ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 2 คำตอบ Part l Loading…100%

ชื่อตอน : บทที่ 2 คำตอบ Part l Loading…100%

คำค้น : ประธานเปลื้องรัก

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 839

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 15 มิ.ย. 2564 10:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 คำตอบ Part l Loading…100%
แบบอักษร

 

บทที่ 2 

คำตอบ Part l Loading…100% 

18.45 น.  

 

ก๊อกๆๆ 

 

“เข้ามา” ชัชเวชเอ่ยปาก ก่อนจะช้อนตาขึ้นไปมองตรงประตู รู้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นตฤณ ผู้ช่วยคนสนิทที่แทบจะกลายเป็นมืออีกข้างของเขาไปแล้ว 

 

“มีอะไร” 

 

“ผมจะถามคุณชัชเรื่องจันทร์เจ้าขาน่ะครับ” 

 

“เดี๋ยวฉันจัดการเอง นายกลับไปพักเถอะ พรุ่งนี้มีอะไรต้องทำอีกเยอะ” 

 

“แต่ว่า...” 

 

“ทำไม หรือนายมีปัญหาอะไร กลัวว่าฉันจะหิ้วเด็กนี่กลับบ้านด้วยหรือไง” ชัชเวชแสร้งถามทั้งที่ยังก้มหน้าอ่านเอกสารต่อเงียบๆ  

 

นี่เป็นแฟ้มสุดท้ายของวันนี้แล้ว แม้ว่าเมื่อช่วงบ่ายเขาจะสั่งให้เลื่อนประชุมออกไป และไม่ให้ตฤณนำภาระงานใหม่ๆ เข้ามาเพิ่ม แต่แค่งานเก่าที่ค้างไว้ก็ทำเอาเขาหลงลืมเวลาไปได้ไม่ต่างกัน 

 

“ไม่ใช่อย่างนั้นครับคุณชัช” 

 

“แล้วอย่างไหนล่ะ” 

 

“คือผมแค่เห็นว่าเธอหลับไปนานหลายชั่วโมงแล้ว อีกอย่างนี่ก็เลยเวลาเลิกงานของคุณชัชมาแล้วด้วย คุณชัชควรจะรีบกลับไปพักผ่อน หรือไม่ผมว่าควรพาเธอส่งโรงพยาบาลนะครับ” ตฤณเสนอความเห็น 

 

“อืม” 

 

“แล้ว...” 

 

“เดี๋ยวฉันเซ็นชื่ออีกสองที่แล้วจะคิดดูอีกทีก็แล้วกัน นายกลับไปเถอะ เจอกันพรุ่งนี้” ชัชเวชแสร้งทำเป็นไม่สนใจ ยกมือหนาขึ้นสะบัดเบาๆ เป็นเชิงไล่อีกครั้ง  

 

“ครับ ถ้าอย่างนั้น...” 

 

ฟุ่บ! 

 

เสียงของการเคลื่อนไหวที่ดังมาจากโซฟาดึงความสนใจของชัชเวชและตฤณให้หันไปมองในทันที 

 

เธอฟื้นแล้ว... 

 

แม้จะยังดูมีสติไม่เต็มร้อยสักเท่าไร แต่กลับกระเด้งตัวเองขึ้นมานั่งอย่างรวดเร็วจนชัชเวชกลัวว่าเธออาจจะล้มลงไปอีกรอบ 

 

“ฉัน...” 

 

“ฉันว่าแบบนี้คงไม่ต้องพาส่งโรงพยาบาลแล้ว” ชัชเวชเปรยขึ้นลอยๆ  

 

ตฤณยิ้มแห้งก่อนจะก้มหัวทำความเคารพเจ้านายอีกครั้งแล้วผละตัวออกไปแต่โดยดี พร้อมกันกับที่ชัชเวชเซ็นชื่อลงในเอกสารแผ่นสุดท้ายเสร็จเรียบร้อย 

 

ปิดแฟ้มงานลงได้เขาก็ถอนใจเบาๆ ก่อนจะช้อนตาขึ้นมองหญิงสาวที่อายุน้อยกว่าเขาเกือบหนึ่งรอบที่ยังคงนั่งสะบัด 

 

หัวไล่อาการสะลึมสะลืออยู่บนโซฟา 

 

“นะ นี่กี่โมงแล้วคะ” จันทร์เจ้าขาเอ่ยถามด้วยเสียงแหบพร่าพลางยกมือขึ้นนวดขมับ 

 

“หกโมงครึ่ง” 

 

“ตายจริง แล้วฉัน...” 

 

“เธอโดนวางยาในน้ำดื่มน่ะ” 

 

“หา!” เสียงร้องของจันทร์เจ้าขาดังก้องอยู่ในห้อง เธอตกใจมากจนหน้าซีดเผือด ทำท่าทีตื่นตระหนกพร้อมกับก้มมองสำรวจเสื้อผ้าของตัวเอง ก่อนจะหันกลับขึ้นมามองชัชเวชด้วยสายตาที่ดูเจตนาจะกล่าวหาเขาอย่างชัดเจน  

 

“จริงๆ แล้วฉันควรจะเป็นเหยื่อ เพราะน้ำนั่นมาจากภัทรวี แต่เพราะไม่มีใครรู้มาก่อนว่าภัทรวีมีแผนร้าย ตฤณก็เลยเทมันใส่แก้วมาให้เธอ เอาเป็นว่าฉันขอโทษแทนเขาด้วยก็แล้วกัน” ชัชเวชถือโอกาสอธิบาย แต่ถึงจะอธิบายไปจนจบแล้ว สีหน้าและสายตาของหญิงสาวก็ยังไม่คลายความสับสนลงเลย 

 

“ยะ ยาอะไรคะ” 

 

“เธอคิดว่าไงล่ะ” 

 

“ฉัน… ไม่ทราบค่ะ” 

 

“ยากระตุ้นอารมณ์ทางเพศน่ะ” 

 

คำตอบที่แม้จะเป็นเพียงการคาดเดาของชัชเวชทำให้จันทร์เจ้าขาใจหายวาบ เธอยกมือขึ้นมาลูบหน้าลูบตาตัวเองพร้อมกับตบมันเบาๆ เพื่อตั้งสติ ก่อนจะแอบก้มมองสำรวจร่างกายของตัวเองอีกรอบเพื่อความมั่นใจว่าทุกอย่างยังปกติดี แต่ยิ่งมองก็ยิ่งไม่มั่นใจเลยสักนิด เมื่อเสื้อสูทของเธอวางอยู่ที่โซฟาอีกตัวใกล้ๆ กันทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอจำได้ว่าเธอสวมมันไว้ตลอดเวลา ไหนจะกระดุมเสื้อของเธอที่ถูกปลดออกตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ แต่เธอมั่นใจมากว่าเธอไม่ได้เป็นคนปลดมันด้วยตัวเอง 

 

“สบายใจเถอะ ตราบใดที่เธอยังไม่ได้เซ็นยินยอม ฉันจะไม่ล่วงเกินเธอเด็ดขาด ส่วนที่ถอดเสื้อสูทกับปลดกระดุมเสื้อเธอก็เพราะอยากจะช่วยให้เธอหายใจได้ดีขึ้นเท่านั้น” 

 

จนถึงตอนนี้แล้วจันทร์เจ้าขาก็ยังไม่มั่นใจเลยสักนิด ไม่รู้ด้วยว่าที่ชัชเวชพูดมาทั้งหมดเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด 

 

“แล้วฉัน... นอนอยู่ตรงนี้ตลอดเลยเหรอคะ” 

 

“อืม” ชัชเวชตอบสั้นๆ เขายินดีจะตอบคำถามของเธอหมดทุกคำถาม เพราะเข้าใจดีว่าเธอน่าจะตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น  

 

“แล้วฉัน...” 

 

“เธอหมดสติน่ะ เดาว่ายาน่าจะออกฤทธิ์ทำให้รู้สึกง่วงซึม และคงจำอะไรไม่ได้” 

 

แหงสิ เธอจำอะไรไม่ได้จริงๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามานอนอยู่ตรงนี้ได้ยังไง จันทร์เจ้าขาแย้งขึ้นในใจ 

 

“เอาละ ไหนๆ เธอก็ตื่นแล้ว ดังนั้นคงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง หรือว่าอยากจะไปหาหมอ ตรวจดูให้แน่ใจหรือเปล่า” 

 

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันดีขึ้นแล้ว” จันทร์เจ้าขาตอบไม่เต็มเสียงเท่าไรนัก ลึกๆ แล้วเธอเริ่มจะเชื่อคำพูดของชัชเวชว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเธอ เพราะมันดูไม่ค่อยจะสมเหตุสมผลสักเท่าไหร่ที่ผู้ชายอย่างชัชเวชจะวางยาเธอ รวมถึงเธอค่อนข้างมั่นใจว่าร่างกายของเธอยังปกติดี มีเพียงเสื้อสูทที่ถูกถอดออกกับกระดุมเสื้อที่ถูกปลดเท่านั้นซึ่งก็ตรงตามที่ชัชเวชบอก และตอนนี้เธอก็ติดมันคืนครบทุกเม็ดเรียบร้อยแล้ว 

 

“งั้นก็ดี ส่วนเรื่องภัทรวี ฉันจะจัดการให้ก็แล้วกัน เอาเป็นว่าถ้ารู้สึกดีขึ้นแล้วก็ช่วยลองทบทวนเรื่องสัญญาระหว่างเราดูอีกสักรอบ ถ้าเธอไม่ตกลงจริงๆ ฉันจะได้มองหาคนอื่น” ชัชเวชเร่งรัด  

 

แม้จะรู้ดีว่าเธออาจจะยังไม่มีกะจิตกะใจมานึกถึงเรื่องเงื่อนไขในสัญญาเพราะกำลังกังวลกับหลายเรื่อง แต่นั่นแหละคือโอกาสที่ชัชเวชมองเห็น คุณสมบัติของเธอเหมาะกับภาระหน้าที่ที่เขาจะมอบหมายให้ อีกทั้งเธอยังดูอ่อนน้อม แต่กลับเฉลียวฉลาดและไว้ใจได้ 

 

หากแต่ประเด็นสำคัญที่ทำให้เขาสนใจในตัวเธอไม่ได้หมดเพียงแค่นั้น เพราะลึกๆ แล้วชัชเวชรู้ตัวเองดีว่าเธอคนนี้มีบางอย่างที่สะดุดตาเขาตั้งแต่แรกพบ ไม่บ่อยนักที่เขาจะรู้สึกถูกใจผู้หญิงสักคน หลังจากนี้ก็คงต้องดูกันต่อไปว่ามันจะสามารถพัฒนาไปได้หรือเปล่า 

 

จันทร์เจ้าขาเงียบลงและกำลังพยายามรวบรวมสติทั้งที่ยังรู้สึกปวดหัวตุบๆ อยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญคือเธอรู้สึกกระหายน้ำ หากแต่พอนึกถึงน้ำแล้วมันกลับทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นมาเสียดื้อๆ 

  

‘เธอโดนวางยาในน้ำดื่มน่ะ’ 

  

ต่อไปนี้เธอควรระมัดระวังเรื่องการรับของจากคนแปลกหน้ามากขึ้นสินะ จันทร์เจ้าขาย้ำเตือนตัวเองอย่างนั้น 

 

“ฉันขอเข้าห้องน้ำก่อนได้มั้ยคะ อยากล้างหน้าตาสักหน่อย” เธอเอ่ยไปตามจริง 

 

ชัชเวชพยักพเยิดใบหน้าไปทางห้องน้ำด้านหลังของเขาแทนคำอนุญาต จากนั้นก็นั่งมองจันทร์เจ้าขาประคองตัวเองขึ้นจากโซฟาด้วยท่าทางทุลักทุเลเพราะน่าจะยังมึนหัวอยู่พอสมควร 

 

ร่างบางเดินผ่านโต๊ะทำงานของเขาตรงไปยังห้องน้ำ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ยกมือขึ้นแตะลูกบิดประตู เสียงโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้นเสียก่อน 

 

มันยังอยู่ในกระเป๋าตามเดิม ซึ่งตอนนี้กระเป๋าใบนั้นก็วางอยู่บนโต๊ะตัวเล็กตรงหน้าโซฟาที่เธอเพิ่งจะลุกขึ้นมานั่นแหละ 

 

Rrrr~ 

 

“ตลอดห้าชั่วโมงกว่าที่เธอหลับ โทรศัพท์ของเธอสั่นตลอดจนฉันเริ่มสงสัยว่าทำไมแบตโทรศัพท์รุ่นเก่าของเธอถึงได้ทนกว่ารุ่นล่าสุดของฉัน” ชัชเวชพูดขึ้นมาลอยๆ ไม่ได้ตั้งใจจะกดดัน เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าคนที่โทรเข้ามามีเรื่องสำคัญหรือเปล่าถึงได้โทรมาไม่หยุด 

 

Rrrr~ 

 

ที่สุดแล้วจันทร์เจ้าขาก็ต้องเปลี่ยนใจเดินกลับมาหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอ ตั้งใจจะกดปิดเครื่องเพราะตอนนี้เธอมีเรื่องสำคัญที่จะต้องรีบตัดสินใจ ทว่าเมื่อเห็นชื่อของคนที่โทรเข้ามาปรากฏอยู่บนหน้าจอเธอก็ชะงักไปชั่วครู่ หากแต่สายตาของชัชเวชที่จับจ้องมาก็ทำให้เธอตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วขึ้น 

 

“ขอโทษค่ะ ฉัน...” 

 

“เขาอาจมีเรื่องสำคัญ” 

 

“คะ?” 

 

“ก่อนหน้านี้โทรศัพท์เธอหล่นออกจากกระเป๋าน่ะ ฉันก็เลยเห็นข้อความเข้าโดยบังเอิญ”  

 

นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่ชัชเวชรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำอะไรที่ไม่เข้าท่า เพราะปกติแล้วเขาไม่ใช่คนที่ชอบอธิบายอะไรยืดยาว จะว่าเพราะไม่อยากให้เธอมองเขาเป็นคนสอดรู้สอดเห็นหรือกำลังยุ่งเรื่องส่วนตัวก็ไม่เชิง เพราะนั่นอาจหมายความว่าเขาไม่อยากให้เธอมองเขาเป็นคนไม่ดี ซึ่งนั่นไม่ใช่นิสัยของผู้ชายอย่างชัชเวช 

 

“ฉันพร้อมแล้วค่ะ เราคุยเรื่องรายละเอียดสัญญากันต่อเลยดีมั้ยคะ” จันทร์เจ้าขาเอ่ยยิ้มๆ เธอเดินมาอยู่ตรงหน้าเขาตั้งแต่เมื่อไรเขาก็ไม่ทันรู้ตัว 

 

“ไม่เข้าห้องน้ำแล้วเหรอ” 

 

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเกรงใจ ทำคุณเสียเวลามาทั้งวันแล้ว”  

 

ทบทวนอย่างดีแล้วเธอจึงพูดออกไป  

 

“งั้นก็นั่งสิ” 

 

“ขอบคุณค่ะ” เก้าอี้ก็เป็นตัวเดิมกับที่เคยนั่งมาแล้วเมื่อตอนกลางวัน แต่ความรู้สึกตื่นเต้นกลับไม่ลดน้อยลงเลยสักนิด 

 

“เรื่องเงื่อนไขฉันคิดว่าฉันอธิบายไปครบถ้วนแล้ว แต่ถ้าเธอยังสงสัยตรงไหนก็ถามมาเลยก็แล้วกัน” ชัชเวชเปิดประเด็นเรื่องเงื่อนไขขึ้นมาอีกครั้ง พูดจบแล้วเขาก็สังเกตเห็นหัวคิ้วของจันทร์เจ้าขาเริ่มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย มันเป็นสัญญาณบอกว่าเธอกำลังทบทวนความจำ ซึ่งเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าความทรงจำสุดท้ายของเธอจำได้ถึงตรงไหน 

 

“เราคุยกันถึงไหนแล้วนะคะ” 

 

เธอจำไม่ได้จริงๆ 

 

“เรื่องกฤษณะกับตฤณน่ะ เขาเป็นอีกสองคนที่รู้เรื่องโปรเจ็กต์ที่เรากำลังจะทำ อ้อ ฉันน่าจะลืมบอกเธอไปอีกเรื่องว่าหากเธอตกลง ตฤณจะมีหน้าที่ดูแลเธอในฐานะผู้หญิงของฉันด้วย ฉะนั้นถ้าเขาเรียกเธอว่าคุณ ก็อย่าแปลกใจ” ชัชเวชย้ำให้ฟังอีกรอบ  

 

จันทร์เจ้าขาเลิกคิ้วสูงเมื่อได้ยิน เธอถือโอกาสแปลกใจตั้งแต่ตอนนี้เลยก็แล้วกัน เพราะตั้งแต่เกิดมาบนโลกใบนี้ยี่สิบกว่าปี เคยมีใครเรียกเธอว่าคุณเสียที่ไหน 

 

“เข้าใจแล้วค่ะ แต่จะขอถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจก็แล้วกันนะคะ” 

 

“ว่ามา” 

 

“รายละเอียดอื่นๆ ฉันสามารถอ่านได้จากในเอกสารพวกนี้ทั้งหมดใช่ไหมคะ ไม่มีอย่างอื่นที่คุณอยากจะบอกหรือว่าฉันจำเป็นต้องรู้แล้วใช่หรือเปล่า”  

 

คำถามของเธอแสดงถึงความเป็นคนละเอียดรอบคอบได้ดีทีเดียว 

 

“คิดว่าไม่ แต่ถ้านึกได้หรือมีอย่างอื่นเพิ่มเติม จะบอกทีหลังก็แล้วกัน” 

 

“อ้าว แบบนี้ฉันก็เสียเปรียบน่ะสิ ถ้าหากว่าหลังจากนี้คุณ...” จันทร์เจ้าขาทำท่าเหมือนจะโวยวาย ทว่าเมื่อเห็นสายตาตกใจเล็กน้อยของชัชเวช เธอก็จำต้องเงียบลงเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเธอไม่ควรจะใช้ระดับเสียงที่เรียกได้ว่าวีนเล็กๆ กับคนอย่างเขา 

 

“ขอโทษค่ะ ฉันแค่ตกใจ” 

 

“ไม่เป็นไร เอาแบบนี้ก็แล้วกัน ถ้ามีเงื่อนไขอะไรนอกจากนี้ที่ฉันต้องบอกทีหลังแล้วเธอรู้สึกไม่โอเคกับเงื่อนไขนั้นๆ ฉันจะถือว่ามันเป็นความผิดของฉันเอง” ชัชเวชตัดบท  

 

จันทร์เจ้าขาหลุบสายตาลงต่ำพลางแอบคว่ำปากลงเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่ากำลังถูกผู้ชายตรงหน้าเอาเปรียบ ตั้งแต่ที่ได้พูดคุยกันมา ทุกอย่างที่เขาพูดมันบ่งบอกว่าเขาเป็นคนเอาแต่ใจมากอยู่เหมือนกัน 

 

“เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉัน...” 

 

จ้อกกก~~~ 

 

เสียงท้องร้องดังแทรกขึ้นมาดังยิ่งกว่าเสียงของจันทร์เจ้าขาที่กำลังพูดอยู่เสียอีก 

 

เธอถึงขั้นยิ้มแห้งทั้งยังยกมือกดหน้าท้องของตัวเองเอาไว้ในทันที ก่อนจะรีบหันหน้าหนีออกมาอีกทาง 

 

ไม่ต่างจากชัชเวชที่ต้องเสมองไปทางอื่นตามมารยาท  

 

“ขอโทษค่ะ” 

 

รอยยิ้มอย่างคนเขินอายของจันทร์เจ้าขาทำให้ชัชเวชยังไม่กล้าสบตากับเธอตรงๆ แม้จะไม่ได้รังเกียจแต่เกรงว่าหากเขาจ้องมอง มันจะยิ่งทำให้เธอรู้สึกเสียความมั่นใจ ทว่าในเวลาเดียวกันเขากลับรู้สึกว่าเสี้ยวหน้าที่แดงซ่านพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ของเธอในเวลานี้น่าเอ็นดูเหมือนเด็ก 

 

น่าเอ็นดู... ชัชเวชนึกแปลกใจตัวเองที่อยู่ๆ ก็นึกคำนั้นขึ้นมาในหัว 

 

“ฉัน...” 

 

จ้อกกก~~ 

 

คราวนี้เป็นเสียงร้องจากท้องของชัชเวชบ้าง เขาถึงกับเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ ส่วนจันทร์เจ้าขาก็หันหน้าหนีไปอีกทางเหมือนกับที่เขาทำเมื่อครู่ แย่กว่าก็ตรงที่เธอไม่สามารถทำใบหน้าเคร่งขรึมได้อย่างเขา เธอยกมือขึ้นมาปิดริมฝีปากเพราะไม่ต้องการเสียมารยาท  

 

“ฉันว่าเธอรีบสรุปมาเลยดีกว่า เราจะได้แยกย้ายกันไปหาอะไรกิน” 

 

“ค่ะๆ ฉัน...” 

 

Rrrr~ 

 

เสียงโทรศัพท์ของชัชเวชดังขัดจังหวะอีกรอบ คราวนี้เจ้าตัวถึงกับกัดฟันกรอดจนสันกรามนูนชัด สูดหายใจลึกจนแผ่นอกกว้างขยายขึ้น กรอบหน้าคมเข้มกับแววตาที่เริ่มจะหงุดหงิดเป็นสัญญาณเตือนให้จันทร์เจ้าขารู้ว่าเขาน่าจะไม่ใช่ผู้ชายใจเย็นสักเท่าไร 

 

แน่นอนว่าจันทร์เจ้าขาต้องการจะตอบตกลง เธอยินดีรับหน้าที่ทั้งสองตำแหน่ง เพราะนอกจากเรื่องของค่าตอบแทนที่มากกว่าเงินเดือนของเธอหลายเท่าแล้ว เธอเองก็ไม่รู้ว่าหากปฏิเสธโปรเจ็กต์ครั้งนี้ไป เธอจะมีปัญญาหาเงินมากขนาดนั้นได้อีกหรือเปล่า และมันจำเป็นมากสำหรับเธอในตอนนี้ 

 

อีกทั้งเธอยังเห็นว่าการรับงานนี้ถือเป็นโอกาสดีที่เธอจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการทำงาน และใช้ประสบการณ์ที่ว่าเป็นใบเบิกทางสู่ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานของเธอในอนาคต  

 

“คุณชัชคะ ฉัน...” 

 

“ชู่” ชัชเวชส่งสัญญาณให้จันทร์เจ้าขาเงียบลง เธออึ้งไป ก่อนจะอึ้งยิ่งกว่าเดิมเมื่ออยู่ๆ เขาก็ผุดลุกขึ้นยืนทั้งยังส่งสายตาสั่งให้เธอลุกขึ้นตามเขามาอีกด้วย 

 

“ผมออกมาจากบริษัทแล้วน่ะครับคุณภัทร” ชัชเวชพูดด้วยท่าทีร้อนใจ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้จันทร์เจ้าขาเข้าใจเลยสักนิดว่าอยู่ๆ เขาเปิดประตูห้องทำงานทำไมทั้งที่ยังคุยกับเธอไม่จบ รู้แค่ว่าในเมื่อเขาสั่งให้เธอเดินออกมา เธอก็ต้องทำตามอย่างไม่มีทางเลือก 

 

“เอาเป็นพรุ่งนี้ช่วงบ่าย คุณค่อยแวะมาก็แล้วกัน ผมเองก็มีเรื่องสำคัญอยากเจอคุณพอดี แค่นี้ก่อนนะครับ ผมกำลังขับรถ” 

 

จันทร์เจ้าขาเลิกคิ้วสูง เธอค่อนข้างแปลกใจที่ได้ยินชัชเวชโกหก เพราะเห็นกันอยู่ว่าเขายืนอยู่ในลิฟต์ข้างๆ เธอ ไม่ได้กำลังขับรถตามที่พูด 

 

ติ๊ง! 

 

และลิฟต์ก็เพิ่งจะเคลื่อนตัวลงมาถึงชั้นลานจอดรถเท่านั้นเอง 

  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว