ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 2 คำตอบ Part ll Loading…100%

ชื่อตอน : บทที่ 2 คำตอบ Part ll Loading…100%

คำค้น : ประธานเปลื้องรัก

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 881

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 15 มิ.ย. 2564 11:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 คำตอบ Part ll Loading…100%
แบบอักษร

บทที่ 2 

คำตอบ Part ll Loading…100% 

 

ติ๊ง! 

 

และลิฟต์ก็เพิ่งจะเคลื่อนตัวลงมาถึงชั้นลานจอดรถเท่านั้นเอง 

 

บานประตูลิฟต์ที่กำลังเคลื่อนตัวออกจากกันสร้างความกดดันให้กับจันทร์เจ้าขาอีกครั้งเมื่อเธอยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเธอควรจะตอบตกลงออกไปเลย หรือรอให้เขาจัดการธุระส่วนตัวที่น่าจะกำลังขบคิดให้เสร็จเสียก่อน เพราะถึงแม้ว่าจะวางสายไปแล้ว แต่จนป่านนี้เขาก็ยังไม่พูดไม่จา มีเพียงสีหน้าเรียบตึงที่ดูเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา 

 

“เอ่อคุณชัชคะ” 

 

“เจ้าขา” 

 

ดูเหมือนการตอบรับงานในครั้งนี้ของเธอจะมีอุปสรรคมากมายเสียเหลือเกิน มันจะเป็นสัญญาณเตือนอะไรหรือเปล่านะ 

 

ทุกครั้งที่เธอจะตอบตกลง มักมีอะไรมาทำให้เธอต้องหยุดพูดไปเสียทุกครั้ง แต่ไม่ว่าจะเสียงท้องร้องของตัวเอง เสียงท้องร้องของชัชเวช หรือแม้แต่เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกรำคาญหรือหงุดหงิดเท่ากับการได้ยินเสียงของคนคนนี้ 

 

ลมหนาว… ผู้ชายที่ทิ้งเธอไปเมื่อหกเดือนก่อน แถมยังทิ้งปัญหาและหนี้สินไว้ให้เธอมากมาย 

 

ชัชเวชยืนนิ่งไม่พูดไม่จา เขาหันกลับมามองหน้าเธอสลับกับผู้ชายที่เดินตรงมาหาเธอตั้งแต่ที่เห็นว่าเธอยืนอยู่ในลิฟต์ และตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะกำลังรอให้เธอก้าวออกไป  

 

สัญชาตญาณของชัชเวชบอกว่าผู้ชายคนนี้คือคนที่พยายามติดต่อเธอมาตั้งแต่ช่วงบ่าย ซึ่งเป็นไปได้ว่าเขาคืออดีตคนรักของเธอ เพราะทั้งสายตา ท่าทาง รวมถึงการแสดงออกต่างๆ ของเขาดูจะมีอิทธิพลกับเธอมากเกินกว่าคนที่เป็นเพื่อนกัน  

 

“ฉันพยายามโทรหาเธอทั้งวันเลย แบตหมดหรือเปล่าน่ะ ลืมพาวเวอร์แบงค์อีกแล้วละสิเรา” ผู้ชายคนนั้นแสร้งพูด  

 

ชัชเวชดูออกว่าเขาทำทีเป็นสนิทสนมกับเธอทั้งที่เธอยังไม่พูดอะไรกับเขาสักคำ เธอไม่เงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยซ้ำ ไม่ยิ้ม และไม่แม้แต่จะก้าวเท้าออกไปราวกับว่าอยากจะขังตัวเองอยู่ในลิฟต์อย่างไรอย่างนั้น 

 

“ปะ เราไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันเถอะ ฉันจองโต๊ะร้านเดิมของเราเอาไว้แล้ว หายงอนเถอะนะเจ้าขา” 

 

“คุณชัชคะ”  

 

ที่สุดแล้วเธอก็พูดเสียที 

 

ชัชเวชเกือบจะเดินออกไปแล้ว เพราะเขาเองก็ไม่ได้อยากจะทำให้ใครต้องอึดอัด แต่แน่นอนว่าหากเขาเดินออกไปแล้วเธอก็หมดสิทธิ์ที่จะได้ร่วมงานกับเขาทันที 

 

เงื่อนไขของเขาระบุเอาไว้ชัดเจนว่าคุณสมบัติของคนที่เขาต้องการคือโสด เพราะเขาไม่ต้องการให้เกิดปัญหาวุ่นวายทีหลัง โดยเฉพาะเรื่องชู้สาว มันเป็นปัญหาที่เขารังเกียจที่สุด 

 

“ว่าไงล่ะ” ชัชเวชถามเสียงเข้ม บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเขากำลังรู้สึกยังไง  

 

“ฉันตกลงค่ะ” เธอยืนยันพร้อมกับส่งยิ้มให้เขา “ฉันจะเป็นผู้หญิงของคุณ”  

 

“จะ เจ้าขา” ลมหนาวถึงกับเสียอาการเมื่อได้ยินคำพูดของเธอ แต่ไม่ทันจะได้พูดหรือถามอะไรมากกว่านั้น ชัชเวชก็คว้ามือของจันทร์เจ้าขาไปกุมไว้พร้อมกับจูงมือของเธอก้าวออกมาทันที 

 

“หยุดนะเจ้าขา เธอจะทำแบบนี้กับฉันไม่ได้...”  

 

“ปล่อยฉันนะ!” จันทร์เจ้าขาร้องลั่นเมื่อข้อมือของเธออีกข้างถูกลมหนาวรั้งเอาไว้ เธอพยายามสะบัดออกแต่สะบัดเท่าไรก็ไม่หลุด 

 

ชัชเวชหยุดเดินแล้วหันมอง เพราะการที่ลมหนาวรั้งข้อมืออีกข้างของจันทร์เจ้าขาเอาไว้มันก็ทำให้เขาเดินต่อไปไม่ได้เหมือนกัน 

 

“เธอจะทิ้งฉันไปแบบนี้ไม่ได้นะเจ้าขา” 

 

อีกฝ่ายต่อว่าเธอเสียงดัง ชัชเวชกำลังนับหนึ่งถึงสิบในใจอย่างอดทน และนี่ก็น่าจะเป็นครั้งแรกอีกเหมือนกันที่เขากำลังอดทนกับเรื่องที่คิดว่ามันไร้สาระ 

 

ไม่สิ บางทีอาจไม่ไร้สาระเพราะเธอตกลงรับเงื่อนไขแล้ว นั่นหมายความว่าเขามีสิทธิ์ที่จะกำจัดไอ้เวรนี่ไปซะ 

 

“เจ้าขา เธอต้องฟังฉันก่อนนะ เราคุยกันดีๆ ก็ได้ เรื่องบ้าน คือว่า...” 

 

“ไสหัวนายกลับไปซะลม” จันทร์เจ้าขาแผดเสียงทั้งยังสะบัดมือไล่อย่างไม่ไยดี เธอไม่ต้องการให้เขามาป่าวประกาศเรื่องน่าอายแบบนั้นต่อหน้าคนอื่น โดยเฉพาะชัชเวช 

 

“ฉัน...” 

 

“นายควรทำตามที่เธอบอก อย่าให้ฉันต้องเรียกคนมาลากคอนายออกไป” ชัชเวชเตือนอย่างมีสติ แต่อีกฝ่ายกลับแสยะยิ้มอย่างไม่ยี่หระ 

 

“คุณ... คงรวยมากสินะ” 

 

“ลม!” 

 

“แปลกใจละสิว่าผมรู้ได้ยังไง ก็ไม่ยากหรอก เพราะถ้าคุณไม่รวย จันทร์เจ้าขาคงไม่...” 

 

เพียะ! 

 

จันทร์เจ้าขารวบรวมแรงทั้งหมดที่มีสะบัดข้อมือของเธอออกจากลมหนาวอีกครั้ง ก่อนจะสะบัดมือเรียวเล็กข้างเดียวกันนั้นใส่หน้าเขากลับไปด้วยความเดือดดาล 

 

เขาเป็นฝ่ายทิ้งเธอไปในวันนั้น แถมยังทิ้งปัญหามากมายเอาไว้ให้เธอตามแก้ แล้วยังจะมีหน้ามาพูดให้เธอเสียหายอีกอย่างนั้นเหรอ 

 

“อย่าทำให้ฉันเกลียดนายมากไปกว่านี้เลยลม” 

 

“เหอะ!” ลมแค่นหัวเราะในลำคอ ยกมือขึ้นมาลูบใบหน้าด้านซ้ายของตัวเองเบาๆ ทั้งยังกล้าที่จะตวัดสายตามองเธออย่างไม่รู้สำนึก 

 

“เขาจ่ายให้เธอหนักละสิ กลิ่นเงินมันคงหอมสินะเธอถึงได้...” 

 

“รปภ.” ชัชเวชหมดความอดทนแล้ว  

 

ตลอดเวลาที่ยืนอยู่ตรงนี้ เขาสัมผัสได้ว่าข้อมือเล็กๆ ของจันทร์เจ้าขาสั่นเหมือนจะโกรธมากและดูพยายามอดทนอยู่ตลอด แต่อีกฝ่ายกลับยังไม่มีทีท่าว่าจะแสดงเหตุผลออกมา มีแต่ยิ่งจะแสดงท่าทางร้ายกาจ จนที่สุดแล้วเขาก็ตัดสินใจตะโกนเรียกรปภ.นายหนึ่งที่กำลังเดินมาเพราะได้ยินเสียงโวยวาย  

 

“ครับคุณชัช” 

 

“พาเขาออกไป” 

 

“เดี๋ยวนะ นี่นาย...” 

 

“อย่าให้ผู้ชายคนนี้มาวุ่นวายที่นี่หรือวุ่นวายกับคุณจันทร์เจ้าขาอีก” 

 

“ครับคุณชัช” 

 

“เดี๋ยวสิวะ ไอ้....”  

 

เสียงโหวกเหวกโวยวายของลมหนาวดังลั่นไปทั่วบริเวณลานจอดรถ แต่ชัชเวชไม่คิดจะหันกลับไปสนใจอีก หลังจากออกคำสั่งให้รปภ.จัดการ เขาก็รีบจูงมือของจันทร์เจ้าขามาขึ้นรถของเขา ทั้งยังเปิดประตูรถให้เธอเสร็จสรรพ  

 

“ขึ้นรถ” 

 

“แต่...” 

 

“ฉันสั่งให้ขึ้นรถ มีอะไรไว้พูดกันทีหลัง เว้นเสียแต่ว่าเธอจะกล้าหักหน้าฉันเดินกลับไปหาไอ้นั่น” 

 

“ปะ เปล่าค่ะ ฉันแค่กำลังสงสัยว่าคุณจะพาฉันไปไหน ฉันจำเป็นต้องไปกับคุณคืนนี้เลยเหรอคะ”  

 

จันทร์เจ้าขาถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่ชัชเวชไม่ได้สนใจคำถามของเธออีกต่อไปแล้ว เพราะเขาดันตัวเธอเข้ามาในรถตั้งแต่เธอยังพูดไม่จบเลยด้วยซ้ำ 

 

ปัง! 

 

เสียงประตูรถที่ถูกเหวี่ยงปิดลงอย่างแรงทำเอาจันทร์เจ้าขาสะดุ้งเฮือก สายตาของชัชเวชในเวลานี้ดูหัวเสียจนเธอเองก็ไม่กล้าพอจะต่อต้าน แต่ก็ใช่ว่าเธออยากจะอิดออดเสียเมื่อไร เพียงแต่เหตุการณ์เมื่อครู่มันทำให้เธอไม่รู้ว่าจะสู้หน้าเขาได้ยังไงก็เท่านั้น  

 

อีกอย่างเธอรู้ว่าชัชเวชไม่ใช่คนโง่ บางทีคำพูดของลมหนาวอาจทำให้เขาสงสัยในบางอย่าง และมันอาจสร้างปัญหาให้เธอในภายหลังก็ได้ 

 

บรื้นนน~ 

 

รถของชัชเวชพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็วในทันทีจนจันทร์เจ้าขานึกกลัว แต่ก็ไม่กล้าพอจะทัดทานเขาออกไป 

 

“จำได้ใช่ไหมว่าฉันถามเธอไปแล้วเรื่องสถานะ แล้วเธอก็พูดเองว่าโสด”  

 

ขับรถออกมาได้ไม่นานชัชเวชก็เริ่มถาม 

 

“ค่ะ แต่ฉันกับลมเลิกกันไปแล้วจริงๆ เขาเป็นฝ่ายทิ้งฉันไปเมื่อหกเดือนก่อน ฉันไม่ได้โกหกนะคะ ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอยู่ๆ วันนี้เขากลับมาทำไม ก่อนหน้านี้เขาหายไปเหมือนตายจากไปแล้วด้วยซ้ำ” จันทร์เจ้าขาเล่าอย่างไม่คิดจะปิดบัง ทั้งน้ำเสียง แววตา หรือแม้แต่ความสั่นในเนื้อเสียงยืนยันได้ว่าเธอไม่ได้โกหก อีกอย่างคือชัชเวชมองเห็นความเจ็บปวดในแววตาของเธอตั้งแต่ที่เธอยืนนิ่งเหมือนจะช็อกไปตอนที่เห็นหมอนั่นปรากฏตัวแล้ว 

 

“ฉัน... ขอโทษค่ะ ถ้าคุณชัชจะเปลี่ยนใจ คิดว่าฉันไม่มีคุณสมบัติพอ ฉัน...” 

 

“เอาเป็นว่าครั้งนี้ฉันจะไม่เก็บมาใส่ใจก็แล้วกัน แต่ถ้าเป็นไปได้ นับจากนี้ไปจนกว่าจะหมดอายุสัญญา ห้ามเธอเข้าใกล้หรือติดต่อกับหมอนั่นอีก” ชัชเวชตัดสินใจพูดออกไป แม้ว่ามันอาจจะดูใจร้ายไปสักหน่อยแต่เขาจำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลม 

 

“ค่ะ” จันทร์เจ้าขารับปากทั้งที่รู้สึกไม่มั่นใจสักเท่าไร เพราะการที่เธอพยายามจะไม่เข้าใกล้ลมหนาว ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะเลิกราวีเธอ จะว่าไปแล้วเธอก็พอจะคาดเดาได้ว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ลมหนาวหวนกลับมาหาเธอในวันนี้ 

 

“ถ้ามีอะไรอยากให้ช่วยก็บอกแล้วกัน” 

 

อยู่ๆ ชัชเวชก็ลงท้ายด้วยการเสนอความช่วยเหลือออกมาเสียอย่างนั้น 

 

“ขอบคุณนะคะ แล้วก็ขอโทษด้วยจริงๆ วันนี้ฉันสร้างแต่ปัญหาให้คุณทั้งนั้นเลย” จันทร์เจ้าขาเอ่ยออกมาอย่างเสียไม่ได้ เธอยกมือไหว้เขาอย่างนอบน้อมพร้อมทั้งยังยิ้มอ่อนโยน แม้ว่าในอกของเธอตอนนี้จะมีเรื่องวุ่นวายอยู่มากมายก็ตาม 

 

“เท่าที่เห็น ฉันว่ามันก็ไม่มีปัญหาไหนที่มีต้นตอมาจากเธอหรอก” ชัชเวชบอกตามเนื้อผ้า พูดจบเขาก็เลี้ยวรถเข้ามาภายในลานจอดรถของร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง 

 

“อ้อ ฉันเกือบลืมไปเลยว่าคุณหิว” 

 

“ฉันหิวคนเดียวหรือไงล่ะ” ชัชเวชประชดใส่ พูดจบเขาก็เปิดประตูรถแล้วก้าวออกไป จันทร์เจ้าขาเองก็รีบเปิดประตูรถแล้วก้าวเท้าตามลงมาติดๆ โดยไม่ต้องรอให้เขาหันมาออกคำสั่ง 

 

“ที่นี่เป็นร้านประจำของคุณชัชเหรอคะ” เธออดไม่ได้ที่จะถาม ระหว่างนั้นก็เดินตามเขาเข้าไปในร้านเรื่อยๆ ดูจากรอยยิ้มของพนักงานแล้ว เธอเดาว่าชัชเวชน่าจะเป็นลูกค้าประจำเลยทีเดียว 

 

“อย่างน้อยๆ ก็อาทิตย์ละสามวันหลังเลิกงาน”  

 

“แสดงว่าคุณชอบทานอาหารญี่ปุ่นใช่ไหมคะ” 

 

“ก็ทำนองนั้น” ชัชเวชบอกยิ้มๆ ก่อนที่เขาและเธอจะนั่งลงเมื่อเดินตามพนักงานเข้ามาถึงโต๊ะด้านใน 

 

บรรยากาศในร้านค่อนข้างเงียบสงบ บวกกับเสียงเพลงที่เปิดคลอเบาๆ พอจะช่วยทำให้ทั้งคู่สงบลงและลืมเรื่องราววุ่นวายที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไปได้ชั่วคราว 

 

“เจ้าขา”  

 

“เอ่อคือ...” จันทร์เจ้าขาหันมองตามเสียงเรียก และใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นก็ทำให้เธอตกใจพอสมควรเพราะไม่คิดว่าจะมีโอกาสมาเจอกันที่นี่ 

 

วันนี้มันเป็นวันซวยอะไรของเธอกันนะ ทำไมมีแต่เรื่อง 

 

“แฟนเธอเหรอ” 

 

“เอ่อ ขอโทษนะคะคุณชัช ขอตัวสักครู่ก็แล้วกันค่ะ” 

 

“ไม่ต้องๆ ฉันไม่รบกวนหรอก แค่จะถามว่าเธอติดต่อ… เพื่อนเก่าเราได้บ้างไหมน่ะ” 

 

เพื่อนเก่าที่ว่าก็คงหมายถึงลมหนาวนั่นแหละ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่ชื่อของลมหนาวกลายเป็นตราบาปในชีวิตของจันทร์เจ้าขา เพราะเพียงแค่ได้ยิน มันก็ทำให้เธอว้าวุ่นไปเสียหมด 

 

“ฉันไม่รู้เลยแก้ว ไม่ได้ติดต่อกันมาครึ่งปีแล้ว” 

 

“งั้นเหรอ” 

 

“อืม ยังไงถ้าฉันรู้ฉันจะบอกก็แล้วกันนะ แต่คิดว่าคงไม่มีโอกาสเจอกันอีกแล้วละ” 

 

“เฮ้อ แย่จังเลยนะ แต่ช่างเถอะ ขอบใจมากก็แล้วกัน เอาเป็นว่าถ้าบังเอิญเจอหรือมีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับหมอนั่น รบกวนบอกฉันหน่อยนะเจ้าขา” 

 

“ได้ๆ ถ้าฉันรู้แล้วจะรีบบอกก็แล้วกัน บาย” จันทร์เจ้าขาบอกออกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้  

 

นี่ยังนับว่าโชคดีที่แก้วใสไม่ได้พูดอะไรมากมาย แค่หาทางติดต่อลมหนาวเท่านั้น เดาว่าเหตุผลที่ทำให้แก้วใสพยายามติดต่อลมหนาวก็ไม่น่าจะพ้นปัญหาเดิมๆ นั่นก็คือ... หนี้สิน 

 

“ขอโทษค่ะ สั่งอาหารเลยไหมคะ” 

 

“อืม” ชัชเวชตอบด้วยเสียงในลำคอ ไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากเมนูที่ถืออยู่ในมือ ทั้งที่ความจริงแล้วเขามาที่ร้านนี้บ่อยจนไม่ต้องเปิดเมนูดูก็รู้ว่าร้านนี้มีอะไรน่ากินบ้าง  

 

“ของฉันเหมือนเดิมก็แล้วกัน” 

 

“อ้าว” จันทร์เจ้าขาที่กำลังแอบฟังหลุดปาก และเมื่อถูกชัชเวชช้อนตามองแบบงงๆ เธอก็รีบยิ้มแห้งกลบเกลื่อนทันที 

 

“อะไร จะกินอะไรก็สั่งสิ” เขาว่าเสียงเข้มพลางปิดเมนูแล้วส่งคืนให้กับพนักงาน 

 

“ก็ฉันไม่รู้ว่าร้านนี้อะไรอร่อยนี่คะ ว่าจะขอลอกคุณชัชสักหน่อย” 

 

“ลอกฉัน?” 

 

“ค่ะ ฉันเอาแบบคุณชัชค่ะ”  

 

น้ำเสียงกระตือรือร้นทั้งยังยิ้มกว้างให้พนักงานที่จันทร์เจ้าขาแสร้งทำเพื่อกลบเกลื่อนความว้าวุ่นในใจของตัวเอง ทำเอาชัชเวชงงหนักกว่าเดิม ท่าทีเดี๋ยวนิ่งเดี๋ยวยิ้มของเธอทำให้เขาคาดเดาความคิดและความรู้สึกของเธอไม่ออกสักเท่าไร 

 

“มื้อนี้ฉันขอแชร์ค่าอาหารกับคุณนะคะ” 

 

“ว่าไงนะ” ชัชเวชมองตาปริบๆ เมื่อได้ยินลูกจ้างของเขาเอ่ยปากขอแชร์ค่าอาหารทั้งที่เงินเดือนของเธอแค่หมื่นปลายๆ 

 

“แทนคำขอโทษ แล้วก็ขอบคุณสำหรับเรื่องทั้งหมดในวันนี้น่ะค่ะ” 

 

“ไม่ต้องหรอก” 

 

“ต้องสิคะ ไม่อย่างนั้นฉันต้องไม่สบายใจแน่ๆ” 

 

“ไม่สบายใจเรื่องอะไร” 

 

“ก็ทุกเรื่องนั่นแหละค่ะ ลูกจ้างที่ไหนเขาไปนอนหลับในห้องทำงานเจ้านายครึ่งค่อนวัน แถมคุณยังต้องกลับบ้านดึกแทนที่จะได้รีบกลับไปพักผ่อน ไหนจะยังเรื่องที่หน้าลิฟต์ แล้วก็ยังมีเรื่อง...” 

 

“เรื่องเยอะจริงด้วยแฮะ” ชัชเวชแสร้งบ่นทั้งยังแสร้งช้อนตามองเธอนิดหน่อย แต่เธอกลับฉีกยิ้มใส่ราวกับว่าเธอใช้รอยยิ้มเป็นเครื่องมือในการเอาชนะทุกอย่างบนโลก 

 

“นะคะ คุณอนุญาตให้ฉันแชร์ค่าอาหารมื้อนี้ด้วยนะคะ พรุ่งนี้ฉันจะได้ไปทำงานอย่างสบายใจ” 

 

“ไม่” 

 

“ทำไมล่ะคะ” 

 

“ฉันไม่สบายใจ มีอย่างที่ไหนพาลูกน้องมากินข้าวแล้วให้แชร์ค่าอาหาร” 

 

“ไม่เห็นจะแปลกเลยค่ะ” 

 

“สำหรับฉันมันแปลก” 

 

“แต่...” 

 

“พอๆๆ ถ้าเธออยากจะขอโทษหรือขอบคุณอะไรฉันจริงๆ เธอแค่ตั้งใจทำหน้าที่ของเธอให้ดีที่สุดก็พอ แล้วก็... อย่าเก็บเรื่องวันนี้ไปคิด ถ้าเธอไม่มีสมาธิกับงาน ฉันคือคนที่เสียหาย” ชัชเวชอ้างอย่างนั้น น้ำเสียงของเขานุ่มทุ้มแต่กลับเด็ดขาดจนจันทร์เจ้าขาหมดปัญญาจะต่อรอง  

 

“คุณชัชคะ” 

 

ก้อนเนื้อขนาดเท่ากำปั้นในอกของชัชเวชกระตุกเบาๆ เมื่อได้ยินเสียงเรียกแผ่วเบาจากเธอ ทั้งสายตาและรอยยิ้มของจันทร์เจ้าขาทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเองขึ้นมาเสียอย่างนั้น 

 

“อะไรอีก” 

 

“ฉันจะทุ่มเททำงานเพื่อคุณให้เต็มที่เลยค่ะ”  

 

“หึ!” กลายเป็นชัชเวชบ้างที่หมดคำพูด ที่สำคัญคือเขาหลุดยิ้มโดยไม่ตั้งใจ ท่าทีมุ่งมั่นแต่กลับไร้เดียงสาเหมือนเด็กของเธอทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองพลอยลดอายุเป็นเด็กตามเธอไปด้วย 

 

“เบียร์สดของคุณชัชกับคุณผู้หญิงได้แล้วค่ะ” พนักงานเสิร์ฟของร้านยกแก้วเบียร์สดเย็นๆ สองแก้วใหญ่เสิร์ฟลงบนโต๊ะด้วยสีหน้ายิ้มแย้มก่อนจะผละออกไป ชัชเวชเลื่อนแก้วใบหนึ่งให้กับจันทร์เจ้าขา ก่อนจะหยิบแก้วอีกใบของตัวเองขึ้นจิบ 

 

เขาวางแก้วเบียร์ในมือลงแล้ว ทว่าเธอกลับยังนั่งมองแก้วเบียร์สดตรงหน้าเหมือนจะอึ้งไป 

 

“ทำไม ดื่มไม่เป็นเหรอ” สงสัยแล้วก็ลองถามดูสักหน่อย นี่คงไม่รู้มาก่อนแน่ๆ ว่ารายการอาหารที่ตัวเองลอกเขาไปมันมีอะไรบ้าง 

 

“ก็พอไหวค่ะ แต่ปกติฉันไม่ค่อยดื่มเท่าไรถ้าเช้าวันรุ่งขึ้นต้องไปทำงาน” 

 

“ทำไม กลัวเมาแล้วตื่นไม่ไหวหรือไง” 

 

“ไม่เห็นต้องถามนี่คะ” จันทร์เจ้าขาพึมพำตอบเบาๆ ในลำคอเพราะไม่ได้อยากจะให้ชัชเวชได้ยินเท่าไรว่าเธอแอบประชด พูดจบจึงยกแก้วเบียร์ของตัวเองขึ้นจิบอย่างสงวนท่าที 

 

อาหารที่สั่งไว้ทยอยยกมาเสิร์ฟทีละชุด ซึ่งจันทร์เจ้าขาเองก็นั่งลุ้นจนถึงอาหารอย่างสุดท้าย เพราะเธอไม่คิดมาก่อนว่าทั้งหมดที่สั่งมานั้นมันจะเยอะขนาดที่ว่าเธอไม่น่าจะกินหมด 

 

“ทีหลังอย่าห้าว” ชัชเวชพูดขึ้นมาพร้อมกับหยิบตะเกียบวางลงบนจานแบ่งใบเล็กให้เธอ  

 

“ทำไมคุณชัชไม่บอกล่ะคะว่ามันเยอะ” 

 

“เธอไม่ได้ถามนี่ แล้วบอกก่อนเลยนะว่าถ้ากินไม่หมด ฉันจะหักเงินเดือนเธอแน่” ชัชเวชแกล้งขู่ พูดจบเขาก็คีบเทมปุระจิ้มโชยุเข้าปาก 

 

“คุณชัชคะ”  

 

เห็นทีว่าจันทร์เจ้าขาจะต้องรีบไปทำบุญสะเดาะเคราะห์เสียหน่อย เพราะช่วงนี้ไม่ว่าเธอจะทำอะไรหรือแม้แต่กินอาหารให้อิ่มท้องสักมื้อก็ดูจะเป็นเรื่องยากไปเสียหมด 

 

ชัชเวชเองก็ต้องถอนใจไม่ต่างกัน เพราะเขาจำเสียงของภัทรวีได้ดี และถึงแม้จะไม่ได้อยากเจอหน้าเธอ เขาก็จำเป็นจะต้องหันไปมองอยู่ดีเมื่อเธอเดินตรงเข้ามาทักทายเขาถึงโต๊ะ 

 

เขาแปลกใจที่เจอเธอที่นี่ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้ภัทรวีโทรบอกเขาว่ากำลังจะแวะกลับไปหาเขาที่บริษัท เขาก็คาดเดาได้ทันทีว่าเธอต้องแอบขับรถตามเขามาแน่นอน 

 

“แวะมาทานอาหารเหมือนกันเหรอครับคุณภัทร” ชัชเวชได้แต่แสร้งถามเสียงเข้มเพื่อรักษามารยาท 

 

“ภัทรขับรถตามคุณมาค่ะ มีเรื่องสำคัญอยากคุยกับคุณ” ภัทรวีบอกเสียงเข้มไม่ต่างกัน ดวงตาเรียวเล็กจ้องมองไปยังจันทร์เจ้าขาที่ส่งยิ้มให้เธอตามมารยาท หลังจากนั้นเธอก็นั่งนิ่งเงียบและทำทีเป็นคีบอาหารเข้าปากสลับกับยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบเป็นระยะๆ 

 

“จันทร์เจ้าขา” 

 

“แค่กๆๆ คะ คุณภัทร” จันทร์เจ้าขาสำลักเบียร์ที่เพิ่งจะยกขึ้นดื่ม  

 

“ออกไปรอข้างนอกก่อน ฉันมีเรื่อง...” 

 

“ไม่ต้อง” 

 

“แต่ชัชคะ” 

 

“วันนี้หมดเวลางานแล้วครับคุณภัทร นี่เป็นเวลาส่วนตัวของผม ถ้าคุณมีเรื่องอะไรเอาไว้เราค่อยคุยกันพรุ่งนี้จะดีกว่า” ชัชเวชย้ำอีกครั้งด้วยความไม่พอใจ  

 

ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนเอาจริงเอาจังกับเรื่องงานมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ก็ไม่เคยเอาเรื่องงานมาเบียดบังเวลาส่วนตัว เพราะเขาถือว่าการแบ่งเวลาให้ถูกก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน 

 

แม้จะดูออกว่าเรื่องที่ภัทรวีต้องการพูดกับเขาไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องงาน แต่เขาก็ยังไม่อยากจะคุยกับภัทรวีตอนนี้อยู่ดี 

 

“ฉันขอตัว...” 

 

“นั่งลง”  

 

ก้นของจันทร์เจ้าขาจำต้องแนบชิดกับเบาะหนังสไตล์ญี่ปุ่นของร้านอาหารอีกครั้งเมื่อชัชเวชออกคำสั่งตั้งแต่ที่เธอยังไม่ทันจะพูดจบ สายตาของเขาเองก็ชัดเจนว่าไม่อนุญาตให้เธอลุกออกไปข้างนอกอย่างที่เธอต้องการ แต่เธออึดอัดจะแย่ ถ้าเลือกได้เธอก็ไม่ได้อยากจะมานั่งตรงกลางระหว่างชัชเวชกับภัทรวีสักหน่อย 

 

“อ้อ แต่ไหนๆ คุณก็อุตส่าห์ขับรถตามผมมาแล้ว ผมจะขอถือโอกาสแนะนำให้คุณกับจันทร์เจ้าขารู้จักกันเอาไว้เลยก็แล้วกันครับ จันทร์เจ้าขา นี่คุณภัทรวี ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ เธอเป็นลูกสาวของหุ้นส่วนคนสำคัญของบริษัท คุณภัทรครับ นี่จันทร์เจ้าขา แฟนผม” 

 

แม้จะตกใจกับสถานะระหว่างเขากับตัวเองอยู่มาก แต่จันทร์เจ้าขาก็ทำได้เพียงยิ้มสู้  

 

รู้สึกตื่นเต้นทั้งที่เป็นคนตอบตกลงเขาไปเองแท้ๆ แต่พอเอาเข้าจริงก็เหมือนจะยังไม่ทันได้เตรียมตัว และดูท่าว่าคนพูดเองก็คิดมุกอื่นไม่ออกแล้วเหมือนกัน 

 

รวมถึงภัทรวีด้วยอีกคนที่คงจะตกใจไม่น้อย เพราะจนถึงตอนนี้แล้วเธอก็ยังทำหน้าตาอึ้งเหมือนจะช็อกไป 

 

“ฟะ แฟน คุณกับยัย... กับเด็กนี่” 

 

“ครับ เราเพิ่งตกลงคบกันเมื่อกี้ แล้วก็เลยพากันมาฉลอง” 

 

ผู้ชายคนนี้พูดได้เป็นธรรมชาติมาก ไหลลื่นชนิดที่น่าจะหาตัวจับยากแน่ๆ 

 

“ฉันไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหมคะ” ภัทรวีถามอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง และเธอจะไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด 

 

ชัชเวชไม่ได้ตอบเป็นคำพูด เขาเพียงแค่ยิ้มมุมปากให้เธอก่อนจะหยิบแก้วเบียร์ขึ้นมา ใช้สายตาของเขาจ้องไปที่จันทร์เจ้าขาก่อนจะมองสลับไปยังแก้วเบียร์อีกใบ เพียงเท่านี้แก้วเบียร์ใบนั้นถูกหยิบยกขึ้นมาชนแก้วกับเขาเรียบร้อย 

 

กริ๊ก~ 

 

เสียงแก้วสองใบกระทบกันทำให้ภัทรวีหน้าชา ความโกรธทำให้เธอหุนหันพลันแล่นออกมาจากร้านอาหารทันที ซึ่งจันทร์เจ้าขาค่อนข้างมั่นใจว่าเธอไม่ได้กลับไปเพื่อที่จะยอมแพ้แน่ 

 

หลังจากที่ภัทรวีกลับออกไปแล้ว ชัชเวชจึงถอนใจเบาๆ ในขณะเดียวกันจันทร์เจ้าขาก็ยังพยายามกลืนเบียร์อึกนั้นลงคอไปอย่างยากลำบาก 

 

“คิดเสียว่าหายกันกับเรื่องหน้าลิฟต์” ชัชเวชยกแก้วเบียร์ขึ้นอีกครั้ง แม้เขาจะเพิ่งวางมันลง แต่ทั้งบรรยากาศและสถานการณ์ที่เริ่มพาไปก็ทำให้เขานึกอยากจะดื่มฉลองขึ้นมาจริงๆ  

 

ไม่บ่อยนักที่เขาจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นอิสระจากภัทรวีได้ รายนั้นน่ะตามติดเขาเหมือนเงาแค้นมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ทั้งทีเขาไม่เคยให้ความหวังเธอเลยสักนิด ตรงกันข้าม เขายังพยายามจะปฏิเสธมาตลอด เพียงแต่การปฏิเสธแบบที่จะต้องแตกหักกันไปเลยมันไม่ใช่ทางเลือกที่เขาคิดว่าจะทำได้ ยังไงครอบครัวของเขาและครอบครัวของเธอก็รู้จักมักคุ้นกันมาก่อน 

 

“ได้ค่ะ หายกันนะคะ” จันทร์เจ้าขายิ้มแห้ง มือเรียวเล็กยกแก้วเบียร์ขึ้นชนแก้วกับชัชเวชอีกครั้ง 

 

แม้จะรู้สึกได้ว่าสถานการณ์หลังจากนี้น่าจะทำให้เธอลำบากพอสมควร แต่ในเมื่อตัดสินใจจะเป็นผู้หญิงของชัชเวชแล้ว แน่นอนว่าเธอก็ต้องทำหน้าที่นั้นอย่างเต็มที่ 

 

วันนี้อาจดูเหมือนว่ามีอุปสรรคเยอะไปหน่อย แต่ที่สุดแล้วเธอก็ผ่านมันมาได้ และพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันใหม่จะต้องมีโอกาสสำหรับการเริ่มต้นใหม่เสมอ ส่วนวันนี้ก็จะกลายเป็นเพียงเมื่อวาน  

 

จันทร์เจ้าขาภาวนาแค่ให้พระเจ้ายังคงประทานพรให้เธอเข้มแข็ง เพื่อที่เธอจะได้มีแรงต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ที่พัดเข้ามาทดสอบความแข็งแกร่งของเธอก็พอ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว