ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 01 ของต้องห้าม Part l Loading…100%

ชื่อตอน : บทที่ 01 ของต้องห้าม Part l Loading…100%

คำค้น : ประธานยั่วรัก,ท่านประธาน,MyBoss,สองพิชชา

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 241

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ค. 2564 20:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 01 ของต้องห้าม Part l Loading…100%
แบบอักษร

 

บทที่ 01 

ของต้องห้าม Part l Loading…100% 

07.45 น. 

 

“ยัยริบ เดี๋ยวสิ ยัยริบ” ศรุตร้องเรียกพร้อมกับวิ่งไปขวาง มือหนาคว้าหมับที่ข้อมือเรียวเล็กที่ถือถาดอาหารมื้อเช้าเอาไว้แน่น พร้อมกับออกแรงกระตุกเบาๆ สองสามที ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น 

 

“ของอิงค์เหรอ” 

 

คำถามที่เจ้าตัวรู้คำตอบดีอยู่แล้วทำให้ศริณถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอช้อนตามองพี่ชายด้วยความหมั่นไส้ก่อนจะยอมปล่อยมือออกจากถาดอาหาร เป็นเชิงยกหน้าที่นั้นให้กับเขาแต่โดยดี 

 

“ไม่ต้องมาแกล้งถามหรอกค่ะ อยากได้ก็เอาไป” 

 

“ขอบใจ” ศรุตบอกอย่างดีใจ พลางรีบรับถาดอาหารมาถือด้วยความมุ่งมั่น พร้อมกับหมุนตัวเตรียมจะเดินตรงไปยังห้องของศริณ ที่เมื่อคืนนี้เขาเป็นคนอุ้มอาณดาเข้าไปพักที่นั่นด้วยตัวเอง และเช้านี้ เขาก็ตั้งใจตื่นแต่เช้าเพื่อรีบมาทำคะแนน 

 

“เดี๋ยวค่ะ” 

 

ทว่ายังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าออกไป ศริณก็ก้าวเข้ามาขวางเอาไว้เสียก่อน ทั้งยังหรี่ตามองเขาด้วยสายตาจับพิรุธ 

 

“อะไรอีกล่ะ พี่รู้หรอกน่าว่าต้องทำยังไง” 

 

“ริบไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นหรอกค่ะ เพราะริบรู้ดีว่าพี่ชายของริบมีนิสัยยังไง ฉายาเสือศรุตนี่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย” 

 

“เอ๊ะ เรานี่ยังไง ไหนบอกว่าให้โอกาสพี่แล้วไม่ใช่เหรอ” ศรุตถามเสียงเครียด นึกกลัวว่าน้องสาวตัวดีของเขาจะเปลี่ยนใจขึ้นมา 

 

“ก็ใช่ค่ะ แต่พี่ต้องสัญญากับริบก่อน” 

 

“สัญญา” 

 

“เดี๋ยวค่ะ ริบยังพูดไม่จบ พี่จะมาสักแต่พูดว่าสัญญาด้วยความมักง่ายไปทั่วแบบนี้ไม่ได้” น้ำเสียงจริงจังของศริณทำเอาศรุตถอนใจ ก่อนจะต้องปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้นเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ 

 

“อะไรล่ะ ว่ามาสิ” 

 

“มีโอกาสแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะคะ” 

 

“รู้แล้วน่า” 

 

“ถ้าพี่ทำไม่สำเร็จ หรือว่าทำให้ยัยอิงค์มันเสียใจ ไม่ใช่แค่พี่คนเดียวนะคะที่อาจเสียมันไป” ศริณเตือนด้วยสีหน้าเป็นกังวล เพราะถึงเธอจะยอมเปิดโอกาสให้กับศรุตแล้วจริงๆ แต่ลึกๆ แล้วก็ยังอดหวั่นใจกับนิสัยเจ้าชู้ของพี่ชายตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะทำให้เธอต้องพลอยเสียคน หรือดีไม่ดีอาจจะต้องเสียเพื่อนไปด้วยหรือเปล่า “สัญญานะคะว่าพี่จะดูแลมันให้ดีที่สุดเท่าที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้” 

 

คำว่า ‘สัญญาลูกผู้ชาย’ ทำให้ศรุตนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตกปากรับคำ เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็จะไม่ยอมพลาดโอกาสดีๆ แบบนี้ไปเด็ดขาด 

 

“สัญญา” 

 

“งั้นเรามาเดิมพันกันสักหน่อยดีไหมคะ” ศริณว่าขำๆ ในขณะที่ศรุตได้ยินแล้วถึงกับต้องแค่นหัวเราะในลำคอเพราะคิดว่าพอจะรู้ทันน้องสาวของตัวเองอยู่บ้าง  

 

“อยากได้อะไรล่ะ” 

 

“เขี้ยวกับกรงเล็บของพี่” 

 

ทว่าของเดิมพันที่ศริณต้องการกลับไม่ใช่แบบที่ศรุตคิดเอาไว้ และเขาค่อนข้างแปลกใจกับคำขอของเธออยู่มากทีเดียว  

 

แต่ไหนแต่ไรมา ศริณไม่เคยถาม ไม่เคยพูดถึงและไม่เคยยุ่งกับเรื่องส่วนตัวของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว มีแค่เรื่องเดียวที่เขาจำได้ว่าเธอเคยขอจากเขาตั้งแต่ตอนที่พ่อกับแม่เสีย ซึ่งก็เกือบจะสิบปีมาแล้ว นั่นก็คือไม่ว่าเขาจะควงกับผู้หญิงคนไหนหรือคบกับใครอยู่ก็ตาม ห้ามพาเข้ามาที่บ้านก่อนจะได้รับความเห็นชอบจากเธอโดยเด็ดขาด ซึ่งเขาเองก็ทำตามที่เคยได้รับปากเธอเอาไว้มาตลอด 

 

               “ได้สิ เดี๋ยวพี่แถมกระเป๋ารุ่นล่าสุดที่อยากได้ให้ด้วยแล้วกัน” 

 

               “อันนี้พี่พูดเองนะคะ” 

 

               “เสร็จธุระแล้วจะรีบโทรบอกเลขาฯ ให้เลย” ศรุตบอกอย่างใจดี 

 

จุ๊บ! 

 

“รักพี่ที่สุดค่ะ เอาใจช่วยนะคะ ถ้ามีอะไรให้ช่วย คอลหาน้องได้ทันที” 

 

“ขายเพื่อนเก่งขึ้นมาทันทีเชียว” ศรุตแซวยิ้มๆ ก่อนจะพยักพเยิดหน้าไล่ศริณออกไปให้พ้นทางเพื่อที่เขาจะได้รีบไปทำคะแนนกับอาณดาต่อสักที 

 

ศริณในชุดนักศึกษารีบเดินหลบฉากออกมาเพื่อเปิดทางให้กับพี่ชายอย่างเต็มใจ วันนี้เธออาจรู้สึกเหงาไปสักหน่อยที่ไม่มีอาณดาไปนั่งเรียนเป็นเพื่อนเพราะเจ้าตัวเมายังไม่ตื่น หรือถ้าหากว่าตื่นขึ้นมาตอนนี้ เจ้าตัวก็น่าจะมีอาการแฮ้งจนไม่มีอารมณ์ไปนั่งเรียนด้วยกันอยู่ดี  

 

ฟู่ 

 

เมื่อศริณเดินคล้อยหลังไป ศรุตที่มีท่าทีมั่นอกมั่นใจอยู่เมื่อครู่ก็รีบเดินตรงไปที่ห้อง ทว่าเมื่อมาถึงหน้าห้องของน้องสาวตามที่ตั้งใจ เขากลับเอาแต่ยืนถอนหายใจอยู่ที่หน้าประตู ไม่รู้ว่าทำไอ้ความมั่นอกมั่นใจในตัวเองเมื่อครู่หล่นหายไปตอนไหน เสียเวลายืนครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ว่าควรจะต้องเริ่มแผนการจีบเพื่อนสนิทของน้องสาวในครั้งนี้ยังไง  

 

“คุณรุตเป็นอะไรหรือเปล่าคะ หรือว่าจะรีบไปทำงาน เดี๋ยวป้า...” 

 

“ไม่มีอะไรครับ ป้ามีอะไรก็ไปทำเถอะ ทางนี้ผมจัดการเอง” ศรุตพูดตัดบทป้ามะลิ ที่เป็นทั้งแม่บ้านและคนที่คอยเลี้ยงดูเขาและศริณมาตั้งแต่เด็กๆ อย่างรวดเร็ว 

 

“อ้อ ได้ค่ะ แต่ถ้ามีอะไรให้ป้าช่วย เรียกป้าได้ทันทีนะคะ” 

 

“ครับป้า ขอบคุณครับ”  

 

เขาบอกยิ้มๆ ทั้งที่รู้สึกเขินอายกับรอยยิ้มของป้ามะลิขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก  

 

ปกติแล้วหากเป็นเรื่องผู้หญิง ศรุตมักเปิดและปิดเกมด้วยตัวเองได้อย่างรวดเร็วเสมอ เรียกได้ว่าไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนที่ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้น ประหม่า และเสียอาการได้แบบอาณดาคนนี้เลย 

 

“เอ่อ เดี๋ยวครับป้า”  

 

แต่แล้วศรุตก็ต้องหันกลับไปเรียกป้ามะลิเอาไว้อีกครั้ง ดูเหมือนว่าตอนนี้จะมีแค่ป้ามะลิเท่านั้นที่พอจะเป็นผู้ช่วยจำเป็นของเขาได้ 

 

“มีอะไรให้ป้าช่วยงั้นเหรอคะ” ป้ามะลิถามและยิ้มกว้างอย่างใจดี เธอเป็นคนเลี้ยงผู้ชายคนนี้มาตั้งแต่เขายังตีนเท่าฝาหอย ดังนั้น ไม่มีทางที่เธอจะดูไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ถึงจะรู้ก็ยังต้องแกล้งถามสักหน่อย เพราะหากจับได้ไล่ทันเสียหมด อาจจะทำให้มีคนเสียอาการยิ่งกว่าเดิม 

 

“ป้าช่วยเปิดประตูห้องให้ผมทีครับ เบาๆ นะครับ เผื่อเด็กข้างในจะยังไม่ตื่น”  

 

แม้จะพยายามบ่ายเบี่ยงเต็มที่ แต่ศรุตก็ยังมีท่าทีเขินอายอย่างเห็นได้ชัด ไม่บ่อยนักที่ใบหน้าสุขุมเยือกเย็นจะปรากฏรอยยิ้มที่แสดงออกถึงความตื่นเต้นแบบนี้ให้ได้เห็น 

 

“ได้ค่ะ”  

 

น้ำเสียงอบอุ่นและรอยยิ้มที่บริเวณมุมปากของป้ามะลิทำให้ศรุตรู้สึกปั้นหน้าลำบาก ไม่รู้ว่าทำไมการมองหน้าป้ามะลิโดยไม่ยิ้มในวันนี้ถึงได้กลายเป็นเรื่องยากเย็นเสียเหลือเกิน 

 

บานประตูห้องตรงหน้าถูกเปิดอย่างเบามือตามที่ศรุตต้องการ ร่างสูงเดินผ่านเข้าไปด้านในอย่างเชื่องช้าราวกับว่ากำลังระวังในทุกย่างก้าว แต่ยิ่งระวัง เสียงแก้วน้ำที่กระทบกับจานรองในถาดกลับมีแต่จะยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ  

 

“คุณรุตคะ” 

 

“ผมสบายดีครับป้า ขอบคุณครับ” 

 

“แน่ใจนะคะว่าไหว” 

 

“ไหวสิครับ ป้าอย่าแซวผมน่า” ศรุตจำนนในที่สุด ป้ามะลิที่ได้ยินคำตอบถึงกับต้องยกมือขึ้นมาป้องปากเพื่อกลั้นหัวเราะ 

 

“ป้าว่าวันนี้คุณรุตของป้าเก็บทรงไม่อยู่เท่าไรนะคะ” 

 

“ผมว่าผมก็ปกติดีนะครับ” 

 

“ขยับปกเสื้อนิดหนึ่งค่ะ ป้าว่ามันเบี้ยวไปทางซ้ายเยอะไปหน่อย” 

 

“เหรอครับ” ศรุตรีบถามด้วยความร้อนใจ  

 

แต่ไหนแต่ไรมา เขาค่อนข้างเจ้าระเบียบและเนี้ยบกับทุกเรื่องเสมอ ไม่ว่าจะเรื่องส่วนตัวหรือว่าเรื่องงาน ซึ่งพอเพิ่งจะมารู้ตัวอีกทีก็เหมือนจะสายไปเสียแล้ว เพราะป้ามะลิยิ้มกว้างจนตาหยีเมื่อหลอกอำเขาได้สำเร็จ 

 

“โธ่ ป้าก็” 

 

“ป้าขอโทษค่ะ เอาใจช่วยนะคะ ป้าไปทำงานต่อดีกว่า” ป้ามะลิบอกพลางกลั้นยิ้มอีกรอบ ก่อนจะเดินกลับออกไปและปิดประตูห้องลงให้อีกครั้ง ทิ้งให้ศรุตยืนเก้กังอยู่ด้านหลังประตูเพียงลำพัง 

 

เมื่อทำสมาธิและเรียกขวัญกำลังใจให้ตัวเองต่ออีกครู่หนึ่ง ศรุตจึงหันกลับเข้ามาภายในห้อง สายตาของเขาเหมือนถูกสะกดให้จ้องมองไปที่ใบหน้าของหญิงสาวที่ยังคงพริ้มตาหลับอยู่บนเตียง ใบหน้าของเธอสวยหวานและงดงามราวกับรูปปั้น ผิวขาวเนียนละเอียด เครื่องหน้าทุกชิ้นดูลงตัวกันไปหมด ไล่ตั้งแต่เรียวคิ้วที่เรียงเส้นสวย โค้งได้รูป แพขนตาที่ทั้งยาวและหนาบนเปลือกตาขับให้ดวงตาของเธอสวยหวานในยามลืม และโฉบเฉี่ยวได้อย่างไม่น่าเชื่อเวลาที่มีบางอย่างไม่ได้ดั่งใจ แต่กลับยังคงงดงามแม้ในยามหลับ จมูกเล็กและโด่งเป็นสันเหนือริมฝีปากกระจับที่ยังคงหลงเหลือสีของลิปสติก 

 

แม้ว่าเมื่อคืนเธอจะเมาหนักมากจนไม่มีสติ ไม่ได้อาบน้ำ ไม่แม้กระทั่งล้างเครื่องสำอางออกจากใบหน้า แต่โดยรวมแล้ว ใบหน้าที่หลงเหลือคราบของเครื่องสำอางบางๆ ของเธอในเวลานี้ก็ยังคงมีเสน่ห์ในสายตาของเขาอยู่ดี 

 

ศรุตค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้เตียง วางถาดอาหารลงบนโต๊ะอย่างเบามือ ประจวบกับที่อาณดา หญิงสาวที่เขาจ้องมองอยู่เมื่อครู่เหมือนจะเริ่มรู้สึกตัว 

 

“อื้อ” เธอส่งเสียงครางเบาๆ ในลำคอ นอนขมวดคิ้วทั้งที่ดวงตาทั้งสองข้างยังคงปิดสนิท 

 

ฟุ่บ! 

 

แต่แล้วสองตาของศรุตก็เบิกโพลงขึ้น เมื่ออยู่ๆ ผ้าห่มที่เธอห่มอยู่เมื่อครู่ถูกเธอถีบออกสุดแรงโดยที่เธอเองก็ไม่น่าจะรู้ตัว เผยให้เห็นร่างอรชรในชุดชั้นในลายลูกไม้สีดำซีทรูทั้งชุด! 

 

“เวร!” ศรุตสบถพร้อมกับยกมือขึ้นมาปิดตาตัวเองโดยอัตโนมัติ พลางหรี่ตาและมองลอดร่องระหว่างนิ้วมือแล้วเดินคลำทางไปที่ปลายเตียงเรื่อยๆ พยายามเอื้อมมือดึงผ้าห่มกลับขึ้นไปปิดร่างกายของเธอเอาไว้ตามเดิมอย่างรวดเร็ว 

 

พรึ่บ! 

 

ภาพชุดชั้นในนั่นติดตาเขาเสียจริง มันเร้าให้ก้อนเนื้อในอกของเขาเต้นแรง ใบหน้าร้อนวูบเหมือนจะมีไข้ขึ้นมาเสียเฉยๆ ทั้งที่ก่อนออกจากห้องมาเขาก็ยังเป็นปกติดีทุกอย่าง 

 

ศรุตพยายามไม่หันไปมอง เลือกที่จะหันหน้าออกมาอีกทาง แต่นั่นก็ทำให้เขาได้คำตอบว่าทำไมเธอถึงได้นอนอยู่ในสภาพที่สวมเพียงชุดชั้นในแสนจะเซ็กซี่นั่น  

 

คำตอบก็คือเสื้อผ้าของเธอนั้นกองอยู่ที่นอกระเบียง เดาว่าเมื่อคืนนี้เธอคงจะอ้วกจนศริณต้องจับถอดเสื้อผ้าออกแล้วโยนเสื้อผ้าของเธอไว้ด้านนอก ไม่อย่างนั้น กลิ่นคงได้คลุ้งเต็มห้องจนนอนไม่ได้ 

 

“อื้อ ร้อน” เสียงเล็กๆ โวยวายในลำคออย่างเอาแต่ใจ พร้อมกับแรงต้านที่ผ้าห่มเมื่อเธอพยายามจะดึงมันออกอีกรอบ ในขณะที่ศรุตเองก็ยังคงจับมันเอาไว้แน่น ไม่ยอมให้เธอดึงออกได้โดยง่าย 

 

“บอกว่าร้อนไง” 

 

“เดี๋ยวไปปรับแอร์ให้” 

 

“ก็รีบไปสิ” เธอออกคำสั่งเสียงดังทั้งที่ยังไม่ลืมตาเหมือนเดิม 

 

ศรุตกลอกตาขึ้นลงอย่างนึกเซ็ง แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มโดยไม่รู้ตัว นึกอยากจะรีบเดินไปปรับแอร์ให้เธอตามที่บอก แต่อีกใจก็ยังไม่กล้าพอจะปล่อยมือออกจากผ้าห่ม 

 

“ร้อนนน” 

 

เสียงโวยวายดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับขาที่ยกขึ้นกระทืบที่นอนที่ไม่ต่างจากเด็กเอาแต่ใจ ทำเอาศรุตจำต้องยอมปล่อยมือข้างหนึ่งออกจากผ้าห่มเพื่อยกขึ้นมานวดขมับ 

 

“โอเคๆ จะรีบปรับเดี๋ยวนี้แหละแม่คุณ”  

 

เขาบอกเร็วๆ ก่อนจะผละตัวออกมา สาวเท้าตรงไปปรับแอร์ลงสองสามองศา เพราะตัวเขาเองก็เริ่มรู้สึกร้อนขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน 

 

“เฮ้ย” ทว่าเมื่อหันกลับมาอีกที เขาก็ต้องอุทานเสียงดัง แล้วรีบวิ่งไปเก็บผ้าห่มข้างเตียงขึ้นปิดร่างกายของเธอเอาไว้อีกรอบ เพราะเธอดันถีบมันลงมากองอยู่ข้างเตียงเสียแล้ว 

 

“ฉันร้อนนน” 

 

“คิดว่าร้อนอยู่คนเดียวหรือยังไงล่ะ” ศรุตอดไม่ได้ที่จะย้อน นึกอยากจะดุเสียงดัง แต่กลับทำได้แค่พึมพำในลำคอ มือหนายังคงกดผ้าห่มเอาไว้กับที่นอนแน่น เพราะกลัวเธอจะดึงหรือถีบมันออกอีกรอบ 

 

“ฉาน... เฮ้ย”  

 

แล้วจู่ๆ ดวงตาที่ปิดสนิทอยู่เมื่อครู่ก็ลืมขึ้นมามองเขาเสียอย่างนั้น  

 

ทันทีที่เธอเห็นว่าเป็นเขา ดวงตาทั้งสองข้างของเธอก็เบิกโพลงขึ้นอีกเป็นเท่าตัวด้วยความตกใจ พร้อมกับเด้งตัวเองขึ้นจากที่นอนราวกับเป็นระบบอัตโนมัติของร่างกาย ยกสองมือขึ้นผลักหน้าอกของเขาออกไปสุดแรง จนเขาร่วงลงไปอยู่ข้างเตียงพร้อมกับผ้าห่มที่จับเอาไว้ติดมือ 

 

โป๊ก! 

 

ศรุตหงายหลังหัวกระแทกพื้นไปเรียบร้อย 

 

“โอ๊ย” ศรุตร้องเสียงดังด้วยความเจ็บและตกใจ 

 

“กรี๊ดดด อื้อออ” เสียงกรีดร้องของอาณดาดังอยู่ภายใต้ผ้าห่ม เมื่อศรุตรีบลุกขึ้นมาพร้อมกับเอาผ้าห่มห่อเธอเอาไว้ทั้งตัว 

 

ร่างบางใต้ผ้าห่มพยายามตะเกียกตะกายโผล่หัวออกมาเพื่อสูดอากาศหายใจ ใบหน้าของเธอแดงเถือกและยังคงมองศรุตด้วยสายตาตื่นตระหนก 

 

“พี่รุต”  

 

“พี่ไม่ได้ทำอะไร” ศรุตรีบบอก 

 

ทว่าคนที่เพิ่งจะตั้งสติได้ก็ยังเอาแต่มองเขาด้วยสายตาตื่นตระหนกไม่เลิก มือเล็กๆ ทั้งสองข้างของเธอที่ใช้ผลักเขาร่วงลงมาเมื่อครู่ ตอนนี้จับผ้าห่มขึ้นห่อตัวเองเอาไว้จนมิดชิดแล้ว 

 

ศรุตถอนหายใจแล้วค่อยๆ ปล่อยมือออกก่อนจะถอยหลังออกมา 

 

“นะ นี่พี่รุต...” 

 

“ก็ใช่น่ะสิ นี่พี่เอง” 

 

“ทำไมเป็นพี่ล่ะคะ” 

 

“ก็นี่บ้านพี่” 

 

“แต่นี่มัน...”  

 

ในสมองของอาณดายังคงเต็มไปด้วยความสงสัยเพราะเธอจำอะไรไม่ได้เลย เธอพยายามตั้งสติอยู่หลายนาทีพลางกวาดสายตามองไปรอบห้องให้แน่ใจ สลับกับก้มมองสารรูปของตัวเองใต้ผ้าห่ม ซึ่งถึงแม้ว่าเธอจะยังรู้สึกมึนหัวอยู่บ้าง แต่เธอก็จำได้ว่านี่เป็นห้องของศริณ เพื่อนสนิทของเธอเอง  

 

“นี่มันห้องยัยริบนี่คะ แล้วพี่เข้ามาได้ยังไง” 

 

“ก็พี่เป็นพี่ชายยัยริบ ทำไมจะเข้ามาไม่ได้ล่ะ” ศรุตแสร้งถาม แม้เมื่อครู่เขาเองก็ตกใจ แต่เขามั่นใจว่าเขาสามารถตั้งสติได้เร็วกว่าคนที่กำลังแฮ้งแน่นอน 

 

“ก็...” 

 

“เมาเละเหมือนกันนะเมื่อคืน” 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว