ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 03 การตลาด Part ll Loading…100%

ชื่อตอน : บทที่ 03 การตลาด Part ll Loading…100%

คำค้น : ประธานยั่วรัก

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 181

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.ค. 2564 20:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 03 การตลาด Part ll Loading…100%
แบบอักษร

 

บทที่ 03 

การตลาด Part ll Loading…100% 

 

เมื่อตกลงกันได้ ศรุตก็เปิดทางให้อาณดาเดินนำออกมาก่อน ส่วนเขาก็เดินตามเธอมาเงียบๆ ตั้งใจจะเว้นระยะห่างจากเธอเล็กน้อย เพราะไม่อยากจะทำให้เธอรู้สึกอึดอัด น่าแปลกที่ก่อนหน้านี้เขาเองก็ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน หลายครั้งที่เขารู้สึกว่าตัวเองเสียอาการและคุมตัวเองไม่ได้เวลาที่ได้อยู่ใกล้เธอ แม้แต่มือไม้ก็รู้สึกว่าเกะกะ เพราะไม่รู้ว่าควรจะวางไว้ตรงไหน จากที่เคยมั่นใจว่าไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงแบบไหน เขาก็เอาอยู่ แต่อาณดาได้พิสูจน์แล้วว่าน่าจะต้องยกเว้นเธอเอาไว้คนหนึ่ง เพราะเธอทำให้เขารู้สึกว่าทักษะการจีบสาวของเขาด้อยพัฒนาเหลือเกิน ที่เขาสามารถเดินเกมมาได้เร็วขนาดนี้ก็เพราะโชคชะตาช่วยทั้งนั้น 

 

“พี่รุตคะ”  

 

ระหว่างที่กำลังเดินกันไปเรื่อยๆ อยู่ๆ อาณดาก็หยุดเดินแล้วหันมาเรียก 

 

“ว่าไง” 

 

“อิงค์ว่าเดี๋ยวอิงค์กลับไปเก็บของเองดีกว่าค่ะ” เธอบอกเมื่อนึกเปลี่ยนใจขึ้นมากะทันหัน 

 

“ทำไม หรือว่ายังไม่สบายใจอยู่ ถ้าอิงค์เปลี่ยนใจอยากจะให้พี่ย้ายออกมาอยู่คอนโดฯ ก็ได้นะ” 

 

“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ” 

 

“แล้วแบบไหนล่ะ” ศรุตแสร้งถามเสียงเข้ม มาถึงขนาดนี้แล้ว ยังไงเขาก็ไม่ยอมให้เธอเปลี่ยนใจง่ายๆ แน่ ต่อให้เขาจะต้องย้ายออกไปอยู่คอนโดฯ จริงๆ ก็ตาม แค่การขับรถกลับไปกินข้าวที่บ้านเพื่อให้ได้เห็นหน้าเธอทุกวันก็ไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินความสามารถของคนอย่างเขาแน่นอน  

 

“อิงค์ไม่อยากรบกวนพี่น่ะค่ะ” 

 

“หมายถึงรบกวนพี่แบบไหน”  

 

เมื่อฟังจากน้ำเสียงหนักใจของเธอแล้ว เขาคิดว่าเธอน่าจะกำลังคิดอะไรไม่เข้าท่าอยู่แน่นอน เพียงแต่ไม่รู้ต้องทำยังไงให้เธอเลิกกังวลเรื่องนั้นแล้วให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของตัวเองก่อนสักที 

 

“ก็แบบที่พี่ทำเมื่อกี้ไงคะ” 

 

“พี่ทำอะไร” ศรุตถามด้วยความแปลกใจ อาณดาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะมองซ้ายมองขวาเหมือนกำลังมองหาใคร 

 

“มองหาใคร หรือว่าเห็นไอ้หมอนั่น”  

 

ลึกๆ แล้วศรุตพอจะมองออกว่าอาณดาน่าจะยังมีเยื่อใยกับธัชพลอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าหากถูกง้อเข้าบ่อยๆ จะใจอ่อนกลับไปคบกันหรือเปล่า ซึ่งมันจะมีความเป็นไปได้มากกว่านี้ หากว่าวิธีการง้อของธัชพลไม่ใช่การพยายามข่มขู่หรือคุกคามเธอแบบที่กำลังทำอยู่  

 

“เปล่าค่ะ อิงค์ไม่ได้มองหาใคร แต่พี่นั่นแหละมองหาใคร” 

 

“พี่เหรอ” 

 

“ค่ะ พี่มองหาใครอยู่หรือเปล่าคะ หรือว่าพี่กำลังกลัวว่าจะมีสาวๆ ของพี่ผ่านมาเห็นว่าพี่เดินอยู่กับนักศึกษาแบบอิงค์ถึงได้เดินเสียห่างเชียว” 

 

“หา!” 

 

“อิงค์เข้าใจนะคะ แล้วอิงค์ก็ไม่ได้อยากจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้พี่ต้องมีประเด็นกับใครทั้งนั้นด้วย เพราะฉะนั้นอิงค์คิดว่า…” 

 

“เดี๋ยวนะอิงค์ พี่ว่าเรากำลังเข้าใจพี่ผิดไปกันใหญ่แล้ว” ศรุตรีบอธิบายในทันที “ถ้าอิงค์หมายถึงการที่พี่เดินตามหลังอิงค์ห่างๆ เป็นเพราะพี่กลัวว่าจะมีคนมาเห็นเข้าน่ะ ความจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลย” 

 

“อ้าว” 

 

“พี่แค่ไม่อยากทำให้อิงค์รู้สึกอึดอัดเท่านั้นเอง แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ถ้ามันทำให้อิงค์เข้าใจพี่ผิด พี่ก็คงต้องพิสูจน์ให้อิงค์เข้าใจถูกเลยก็แล้วกัน” 

 

“พี่รุตจะทำอะไรคะ” อาณดารีบถามเมื่ออยู่ๆ ศรุตก็ก้าวเข้ามายืนใกล้ๆ 

 

“ก็เดินไปพร้อมกับอิงค์ไงละ ไปกันเถอะ กว่าจะถึงคอนโดฯ กว่าจะเก็บของอีก เดี๋ยวจะถึงบ้านมืดค่ำเปล่าๆ” ศรุตแสร้งบอกก่อนจะยิ้มกว้างแล้วรอให้คนที่ยังยืนทำหน้างงใส่เขาอยู่เป็นฝ่ายก้าวออกไปก่อน จากนั้น เขาก็ก้าวตามเธอออกไป เพียงแต่ตอนนี้เขาเลือกที่จะเดินไปพร้อมๆ กับเธอ ไม่ได้เว้นระยะห่างแบบในตอนแรกอีกแล้ว 

 

ศรุตได้แต่เดินอมยิ้มมาตลอดทาง เพราะไม่คิดว่าความหวังดีของเขาจะทำให้เธอเข้าใจผิดไปเสียได้ จากที่เกรงใจก็กลายเป็นถูกหาว่ากลัวจะถูกจับได้ว่ามาเดินกับนักศึกษา นึกแปลกใจว่าในสายตาของเธอมองเขาเป็นผู้ชายแบบไหนกันแต่ก็ไม่กล้าพอจะเอ่ยปากถาม เพราะลึกๆ แล้วเขาก็พอจะรู้คำตอบ แต่จะโทษใครได้ในเมื่อก่อนหน้านี้เขาก็เป็นแบบนั้นจริงๆ 

 

Rrrr~ 

 

โทรศัพท์มือถือของศรุตดังขึ้นบ้าง เขารีบหันไปมองอาณดา เพราะเธอสะดุ้งตกใจทั้งๆ ที่โทรศัพท์ก็สั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกงของเขาแท้ๆ พอเธอตั้งสติได้ เธอก็รีบส่งยิ้มให้  

 

“ฮัลโหล” ศรุตรอจนมั่นใจว่าเธอมีสีหน้าที่ดีขึ้นแล้วจึงตัดสินใจกดรับสาย เขาไม่ทันได้สังเกตเบอร์ที่โทรเข้ามา แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะสนใจอะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว 

 

[ฮัลโหล นี่ใช่เบอร์คุณศรุตหรือเปล่าคะ] 

 

เสียงจากปลายสายทำให้ศรุตชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อย แต่ก็จำต้องรีบตั้งสติแล้วเดินต่อทั้งที่รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เสียงปลายสายฟังดูไม่คุ้นหูเท่าไรนัก แต่ถ้าฟังจากคำถามแล้วก็น่าจะแปลว่าเธอกับเขาเคยรู้จักกันมาก่อนแน่นอน 

 

“ครับ จากไหนครับ ถ้าติดต่อเรื่องงาน รบกวนติดต่อผ่านเลขาฯ ของผมก็แล้วกันนะครับ ตอนนี้ผมทำธุระส่วนตัวที่สำคัญอยู่” ศรุตถือโอกาสบอก ตั้งใจจะพูดให้อาณดาได้ยินนั่นแหละ ซึ่งเขามั่นใจว่าเธอจะต้องได้ยินแน่ๆ เพียงแต่เขาไม่เห็นว่าเธอแสดงสีหน้ายังไง เพราะเธอไม่ยอมหันมาให้เขามองหน้าเลย 

 

[ฉันมีเรื่องสำคัญจะบอกคุณน่ะค่ะ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องงาน แต่เป็นเรื่องส่วนตัว] 

 

ก้อนเนื้อในอกของศรุตกระตุกแรงเมื่อได้ยินคำว่า ‘เรื่องส่วนตัว’ ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกกลัว แต่เกิดจากความไม่ชอบใจ เพราะแต่ไหนแต่ไรมา เขาไม่เคยมีเรื่องส่วนตัวกับใครทั้งนั้น 

 

ทว่าเขากลับยังต้องยกมุมปากยิ้มให้อาณดาที่เพิ่งหันกลับมามองเขาเมื่อครู่ เพราะตอนนี้เขากับเธอเดินมาถึงรถของเขากันแล้ว 

 

ติ๊ดๆ 

 

เมื่อเขาปลดล็อกประตูรถผ่านกุญแจรีโมตในมือให้เธอเรียบร้อย เธอก็เปิดประตูด้วยตัวเองแล้วเข้าไปนั่งประจำที่ที่เบาะด้านข้างคนขับ ศรุตได้แต่ถอนหายใจหลังจากที่เสียงปิดประตูดังขึ้น 

 

เขาตัดสินใจจะคุยกับปลายสายให้จบก่อนแล้วค่อยขึ้นรถ ทว่าก็ไม่ลืมที่จะเปิดประตูรถเพื่อสตาร์ตเครื่องยนต์พร้อมกับเปิดแอร์ให้คนที่นั่งรอในรถให้ก่อนตามมารยาท 

 

อาณดายิ้มขอบคุณก่อนจะหันมองออกไปอีกทาง เพราะเข้าใจว่าศรุตติดสายอยู่ ซึ่งถึงแม้ศรุตจะว้าวุ่นใจอยู่ไม่น้อย แต่เขาก็ทำได้เพียงยิ้มตอบแล้วรีบผละตัวออกมา 

 

“ฮัลโหล โทษทีนะครับ เมื่อครู่นี้คุณพูดว่าอะไรนะ ผมได้ยินไม่ค่อยถนัด”  

 

แสร้งถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ เผื่อว่าก่อนหน้านี้เขาจะคิดมากไปเองจนฟังอะไรผิด 

 

[ฉันบอกว่าฉันมีเรื่องสำคัญจะบอกคุณน่ะค่ะ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องงาน แต่เป็นเรื่องส่วนตัว] 

 

ทุกคำที่อีกฝ่ายพูดออกมายังเหมือนเดิมไม่มีผิด  

 

“นั่นใคร” ศรุตเริ่มถามเสียงเรียบด้วยความไม่ชอบใจ เพราะถึงแม้ปลายสายจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่เขากลับรู้สึกคล้ายกับกำลังถูกข่มขู่อยู่ในที 

 

[ฉันไม่แปลกใจเลยที่คุณจะจำฉันไม่ได้] 

 

“นั่นคงหมายความว่าผมไม่มีความจำเป็นต้องจำสินะครับ ถ้าอย่างนั้นก็แค่นี้แล้วกัน” 

 

[ฉันอยากเจอคุณค่ะรุต พรุ่งนี้จะแวะไปหาคุณที่บริษัทก็แล้วกันนะคะ ตอนนี้ชัชเขาคงไม่รู้สึกอะไรแล้วถ้าหากว่าได้เห็นหน้าฉัน” 

 

ชื่อของ ‘ชัช’ หรือ ‘ชัชเวช’ ที่ถูกพาดพิงขึ้นมาทำให้ศรุตรู้สึกคอแห้งผาก เขานึกชื่อของใครบางคนออกขึ้นมาในทันที เพราะน่าจะมีเพียงคนเดียวที่เป็นตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับชัชเวช  

 

“ปัญ”  

 

คำสั้นๆ คำเดียว แต่กลับดึงสมาธิของศรุตไปได้ทั้งหมด 

 

‘ปัญ’ หรือ ‘ปัญนารา’ ผู้หญิงที่ศรุตเคยมีความสัมพันธ์ด้วยหลายครั้ง แม้จะรู้ว่าเธอมีแผนจะแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องของเขา ซึ่งก็คือชัชเวชนั่นเอง 

 

[ค่ะ ฉันเอง] 

 

“พรุ่งนี้ผม…” 

 

[พรุ่งนี้ฉันอยากพาลูกของเราไปพบคุณค่ะ] 

 

เหมือนโลกทั้งใบกำลังจะหยุดหมุน ศรุตใจหายวาบ มือไม้เย็นเฉียบ และไม่รู้เพราอะไร ภาพใบหน้าของอาณดาถึงได้แวบเข้ามาไม่หยุด  

 

“ลูก... ของผมเหรอ” 

 

แม้จะฟังดูใจร้าย แต่ศรุตก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นผู้ชายใจดีหรืออ่อนโยนมาแต่ไหนแต่ไร และเขามั่นใจมากว่าเขาป้องกันทุกครั้งที่มีอะไรกับเธอ  

 

[ถ้าถามฉัน ฉันก็ตอบว่าใช่ค่ะ แต่ถ้าคุณต้องการหลักฐาน ก็คงต้องตรวจดีเอ็นเอซึ่งฉันก็พร้อม ขึ้นอยู่กับคุณว่าพร้อมหรือเปล่า] 

 

น้ำเสียงมั่นใจของปัญนาราทำให้ศรุตนึกหวั่นใจ 

 

[เด็กผู้หญิงคนนั้น คู่นอนคนใหม่ของคุณเหรอคะ น่ารักดี] 

 

คำถามของปัญนาราทำให้ศรุตอดที่จะหันไปมองรอบตัวไม่ได้ ทว่าเขากลับพบแต่ความว่างเปล่า แม้จะมั่นใจว่าปัญนาราน่าจะอยู่ในรถคันไหนสักคันแถวนี้ แต่เขาคงไม่มีทางจะหาเธอเจอแน่ๆ 

 

[ฉันก็แค่ถามดูน่ะค่ะ คุณก็รู้ว่าถ้าไม่สุดทางแล้วจริงๆ คนอย่างฉันก็คงไม่กลับมารบกวนคุณอีก แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะลำพังฉันคนเดียวคงทำให้ตัวเองท้องไม่ได้] 

 

เธอต้องการเงิน นั่นคือสิ่งแรกที่ศรุตคิดขึ้นมาได้ในทันที 

 

“แต่ถ้าจำไม่ผิด ผมก็ไม่ได้บีบคอให้คุณอ้าขาให้ผมเหมือนกัน ขอโทษที่ต้องพูดตรงๆ แต่ตอนนี้ผมไม่ว่างน่ะ เอาไว้สะดวกเมื่อไรจะติดต่อกลับ” ศรุตตัดบท พูดจบเขาก็กดวางสายทันที  

 

แม้จะรู้สึกกังวลและไม่สบายใจ แต่การด่วนตัดสินใจทำอะไรลงไปก็ไม่น่าจะส่งผลดี เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เธอพูดมาทั้งหมดคือเรื่องจริงหรือเปล่า เพราะเขามองไม่เห็นความเป็นไปได้เลยที่เธอจะตั้งท้องกับเขา และที่สำคัญที่สุดก็คือหากเธอท้องกับเขาจริง ทำไมถึงเพิ่งจะกลับมาบอกตอนนี้ ทั้งที่เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งสี่ปีแล้ว 

 

ศรุตจำต้องเก็บทุกคำถามเอาไว้ในใจแล้วเดินกลับมาขึ้นรถ ตอนนี้นอกจากเรื่องของปัญนาราแล้ว การปล่อยให้อาณดารอนานจนเกินไปก็อาจจะทำให้เธอสงสัยหรืออาจจะคิดและมองเขาในแง่ลบเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเขาไม่ได้อยากจะเพิ่มปัญหาให้กับตัวเองอีก 

 

เมื่อขึ้นรถมาได้ เขาก็หันไปส่งยิ้มให้อาณดาเล็กน้อยและตัดสินใจออกรถทันทีโดยไม่พูดหรือถามอะไร ส่วนอาณดาก็หันหน้าออกไปอีกทางทั้งที่ในมือของเธอยังคงถือโทรศัพท์ ที่แม้หน้าจอจะดับไปแล้ว แต่ศรุตคิดว่าก่อนหน้านี้เธออาจจะกำลังเปิดหรือดูอะไรในนั้นฆ่าเวลาระหว่างที่รอเขา 

 

“หิวหรือเปล่า เย็นนี้อยากกินอะไรไหม เดี๋ยวจะได้แวะซื้อเข้าไปเลย” ศรุตชวนคุย 

 

“อิงค์เพิ่งกินชาบูกับยัยริบมาเมื่อกี้นี้เองค่ะ ยังอิ่มอยู่เลย” 

 

“อ้อ” 

 

“แต่ถ้าพี่รุตอยากกินอะไรก็แวะเลยนะคะ เดี๋ยวอิงค์ลงไปซื้อให้ก็ได้ค่ะ” 

 

“ไม่ละ พี่กลับไปกินกับข้าวฝีมือป้ามะลิดีกว่า” ศรุตบอกยิ้มๆ  

 

อาณดาได้ยินแล้วก็ยิ้มตาม เพราะถ้าพูดถึงฝีมือการทำกับข้าวของป้ามะลิขึ้นมาแล้วละก็ เธอก็ไม่แปลกใจอะไรหากว่าศรุตจะติดใจ เพราะเธอเองก็ยังรู้สึกว่ารสมือของป้ามะลิอร่อยกว่าแม่ครัวตามร้านอาหารดังๆ เสียด้วยซ้ำ 

 

“ว่าแต่วันนี้พี่รุตไม่ต้องกลับเข้าบริษัทแล้วใช่ไหมคะ” 

 

“ไม่ต้องแล้ว ทำไมเหรอ หรือว่าอิงค์จะไปทำอะไรแถวๆ นั้น บอกพี่ได้นะ เดี๋ยวพี่ไปส่งก่อนก็ได้” ศรุตออกตัวแรงเหมือนเคย 

 

“เปล่าค่ะ อิงค์แค่ถามเฉยๆ เผื่อว่าพี่จะต้องกลับเข้าบริษัทก่อน ลืมไปว่าพี่เป็นผู้ถือหุ้น ไม่ใช่พนักงานที่ต้องกลับไปสแกนนิ้วหรือตอกบัตรเวลาเลิกงาน” 

 

“แซวเหรอเรา” 

 

“ไม่ได้แซวค่ะ แต่อิงค์เห็นพี่รุตทำหน้าเครียดๆ ก็เลยลองถามดู เผื่อว่าพี่จะยังทำงานอะไรค้างไว้แล้วไม่สบายใจ ก็เลยอยากจะให้กลับไปทำให้เสร็จก่อน อิงค์รอได้ค่ะ” อาณดาบอกด้วยความหวังดี มันทำให้ศรุตรู้ตัวเองทันทีว่าสีหน้าที่เขาแสดงออกไปเมื่อครู่คงจะทำให้เธอเป็นกังวลอยู่มากทีเดียว 

  

‘พรุ่งนี้ฉันอยากพาลูกของเราไปพบคุณค่ะ’ 

  

‘ถ้าถามฉัน ฉันก็ตอบว่าใช่ค่ะ แต่ถ้าคุณต้องการหลักฐาน ก็คงต้องตรวจดีเอ็นเอซึ่งฉันก็พร้อม ขึ้นอยู่กับคุณว่าพร้อมหรือเปล่า’ 

  

               ทุกคำพูดของปัญนารายังคงวนเวียนอยู่ในหัวของศรุตและยากที่จะสะบัดออก จนถึงตอนนี้ เขาเองก็ยังคิดไม่ตกเลยว่าเขาจะแก้ปัญหานี้ยังไง  

 

“พี่ทำงานค้างไว้จริงๆ นั่นแหละ” ศรุตแสร้งบอก “ตอนก่อนออกมา พี่กำลังนั่งคิดแผนการตลาดอยู่ อิงค์ช่วยพี่คิดหน่อยสิ” 

 

“แผนการตลาดเหรอคะ” อาณดาถามเสียงสูงขึ้นบ้าง เธอไม่ได้รู้สึกแปลกใจที่เขาถามความคิดเห็นของเธอเพราะเธอเรียนมาร์เก็ตติ้ง แต่แปลกใจตรงที่เขาถามไปยิ้มไปต่างหาก 

 

“ใช่ ช่วยพี่คิดหน่อยว่าถ้าพี่อยากขายตัวเองให้อิงค์ พี่ต้องทำโปรโมชันอะไรถึงจะทำให้อิงค์พอจะหันมาสนใจพี่ได้บ้าง” 

 

อาณดาที่ตั้งใจฟังอยู่แต่แรกได้แต่อึ้งไป สักพักเธอก็หลุดเสียงหัวเราะออกมาเมื่อไม่คิดว่าศรุตจะมาไม้นี้กับเธอจริงๆ ในขณะที่ศรุตยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้เห็นว่าใบหน้าที่ซีดขาวอยู่เมื่อราวๆ ครึ่งชั่วโมงก่อนเริ่มซับสีระเรื่อขึ้นมาได้สักที  

 

รอยยิ้มและแววตาของเธอในเวลานี้ดูคลายกังวลลงมากแล้ว อาจเพราะหายตกใจแล้ว หรือไม่ก็คงเป็นเพราะได้ข้อสรุปที่ทำให้เธอพอจะรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาได้บ้าง 

 

“ฝากไว้เป็นการบ้านแล้วกันนะ คิดออกแล้วอย่าลืมบอกพี่ด้วยล่ะ” ศรุตทิ้งท้ายเบาๆ ก่อนจะกดปลายเท้าลงที่คันเร่งเพื่อรีบพาอาณดากลับไปเก็บเสื้อผ้าที่คอนโดฯ ของเธอ ที่ซึ่งเขาเองก็เคยแวะไปส่งศริณอยู่หลายครั้ง 

 

ไม่ว่าอาณดาจะเคยปฏิเสธเขายังไง เขาก็ไม่คิดจะยอมแพ้ หรือต่อให้จะมีเรื่องของปัญนาราเข้ามาเป็นอุปสรรคเพิ่มเติม นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาหวั่นไหวอีกเหมือนกัน เพราะเมื่อขึ้นชื่อว่าเขาอยากจะได้ เขาก็จะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมาครอง 

 

  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว