ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 สัญญาลับ Part l Loading…100%

ชื่อตอน : บทที่ 1 สัญญาลับ Part l Loading…100%

คำค้น : ประธานเปลื้องรัก

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 15 มิ.ย. 2564 10:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 สัญญาลับ Part l Loading…100%
แบบอักษร

 

บทที่ 1 

สัญญาลับ Part l Loading…100% 

 

ตึก! 

 

ตึก! 

 

ตึก! 

 

เสียงส้นรองเท้ากระทบกับพรมสีตุ่นที่ปูมาตั้งแต่หน้าลิฟต์ทอดยาวไปจนถึงผนังอีกด้านดังขึ้นเป็นระยะ  

 

จันทร์เจ้าขายังคงก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ แม้ในใจจะแอบรู้สึกหวั่นเกรง เธอไม่คุ้นตากับบรรยากาศแบบนี้สักเท่าไร ทั่วทั้งชั้นเงียบสงบราวกับไม่มีใครอยู่ อุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศหนาวเย็นจนเธอขนลุกทั้งที่ยังสวมเสื้อสูทอยู่ 

 

ไม่บ่อยนักที่เธอจะมีโอกาสขึ้นมาชั้นบนสุดของตึกบริษัท ครั้งแรกเธอได้มาตอนที่อบรมพนักงานใหม่ ซึ่งนั่นก็คือเมื่อหกเดือนที่แล้ว และอีกสองครั้งเธอก็ตามหัวหน้าแผนกขึ้นมาประชุมเท่านั้น เพราะนอกจากห้องทำงานของประธานอย่างชัชเวชแล้ว ที่นี่ก็มีเพียงห้องประชุมและห้องสำหรับจัดอบรมเท่านั้น 

 

วันนี้เธอเข้าบริษัทตั้งแต่เช้า เพราะตั้งใจจะมารอพบกฤษณะ พร้อมนำเอกสารสัญญาการจ้างงานมาส่ง แน่นอนว่าเธอเซ็นชื่อลงไปแล้วเรียบร้อย แต่กฤษณะกลับสั่งให้เธอนำมันขึ้นมาส่งมอบให้กับชัชเวชด้วยตัวเอง 

 

แม้ว่าเธอจะยอมรับเงื่อนไขในสัญญาฉบับนั้นแล้วทั้งหมด ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอพร้อมที่จะพบกับชัชเวชในวันนี้สักหน่อยนี่ 

 

Rrrr~ 

 

เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบทำเอาเธอสะดุ้งตัวโยน เธอรีบเปิดกระเป๋าแล้วควานหามันขึ้นมากดรับสายทันที เกรงว่าเสียงมันจะดังจนไปเข้าหูของชัชเวชที่อาจจะนั่งทำงานหรือพักผ่อนอยู่ในห้อง เพราะนี่เป็นเวลาพัก เดี๋ยวเขาจะว่าเอาได้ 

 

“สวัสดีค่ะผู้จัดการ” 

 

[ขึ้นไปพบคุณชัชที่ห้องทำงานแล้วหรือยังเจ้าขา] 

 

“กำลังไปค่ะ” เธอบอกพลางยกข้อมือขึ้นมาดูเวลา แม้ว่าจะยังเหลือเวลาอีกเกือบยี่สิบนาทีกว่าจะบ่ายโมง แต่เธอก็ตั้งใจจะมาก่อนเวลานิดหน่อยอยู่แล้วตั้งแต่แรก 

 

[อืม เจอคุณตฤณหรือเปล่า] 

 

“ยังไม่เจอเลยค่ะ” 

 

[อ้อ งั้นไม่เป็นไร เขาอาจช่วยงานคุณชัชอยู่ในห้อง เอาเป็นว่าเธอเดินไปเคาะประตูห้องทำงานคุณชัชเลยก็แล้วกัน ฉันบอกกับคุณชัชเอาไว้แล้ว] 

 

“ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะผู้จัดการ” 

 

[ขอให้โชคดีนะ] 

 

ปัง! 

 

เสียงประตูห้องถูกปิดอย่างแรงดังขึ้นเบื้องหน้า จันทร์เจ้าขาที่ยังไม่ทันจะได้วางสายจากฤษณะสะดุ้งเฮือก ก่อนจะรีบเงยหน้าขึ้นไปมองที่มาของเสียง 

 

[เสียงอะไรน่ะเจ้าขา] 

 

“ฉันยังไม่แน่ใจค่ะผู้จัดการ เหมือนจะมีผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องของท่านประธานน่ะค่ะ” 

 

[ผู้หญิงงั้นเหรอ] 

 

“ค่ะ เธอดู...” จันทร์เจ้าขาอึ้งไป เมื่ออยู่ๆ ผู้หญิงหน้าตาสะสวยคนนั้นก็หันกลับมามองเธอ แถมยังจ้องเหมือนจะไม่ถูกใจที่เห็นเธอยืนอยู่ตรงนี้ 

 

[ถ้าอย่างนั้นฉันว่าเธอกลับลงมาก่อนก็แล้วกัน บางทีคุณชัชอาจจะมีแขก] 

 

“ได้ค่ะผู้จัดการ” จันทร์เจ้าขาตอบรับอย่างรวดเร็ว พูดจบเธอก็กดวางสาย ปิดเสียงโทรศัพท์แล้วเก็บใส่กระเป๋าเอาไว้ตามเดิมก่อนจะหมุนตัวกลับทันที 

 

เธอยินดีจะทำตามคำสั่งของกฤษณะแม้จะรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล แต่ระหว่างที่เธอกำลังจะกลับไปยังลิฟต์ที่เพิ่งจะเดินออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าว เธอก็ถูกผู้หญิงคนนั้นเรียกเอาไว้เสียก่อน 

 

“นี่เธอ”  

 

น้ำเสียงห้วนๆ อย่างนั้นทำให้จันทร์เจ้าขาสังหรณ์ใจไม่ดีเท่าไร เซนส์ผู้หญิงของเธอมันบอกว่าผู้หญิงคนนั้นจะต้องไม่ถูกชะตากับเธอแน่ แต่ถึงจะรู้เธอก็ยังหันไปยิ้มสู้ เพราะดูจากการแต่งกายที่ไม่ได้สวมยูนิฟอร์มเหมือนกับพนักงานทั่วๆ ไปแล้ว ก็หมายความว่าเธอไม่น่าจะใช่พนักงานของบริษัท แต่คงจะเป็นแขกคนสำคัญของชัชเวชอย่างที่กฤษณะบอก 

 

“คะ” 

 

“มาพบคุณชัชใช่หรือเปล่า” 

 

บอกตามตรงว่าจันทร์เจ้าขาลังเลที่จะตอบ แต่ก็ไม่กล้าพอจะโกหก 

 

“ค่ะ” 

 

“งั้นก็เข้าไปสิ” 

 

เธอลังเลอีกครั้งเมื่อไม่แน่ใจจุดประสงค์ของคนพูดสักเท่าไร แม้คำพูดจะดูเชิญชวน ดูเป็นการอนุญาต แต่สายตากลับไม่เป็นอย่างนั้น อีกอย่างคือเธอไม่ใช่เจ้าของห้องสักหน่อย 

 

“คือว่าดิฉันจำเวลาผิดน่ะค่ะ เดี๋ยวค่อยกลับขึ้นมาใหม่จะดีกว่า” จันทร์เจ้าขาพยายามหาทางเลี่ยงการเผชิญหน้าให้ได้มากที่สุด 

 

“ไม่เป็นไรหรอก ไหนๆ ก็มาแล้ว อีกอย่างคุณชัชเองเขาก็น่าจะรอเธออยู่”  

 

คุณชัชเวชรอเธออยู่งั้นเหรอ แม้จะมีความเป็นไปได้ แต่สถานการณ์ตรงหน้าก็ยังทำให้จันทร์เจ้าขาลังเลอยู่ดี  

 

แต่สุดท้ายพนักงานตัวเล็กๆ อย่างเธอจะเลือกอะไรได้นอกจากเดินตรงไปที่ประตูห้องทำงานบานใหญ่ เตรียมจะเคาะประตู แม้จะนึกสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่าทำไมเธอคนนั้นถึงเอาแต่ยืนมองเธออยู่ได้ ทั้งที่เธอเองก็น่าจะหมดธุระแล้ว ไม่อย่างนั้นจะเดินออกมาจากห้องแต่แรกทำไม 

 

“เอ่อคือ...” 

 

“เคาะสิ” เธอคนนั้นยังคงเอ่ยเร่งพลางยกมือขึ้นกอดอก เดรสรัดรูปสีน้ำเงินขับให้ผิวผู้ดีของเธอดูผ่องจนจันทร์เจ้าขานึกอิจฉา หน้าอกอวบอิ่มของเธอโผล่พ้นขอบเสื้อขึ้นมาด้านบนนิดหน่อยทำให้เธอดูเย้ายวน  

 

“ถ้าคุณยังไม่เสร็จธุระกับคุณชัช ดิฉันกลับลงไปรอข้างล่างก่อนก็ได้นะคะ” จันทร์เจ้าขายังพยายามพูดอย่างบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น 

 

“ไม่เป็นไรหรอก จริงๆ ธุระของฉันก็ไม่ได้สำคัญอะไร จัดการธุระของเธอเถอะ”  

 

เธอหน้าชานิดๆ เมื่อรู้สึกคล้ายกับจะถูกต่อว่าว่าให้สนใจเพียงเรื่องของตัวเอง 

 

ก๊อกๆๆ  

 

เมื่อหมดเหตุผลที่จะอ้าง จันทร์เจ้าขาก็ต้องยกมือขึ้นเคาะประตูบานใหญ่ตรงหน้า ป้ายที่หน้าห้องผู้จัดการเมื่อวานทำให้เธอรู้สึกกังวลยังไง ป้ายประธานกรรมการบริษัทตรงหน้าตอนนี้ก็สามารถทำให้เธอกังวลได้มากกว่านั้นหลายเท่าตัว 

 

ก๊อกๆๆ 

 

“ฉัน...” จันทร์เจ้าขาอ้าปากค้างเมื่อเธอกำลังจะแนะนำตัว แต่บานประตูตรงหน้ากลับเปิดออกเสียก่อน  

 

ผู้ชายตรงหน้าจ้องมองเธอด้วยสายตาสงสัย ดวงตาโตๆ หรี่แคบลง หัวคิ้วเข้มๆ ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แต่ไม่ทันไร เขาก็เลิกคิ้วสูงเหมือนเพิ่งจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ 

 

“ฉันมาพบคุณชัชค่ะ” จันทร์เจ้าขารีบรายงาน แม้จะไม่เคยพบชัชเวชเป็นการส่วนตัว แต่เธอก็เคยเห็นเขาแบบผ่านๆ มาบ้าง และมั่นใจว่าคนละคนกับที่เปิดประตูมายืนจ้องหน้าเธออยู่ตอนนี้แน่นอน 

 

 “ชื่ออะไร” ผู้ชายคนนั้นถามเสียงเรียบ สีหน้าของเขาเองก็ดูเรียบตึงราวกับว่าไม่ยินดียินร้ายอะไร 

 

“จันทร์เจ้าขาค่ะ” เธอเอ่ยตอบ และแอบคาดเดาว่าผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเธอน่าจะชื่อตฤณ ผู้ช่วยคนสนิทของชัชเวชตามที่กฤษณะได้บอกกับเธอทางโทรศัพท์เมื่อครู่ เขาละสายตาจากใบหน้าของเธอพร้อมมองกลับเข้าไปด้านในห้องทำงานอีกครั้ง แต่ไม่ได้พูดอะไร ไม่นานเขาก็หันกลับมาพร้อมกับเปิดประตูให้กว้างขึ้น 

 

“เชิญ” 

 

“ขอบคุณค่ะ” จันทร์เจ้าขายกมือไหว้พลางก้าวเท้าเข้าไปด้านใน แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองไปยังใครอีกคนที่เมื่อครู่นี้ยืนอยู่ด้านนอกด้วยกัน 

 

“เข้ามาสิ” เสียงนุ่มทุ้มจากเจ้าของห้องทำให้จันทร์เจ้าขาถึงกับสะดุ้ง ทั้งยังต้องเร่งเท้าเข้ามาตามคำสั่ง 

 

“ขอโทษครับ แต่คุณชัชอนุญาตให้เข้าเฉพาะจันทร์เจ้าขา” 

 

ชื่อของเธอถูกเรียกอีกครั้งท่ามกลางบรรยากาศในห้องที่ตอนนี้เงียบจนน่าอึดอัด 

 

“ผู้ช่วยคนใหม่ของคุณเหรอคะชัช” 

 

คำถามจากด้านนอกทำให้จันทร์เจ้าขาเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีเอาเสียเลย แต่ก็ทำได้เพียงเดินไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเจ้าของห้องที่นั่งรออยู่  

 

โต๊ะทำงานตัวใหญ่เป็นเพียงสิ่งเดียวที่กั้นระหว่างเธอกับเขาเอาไว้ ชัชเวชนั่งตัวตรงดิกอยู่บนเก้าอี้นวมตัวใหญ่ที่ดูน่าจะนุ่มและเข้ากับสรีระของเขาพอดิบพอดี 

 

ร่างสูงช้อนดวงตาคมเข้มขึ้นมองเธออย่างขึงขังแล้วพยักพเยิดใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับเทพเจ้าบรรจงปั้นแต่งเครื่องหน้าขึ้นมาทีละชิ้นทีละส่วนเพียงเล็กน้อยแทนคำอนุญาตให้เธอนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเขา 

 

จากที่เคยมองผ่านๆ ก็คิดว่าเขาดูดีมากอยู่แล้ว แต่การได้มานั่งตรงหน้าและสบตากับเขาในระยะห่างเพียงแค่ฝั่งตรงกันข้ามแบบนี้ ก็ทำให้จันทร์เจ้าขาใจเต้นได้ไม่เบาเลย 

 

“ตฤณ” 

 

“ครับคุณชัช” 

 

สิ้นเสียงประตูห้องก็ถูกปิดลงทันที 

 

ใช่ตฤณจริงๆ ด้วย ผู้ชายที่เปิดประตูให้เธอเมื่อครู่คือผู้ช่วยคนสนิทของชัชเวชอย่างที่เธอคิดไว้จริงๆ 

 

“เอาสัญญามาหรือเปล่า” ชัชเวชทวงถาม  

 

จันทร์เจ้าขายิ้มบางพลางวางซองเอกสารลงบนโต๊ะ ก้อนเนื้อในอกเต้นถี่ มือไม้สั่น มีหลายครั้งที่เผลอกลืนน้ำลายลงคอ เพราะจู่ๆ ก็รู้สึกคล้ายกับว่าลำคอจะตีบตันขึ้นมาเสียดื้อๆ 

 

แกร๊ก~ 

 

ระหว่างที่จันทร์เจ้าขากำลังดันซองเอกสารออกไป ตฤณก็เดินเข้ามาพร้อมกับวางแก้วน้ำลงตรงหน้าเธอ เสียงแก้วกระทบกับจานรองช่วยดึงสติของเธอให้กลับมา 

 

ชัชเวชชำเลืองหางตามองไปที่ตฤณแวบหนึ่ง ตฤณโค้งศีรษะลงเล็กน้อยก่อนจะผละออกไปเมื่อหมดหน้าที่ 

 

ดวงตาคู่คมของชัชเวชหันกลับมามองที่จันทร์เจ้าขาอีกครั้ง เขาทำเพียงแค่สลับไปมองที่แก้วน้ำตรงหน้าเธอ คล้ายเป็นคำสั่งให้เธอดื่มน้ำแก้วนั้นจนหมด 

 

...ทว่ามันกลับไม่ได้ช่วยให้ลำคอของเธอหายจากอาการแห้งผากเลยสักนิด 

 

“เอาละ ก่อนอื่นฉันอยากให้รับปากฉันข้อหนึ่งก่อนที่เราจะเริ่มตกลงเรื่องสำคัญกัน” ชัชเวชเกริ่นนำขึ้นมาเสียงเรียบ เสียงของเขานุ่มทุ้มแต่กลับกังวานน่าฟัง  

 

“คุณชัชแจ้งมาได้เลยค่ะ” 

 

“กฤษณะคงบอกเธอมาบ้างแล้วว่าโปรเจ็กต์นี้จะต้องเป็นความลับ” 

 

“ค่ะ ฉันทราบแล้วค่ะ” 

 

“แต่นอกจากเรื่องนั้นแล้ว ที่ฉันต้องการก็คือฉันอยากให้เรื่องทั้งหมดที่เราคุยกันวันนี้เป็นความลับระหว่างเราด้วยเหมือนกัน” 

 

คำว่า ‘เรา’ ทำให้จันทร์เจ้าขาเริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล แต่ครั้นจะรีบปฏิเสธ เธอก็มีจำนวนเงินค่าตอบแทนในเอกสารที่เพิ่งจะยื่นให้กับชัชเวชไปเมื่อครู่ค้ำคออยู่ 

 

“หากเธอไม่ตกลง หรือคิดว่ารักษาความลับเรื่องนี้ไว้ไม่ได้ ก็เชิญกลับไปได้” 

 

ง่ายอย่างนั้นเชียว... 

 

จันทร์เจ้าขานิ่งต่ออีกชั่วครู่ เธอต้องการเวลาเพื่อไตร่ตรองอย่างรอบคอบ 

 

“ฉันมีคำถามค่ะ ขอถามก่อนได้หรือเปล่าคะ เพราะฉันอยากพิจารณาทุกอย่างให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ” เธอพยายามอธิบาย หากเป็นเรื่องโปรเจ็กต์ แน่นอนว่าเธอรับรู้เงื่อนไขที่ว่าต้องเก็บเป็นความลับตั้งแต่แรก และได้ตอบตกลงไปแล้ว แต่กับเรื่องความลับระหว่างเธอกับชัชเวชที่เธอไม่รู้มาก่อนต่างหากที่กำลังทำให้เธอรู้สึกหนักใจและเป็นกังวล 

 

“ว่ามาสิ”  

 

“เรื่องเก็บเป็นความลับฉันไม่ได้มีปัญหาค่ะ ไม่ว่าจะเรื่องโปรเจ็กต์หรือเรื่องที่คุณกำลังจะบอก ฉันแค่สงสัยว่าหากฉันทำงานให้คุณไม่สำเร็จ ผลงานไม่เป็นที่น่าพอใจ หรือมีเหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้ฉันไม่สามารถทำโปรเจ็กต์นี้ต่อไปได้ มันจะมีผลอะไรกับหน้าที่และตำแหน่งงานเดิมของฉันไหมคะ”  

 

ชัชเวชเลิกคิ้วสูง เขาค่อนข้างแปลกใจกับคำถามที่ได้ยิน ทีแรกเขาคิดว่าเธอลังเลเพราะหนักใจที่จะต้องเก็บเรื่องที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้เอาไว้เป็นความลับเสียอีก แต่ไหงกลายเป็นเธอกำลังหนักใจเพราะกลัวว่าจะถูกเขาปลดจากตำแหน่งเดิมไปได้ 

 

 ริมฝีปากหยักงุ้มลงเล็กน้อย ก่อนจะถอนใจเบาๆ 

 

“ไม่มี” 

 

น้ำเสียงของเขาจริงจังและห้วนจนจันทร์เจ้าขาเดาไม่ออกเลยว่ามันจะเป็นจริงอย่างที่เขาพูดหรือเปล่า 

 

“แต่จริงๆ แล้วโปรเจ็กต์นี้จะสำเร็จหรือไม่ ฉันจะพอใจหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเธอทำตามคำสั่งของฉันได้ครบถ้วนหรือเปล่าน่ะ เพราะเงื่อนไขของโปรเจ็กต์นี้มีเพียงข้อเดียว นั่นคือหากเธอตอบตกลง เธอจะถอนตัวไม่ได้จนกว่าจะหมดสัญญาหรือโปรเจ็กต์นี้สำเร็จลุล่วงไปแล้ว ไม่ว่าฉันจะหาใครมาทำหน้าที่แทนเธอก็ตาม” 

 

คำอธิบายของชัชเวชทำให้จันทร์เจ้าขาถึงกับอึ้งไป 

 

“หมายความว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะไม่สามารถถอนตัวออกจากโปรเจ็กต์นี้ได้ ใช่ไหมคะ” 

 

“ก็ไม่เชิง เพราะหากเธอทำผิดเงื่อนไขหรือฉันรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ฉันมีสิทธิ์สั่งพักงานเธอได้ในทันที นั่นหมายความว่าเธอจะตกงานไปจนกว่าจะกลับเข้าเงื่อนไขเดิม ซึ่งก็คือหมดอายุสัญญาหรือโปรเจ็กต์นี้สำเร็จ โดยเธอจะไม่ได้ค่าตอบแทนใดๆ ตามที่ระบุเอาไว้ในสัญญา” 

 

เหมือนสัญญาจะเอาเปรียบเธออยู่กลายๆ แต่ก็เข้าใจได้นั่นแหละ เพราะไม่อย่างนั้นค่าตอบแทนมันจะสูงเวอร์ได้ยังไง 

 

“ถ้าอย่างนั้นฉันตกลงค่ะ ฉันยินดีจะร่วมทำโปรเจ็กต์นี้” 

 

คำตอบอย่างมั่นใจของจันทร์เจ้าขาทำให้ชัชเวชกระตุกยิ้มมุมปาก เขาสบตาจันทร์เจ้าขาราวกับกำลังพิจารณาบางอย่างในตัวเธอให้แน่ใจอีกครั้ง ก่อนจะเปิดลิ้นชักข้างตัวแล้วหยิบเอกสารอีกชุดหนึ่งออกมา นั่นทำให้จันทร์เจ้าขาเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง 

 

“นี่เป็นเอกสารสัญญาอีกฉบับ ฉันทำเพิ่มเติมและแยกออกมาจากฉบับแรก แต่มีผลใช้คู่กัน” 

 

“ใช้คู่กันเหรอคะ” 

 

“ใช่ เหตุผลก็เพราะฉันต้องการความมั่นใจว่าเธอจะเก็บเรื่องโปรเจ็กต์นี้ไว้เป็นความลับได้จริง ซึ่งทางเดียวที่ฉันจะมั่นใจก็คือเธอจะต้องอยู่ในสายตาของฉันตลอดเวลา และในทางกลับกัน ฉันก็อยากจะให้เธอมั่นใจว่าตลอดระยะเวลาที่เธอทำงานนี้ เธอจะได้รับการปกป้องจากฉัน หากว่ามีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับเธอ ฉันยินดีจะรับผิดชอบอย่างเต็มที่” ชัชเวชอธิบายเสียงเข้มพร้อมกับดันเอกสารชุดนั้นออกมาตรงหน้าจันทร์เจ้าขา แค่เพียงเห็นชื่อของสัญญา หัวใจของเธอก็พลันตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม 

 

 ‘สัญญาการยินยอมเป็นผู้หญิงของท่านประธาน’ 

  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว