facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 44 หลบหนีสำเร็จ

ชื่อตอน : บทที่ 44 หลบหนีสำเร็จ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ค. 2564 12:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 44 หลบหนีสำเร็จ
แบบอักษร

 

ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่ด้านนอกมีหิมะโหมกระหน่ำ  

เกล็ดหิมะปลิวว่อน โดยรอบเงียบสงัด  

สภาพอากาศเช่นนี้ ไม่เหมาะกับการเดินทางเอาเสียเลย 

อวี๋หวั่นมองไปยังเด็กน้อยด้านข้าง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะยาที่โจรป้อนให้หรือไม่ พวกเขายังหลับใหลจนถึงบัดนี้ แต่กระนั้น ลมหายใจของพวกเขาก็ยังสม่ำเสมอ แก้มแดงระเรื่อ ดูไม่เหมือนป่วยแต่อย่างใด และนั่นทำให้อวี๋หวั่นรู้สึกวางใจขึ้น  

ไม่นาน อวี๋หวั่นก็นึกถึงอวี๋เฟิง  

เดิมทีเธอต้องการไปช่วยอวี๋เฟิง แต่กลับถูกเหล่าโจรไล่ตามมาจนถึงที่นี่ ไม่รู้ว่าอวี๋เฟิงจะเป็นอย่างไรบ้าง หวังว่าเขาจะมีไหวพริบมากพอ และคิดวิธีหลบหนีออกมาได้  

ปุ!  

ถ่านในกองไฟปะทุขึ้นเบาๆ  

อวี๋หวั่นได้สติกลับคืนมา เธอจึงหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาเขี่ยถ่านที่ยังไม่ไหม้  

เมื่อเช้า อวี๋หวั่นกินซาลาเปาไปเพียงลูกเดียว บัดนี้รู้สึกหิวขึ้นมาเล็กน้อย เธอควานหาของกินจากในตะกร้า ทว่าเมื่อล้วงลงไป ก็นึกขึ้นได้ว่าตะกร้าใบนี้มิใช่ใบที่เธอนำมาจากบ้าน เธอจึงดึงมือออกมาด้วยความผิดหวัง  

ทันใดนั้นเอง ก็มีเซาปิ่งแผ่นหนึ่งถูกยื่นมาจากอีกฝั่งของกองไฟ  

สายตาของอวี๋หวั่นไปหยุดอยู่ที่มือซึ่งกำลังยื่นเซาปิ่งให้เธอ มือนั้นเรียวยาว เห็นข้อนิ้วชัดเจน แข็งแกร่งและงดงาม ทว่านิ้วชี้และง่ามมือนั้นเต็มไปด้วยเนื้อด้านและแผลเป็น  

อวี๋หวั่นมองไปยังสัมภาระของเขา มีห่อผ้าห่อหนึ่ง และสิ่งของรูปทรงเรียวยาวซึ่งใช้ผ้าสีดำห่อเอาไว้  

นอกเหนือจากนั้น อวี๋หวั่นมิได้มอง  

และหาอย่างอื่นไม่เจอแล้ว 

บุรุษผู้นี้มีสัมภาระติดตัวเพียงสองชิ้น  

อวี๋หวั่นรับเซาปิ่งที่เขาส่งมาให้ พร้อมกล่าวว่า “ขอบคุณ” 

ขณะที่อวี๋หวั่นกำลังจะกัดเซาปิ่งเข้าปากนั้นเอง เธอก็นึกบางอย่างขึ้นได้ จึงถามเขาต่อว่า “ท่านยังมีอีกหรือไม่” 

“มี” บุรุษตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ 

อวี๋หวั่นจึงพูดว่า “ให้ข้าอุ่นให้ไหม” 

“ได้” เขาหยิบเซาปิ่งที่เหลืออีกสองชิ้นออกมาจากห่อผ้าแล้วส่งให้อวี๋หวั่น 

อวี๋หวั่นใช้กิ่งไม้วางพาดกันเป็นชั้น แล้วจึงนำเซาปิ่งของเธอขึ้นไปปิ้ง 

เซาปิ่งที่ถูกปิ้งแล้วทั้งกรอบทั้งนุ่ม เมื่อกัดเข้าไป จะได้ยินเสียงกรุบๆ น้ำตาลที่จับตัวเป็นก้อนละลายเข้าไปในเนื้อแป้ง ทำให้ด้านในของเซาปิ่งนุ่ม หวานละมุนไปทั้งปาก  

ในตอนนี้ อวี๋หวั่นรู้สึกดีใจที่ตนมาหลบอยู่ในวัดร้างแห่งนี้ และดีใจยิ่งกว่าที่ได้พบกับบุรุษผู้นี้ เธอไม่เพียงแต่หลบหนีเหล่าโจรได้สำเร็จ ยังได้กินเซาปิ่งรสเลิศเช่นนี้อีกด้วย  

ทว่าผ่านไปไม่นาน อวี๋หวั่นก็รู้สึกว่าตนเองรีบดีใจเกินไปสักหน่อย  

มีเสียงดังกรอบแกรบดังมาจากด้านนอก  

“โจรกลุ่มนั้นรึ?” มือของอวี๋หวั่นซึ่งกำลังถือเซาปิ่งอยู่หยุดกึก  

บุรุษผู้นั้นยังมิทันได้ตอบ ก็ได้ยินเสียง ‘สวบ’ ดังขึ้น ศรธนูดอกหนึ่งถูกยิงเข้ามาด้านใน! 

อวี๋หวั่นใจกระตุกวูบ รีบหันหลังไปหาเด็กทั้งสามคน  

ศรธนูแฉลบผ่านหลังของเธอ ข้ามไปยังกองไฟ แล้วพุ่งตรงไปยังบุรุษผู้นั้น  

มือของเขาลูบไปที่ห่อสีดำนั้น เขาตวัดมือครั้งหนึ่ง กระบี่ยาวเป็นประกายวับดุจเกล็ดน้ำค้างแห่งเหมันต์ฤดูก็ปรากฏขึ้น ตัดศรธนูที่กำลังพุ่งเข้ามาเป็นสองท่อนอย่างไร้ความปรานี! 

อวี๋หวั่นพลันนึกขึ้นได้ เป็นมือกระบี่หรือนี่… 

ศรธนูทยอยยิงเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ลายฉลุบนหน้าต่างมิสามารถรับแรงโจมตีมากเช่นนี้ได้ เกิดเสียง ‘แกร็ก’ แล้วร่วงลงบนพื้นทั้งแผ่น  

ลมหนาวโหมเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง  

อวี๋หวั่นรีบอุ้มเด็กๆ ใส่ลงในตะกร้า  

ประตูใหญ่ของวัดร้างถูกถีบจนเปิดออก มือสังหารซึ่งได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีกว่าสิบคนก็กระโดดเข้ามา ทุกคนล้วนถือมีด คลุมหน้า ไฟอาฆาตลุกโชติช่วง  

วันนี้น่าตื่นเต้นเเสียจริง มิได้พบแต่เพียงหัวขโมย ยังพบกับมือสังหารอีกด้วย  

เธอไม่คิดว่าเด็กสาวชาวบ้านตัวเล็กๆ เพียงคนเดียวจะทำให้มือสังหารบุกมามากเช่นนี้ หากเธอเดาไม่ผิด มือสังหารบุกมาที่วัดร้างเพราะบุรุษผู้นี้ 

และตนเองก็มาอยู่พร้อมกับเขาพอดี จึงถูกมองว่าสมรู้ร่วมคิดกันไปเสียอย่างนั้น  

จบสิ้นแล้ว เดิมทีคิดว่าจะวิ่งหนีไปหลบบนเขา แต่ใครจะไปคิด ว่าเมื่อหันหลังไป ก็พบว่าเขาลูกนั้นกลายเป็นภูเขาเพลิงเสียแล้ว 

มือสังหารมีทักษะมากกว่าโจรทั่วไป พวกเขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเธอคงจะวิ่งหนีไปไกลสักหน่อย 

กระนั้นต่อให้ตอนนี้มีเวลามากเพียงใดก็ไม่ทัน ตอนนี้เธออับจนหนทางเสียแล้ว 

โชคดีที่ในโลกก่อนหน้า ป้าใหญ่บังคับให้เธอทำอะไรหลายอย่าง เธอมิได้มือไม้ไร้แรงไปเสียทีเดียว ทว่าหากต้องแบกตะกร้าใส่เด็กสามคน... 

มือสังหารกลุ่มนั้นเห็นจุดอ่อนของเธอเข้าแล้ว พวกเขาแต่ละคนต่างเข้ามาล้อมเธอไว้ หมายจะยิงตะกร้าสะพายหลัง 

มีดยาวแทงเข้ามา ดูแล้วน่าจะจงใจแทงที่ตะกร้าด้านหลัง อวี๋หวั่นยังมิทันหันหลังกลับ ปลายกระบี่ก็หันมาทางขั้วหัวใจเธอพอดี  

ทันใดนั้นเอง… 

“พี่ใหญ่ท่านดู! เป็นเด็กคนนั้น!” 

โจรกลุ่มนั้นกลับมาแล้ว! 

“อย่าเดินลุยโคลน” หัวหน้าโจรปรามลูกน้องที่กำลังจะบุกเข้าไปด้านใน “พวกเรามิใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขา” 

เงินเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ซื้อชีวิตกลับคืนมามิได้ 

ขณะที่กลุ่มโจรกำลังจะหันหลังกลับ อวี๋หวั่นก็พูดขึ้นว่า “พี่ใหญ่! พวกท่านมาได้จังหวะพอดี! พวกเขารังแกข้า! พวกท่านรีบมาช่วยข้าฆ่าพวกเขาเถิด! ”  

“ฉิบหายแล้ว!” หัวหน้าโจรกัดฟัน 

คิดจะหนีก็หนีไม่ทันเสียแล้ว เมื่อมือสังหารได้ยินดังนั้น ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง แบ่งเป็นสองกลุ่มและพุ่งเข้าไปฆ่าเหล่าโจรทันที  

วัดร้างอันเงียบสงัดบัดนี้กลับเต็มไปด้วยเสียงดังอื้ออึง 

อวี๋หวั่นใช้โอกาสนี้หลบหนี  

แต่บุรุษผู้นั้นยังอยู่ด้านใน  

อวี๋หวั่นมองไปยังวัดร้างอีกครั้งหนึ่ง เขามาช่วยอวี๋หวั่นจากโจรพวกนั้น เธอหาคนมารับเคราะห์แทนเขา ถือว่าเสมอกัน หลังจากนี้ก็สุดแล้วแต่โชคชะตา มิได้ติดหนี้บุญคุณต่อกัน… 

เพราะมีมือสังหาร ตลอดเส้นทางอวี๋หวั่นก็ไม่ถูกโจรเหล่านั้นตามล่าอีก เธอกลับถึงตำบลอย่างปลอดภัย 

เธอกลับไปที่หอหยกขาว เพื่อดูว่าอวี๋เฟิงกลับมาแล้วหรือยัง แต่ไหนเลยจะรู้ว่า ทันทีที่เดินเข้าประตูไป ก็พบกับไป๋ถังที่โถงกลางพอดี  

“แม่นางอวี๋?” ไป๋ถังตกใจ  

อวี๋หวั่นเองก็รู้สึกฉงนใจอยู่บ้าง “คุณหนูไป๋?” 

ไป๋ถังขมวดคิ้ว กล่าวว่า “ไยเพิ่งมาเอาป่านนี้เล่า พี่ใหญ่เจ้าหาเจ้ามาตั้งนาน!” 

อวี๋หวั่นจึงเอ่ยขึ้นว่า “พี่ใหญ่กลับไปแล้วหรือ?” 

“อืม” ไป๋ถังพยักหน้า 

“เขาไม่เป็นไรใช่ไหม” อวี๋หวั่นถาม 

หัวคิ้วของไป๋ถังขมวดเล็กน้อย “เขาจะเป็นอะไรได้อย่างไร?” 

นั่นก็หมายความว่าเขามิได้ถูกอันธพาลรังแก คิดแล้วก็น่าจะเป็นไปได้ อวี๋เฟิงเป็นคนซื่อตรง ทว่ามิได้โง่ อวี๋หวั่นเป็นห่วงเขามากเกินไป จึงคิดว่าเขาไม่สามารถรับมือกับอันธพาลเพียงไม่กี่คนได้ โชคดีที่อวี๋หวั่นเข้าใจผิดไป มิเช่นนั้นหากเธอรอเขาอยู่ที่หอหยกขาว ก็คงมิได้ไปพบกับเด็กทั้งสามคนโดยบังเอิญเช่นนี้กระมัง? 

ไป๋ถังเตือนว่า “เจ้าอย่าไปไหนเสียละ รอพี่ใหญ่ของเจ้าอยู่ที่หอหยกขาวเถิด ประเดี๋ยวเขาหาเจ้าไม่เจอ ก็กลับมาที่นี่เอง” 

อวี๋หวั่นพยักหน้าพร้อมยิ้มน้อยๆ “ใช่สิ คุณหนูไป๋ ข้าได้ยินจากผู้จัดการโจวว่าท่านกลับเมืองหลวงไปแล้ว คงมิได้กลับมาก่อนสิ้นปี หอหยกขาวเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ” 

คุณหนูไป๋ถอนหายใจพลางกล่าวว่า “มิใช่หอหยกขาว แต่เป็นเมืองหลวง เมืองหลวงเกิดเรื่องขึ้นแล้ว เลือดเนื้อเชื้อไขของคุณชายเยี่ยนหายตัวไป ได้ยินมาว่าหายตัวไปใกล้ๆ กับตำบลเหลียนฮวานี่แล เจ้าได้ยินข่าวคราวมาบ้างหรือไม่” 

“เป็นลูกที่คุณหนูของจวนแม่ทัพผู้นั้นให้กำเนิดหรือ?” ไป๋ถังเคยพูดกับอวี๋หวั่นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคุณหนูจวนแม่ทัพกับคุณชายแห่งเมืองเยี่ยนแล้ว ทว่าอวี๋หวั่นไม่มั่นใจว่าคุณชายเยี่ยนจะมีหญิงสาวเพียงคนเดียว 

ไป๋ถังมองอวี๋หวั่นด้วยสีหน้าประหลาด “แน่นอนว่าเป็นนางที่ให้กำเนิดเด็ก คุณชายเยี่ยนไม่เข้าใกล้สตรีเพศ ในห้องไม่มีแม้แต่บ่าว เล่ากันว่าเขาเป็นหมัน เพียงแต่คุณหนูเหยียนผู้นี้เป็นข้อยกเว้น หากมิใช่นางที่ให้กำเนิด จะเป็นใครไปได้?” 

อวี๋หวั่นนึกถึงเด็กทั้งสามที่อยู่ในตะกร้า เธอดึงนิ้วมือและกล่าวว่า “คงมิใช่เด็กสามคน...” 

“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามีสามคน?” กล่าวตามตรง หากมิใช่เพราะประกาศตามหาเด็กเผยแพร่ออกไป ไป๋ถังคงไม่รู้ว่าคุณหนูเหยียนจะให้กำเนิดบุตรได้เก่งถึงเพียงนี้  

เมื่อคิดว่าเด็กทั้งสามคนนี้จะเรียกสตรีอื่นว่า ‘ท่านแม่’ หัวใจของอวี๋หวั่นก็รู้สึกขมขื่นขึ้นมา 

ต้องเป็นเพราะเรื่องที่สถานีส่งสารเป็นแน่ ที่ทำให้อวี๋หวั่นมีอคติต่อนาง  

หลังจากที่หาสาเหตุที่เหมาะสมให้กับความรู้สึกอันไร้เหตุผลของตนได้แล้ว อวี๋หวั่นก็ถอนหายใจ เธอหยิบตะกร้าสะพายหลังมาถือเอาไว้ในอ้อมอก ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงแง้มมุมผ้าขึ้น “ท่านดู ใช่พวกเขาหรือไม่” 

............................... 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว