email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 5 การเรียนการสอน

ชื่อตอน : บทที่ 5 การเรียนการสอน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 22 เม.ย. 2564 00:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 การเรียนการสอน
แบบอักษร

บทที่ 5

 

การเรียนการสอน

 

.....เป็นเวลานับชั่วโมงแล้วที่เขาจะต้องมานั่งกินลมชมวิวอยู่ข้างนอก ที่จริงมันก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรขนาดนั้น เพียงแค่มันดูน่าเบื่อจนอยากลุกหนีเท่านั้นเอง ตะคริวเองก็เริ่มกัดกินขาไปเรื่อยๆคิดว่าอีกไม่นานก็คงจะเป็นอัมพาตแล้ว เมื่อไหร่มันจะจบสักที เขาเริ่มจะทนไม่ไหวแล้วนะ

 

แกร็ก!....เสียงเปิดประตูดังขึ้นก่อนจะมีเหล่านักเรียนที่เป็นลูกคุณหนู คุณนายพากันเดินออกมาเป็นขบวน และแน่นอนว่าไม่ลืมที่จะหันมามองเขาด้วยสายตาแปลกๆ โดยเฉพาะ'เจ้าปลาไหลเผือก'ที่ยืนจ้องเขาอยู่นานเห็นแล้วมันดูน่าหมั่นไส้จริงๆ  โลกนี้ในร่างเด็กวัยรุ่นที่ยังไม่ถึงอายุ 22 นี้มันลำบากจริงๆ ถึงโลกก่อนผมในช่วงวัยนี้จะต้องเข้าไปฝึกเป็นบอดี้การ์ดในบริษัทของฟิลิกซ์ก็เถอะ

 

"เจ้าขี้แย"

 

ฮาร์ดในร่างของเลี่ยงหรูเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้ที่เดินออกมาเป็นคนสุดท้าย และนี้ก็เป็นเสียงของคนที่นั่งอยู่ข้างหลังของเขา หน้าตาของอีกฝ่ายเป็นใบหน้าเรียวได้รูปถือว่าเป็นผู้ชายที่ดูหล่อ น่ารัก จะว่าหล่อก็หล่อแบบหวานๆ แต่ดวงตาดูดุเล็กน้อย รูปร่างไม่ได้ใหญ่มาก แต่ก็ใหญ่กว่าเขาอยู่ไม่น้อย ใส่ชุดจีนโบราณสีฟ้าสลับขาว มัดผมเป็นหางม้าพร้อมกับปิ่นปักผมสีแดง ดูรวมๆแล้วก็หล่ออยู่ไม่น้อย คนโบราณนี้ท่าทางดูดีทุกคนยกเว้นคำพูดแล้วก็การกระทำ อีกฝ่ายนิสัยดูดื้อๆนิดหน่อยแฮะ

 

"ท่านอาจารย์บอกว่าให้เจ้าลุกออกไปกินข้าวได้แล้ว ช่วงบ่ายค่อยกลับไปเรียนใหม่"

 

"อืม"

 

ผมตอบเพียงแค่นั้นก่อนจะรอให้อีกฝ่ายเดินหนีไปเพราะถ้าลุกตอนนี้มีหวังล้มไม่เป็นท่าแน่ ผมไม่ยอมอับอายขายขี้หน้าตั้งแต่มาเรียนวันแรก หรือเกิดมาวันแรกหรอกนะ ถึงแม้ว่าการจะผ่านวันนี้ไปมันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายมากเท่าไหร่ก็เถอะ 

 

ผมนั่งคุกเข่าท่าเดิมรอให้เจ้าผมดำนั่นเดินออกไปก่อน แต่จนแล้วจนรอดอีกฝ่ายก็ไม่ไปเสียทีเอาแต่จ้องหน้าผมไปมาไม่ยอมเลิก เห็นแล้วรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา ถ้าเป็นฟิลิกซ์ล่ะก็คงไม่รอให้ผมได้พูดอะไรก่อน แต่จะทำตามใจตนเองโดยไม่ต้องพูดอะไรสักคำเลย และแน่นอนว่าอีกฝ่ายคงไม่ใช่ฟิลิกซ์เพราะพูดมากเกินหกคำ

 

"เป็นอันใดไป เหตุใดยังไม่ยอมลุกขึ้นอีก"

 

"เจ้าอยากไปไหนก็ไปเถอะ ข้าไปเองได้"

 

"ว่าเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าเสียใจนะ ข้าเป็นสหายที่ดีของเจ้าเชียวนะ! หรือว่าเจ้าโกรธที่ข้าไม่ยอมช่วยเจ้าตอนอาจารย์จะทำโทษ?"

 

เพื่อนงั้นเหรอ? เจ้าขี้แยเลี่ยงหรูยังมีเพื่อนกับเขาอยู่อีกหรือ นึกว่าจะเป็นเด็กขี้แยไม่มีใครคบซะอีก แต่นี้ก็อาจจะถือเป็นโชคในการเข้าสังคมกับคนอื่นก็ได้ เราควรขอความช่วยเหลือเขาดีไหม ก้าวแรกเองก็ถือว่ามีความสำคัญอยู่ไม่น้อย ยังไงก็สานสัมพันธ์แบบเพื่อนไปก่อนก็แล้วกัน แล้วอีกอย่างเขายังไม่รู้เลยว่าตัวเองต้องไปกินข้าวที่ไหน เพราะที่นี่มันก็กว้างเหลือเกิน อย่างน้อยก็เนียนๆให้แบกไปที่ที่ต้องไปกินข้าวแล้วกัน

 

"ข้าเจ็บขา"

 

"ให้ข้าประคองดีไหม"

 

"อืม"

 

เลี่ยงหรูตอบรับคำในลำคอก่อนที่อีกฝ่ายจะพยุงตัวเขาให้ลุกขึ้นยืนแต่ขามันชาจนไร้ความรู้สึกไปแล้ว ทำให้แทบทรุดลงไปนั่งอีกรอบ เจ้า ผมดำที่มาช่วยประคองจับตัวเขาไว้ทัน ก่อนที่เจ้าตัวจะจัดท่าใหม่ให้เขาไปอยู่ด้านหลังของตัวเอง

 

"เจ้าแบกข้าได้หรือ"

 

"เจ้าตัวเบาขนาดนี้ทำไมจะแบกไม่ได้เล่า ว่าแต่วันนี้เจ้าดูแปลกไปนะ"

 

"เหรอ?....คงเพราะข้ารู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองกระมั้ง"

 

"งั้นก็อย่าฝืนเถอะ ข้ารู้ว่าเจ้าต้องแกล้งทำเป็นเข้มแข็งต่อหน้าคนอื่นอยู่เสมอ"

 

เลี่ยงหรูไม่ได้พูดอะไรมากเพียงแต่จ้องแผ่นหลังที่เหยียดตรงอย่างนึกสังเกต การที่อีกฝ่ายเข้ามาเป็นเพื่อนกับเลี่ยงหรูอาจจะมีเหตุผลบางอย่าง หรือไม่ก็แค่คิดว่าเขาอ่อนแอ แล้วนึกสงสารเลยอยากจะช่วยดูแลเลี่ยงหรูคนเก่าก็เป็นได้ 

 

"เจ้าไปส่งข้าเถอะ ข้าหิวแล้ว"

 

ฮาร์ดในร่างของเลี่ยงหรูเอ่ยออกมาอย่างใจเย็น แม้ภายในท้องตอนนี้จะรู้สึกว่าว่างจนแทบกินคนได้ แต่ตอนนี้คงไม่ใช่เวลามาโวยวายว่าหิวข้าวรีบพาข้าไปเร็วๆอะไรประมาณนั้น คนแบกทำท่าทางแปลกใจขึ้นมาอีกครั้งแต่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เพียงแต่ทำตามที่เขาว่า แล้วพาเดินอ้อมไปอ้อมมาอยู่หลายครั้งจนฮาร์ดในร่างเลี่ยงหรูแทบอยากบีบคออีกฝ่ายให้ตายคามือ เพราะกว่าจะมาถึงก็ไกลเหลือเกิน

 

"ขอบใจที่มาส่ง"

 

"ไม่เป็นไร"

 

"แถวนี้ทำไมถึงไม่ค่อยมีคนมากินข้าวที่นี่"

 

"ถามอันใดของเจ้า ก็เจ้าน่ะมักจะมากินในที่เงียบๆเพราะไม่ชอบให้คนอื่นมายุ่งวุ่นวาย"

 

เลี่ยงหรูพยักหน้าก่อนจะรอให้เสี่ยวเหมยเอาอาหารมาให้ แล้วก็คุยกับคนที่พามาด้วย ถึงแม้ตนจะไม่เข้าใจอะไรสักอย่างเลย แต่ก็พอไหลตามน้ำไปได้อย่างราบรื่น ชื่อของอีกฝ่าย คือ 'ฮุ่ยหลิ่ง' ที่รู้เพราะเรียกว่าเจ้าผมดำ อีกฝ่ายไม่พอใจเลยแนะนำตัวใหม่เพื่อให้เขารู้จักโดยที่อีกฝ่ายยังไม่รู้ว่าผมนั้นไม่ใช่เลี่ยงหรู ดูแล้วก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายขี้โกงและโง่นิดๆ เพราะฮุ่ยหลิ่งชอบเรียกผมว่า เจ้าขี้แยอยู่ตลอด ทั้งที่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วแท้ๆ

 

"ทำไมเจ้าชอบข้าว่า'เจ้าขี้แย'นักนะ"

 

"ก็มันเป็นความจริงนิ"

 

"งั้นข้าจะเรียกเจ้าว่าหมีแพนด้าบ้างดีไหม"

 

"ข้าไม่ได้หน้าตาเหมือนหมีแพนด้าสักหน่อย"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากที่กินข้าวเสร็จก็เป็นอีกครั้งที่ผมจะต้องกลับเข้ามาเรียนในชั้นเรียนที่มีแต่ความเงียบ และความง่วงสุดแสนจะง่วง ไม่นึกเลยว่าเสียงอาจารย์รูปงามจะทำให้เขารู้สึกง่วงได้มากขนาดนี้ แต่ก็นะ....มันก็มีวิธีที่ทำให้หายง่วงอยู่เหมือนกัน อย่างเช่น ....

 

"ท่านอาจารย์...ปีนี้ท่านก็อายุ 27 ปีแล้ว ท่านไม่คิดจะหาคู่ชีวิตบ้างหรือ"

 

"เลี่ยงหรู...อาจารย์จะไม่ขอเอ่ยซ้ำนะ เจ้าเลิกถามคำถามที่ไม่เกี่ยวกับการสอนของอาจารย์ เถอะ"

 

"ขอรับๆ....แล้วท่านอยากได้สามี หรือ ภรรยาเล่า"

 

"อุ๊บ!"ทุกคนในห้องที่เห็นเขาถามคำถามนั้นออกไปก็พากันกลั้นหัวเราะแทบไม่ทัน ก่อนที่อาจารย์รูปงามจะถลึงตาใส่เขาราวกับจะกินหัวเสียให้ได้ คาดว่าการมาเรียนครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เรียนซะแล้ว  แต่เขาอยากรู้จริงๆนิ ก็อาจารย์รูปงาม ทั้งหล่อทั้งสวย ดูยังไงแล้วก็คงได้ทั้งชาย และหญิง เป็นอะไรที่ดูแล้วคิดหนักอยู่เหมือนกันแฮะ

 

"ซือ เลี่ยงหรู!!"

 

อาจารย์รูปงามเรียกชื่อเขาออกมาเสียงดังคล้ายกับมีโทสะอยู่ไม่น้อย ทำเอาคนในห้องพากันหุบปากแทบไม่ทัน เลี่ยงหรูที่ได้ยินชื่อเต็มของตนเอง ทำเอายิ้มยากอยู่ไม่น้อย

 

"ขะ...ขอรับ ท่านอาจารย์"

 

"ออกมาคัดตำราเล่มนี้ให้จบ แล้วอย่าได้เอ่ยอันใดอีก หากเอ่ยแม้เพียงครึ่งคำข้าจะให้เจ้าคัดใหม่ทั้งหมด!"

 

"ขะ...ขอรับๆ"เลี่ยงหรูเอ่ยน้ำเสียงสั่นๆเล็กน้อย ที่ได้ยินแบบนั้นก่อนจะเดินออกไปข้างหน้าชั้นเรียนใกล้ๆกับอาจารย์ แล้วจึงนั่งลงพร้อมกับฝนหมึกเพื่อให้เหลือเยอะๆจะได้เขียนเสร็จเร็วๆ นี้เองก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ศึกษาวิชาของโลกนี้ยังไงก็คงต้องอ่านดูสักรอบก่อน จะว่าไปอักษรจีนนี้มันเขียนยากเกินไปรึเปล่านะ  ดูแล้วน่ากลัวเลย ถึงเล่มนี้มันจะน้อยแต่ก็ยากอยู่ไม่น้อย

 

"เจ้ากำลังคัดเล่มไหนกัน ข้าให้คัดเล่มนี้ต่างหาก"

 

"อึก....ขอรับ....ท่าน!อา!จารย์"

 

เลี่ยงหรูกัดฟันพูดเพราะตัวเองเพิ่งคัดผ่านไปตั้งสามหน้าที่ใช้เวลานานมาก  กว่าจะเขียนเสร็จ แต่อาจารย์ดันเอาหนังสือที่มีความหนามากขึ้นกว่าเดิม แถมยังยากกว่าเดิมมาให้เขียนใหม่ นี้มันจะไม่มากไปหน่อยหรือ ท่านอาจารย์รูปงามที่ใบหน้าแม้เรียบเฉยแต่หากโหดร้ายยิ่งกว่าสุนัขจิ้งจอก นี้ท่านคิดจะเป็นศัตรูกับข้าใช่หรือไม่! 

 

ข้าไม่น่าไปหาเรื่องท่านเลย อาจารย์คนงาม!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.....ฝั่งของฟิลิกซ์

 

...ฟิลิกซ์ในร่างขององค์ชายรองกำลังนั่งจ้องหน้าของคนรับใช้ที่อยู่ในเรือนด้วยสายตาที่เย็นชา พยายามสังเกตพฤติกรรมน้ำเสียงท่าทาง แต่มองเท่าไหร่ก็ยังไม่ใช่ เพราะก่อนหน้านี้ได้ยินจากเลี่ยงหรงว่า คนรับใช้ที่ท้ายจวนแอบลักลอบขโมยของมีค่าเล็กๆน้อยๆไป จนตอนนี้ก็เริ่มขโมยเยอะมากขึ้นจนผิดสังเกต ด้วยความคิดว่าองค์ชายสามเป็นคนใจดีมีเมตตา เรื่องแค่นี้คงไม่คิดถือเอาความอันใดมาก ถ้าทำผิดจริงๆการลงโทษมากสุดก็แค่ขังไว้ในห้องสำนึกผิดเพียงแค่นั้น

 

"พวกเจ้าขโมยไปเท่าไหร่"

 

เสียงเย็นชาขององค์ชายรองทำให้เหล่าคนรับใช้ทั้งสามถึงกับสะดุ้ง แต่ก็ยังพยายามทำใจคิดว่าองค์ชายน่าจะไม่เอาความมาก ด้วยความที่พวกนางได้ยินมาจากคนอื่นว่าต่อๆกันมา รวมถึงข่าวลือต่างๆด้วย ถึงพวกนางจะไม่ได้เจอกับองค์ชายบ่อยและนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นใบหน้าที่แท้จริง ไม่นึกเลยว่าพระองค์จะทรงรูปงามถึงเพียงนี้ หากได้เป็นชายาคนแรกก็คงจะดีไม่น้อย

 

"สะ....สามสิบกว่าอย่างเจ้าค่ะ รวม ๆแล้วก็สามสิบตำลึงทอง"

 

"เลี่ยงหวง"

 

"หากนับจำนวนของที่หายไปแล้ว ก็ราว 2  หยก พะยะค่ะ"

 

ฟิลิกซ์ที่นั่งอยู่บนโต๊ะน้ำชาสุดหรูหราและทรงอำนาจเมื่อมันอยู่สูงกว่าเหล่าข้ารับใช้ถึงสามขั้น เวลาที่จ้องมองด้วยสายตาเย็นชา จึงแฝงไปด้วยอำนาจและความน่าเกรงขาม ทำเอาทั้งสามคนรู้สึกขนหัวลุกไปหมดทั้งตัว ฟิลิกซ์เดิมทีแล้วก็ไม่ได้เป็นคนที่ใจดีอะไรมากนัก เพราะปกติในตอนที่ทำงานจะไม่มีคำว่าใจอ่อนหรือยกโทษให้  เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็เป็นแบบนั้นเช่นเดียวกัน ไม่ว่าใครเขาก็ไม่มีคำว่าเมตตาให้ ยกเว้นคนๆเดียวเท่านั้น ที่ไม่ว่าอะไรก็สามารถยอมให้ทุกอย่าง 

 

"เอาไปโบยแล้วยึดทรัพย์สินที่เป็นของนางทั้งหมด แล้วไล่ออกจากจวนนี้ไปซะ!"

 

ฟิลิกซ์ที่อยู่ในร่างองค์ชายที่แสนดีที่ตอนนี้เริ่มจะกลายเป็นปีศาจในสายตาของคนในจวน ได้ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด จริงจังไม่มีคำว่า'ยกโทษให้'หรือคำว่า 'ไม่เป็นไร'ที่เคยเอ่ยออกมาเป็นประจำเมื่อบ่าวไพร่ หรือนางกำนัลได้ทำความผิด ทำให้เล่าข้ารับใช้ทั้งหลายที่อยู่ในเหตุการณ์นี้พากันมองตากันด้วยความไม่น่าเชื่อ  ก่อนที่ทุกคนจะจำภาพขององค์ชายผู้แสนดีเปลี่ยนไปทันที

 

 

 

 

 

 

 

...........

 

ค่าเงิน

 

100เหรียญขาว=1ตำลึงเงิน

 

100ตำลึงเงิน=1ตำลึงทอง

 

1000ตำลึงทอง=1หยก

 

 

 

เอาแล้วๆ นี้มันเหมือนจะพึ่งเริ่มต้นเลยนะเนี่ย5555  ต้องทำใจนะ พี่รักของพี่แค่คนเดียว

 

 

 

2 นาทีกับการตามหาสามีที่หายไป

 

........ก่อนกลับบ้าน

 

ฮาร์ด:เสี่ยวเหมยแวะตลาดก่อนกลับนะ

 

เสี่ยวเหมย:คุณชายอยากซื้ออะไรเหรอเจ้าคะ

 

ฮาร์ด:(ก็แค่อยากตามหาใครบางคน) คิดในใจ

 

ถึงตลาด...

 

ฮาร์ด:เสี่ยวเหมยนี้มันอะไร

 

เสี่ยวเหมย:ถังหูลู่ เจ้าค่ะ

 

ฮาร์ด:พ่อค้าเอาอันหนึ่ง ///กัดหนึ่งคำ(*°∀°) (อร่อย โคตร!)

 

ฮาร์ด:เสี่ยวเหมย! แล้วนี้ละ เรียกว่าอะไร?

 

เสี่ยวเหมย:เซาปิ่ง แล้วก็ เทียนเอ๋อต้านเจ้าค่ะ

 

ฮาร์ด://หยิบขึ้นมาชิม(*・∀・*)V

 

ฮาร์ด:เอาหมดนี้! อะ! นั้นอะไรน่ะ! (ชี้มือไปฝั่งตรงข้าม)

 

เสี่ยวเหมย:เฉียวกั่ว เจ้าค่ะ

 

ฮาร์ด:โห~น่ากินชะมัด! (สายตาจ้องมองแต่ขนมจนไม่ได้มองหาใครบางคนเสียแล้ว)

 

....... 

 

น้องมาตลาดตามหาพี่หรือตามหาขนมกันแน่คะ!( ͡^ ͜ʖ ͡^) ของอร่อยทั้งน่าน~

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว