให้เร็วที่สุด!” 

“กลับคืนสถานะ?” 

“ตำรวจไง! ผมต้องการคืนสถานะตำรวจ!” เฉินอันหลานหันไปตะโกนบอกเจียงหยางด้วยสายตาเดือดดาล 

เจียงหยางไม่เคยเห็นเฉินอันหลานโมโหเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้มาก่อน นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เฉินอันหลานตะคอกหัวหน้าตัวเองเสียงดังขนาดนี้ ผู้เป็นหัวหน้าตกใจกับสภาพอารมณ์ของลูกน้องตัวเองเป็นอย่างมาก เขารีบพยักหน้ารับและตอบตกลงอย่างรวดเร็ว 

“ได้ ๆ คืนสถานะ เดี๋ยวฉันเขียนรายงานให้ว่านายต้องการกลับคืนสู่สถานะตำรวจแบบปกติ...” ระหว่างพูดประโยคนั้น เจียงหยางก้ชี้ไม้ชี้มือไปทางตำรวจที่ถูกกดอยู่บนโต๊ะไปด้วย 

“แต่ก่อนอื่นนายช่วยปล่อยเพื่อนร่วมงานคนนี้ก่อนได้ไหม? นะ” 

เฉินอันหลานเหลือบมองคนที่ถูกกดไว้ด้วยสายตาเย็นชาก่อนจะยอมปล่อยมือออก เมื่อเห็นว่าลูกน้องของตนยอมอ่อนลงแล้ว เจียงหยางก็หันไปสั่งให้นายตำรวจดวงตกคนนั้นรีบออกจากห้องไป ปล่อยให้ที่เหลือเป็นหน้าที่ของเขา 

นายตำรวจที่ถูกปล่อยให้เป็นอิสระไม่กล้าอยู่ในห้องต่ออีกแล้ว เขารีบจรลีหนีหายไปอย่างเร่งร้อน 

เจียงหยางเดินไปปิดประตูห้องให้เรียบร้อยแล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับเฉินอันหลาน 

“ฉันว่านะอันหลาน ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นมันมักจะมีทางแก้อยู่เสมอนะ ทำแบบนี้มันไม่เป็นการดีกับนายเท่าไหร่เลยนะ...” 

“ต้องใช้เวลานานแค่ไหน” เฉินอันหลานตัดบท 

“อะไรนะ?” 

สายตาเย็นชาจ้องมองเจียหยางจนเขารู้สึกเสียวสันหลังวาบ 

“ไม่นาน ๆ เอกสารของนายอยู่ในห้องท่านผบ.อยู่แล้ว ฉันแค่เขียนคำร้องเพิ่มเข้าไปแล้วรอให้ผบ.เซ็นอนุมัติ เท่านี้สถานะของนายก็จะกลับคืนมาแล้ว” 

“’งั้นก็เขียนเลยครับ” 

“เดี๋ยวสิ เรื่องเขียนน่ะมันไม่มีปัญหาหรอก แต่สภาพจิตใจของนายในตอนนี้มันยังไม่ค่อยคงที่เท่าไหร่ ฉันว่านาย....” 

“ก่อนที่สถานะจะกลับคืนมา ผมจะไม่ก่อเรื่องอะไรครับ” 

“นายแน่ใจนะ?” 

“ครับ” 

เจียงหยางพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งจึงผงกหัวตอบรับ 

“งั้นก็ได้ ฉันจะไปเขียนรายงานให้นายเดี๋ยวนี้เลย แล้วก็จะรีบส่งเรื่องให้กับท่านผบ. แต่ฉันไม่รับปากนะว่าเขาจะเซ็นอนุมัติให้นายหรือเปล่า ทางที่ดีฉันแนะนำให้นายรอสักหน่อย...” 

“จะทำยังไงให้เขารีบเซ็นอนุมัติ?” ยังไม่ทันจบคำแนะนำนั้น เฉินอันหลานก็เอ่ยตัดบทเสียก่อน 

เจียงหยางลังเลเล็กน้อย สุดท้ายก็ยอมเปิดปาก 

“ก็เว้นเสียแต่ว่านายจะมีคนที่สามารถกดดันผบ.ตร.ได้ล่ะนะ” 

“เข้าใจแล้ว” 

“อันหลาน นายตั้งใจจะคืนสถานะจริง ๆ ใช่ไหม?” 

“ผมไม่ได้มาเป็นสายลับเพื่อถวายทั้งชีวิตให้พวกคุณนะครับ” เฉินอันหลานจ้องเขม็งไปทางเจียงหยางด้วยสายตาเย็นเยียบ 

“ผมปิดคดีให้ตำรวจไปแล้วตั้งกี่คดี ช่วยมาแล้วตั้งกี่ชีวิต มีใครตั้งกี่คนในบรรดาพวกคุณได้รับการเลื่อนขั้นและเพิ่มเงินเดือน? แล้วสุดท้ายล่ะ? เรื่องที่พวกคุณต้องการก็ได้กันไปหมดแล้ว แต่ผมกลับไม่ได้อะไรเลย แม้กระทั่งชีวิตของคนสำคัญก็ยังรักษาเอาไว้ไม่ได้ แล้วตอนนี้คุณยังจะถามผมอีกเหรอว่าผมตั้งใจจะคืนสถานะเดิมของตัวเองจริง ๆ หรือเปล่า?” 

“อันหลาน...” 

“ผมถามคุณหน่อยเถอะ ตอนที่เกิดเรื่องขึ้นกับลั่วหยินมีใครแจ้งตำรวจไหม?” 

“...” 

“ความเงียบของคุณแปลว่ามีคนแจ้งแล้วสินะครับ” เฉินอันหลานเดินเข้ามาใกล้เจียงหยางทีละก้าว ก่อนจะค่อย ๆ โน้มตัวลงมากระซิบข้างหูของเขา 

“แล้วถ้าพวกตำรวจรีบไปช่วยเขาทันทีที่ได้รับแจ้ง ถ้าหากลั่วหยินได้รับความช่วยเหลือทันเวลา...” เฉินอันหลานหลับตาและกำหมัดแน่น 

“...แต่พวกเขาก็ไม่ทำ มีกี่คนแล้วในหมู่พวกคุณที่ปัดความรับผิดชอบในคดีนี้ คุณรู้ดีแก่ใจ ในเมื่อพวกคุณทำงานกันไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ ใครก็ตามที่ติดหนี้ชีวิตลั่วหยิน ผมจะไม่มีทางปล่อยมันไว้เด็ดขาด” 

เจียงหยางเคร่งเครียดขึ้นมาทันที 

“หนังสือคำร้องเสร็จเมื่อไหร่บอกผมด้วย ผมจะหาคนส่งมันให้ผบ.เซ็นเอง” หมดธุระแล้ว เฉินอันหลานก็ลุกขึ้นยืนเพื่อออกจากห้อง 

“อันหลาน...” เจียงหยางกลั้นใจเอ่ยเรียก 

เฉินอันหลานหยุดชะงักก่อนจะเอ่ยถามเสียงแข็ง 

“มีอะไรอีกครับ?” 

“ยาเสพติดที่อยู่บนเรือเราหาของกลางแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่เหลือเราหาไม่เจอแล้ว” 

“ผมจะรับผิดชอบหายาเสพติดเอง ส่วนเรื่องอื่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผมอีก” 

“อันหลาน ฉันได้ยินมาว่าก่อนที่นายจะลงจากเรือ นายถูกคนของโอดินหาเรื่องเหรอ?  

“คุณสงสัยว่าผมจะบอกเรื่องนี้กับโอดินงั้นเหรอ? ” 

“ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น?” เจียงหยางหยุดชะงักไปชั่วขณะ  

“เช้าวันนี้เราได้รับรายงานมาว่าโอดินกับลูกน้องคนสนิทของเขาลงจากเรือแล้ว พวกเขาตรงเข้าตัวเมืองหวากังทันทีที่เรือเทียบท่า ฉันกังวลว่าพวกเขาอาจจะเริ่มสงสัยในตัวนาย ลงจากเรือมาคราวนี้ฉันว่าเป้าหมายของพวกนั้นต้องเป็นนายแน่ ๆ” 

ได้ยินดังนั้นเฉินอันหลานก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าชายหนุ่มกลับเลือกที่จะไม่เอ่ยคำใดออกมาแล้วเดินจากไปเงียบ ๆ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว