ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 3 โอกาสของนางบำเรอ Part ll Loading…100%

ชื่อตอน : บทที่ 3 โอกาสของนางบำเรอ Part ll Loading…100%

คำค้น : ประธานบงการรัก

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 มิ.ย. 2564 20:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 โอกาสของนางบำเรอ Part ll Loading…100%
แบบอักษร

 

บทที่ 3 

โอกาสของนางบำเรอ Part ll Loading…100% 

 

บรรยากาศในรถเงียบจนน่าอึดอัด ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร รสรินทร์ก็รู้สึกเหมือนอากาศในรถใกล้จะหมดลงเท่านั้น เธอหายใจไม่ทั่วท้อง ผิวกายของหนาวสั่น เพราะอุณหภูมิรอบกายที่ลดลงอย่างฮวบฮาบ ยิ่งใกล้จะถึงคอนโด เธอก็ยิ่งหวาดหวั่น เนื่องจากไม่อาจคาดเดาความคิดของคนข้างกายได้เลย 

 

คนขับรถของภัทรพลจอดเทียบทางเข้าด้านหน้า 

 

“กลับไปก่อน แล้วฉันจะโทรให้นายกลับมารับอีกที” 

 

“ครับ คุณพอล”  

 

สิ้นเสียงตอบรับ ภัทรพลก็เปิดประตูแล้วก้าวลงจากรถ รสรินทร์รีบตามเขาลงไป ก่อนจะก้าวไปยืนข้างๆ แล้วรอจนกระทั่งคนขับรถของเขาขับออกไป 

 

“คือว่า…” 

 

“ไปคุยกันบนห้อง” ภัทรพลเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะเดินนำเธอไปที่ลิฟต์ รสรินทร์ภาวนาขอให้มันไม่ชำรุดเหมือนวันอื่นๆ ซึ่งแต้มบุญของเธอคงยังไม่หมด เพราะวันนี้ ลิฟต์ยังใช้การได้ตามปกติ 

 

หลังจากนั้น รสรินทร์ก็จำอะไรไม่ค่อยได้สักเท่าไร เพราะในสมองเหมือนคิดอยู่หลายเรื่องจนไม่ได้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอยู่ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเธอพาเขาเข้ามาถึงในห้อง ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้พูดคุย หรือตกลงอะไรกันเลยแม้แต่คำเดียวได้ยังไง 

 

“ฉันไปเอาน้ำมาให้ก่อนแล้วกันนะคะ” 

 

“ไม่ต้องหรอก นั่งสิ”  

 

รสรินทร์นั่งลงอย่างไม่มีทางเลือก เธอรู้สึกเจ็บบริเวณหัวเข่า และฝ่าเท้าอีกนิดหน่อย แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็เลือกที่จะเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้เสียก่อน เพราะเวลานี้ โอกาสที่จะได้พูดคุยกับภัทรพลคือสิ่งที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่ง 

 

“เมื่อคืนรับแขกไปกี่คน” ภัทรพลเริ่มเข้าคำถามแรก รสรินทร์ดูไม่ออกว่าเขาถามเพื่ออะไร แต่เธอก็ไม่คิดจะโกหก 

 

“เมื่อคืนฉันไม่ได้ไปทำงานค่ะ พอดีรู้สึกไม่สบายก็เลยโทรไปลา” 

 

“อ้อ เพราะรับแขกช่วงกลางวันสินะ” ภัทรพลคาดเดา  

 

แม้เขาจะพอดูออกว่าผู้ชายที่เจอที่โรงพยาบาลวันนี้ ดูไม่เหมือนเป็นลูกค้าของเธอตามที่ได้ฟังรายงานจากลูกน้องมาก็ตาม แต่กับอีกคนที่เขาเห็นว่าเดินลงจากห้องพักด้วยกัน ท่าทียังหนุ่มยังแน่นนั่นก็ไม่แน่ 

 

“คุณพอลหมายความว่ายังไงคะ” 

 

“ก็หมายความอย่างที่พูด กลางคืนทำงานที่เลานจ์ วันไหนหยุด หรือเวลากลางวัน เธอก็รับแขกเอง ไม่ต้องหักเปอร์เซ็นต์ให้กับเอเจนซี่” 

 

“ไม่ใช่นะคะ เมื่อวานฉันไม่ได้… เดี๋ยวนะคะ นี่คุณให้คนจับตาดูฉันเหรอคะ” รสรินทร์รีบถามทันทีที่นึกขึ้นมาได้ 

 

“แล้วทำไมฉันจะทำไม่ได้ล่ะ คิดว่าฉันจะเชื่อคำพูดเธอเหรอ ที่เธอรับปากว่าจะชดใช้ให้ แต่มองจากสภาพแล้วถามใครที่ไหนก็มองออกว่าเธอไม่มีปัญญา” 

 

เป็นอีกครั้งที่เขาดูถูกเธออย่างซึ่งหน้า 

 

“ฉันเข้าใจค่ะเรื่องที่คุณไม่ไว้ใจฉัน แต่การที่คุณ…” รสรินทร์จุกอยู่ในอก นึกอยากจะต่อว่าเรื่องที่เขาพยายามคุกคามเธอ แต่ก็เกรงว่าจะยิ่งทำให้เขาไม่พอใจ 

 

“ช่างเถอะค่ะ คุณจะทำยังไงก็แล้วแต่คุณก็แล้วกัน แต่เรื่องเดียวที่ฉันอยากจะขอร้องคุณก็คือเรื่องข้อหาพยายามฆ่าที่คุณพยายามจะยัดเยียดให้ฉัน มันไม่ควรจะเป็นแบบนั้นเลยนะคะ” 

 

สิ่งเดียวที่เธอต้องการจากเขามีเพียงเท่านี้จริงๆ 

 

ภัทรพลเงียบไปครู่หนึ่ง แม้คำว่ายัดเยียดที่เธอพูดออกมาเต็มปากเต็มคำจะทำให้เขารู้สึกไม่พอใจ แต่ก็ไม่คิดจะปฏิเสธ อีกอย่าง แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้รับปาก แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะเปลี่ยนความคิด นั่นทำให้รสรินทร์เองก็ยังอดจะกังวลไม่ได้ 

 

“ขึ้นอยู่กับว่าเธอจะรับผิดชอบยังไง ถ้าฉันยอม เธอจะชดใช้ให้กับสิ่งที่ยัยพราวต้องสูญเสียยังไงรสรินทร์ แต่บอกเอาไว้ก่อนเลยนะว่าฉันไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน” ภัทรพลดักทางอีกครั้ง สำหรับเขาแล้ว สิ่งเดียวที่มีค่าที่สุดและเขาจะไม่ยอมเสียไปก็คือน้องสาวเพียงคนเดียวของเขาที่ตอนนี้ยังคงต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 

 

น้ำเสียงแน่นหนักของภัทรพลทำให้รสรินทร์ถอนใจ 

 

“เรื่องนั้นฉันเข้าใจค่ะ ฉันรู้ว่าไม่ว่าจะยังไงก็ไม่สามารถชดเชยให้กับพวกคุณได้หมด แต่ฉันรับปากว่าจะทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้ และไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ฉันก็อยากบอกให้คุณรู้ว่าฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ” รสรินทร์ถือโอกาสบอก นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องที่เธอได้มีโอกาสพูดกับเขาตรงๆ  

 

รสรินทร์แทบหยุดหายใจทุกครั้งที่ภัทรพลเงียบลง แม้เขาจะไม่พูดอะไร แต่กระนั้นก็ยังจ้องเธอไม่วางตา เพียงเท่านี้เธอก็ไม่กล้าที่จะหายใจแรงแล้ว 

 

“ฉันอยากให้เธอลาออกจากเลานจ์ เลิกทำงานนั่นซะ” 

 

“คะ?” รสรินทร์ย้อนถามเสียงสูงด้วยความประหลาดใจ 

 

“ถ้าเธอยอมตกลงที่จะลาออก ฉันจะเก็บคำขอร้องของเธอไปคิดดู” 

 

แค่คิดดู แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะตกลงสักหน่อย 

 

“แล้วทำไมคุณถึงต้องให้ฉันลาออกด้วยคะ ในเมื่อคุณพูดเองว่าคุณพูดเองว่าไม่อยากจะกลับมาใช้บริการซ้ำ ต่อให้ฉันจะนอนกับผู้ชายคนอื่น ก็ไม่น่าจะใช่ปัญหาอะไร” 

 

ในสายตาของรสรินทร์ตอนนี้เปี่ยมไปด้วยความสงสัยใคร่รู้อย่างแท้จริง 

 

“เพราะสิ่งที่ฉันอยากให้เธอชดใช้คืนให้ยัยพราวก็คืออนาคตของเธอ ที่หลังจากนี้... ฉันจะเป็นคนกำหนดเอง” ภัทรพลบอกเสียงเรียบ สายตาของเขาหยุดนิ่งดูเลือดเย็นเสียจนรสรินทร์หวาดกลัว 

 

“หลังจากที่เกิดเรื่อง ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ยัยพราวยังต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ขาข้างซ้ายหักตอนนี้ก็ยังเดินไม่ได้ สิ่งที่ยัยพราวสูญเสียมันมากมายจนฉันคิดว่าต่อให้เธอเอาชีวิตของเธอมาแลกมันก็ไม่พอ ฉะนั้น เธอต้องชดใช้มันด้วยอนาคตของเธอ เหมือนที่ยัยพราวกำลังรู้สึกว่าต้องสูญเสียอนาคตของตัวเองไป” 

 

เมื่อได้ยินดังนั้น ร่างกายรสรินทร์ถึงกับชาวาบไปทั้งตัว แม้ก่อนหน้านี้ เธอจะรับรู้อาการของอีกฝ่ายมาบ้าง และยังฝากกระเช้าไปเยี่ยมผ่านทางทนายความ เพราะอีกฝ่ายไม่ต้อนรับเธอ แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะถึงขั้นเดินไม่ได้ 

 

“สภาพจิตใจของยัยพราวย่ำแย่ ร้องไห้ทุกวัน ไม่กินอาหาร ไม่ยอมฝึกเดิน ไม่ทำกายภาพบำบัด พร่ำบอกแค่ว่าอยากจะตายทุกวัน เธอคิดว่าสิ่งที่เธอควรแลกกับความเจ็บปวดของน้องสาวของฉันคืออะไร แค่เงินไม่กี่แสนบาทแล้วจบกันเหรอรสรินทร์ กลับกันถ้าเป็นเธอ... ถ้ามีคนทำร้ายคนที่เธอรัก เธอจะยอมจบแค่นั้นหรือเปล่า” ภัทรพลย้อนถามไม่หยุด เหมือนต้องการกดดันเธอในทุกครั้งที่เขามีโอกาส น้ำเสียงของเขาเจ็บปวดจนรสรินทร์เองก็พลอยรู้สึกแบบนั้นตามไปด้วย 

 

“ถ้าเธอไม่ตกลง ก็ไปเจอกันที่ศาล” 

 

“แต่ฉัน…” 

 

“ไม่มีแต่” ภัทรพลแย้งขึ้นมาเสียงเข้มทันที รสรินทร์พยายามบอกให้ตัวเองใจเย็น เพราะอย่างน้อยตอนนี้การที่เขานั่งอยู่ตรงหน้าเธอ พร้อมกับเรียกร้องในสิ่งที่เขาต้องการออกมา ก็นับว่าเป็นการให้โอกาสเธอแล้ว 

 

“หมายความว่าถ้าฉันตกลง คุณจะไม่แจ้งข้อหาพยายามฆ่ากับฉันใช่ไหมคะ” 

 

“ใช่ ไม่ต้องชดใช้เป็นตัวเงิน แต่ต่อไปนี้ ทุกการตัดสินใจในชีวิตของเธอขึ้นอยู่กับฉัน ฉันบอกว่าใช่คือใช่ ไม่ใช่คือไม่ใช่ ได้คือได้ ไม่ได้ก็คือไม่ได้ และฉันเข้าใจว่าเธอต้องกินต้องใช้ ดังนั้น งานหลักของเธอก็คือเป็นนางบำเรอให้ฉัน ซึ่งฉันจะจ่ายให้เธอตามที่เห็นสมควร เงื่อนไขทั้งหมดจะจบลงก็ต่อเมื่อฉันพอใจจะจบ” 

 

แบบนั้นเธอยอมติดคุกไม่ดีกว่าหรือไง อย่างน้อยๆ ก็ยังมีโอกาสที่จะหลุดพ้น แต่ถ้าเธอต้องยอมติดคุกจริงๆ แล้วแม่ของเธอจะอยู่อย่างไร อีกอย่าง คำว่าหน้าที่นางบำเรอก็ทำให้เธอรู้สึกแสบร้อนกลางหน้าอกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก  

 

“ตัดสินใจให้ดีก่อนจะปฏิเสธ เพราะครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันให้โอกาสเธอ รสรินทร์”  

 

น้ำเสียงของภัทรพลเรียบนิ่งเสมอกันทั้งประโยค บ่งบอกว่าเขาจริงจังกับทุกคำที่พูดออกมา และรสรินทร์มั่นใจเหลือเกินว่าเขาจะต้องทำอย่างที่พูดแน่นอน 

 

“เลือกมาว่าจะยกอนาคตของเธอให้ฉัน หรือยอมจ่ายแถมยังเสี่ยงที่จะต้องติดคุก” 

 

การที่ต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินจำนวนหลายล้าน หรือแม้แต่การติดคุก มันไม่ได้น่ากลัวสำหรับเธอเลยสักนิดถ้าหากว่าไม่ได้มีตัวแปรสำคัญคือแม่ของเธอ และถ้าเทียบระหว่างแม่ของเธอกับอนาคตของเธอแล้ว แน่นอนว่าสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดสำหรับเธอก็คือแม่  

 

“ก็ได้ค่ะ ฉันตกลง” รสรินทร์ตัดสินใจบอกดังนั้น เธอจำต้องยอมทิ้งอนาคตของตัวเอง หากว่ามันจะทำให้เขายอมยุติการแจ้งข้อหาพยายามฆ่ากับเธอ เพราะนั่นเท่ากับว่าเธอจะมีโอกาสได้อยู่ดูแลแม่ของเธอต่อไป อีกอย่างก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเขาอาจจะเบื่อเธอเร็วๆ นี้ก็ได้ ตอนนี้เขาก็เพียงแค่นึกสนุก และอยากทำอะไรเพื่อความสะใจเท่านั้น ไม่นานพอเขาแก้แค้นแทนน้องสาวของเขาจนสาแก่ใจแล้ว เขาก็คงล้มเลิกความตั้งใจไปเอง 

 

ภัทรพลช้อนตามองรสรินทร์อีกครั้ง เนื่องจากนึกแปลกใจอยู่นิดหน่อยที่เธอตัดสินใจยอมตกลงอย่างง่ายดายกว่าคราวก่อน แต่ก็พอจะเข้าใจว่าเหตุผลที่เธอยอม ก็เพราะหากถูกเขาแจ้งข้อหาพยายามฆ่า ก็อาจทำให้เธอหมดอนาคตไม่ต่างกัน  

 

ภัทรพลรู้ดีว่าเขากำลังข่มขู่เธอ และมันได้ผล แต่ใครใช้ให้เธอกล้ามาอวดดีกับเขาก่อนกันล่ะ! 

 

“โทรไปจัดการซะ ฉันจะไปสูบบุหรี่ แล้วก็เตรียมคีย์การ์ดให้ฉันหนึ่งใบ” 

 

“คีย์การ์ดเหรอคะ” 

 

“ใช่ ทำไม เธอคิดว่าฉันจะต้องจ่ายค่าห้องที่อื่นเวลาจะนอนกับเธองั้นเหรอ แล้วก็อย่าเข้าใจผิดคิดว่าฉันจะรับเธอมาดูแลแบบพวกนักศึกษาที่หาผู้ชายรวยๆ เลี้ยงด้วยล่ะ มันไม่เหมือนกันหรอก รสรินทร์” ภัทรพลกระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนจะลุกขึ้นยืน เดินออกไปสูบบุหรี่ด้านนอกอย่างใจเย็นเมื่อเริ่มอารมณ์ดีขึ้นเพราะได้ในสิ่งที่ต้องการ ในขณะที่ใบหน้าของรสรินทร์ชายิบเมื่อถูกเขาถามกลับมาด้วยคำพูดเจ็บแสบ  

 

ออดดด~ 

 

เสียงออดหน้าห้องทำสมาธิของรสรินทร์แตกกระเจิง เธอหันไปมองใบหน้าหล่อเหลาของภัทรพลที่ยืนอยู่ที่ระเบียง เขาพ่นกลุ่มควันสีขาวออกจากปาก แล้วปล่อยให้มันลอยขึ้นสูงก่อนจะหายไปในอากาศ 

 

ออดดด~ 

 

แม้ว่าเขาจะไม่ได้ว่าอะไร แต่รสรินทร์กลับรู้สึกว่าสายตาของเขากำลังจ้องจับผิดเธอ แต่ครั้นจะไม่ลุกไปเปิดก็กลัวว่าคนที่รออยู่จะสงสัย  

 

รสรินทร์มั่นใจว่าจะต้องเป็นไวน์แน่นอน เพราะโดยปกติแล้วไม่ค่อยมีใครมาหาเธอที่ห้องนอกจากเขา และบางทีเขาอาจจะมาคุยกับเธอเรื่องรถที่เธอฝากขาย 

 

รสรินทร์ตัดสินใจลุกไปเปิดประตูในที่สุด แม้จะว่ายังคงถูกจับตามองในทุกฝีก้าว ภัทรพลยืนซุกมือข้างหนึ่งไว้ในกระเป๋า มืออีกข้างคีบบุหรี่ขึ้นสูบ ภาพนั้นทำให้เธอรู้สึกใจสั่น ไหนจะสายตาของเขาที่เรียบนิ่งจนยากที่จะคาดเดานั่นอีก 

 

“กำลังจะโทรหาเลย”  

 

เป็นไวน์จริงๆ เขาส่งยิ้มให้เธอทันทีที่เธอเปิดประตูออกไป แต่รสรินทร์ตั้งใจว่าจะไม่เปิดออกจนสุด เพราะไม่อยากให้ไวน์กับภัทรพลต้องเผชิญหน้ากัน ด้วยเพราะไม่ว่าใครจะมีคำถามอะไร คนที่ลำบากใจที่จะตอบที่สุดก็คงจะเป็นเธออย่างไม่ต้องสงสัย 

 

“สวัสดีค่ะพี่ไวน์ พี่กำลังจะออกไปข้างนอกเหรอคะ” รสรินทร์แสร้งถามเหมือนปกติ ทั้งที่ก้อนเนื้อในอกของเธอเต้นไม่เป็นส่ำเมื่อได้ยินเสียงประตูระเบียง เธอชำเลืองหางตามองไปด้านหลังแล้วก็พบว่าภัทรพลเดินกลับเข้ามาแล้วจริงๆ 

 

“อืม พอดีเมื่อกี้ได้ยินเสียงประตูห้องโรสน่ะ ก็เลยคิดว่ากลับมาแล้ว พี่จะแวะมาบอกเรื่องรถ” 

 

เป็นอย่างที่เธอคิดเอาไว้เสียด้วยสิ 

 

“ขายได้แล้วเหรอคะ” รสรินทร์รีบถามด้วยความตื่นเต้นดีใจ ถึงตอนนี้จะไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินให้ภัทรพลแล้ว แต่เธอก็ยังต้องการเงินก้อนมาเป็นเอาไว้เป็นค่ารักษาพยาบาลแม่ของเธออยู่ดี 

 

“ยังหรอก แหม ใจร้อนจริงนะเรา” 

 

“โธ่ พี่ไวน์ก็ โรสก็อุตส่าห์ดีใจ” เธอหน้างอ แต่มุมปากยังคงระบายยิ้มออกมาบางๆ 

 

“ใจเย็นๆ มีเพื่อนพี่มันก็สนใจอยู่นะ แต่มันขอถามรายละเอียดรถเพิ่มเติมนิดหน่อยน่ะ แต่พี่ไม่แน่ใจก็เลยว่าจะมาถามโรสก่อน หรือว่าโรสอยากจะให้มันติดต่อมาที่โรสเลยก็ได้นะ แล้วแต่โรสสะดวก พี่แนะนำให้ได้” 

 

“ถ้าอย่างนั้นให้เขาติดต่อโรสเลยก็ได้ค่ะพี่ เดี๋ยวโรสจะรีบเช็กให้ค่ะ แล้วถ้าสงสัยหรือมีปัญหาอะไร โรสค่อยกลับไปขอความช่วยเหลือจากพี่อีกที จะให้พี่ทำให้ทั้งหมดก็เกรงใจ” รสรินทร์ยิ้มกว้างขึ้น รอยยิ้มของเธออยู่ในสายตาของไวน์ รวมถึงพอลที่ยังคงมองเธออยู่ตลอดเวลา  

 

“งั้นเอาเป็นว่าเดี๋ยวพี่ให้เบอร์โทรโรสกับเพื่อนพี่ไปเลยก็แล้วกันนะ โรสแจ้งรายละเอียดรถกับเขาไป ส่วนเรื่องอื่นเดี๋ยวพี่ช่วยดูให้อีกที” 

 

“ขอบคุณมากค่ะพี่ไวน์ หล่อแล้วยังใจดีเหมือนเดิม” 

 

“โสดด้วยนะ รู้ยัง” รสรินทร์กับไวน์หยอกล้อกันเหมือนเคย ก่อนที่ทั้งคู่จะหัวเราะให้กันเบาๆ 

 

“โรส ผมหิวแล้ว” 

 

เสียงที่ดังมาจากในห้องทำให้รสรินทร์เบิกตาโพลง ทั้งน้ำเสียงที่นุ่มทุ้ม และสรรพนามที่เขาแทนตัวเองว่า ‘ผม’ ทำให้หัวใจของเธอกระตุกวูบ  

 

ไวน์ตกใจไม่ต่างกัน แต่ครั้นจะถามอะไรออกไป ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่มารยาทที่ดีเขาก็เลยทำได้เพียงแค่ยิ้มบางๆ 

 

“โทษที พี่คิดว่าโรสอยู่คนเดียว” 

 

“เอ่อ มะ ไม่เป็นไรค่ะ โรสขอบคุณพี่ไวน์อีกครั้งนะคะ แล้วยังไงโรสจะโทรบอกค่ะพี่” 

 

“อืม งั้นพี่ไปก่อนก็แล้วกัน” ไวน์บอกลาเสียงเบา ก่อนจะผละตัวออกมา เขารู้สึกโหวงๆ ขึ้นมาชอบกล  

 

ในที่สุดวันนี้เขาก็ได้ยินเสียงผู้ชายดังออกมาจากห้องของเธอแล้วจริงๆ มันหมายความว่าเขาจะน่าจะหมดหวังเสียแล้ว 

 

รสรินทร์ปิดประตูลงอย่างเบามือ ก่อนจะหันกลับมามองภัทรพลอีกครั้ง แต่เขากลับยืนอยู่ด้านหลังเธอ ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้นเอง หนำซ้ำยังทำท่าเหมือนจะกลับแล้ว 

 

“เอ่อคือ…” 

 

“จะขายรถเอาเงินมาใช้หนี้ฉันเหรอ” ภัทรพลถามแทรก เขาได้ยินทั้งหมดที่เธอคุยกับเพื่อนชายเมื่อครู่นั่นแหละ แอบแปลกใจเล็กน้อยที่ได้ยินเธอพูดเรื่องรถขึ้นมา เพราะวันนี้เขาเห็นว่าเธอเรียกแท็กซี่ หากมีรถขับ ทำไมถึงได้ไม่ขับรถเอง  

 

“ค่ะ” รสรินทร์ตอบสั้นๆ เพราะต้องการตัดบท 

 

“ไม่ต้องขาย ไหนๆ ฉันก็ไม่ได้เรียกร้องเงินจากเธอแล้วนี่” 

 

“แต่ฉันยังมีอีกหลายเรื่องที่จำเป็นต้องใช้เงินค่ะ แล้วตอนนี้ก็ตกงานแล้วด้วย” รสรินทร์ยอกย้อน เสียงของเธอแผ่วเบาจนฟังแทบไม่ได้ยิน ภัทรพลถอนใจเสียงดัง ช้อนตามองเธอด้วยสายตาขุ่นเคืองเล็กน้อย 

 

“รถยี่ห้ออะไร รุ่นไหน ปีไหน ขับมาเท่าไร ถ่ายน้ำมันเครื่องกับเช็กระยะครบหรือเปล่า เคยชนไหม ถ้าเคยชนมากี่ครั้ง แล้วแต่ละครั้งซ่อม หรือเปลี่ยนอะไรตรงไหนบ้าง เล่มรถยังอยู่ครบหรือเปล่า ทะเบียน ภาษี ประกัน มีอะไรขาดหรือว่าต่อครบถ้วนทุกปีไหม เคยโดนใบสั่งไหม ถ้าโดน จ่ายค่าปรับหรือยัง” 

 

“คะ?” 

 

“ไปเอาคีย์การ์ดห้องมา” 

 

“แต่เมื่อกี้คุณพูดเรื่องรถ” 

 

“พูดลอยๆ ไปเอาคีย์การ์ดมา ฉันจะกลับแล้ว” ภัทรพลย้ำเสียงเรียบ เขาพอจะมองออกว่าเธอไม่มีความรู้เรื่องรถเลย ไม่อย่างนั้นคงตอบได้ตั้งแต่ที่ถูกถามแล้ว มีอย่างที่ไหนจะขายรถแต่บอกรายละเอียดไม่ได้กันล่ะ ดีไม่ดีการที่เธอไม่ขับรถ คงเพราะขับรถไปชนมาแล้วเอาไปซ่อมเสร็จ ก็เลยคิดจะเอามาย้อมแมวขาย หรือไม่ก็ต้องเป็นรุ่นเก่าที่ซ่อมไม่ไหวแล้วก็ได้ บุคลิกของรสรินทร์ทำให้เขาดูออกชัดเจนว่าไม่น่าจะขับรถคล่องสักเท่าไร 

 

“นี่ค่ะ ถ้าหาย ทำใหม่โดนปรับหนึ่งพันนะคะ คุณจ่ายเองด้วย” รสรินทร์บอกเสร็จสรรพหลังจากที่ยื่นคีย์การ์ดอีกใบที่เธอเก็บเอาไว้ในห้องมาตลอดให้ ภัทรพลแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเก็บคีย์การ์ดใบนั้นเอาไว้ในกระเป๋าเสื้อทันที 

 

“ส่วนเรื่องรถ ขอบคุณค่ะ ฉันจะพยายามเก็บรายละเอียดให้ได้มากที่สุด แต่ทีหลังถ้าจะบอก บอกดีๆ ก็ได้ค่ะ ฉันไม่ฉลาดเหมือนคุณหรอก ความจำก็สั้น แล้วช่วงนี้ก็เบลอๆ ด้วย”  

 

“เอาโทรศัพท์มา” ภัทรพลเปลี่ยนประเด็นปุบปับราวกับไม่ได้ฟังสิ่งที่รสรินทร์พูดอยู่ด้วยซ้ำ เธอช้อนตามองก่อนจะถอนหายใจแล้วล้วงหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงส่งให้เขาไปแต่โดยดี เพราะรู้ว่าเขาน่าจะต้องการแลกเบอร์โทรศัพท์เพื่อติดต่อกับเธอ เบอร์ที่เธอเคยพยายามหามาแต่ไม่ได้ ตอนนี้เธอกำลังจะได้มันแล้ว 

 

เมื่อเขากดโทรศัพท์ของเธอ และโทรเข้าเครื่องตัวเองเรียบร้อย ชายหนุ่มก็กดวาง ก่อนจะส่งมันคืนให้เธอโดยไม่มีคำอธิบายใดๆ 

 

“พรุ่งนี้ฉันจะแวะมาตอนทุ่มครึ่ง หวังว่าระหว่างนี้เธอจะไม่ทำอะไรที่ทำให้ฉันหงุดหงิด” 

 

“อย่างเช่นอะไรบ้างคะ” 

 

“พูดคุยกับผู้ชายข้างห้องแล้วยิ้มเหมือนหมาดีใจ” ภัทรพลบอกเสียงเรียบ พูดจบเขาก็เปิดประตูห้องแล้วเดินออกไปเงียบๆ และไม่ได้หันกลับมาปิดประตูห้องด้วยซ้ำ 

  

‘พูดคุยกับผู้ชายข้างห้องแล้วยิ้มเหมือนหมาดีใจ’ 

  

รสรินทร์ขมวดคิ้วพันกันยุ่ง นึกเจ็บใจที่กว่าจะรู้ตัวว่าถูกเขาด่าว่าเป็นหมาก็ตอนที่เขาจากไปเสียแล้ว ชะโงกหน้าไปอีกทีบานประตูลิฟต์ก็ปิดลงพอดี 

 

“คุณเป็นผู้ชายแบบไหนกันแน่นะคุณพอล ปากเสียจริงๆ” รสรินทร์นินทาลับหลังก่อนจะปิดประตูห้องลง ไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งที่เธอตัดสินใจลงไปมันจะถูกหรือผิด แต่ที่แน่ๆ อย่างน้อย ตอนนี้เธอก็ดีใจที่เงินทุกบาทซึ่งจะได้รับหลังจากนี้ จะถูกเก็บเอาไว้เป็นค่ารักษาพยาบาลให้กับแม่ ส่วนเรื่องคดีความก็น่าจะเบาใจได้ในระดับหนึ่งแล้วเพราะเธอเชื่อว่าคนอย่างภัทรพลไม่มีทางกลับคำอย่างแน่นอน 

 

แม้ว่าความสบายใจทั้งหมดในวันนี้จะเล็กน้อย หากเทียบกับปัญหาที่อาจจะกำลังตามมา และต้องแลกมากับอนาคตทั้งหมดของเธอก็ตาม… 

 

  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว