ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Baby, will you be my valentine?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 03 มี.ค. 2564 12:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Baby, will you be my valentine?
แบบอักษร

Baby, will you be my valentine? 

 

 

 

     ผมดันประตูห้องปิดเมื่อใครอีกคนก้าวผ่านเข้ามาด้านใน สกายหันมองไปรอบๆ ห้องและเดินตามหลังผมไม่ห่าง ดีที่ห้องของผมไม่ได้รกมาก อีกทั้งภายในห้องก็ยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากน้ำหอมปรับอากาศอีกด้วย เป็นกลิ่นที่ผมชอบและใช้อยู่ประจำเพราะผมค่อนข้างที่จะไม่ชอบให้ห้องมีกลิ่นอับเท่าไหร่ 

     “หอมจัง” 

     “อืม นั่งก่อน อีกนานกว่าจะถึงเวลานัด รีโมตทีวีอยู่ตรงนั้น ในตู้เย็นมีน้ำ มีขนมอยู่ อยากกินอะไรก็ไปเปิดดูได้” กดเปิดเครื่องปรับอากาศเรียบร้อยแล้วผมก็หันไปบอกกับสกาย คนตัวเล็กมองซ้าย มองขวาด้วยท่าทางเกร็งๆ ก่อนจะเดินไปนั่งลงบนโซฟาตามที่ผมบอก นั่งตัวตรง หลังตรงด้วยนะ

     คนอะไรวะ

     น่ารักฉิบหายเลย

     ผมยิ้มมุมปากกับท่าทางของสกายที่ได้เห็น

     สกายนั่งนิ่งเป็นหุ่น มีเพียงสายตาเท่านั้นที่เลื่อนตามผมอยู่ตลอด ไม่ว่าผมจะเดินไปดึงผ้าม่านให้เปิดออก หรือจะเดินวนกลับมาหยิบน้ำ หยิบขนมในตู้ออกมาให้ สกายก็ยังคงมีจุดโฟกัสของสายตาอยู่ที่ผมเหมือนเดิม 

     “มองขนาดนี้ เข้าไปอาบน้ำพร้อมกูเลยไหม” ผมแกล้งถาม เลิกคิ้วขึ้นพลางยกมือกอดอกสบกับดวงตากลมที่เลื่อนหนีไปอย่างไว เห็นแบบนั้นแล้วผมก็ได้แต่ส่งเสียงหัวเราะผ่านลำคอออกมา ขยับปลายเท้าเปลี่ยนทิศทางไปยังโซฟาที่คนตัวเล็กนั่งอยู่ ก่อนจะหย่อนกายนั่งลงไปข้างๆ

     เอนหลังพิงไปกับพนักโซฟา หันหน้าไปมองสกายที่ดูเหมือนว่าน้องจะเกร็งมากขึ้นกว่าเดิมอีกในตอนที่ผมนั่งลงข้างๆ แบบนี้

     “กำปั้น”

     “ว่าไง”

     “ห้องน้ำ ขอเข้าได้ไหม” คนตัวเล็กพึมพำถามเสียงเบา เบาจนผมต้องเอนตัวเข้าไปฟังว่าน้องกำลังพูดอะไรอยู่ 

     พอผมพยักหน้าอนุญาต สกายก็รีบลุกพาตัวเองกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปหาห้องน้ำทันที ไม่ถึงสามนาทีก็กลับออกมาด้วยท่าทางที่ดูต่างไปจากในตอนแรก อย่างน้อยก็ดูไม่เกร็งแล้ว แสดงว่าที่นั่งตัวตรงหลังตรงในตอนแรกนั่นคืออยากเข้าห้องน้ำสินะ

     สกายเดินกลับมานั่งลงที่เดิม เหมือนจะเขินด้วยล่ะมั้งหลังจากที่ขอผมไปเข้าห้องน้ำด้วยท่าทางเร่งรีบแบบนั้น

     “จะเข้าห้องน้ำก็ไม่บอกตั้งแต่แรก กูก็นึกว่ามึงแปลกที่” 

     “เปล่า”

     “เออ แล้วมึงหิวหรือเปล่า อยากกินข้าวผัดไหม” ผมถาม ในตู้เย็นยังมีวัตถุดิบที่ใช้ได้หลงเหลืออยู่ ถ้าสกายหิวผมก็สามารถทำให้น้องกินก่อนที่จะไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าได้ ยังไงเราสองคนก็มีเวลามากพอก่อนช่วงเวลาที่ไอ้เข้มมันนัดเอาไว้

     “ไม่หิวเท่าไหร่ กายกินอันนี้ได้ไหม” สกายหยิบช็อกโกแลตบนโต๊ะขึ้นมา 

     “ก็เอามาให้กิน” 

     “ทั้งหมดเลยเหรอ” ตากลมเบิกกว้างขึ้น สกายกวาดมองขนมที่กองอยู่บนโต๊ะก่อนจะยิ้มแห้งออกมา “กินไม่หมดหรอก กายกินแค่นี้” หยิบช็อกโกแลตไปอีกสองชิ้น พลางดันขนมที่เหลืออยู่มาทางผม

     “ไว้นั่นแหละ ถ้ามึงไม่กินข้าวผัดงั้นกูไปอาบน้ำแล้วนะ”

     “...” พยักหน้า

     ผมยื่นมือไปลูบลงบนกลุ่มเส้นผมนุ่มๆ ของคนตัวเล็กอีกครั้ง ลุกขึ้นเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวก่อนจะก้าวตรงไปที่ห้องน้ำ ระหว่างที่อาบน้ำผมได้ยินเสียงร้องเพลงจากใครบางคนดังลอดเข้ามาด้านใน แน่นอนว่านั่นไม่ใช่เสียงผีในห้องผม แต่เป็นเสียงของสกายที่ดูท่าทางจะอารมณ์ดีมากๆ 

     ช็อกโกแลตในห้องผมก็ไม่ได้ใส่อะไรลงไปนะ

     เสียงของสกายที่ร้องเพลงยังคงดังต่อนเนื่องจนกระทั่งผมอาบน้ำเสร็จ เอื้อมมือไปหยิบผ้าเช็ดตัวออกมาพันไว้รอบเอวก่อนจะหันไปเปิดประตูออก เท่านั้นแหละ.. เสียงเงียบลงทันทีเลย อีกทั้งเจ้าของเสียงร้องเมื่อกี้ยังหันมามองผมทำหน้านิ่งๆ ใส่อีก

     นิ่งได้สามวิ..

     จากนั้นก็หันหนีไปอย่างรวดเร็ว 

     เห็นแบบนั้นแล้วผมก็ได้แต่ก้มหน้ามองสภาพตัวเองก่อนจะหัวเราะออกมาเมื่อได้รู้ว่าเพราะอะไรสกายถึงได้ทำหน้าตกใจขนาดนั้น 

     ซึ่งผมก็ไม่ได้มีความคิดที่จะแกล้งน้องเลยนะ เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเอากางเกงออกมาสวมใส่ให้เรียบร้อย เสื้อเอาไว้ค่อยใส่ รอให้ใกล้ถึงเวลานัดก่อน ระหว่างนี้ก็เปิดทีวีดูไปพลางๆ แล้วกัน

     “นั่งด้วย” ส่งเสียงบอกไปก่อนจะนั่งลงไป 

     สกายหันมามองผมเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปจดจ้องอยู่ที่หน้าจอโทรทัศน์แทน ไร้ซึ่งเสียงพูดคุย เวลาค่อยๆ เดินผ่านไปจากนาทีเป็นชั่วโมง หนังที่กำลังดูอยู่นั้นใกล้จะจบ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่คนตัวเล็กข้างๆ เอียงหัวฟุบลงมาบนท่อนแขนของผมพอดี

     …

     หลับเหรอวะ?

     “สกาย” ผมส่งเสียงเรียกออกไป เขย่าตัวน้องแผ่วเบาพลางก้มลงดู “ง่วงเหรอ” 

     “...” แต่ก็ไร้เสียงตอบรับ

     ตากลมปรือขึ้นมอง คนตัวเล็กอ้าปากหาวจนน้ำตาซึมออกมาก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะปิดลงอีกครั้ง

     แล้วทีนี้จะเอายังไงล่ะ

     สกายคงเหนื่อยๆ ล่ะมั้ง เมื่อคืนนอนดึก พอเช้าก็ตื่นมารอผมทำข้าวผัดแฮมไปให้อีก วันนี้ก็พากันไปเดินเที่ยวมาเกือบครึ่งวันได้ 

     ผมเริ่มคิดว่าจะเอายังไงกับสถานการณ์ในตอนนี้ดี ยังไงก็นักกับไอ้เข้มเอาไว้แล้ว ถ้าจะเบี้ยวนัดไม่ไปก็คงไม่ได้ มันก็เพื่อนสนิทผมไง แต่จะให้ผมหิ้วสกายไปด้วยนั่นก็ไม่ได้อีก หรือว่าผมจะทิ้งน้องเอาไว้ที่ห้อง

     ไม่

     ไม่ดีว่ะ

     ผมพาสกายมา แล้วอยู่ๆ จะทิ้งน้องให้นอนหลับอยู่ที่ห้องคนเดียวน่ะเหรอ

     สุดท้ายผมก็ตัดสินใจประคองร่างของน้องเข้ามาในวงแขน อุ้มขึ้นและพาไปนอนลงบนเตียง ดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มให้พลางหยิบโทรศัพท์มาต่อสายหาไอ้เข้มไปด้วย รอจนกระทั่งปลายสายรับก็ลุกเดินออกไปยืนคุยที่ระเบียงห้อง

      ตกลงกับมันก่อนจะวางสายหลังจากที่คุยเสร็จ

      ผมไม่ได้เบี้ยวนัด และไอ้เข้มเองก็โอเคดีกับข้อเสนอของผม

      เราตกลงกันว่าจะมาดื่มที่ห้อง เมื่อดื่มเสร็จก็จะแยกย้ายกันกลับ ไม่ดื่มจนเมาไร้สติเด็ดขาด ไอ้หินกับไอ้ปิงปฏิเสธไม่มาด้วย ทีนี้ก็เลยเหลือแค่ผมกับไอ้เข้มสองคนเท่านั้น อีกครึ่งชั่วโมงเดี๋ยวก็คงมาถึงแล้วมั้ง

     ระหว่างนั้นผมก็ได้แต่นั่งเฝ้า มองคนหลับอยู่เงียบๆ

     เล่นซนตลอดครึ่งวัน พอตกดึกเข้าหน่อยก็หลับปุ๋ยเฉยเลย แถมยังมาหลับอยู่ที่ห้องผมอีกต่างหาก 

     ผมได้แต่มองดูอีกฝ่ายแล้วก็ยิ้มออกมา 

     ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงไอ้เข้มก็มาถึง ผมเปิดประตูห้องให้มันเข้ามา ซึ่งมันเองก็ไม่ได้เสียงดัง โวยวายเหมือนปกติตามที่ผมกำชับมันเอาไว้ สายตาของมันมองตรงไปยังที่นอนขณะที่กำลังวางถุงเครื่องดื่มในมือลงบนโต๊ะหน้าโซฟา

     “พ่อ แม่เขาไม่ว่าเหรอวะ มึงไปพาลูกเขามางี้อะ” ไอ้เข้มหันมาถามผมที่เพิ่งจะเดินไปหยิบแก้วมา

     “น้องอยากมา”

     “หมั่นไส้เว้ย อย่าให้กูมีบ้างก็แล้วกัน” 

     “หึ” 

     ผมกับไอ้เข้มนั่งดื่มกันอยู่เงียบๆ พูดคุยกันบ้างเป็นบางครั้ง โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นไอ้เข้มทีพูด อย่างที่บอกว่าพวกผมไม่ได้ดื่มให้เมา เพียงแค่ต้องการจะพูดคุยกันเท่านั้น พอหมดเรื่องก็ยังคงดื่มกันต่อเรื่อยๆ 

     “มึงจะกลับไหวหรือเปล่า”

     “ไหว ทำไม มึงจะไปส่งกูหรือไง” 

     “เปล่า จะโทรบอกให้ไอ้หินมันมารับมึงไง ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืน” ยังไงไอ้หินมันก็ไม่ปฏิเสธอยู่แล้วถ้าเป็นเรื่องของเพื่อนในกลุ่มน่ะ

     “อืม กูไหว ว่าจะกลับแล้วเหมือนกัน”

     “...”

     “ได้คุยกับมึงแล้วก็ดีว่ะ ..บางทีกูอาจจะแค่เหงา”

     “กูก็อยู่ตรงนี้ อยากคุย อยากดื่มเมื่อไหร่ก็บอก”

     เพื่อนทั้งคนผมจะมองไม่ออกได้ยังไงว่ามันกำลังรู้สึกแบบไหนอยู่ มันคงเหงาอย่างที่ว่าจริงๆ นั่นแหละ ปกติชอบมาสิงตัวอยู่ที่ห้องผมตลอด แต่ช่วงนี้มาผมมักจะใช้เวลาอยู่กับสกายเป็นส่วนใหญ่ไง 

     ไอ้เข้มดื่มจนหมดขวด  ความจริงมันก็ไม่ได้เมาอะไรมากหรอก แต่เพื่อความปลอดภัยแล้ว การมีใครสักคนมารับมันน่าจะดีกว่าไง อย่างน้อยไอ้หินมันก็ไม่ได้เมา

     “ดื่มไปเยอะเหรอ” คนมาใหม่เอ่ยถาม ไอ้หินยกมือขึ้นจับแขนของไอ้เข้มไว้ ขมวดคิ้วน้อยๆ พลางกวาดสายตามอง 

     “เปล่า” ไอ้เข้มส่ายหัว

     “เอามันไปส่งหน่อย ดึกแล้ว กูไม่ไว้ใจให้มันขับรถเอง”

     “อืม แล้ว…” ไอ้หินส่งสายตาเลยผ่านไปทางด้านหลังผม พอหันกลับไปก็พบว่าคนที่เคยหลับอยู่ในตอนนี้นั้นตื่นขึ้นมาแล้ว เส้นผมยุ่งเหยิง ดวงตาปรือปรอยกำลังมองตรงมาทางพวกผม

     “อย่างที่เห็นนั่นแหละ พวกมึงกลับไปได้แล้ว กูง่วง จะนอน” ผมพูดพลางดันไหล่ไอ้เข้มเอาไว้ไม่ให้มันเดินผ่านเข้าไปหยอกล้อสกาย กลิ่นเหล้าลอยคลุ้งขนาดนี้ กลัวจะไปกระตุ้นเรื่องราวความทรงจำที่มันไม่ค่อยดีของน้องเข้า

     ไอ้เข้มหรี่ตาลงมองผม

     “แหนะ ไล่เลยนะ ขี้หวงว่ะ” พูดขึ้นพลางขยับถอยกลับไปยืนที่เดิมในตอนแรก   

     “งั้นพวกกูกลับแล้ว ..จะทำอะไรก็อย่าลืมป้องกัน” ไอ้หินเหมือนหย่อนระเบิดทิ้งเอาไว้ให้ผมก่อนที่มันจะลากไอ้เข้มออกจากห้องไป 

     ผมยกมือลูบหน้าตัวเองแผ่วเบาหลังจากที่ปิดประตูห้องแล้วเรียบร้อย 

     “จะไปแล้วเหรอ” สกายถามเสียงงัวเงียในตอนที่ผมหันกลับไป อ้าปากหาวแบบไม่คิดจะปิดเลยแม้แต่น้อย 

     “ไม่ไปแล้ว นอนต่อเถอะ” ผมตอบกลับไป แอบชะงักกับน้ำเสียงของตัวเองอยู่เหมือนกัน ดูเหมือนว่าผมจะเอ็นดูสกายมากจริงๆ 

     “เพราะกายก็เลยไม่ไปแล้วเหรอ” 

     “เปล่า”

     “แต่-..”

     “มึงดูบนโต๊ะสิ พวกกูเปลี่ยนมาดื่มที่ห้องแทน ขี้เกียจไปร้านกัน คนเยอะ เสียงดังด้วย” 

     ระหว่างที่อธิบายกับสกายผมก็เก็บทำความสะอาดบนโต๊ะไปพลางๆ ด้วย เงยหน้าขึ้นมาอีกทีคนตัวเล็กก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว น้องก้มลงช่วยเก็บขวดเปล่าและซองขนมใส่ลงในถุงดำโดยที่ผมเองก็ไม่ได้เอ่ยห้ามหรือว่าอะไร

     อยากจะช่วยก็ช่วย เพราะผมเองก็ชอบที่จะได้มองน้องในระยะใกล้แบบนี้เหมือนกัน

     “กายเผลอหลับ”

     “ไม่เป็นไร”

     ผมรับถุงดำจากสกายมามัด ตั้งใจว่าจะเอาลงไปทิ้งเลยตอนนี้

     “กูจะลงไปทิ้งขยะนะ”

     “ไปด้วย”

     “ไปทำไม รอบนห้องนี่แหละ กูไปแป๊บเดียว”

     “...” ส่ายหัว

     สกายตีหน้านิ่งเดินเข้ามาชิดผมราวกับจะบอกว่าถ้าผมลงไป เจ้าตัวก็จะไปด้วย สุดท้ายผมก็เลยไม่มีทางเลือก หอบหิ้วทั้งถุงดำและคนตัวเล็กลงมาทิ้งขยะด้วยกันหลังจากที่หาเสื้อมาใส่แล้วเรียบร้อย หอพักในเวลานี้เงียบสงบ แต่ตรงโถงทางเดินก็ยังคงมีไฟเปิดเอาไว้

     ผมพาสกายเดินลงมาถึงข้างล่าง นำขยะลงไปใส่รวมในถังใหญ่ก่อนจะหันกลับมามองคนตัวเล็กที่ยืนกอดตัวเองอยู่

     “บอกให้รอข้างบน”

     “ผีหลอก”

     “ผีในห้องกูใจดี ไม่หลอกมึงหรอกน่า”

     “...” อะไรคือทำสายตาไม่เชื่อกัน 

     “พูดจริง กูอยู่ที่นี่มาไม่เคยโดนผีหลอก” 

     “แฮร่”

     “...”

     “...”

     “หึๆ” ผมหลุดหัวเราะออกมาหลังจากที่สกายแกล้งทำเป็นผีหลอกใส่ คนอะไรวะ โคตรของโคตรจะน่าเอ็นดูเลย ถ้าอย่างสกายเป็นผี ก็คงเป็นผีน้อยน่ารักล่ะมั้ง ไม่ได้ให้ความรู้สึกน่ากลัวเลยแม้แต่นิดเดียว น่ามันเขี้ยวมากกว่า

     “กำปั้น”

     “ว่าไง”

     “กายพร้อมแล้ว”

     “พร้อม?”

     พร้อมอะไร ผมงงได้ไหมเนี่ย

     นิ่งเงียบกันไปได้สักพัก สกายก็เริ่มพูดต่อ ริมฝีปากค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมา เอ่ยในสิ่งที่ผมไม่ได้คาดหวังเอาไว้เลยว่าน้องจะเป็นคนพูดมันออกมา

     “อยากเป็นแฟนกำปั้น ..เป็นแฟนกันนะ”

“...”

“ไม่เป็นเหรอ”

“ไม่ ไม่ใช่ แต่คือ..กูจีบมึง แล้วทำไมกลายเป็นมึงขอ มันต้องกูขอดิ”

“กำปั้นก็ขอสิ”

“...”

“ไม่ขอเหรอ” (‘ ‘)

เห้อ ความโรแมนติกอยู่ตรงไหนก่อน

เออ ช่างแม่งแล้วกัน

ลมเย็นๆ ผืนฟ้าเต็มไปด้วยเมฆฝนดำมืด ถ้าใจเราว่าโรแมนติก มันก็โรแมนติกได้เหมือนกันหมดนั่นแหละ

“สกาย”

“...”

“เป็นแฟนกับพี่กำปั้นนะครับ”

 

 

“เป็น” สกายตอบตกลงในทันทีที่สิ้นสุดเสียงของผม 

     ก็ใช่ว่าผมจะไม่เคยมีแฟนมาก่อน

     จับมือมันเรื่องปกติ กอดกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

     แต่ทำไมวะ

     ทำไมผมถึงได้ประหม่าขึ้นมาเฉยเลยกับอีแค่ถูกสกายจับจ้องด้วยตากลมๆ คู่นั้น ขอเป็นแฟนแล้ว ตอบตกลงแล้ว อะไรคือสิ่งต่อไปที่ผมควรทำ จับมือพาน้องเดินขึ้นห้อง หรือว่าจะยืนมองกลุ่มเมฆฝนสีดำต่อไปเพื่อเพิ่มความโรแมนติกดีล่ะ

     “ฝนตกแล้ว” สกายพึมพำขึ้นมา สองมือยกขึ้นรองรับหยาดน้ำที่ร่วงหล่นลงมา คราวนี้ผมไม่ได้มัวแต่คิดแล้วว่าจะทำอะไรต่อ ก้าวเข้าไปคว้ามือของน้องก่อนจะพาเดินกลับขึ้นมาบนห้องพร้อมกับความเงียบที่ทำให้ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองชัดเจนขึ้นมา

     อ่า

     นี่ผมออกอาการขนาดนี้เลยเหรอวะ

     “กำปั้น”

     “อะไร”

     “เป็นแฟนกันแล้วใช่ไหม” 

     “ก็เออไง หรือเมื่อกี้มึงปฏิเสธกูล่ะ” ผมถามกลับ หันไปถามพลางเลิกคิ้วใส่สกายที่กำลังขมวดมุ่น ดูเหมือนว่าจะไม่พอใจกับอะไรบางสิ่งบางอย่าง 

     “เมื่อกี้ยังเรียกตัวเองว่าพี่กำปั้นอยู่เลย” สกายทำปากยื่น ท่าทางแบบนี้สามารถเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากผมได้ไม่ยาก พอเป็นแฟนกัน มันก็เหมือนว่ากำแพงบางอย่างที่สกายมีต่อผมนั้นได้ค่อยๆ พังทลายลงไปแล้วในตอนนี้ อย่างน้อยก็ไอ้ท่าทางที่กำลังทำอยู่ล่ะนะ ปกติเห็นแต่ใบหน้านิ่งที่ชอบตีมึนอยู่ตลอดเวลา

     “ทำไม สกายอยากให้พี่เรียกแทนตัวเองว่าพี่กำปั้นอีกเหรอ” ผมแกล้งพูด ก้มตัวลง ยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้กับสกายที่ยืนตัวตรงนิ่ง 

     แอบเห็นแววความเขินเล็กน้อยจากดวงตากลมโตที่จ้องอยู่

     “เขิน?”

     “กำปั้นหล่อขนาดนี้เลยเหรอ”

     “หะ!”

     เอ้า สตั๊นเลยดิกู

     “...” กระตุกยิ้ม

     “...”

     แล้ว..ผมต้องพูดอะไรต่อวะ

     จากที่ในตอนแรกดูเหมือนผมจะเป็นฝ่ายแกล้งและต้อนให้สกายแสดงความเขินออกมา ตอนนี้กลายเป็นว่าคนที่จะเขินมันคือผมแทนแล้วล่ะ ยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองก่อนจะยืดตัวขึ้นก้าวถอยห่างคนตัวเล็กพร้อมกับเสียงหัวเราะแผ่วเบาอีกฝ่าย

     ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้น่ามันเขี้ยวได้ขนาดนี้

     “เอาคืนหรือไง” ถูกผมทำให้เขินบ่อยก็เลยเอาคืนบ้างว่างั้นเถอะ ตอนนี้ผมชักจะสงสัยแล้วล่ะว่าที่แทบจะขึ้นมานั่งบนตักผมเมื่อตอนกลางวันนั้นแค่เพราะจะหยิบรีโมททีวีจริงๆ หรือว่าสกายตั้งใจทำกันแน่

     ก็ว่าอยู่ว่าอ่อยไหม

     แกะบางตัวก็เจ้าเล่ห์กว่าหมาป่า และสกายก็เหมือนจะเป็นแกะตัวนั้น 

     “ง่วงนอนแล้ว” สกายพูดขึ้น ไม่มีคำตอบของคำถาม อีกทั้งน้องยังทำหน้าง่วงใส่ผมหลังจากที่พูดจบอีก อ้าปากหาวเหมือนสั่งได้ 

     แต่ก็สมควรง่วงอยู่หรอก เวลาในตอนนี้ถ้าหากไม่ใช่มนุษย์ที่ใช้ชีวิตตอนกลางคืนก็คงเข้านอนกันหมดแล้ว บวกกับเสียงของเม็ดฝนที่ตกกระทบลงนั้นคล้ายกับเสียงเพลงขับกล่อมชวนให้ล้มตัวนอนยังไงก็ไม่รู้

     “ง่วงก็นอน เดี๋ยวกูนอนบนโซฟา” ถึงจะเป็นแฟนกันแล้วแต่ผมคิดว่าสกายคงจะยังไม่คุ้นเคยกับผมถึงขนาดที่ว่าให้ขึ้นไปนอนบนเตียงเดียวกันได้หรอก 

     “ทำไม”

     “เผื่อมึงไม่ชินไง”

     “...”

     “ไปนอนเถอะ กูนอนได้บนโซฟาอะ ไว้เราคุ้นเคยกันมากกว่านี้ค่อยนอนด้วยกัน” ผมก้มลงหยิบหมอนกับหมอนข้างขึ้นมา บนที่นอนยังเหลือหมอนอีกใบไว้ให้สกายรวมถึงผ้านวมที่เป็นชุดคู่กันกับผ้าปูที่นอนด้วย ส่วนผมเดี๋ยวค่อยไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเอาผ้าห่มอีกผืนมา มันค่อนข้างเก่าถ้าเทียบกันกับผืนที่ผมยกให้สกายใช้ห่มในคืนนี้

     “จะปวดหลังหรือเปล่า”

     “ไม่ปวด” ตอบไปก็ดันกลังน้องให้เดินตรงไปที่เตียงพลาง

     “กำปั้นเป็นเจ้าของห้อง”

     “มึงก็แฟนเจ้าของห้องไง นอนลงไป เดี๋ยวกูจะปิดไฟแล้ว..ไม่ต้องห่วงกู กูนอนได้” บางครั้งพวกไอ้เข้มมันก็ชอบเนรเทศผมมานอนบนโซฟาอยู่เรื่อยนั่นแหละ

     “แน่นะ”

     “แน่สิ”

     “ไม่มั่วนะ”

     “สกาย”

     “เล่นด้วยนิดเดียวเอง” คนตัวเล็กทำเสียงอ่อยหลังจากถูกผมดุ แล้วผมก็เหมือนพ่อที่ส่งลูกตัวเองเข้านอน ดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มให้ในตอนที่สกายเอนกายนอนลงไปแล้ว จัดแจงเอาหมอนข้างอีกใบมาวางกั้นเอาไว้ไม่ให้สกายนอนกลิ้งตกจากเตียงไป 

     “พรุ่งนี้เดี๋ยวทำข้าวผัดให้กิน”

     “...” พยักหน้า

     “ฝันดี”

     “อื้อ ฝันดีนะกำปั้น” สกายหลับตาลง ผมเองก็รู้ว่าน้องยังไม่หลับ ถึงได้ตัดสินใจนั่งรอจนกระทั่งมั่นใจว่าคนบนเตียงหลับไปแล้วจริงๆ ถึงจะลุกขึ้นไปปิดไฟ

     ห้องทั้งห้องมืดลง ผมอาศัยแสงไฟจากโทรศัพท์พาเดินไปที่โซฟา พอเอนกายนอนได้ก็รู้สึกง่วงขึ้นมาในทันที เหม่อมองออกไปท่ามกลางความมืดพลางคิดไปถึงสถานการณ์ขอเป็นแฟนที่เพิ่งจะผ่านพ้นไป

     ผมยิ้มออกมาในทันที ส่งเสียงหัวเราะแผ่วเบาก่อนจะหลับตาลงทั้งแบบนั้น

     

 

      

     “กำปั้น”

     “อือ”

     “..ตก..แล้ว”

     “ใครวะ” ผมงัวเงียลืมตาขึ้นเมื่อถูกปลุก ภายในห้องยังคงมืดสนิท ต้องใช้เวลาเพ่งอยู่นานถึงได้เห็นว่าสกายกำลังเรียกผมอยู่ หลังจากเห็นว่าเป็นใครผมก็เหมือนจะตื่นเต็มตาขึ้นมาทันที ขยับลุกขึ้นนั่งพลางลูบหน้าตัวเองขับไล่ความง่วงงุน

     “จะตกแล้ว”

     “ตกอะไร” แม้จะหงุดหงิดนิดหน่อยที่ถูกปลุกแต่ผมก็ไม่ได้ใส่อารมณ์ในคำถาม คงเพราะว่าเป็นสกายล่ะมั้ง ถ้าเป็นคนอื่นอย่างน้อยมันจะต้องถูกผมบ่นใส่ก่อนจะถามบ้างแหละ “นอนไม่หลับเหรอ แล้วลุกมาทำไม” 

     ถามออกไปหลังจากที่ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา นี่เพิ่งจะตีสามกว่าๆ เอง มันไม่ใช่เวลาที่จะต้องตื่นเลยนะ

     “กำปั้นจะตกโซฟาแล้ว”

     “ตกเหรอ”

     “อือ” 

     อ่า

     เพราะแบบนี้ก็เลยลุกมาสินะ

     สงสัยว่าผมจะนอนดิ้นไปล่ะมั้ง ต้องขอบคุณสกายสินะ ที่ลุกขึ้นมาปลุกผมก่อนที่จะกลิ้งลงโซฟาอย่างหมดท่าน่ะ 

     “ไปนอนบนเตียง” สกายพูดก่อนที่จะยื่นมือมาคว้าหมอนของผมเอาไว้ หันหลังเดินกลับไปที่เตียง ไม่มีแม้แต่จังหวะให้ผมได้ปฏิเสธและผมเองก็ง่วงเกินกว่าจะคิดอะไรในตอนนี้ ค่อยๆ ลุกขึ้นหอบผ้าห่มกับหมอนข้างอีกใบเดินตาน้องไป

     คนตัวเล็กวางหมอนของผมลงข้างกันกับหมอนอีกใบ หลังจากนั้นก็ล้มตัวนอนพร้อมกับพลิกกายหันมาทางผมไม่พูดไม่จาอะไรอีก

     “...” แต่สายตาจ้องอยู่นะ

     เหมือนว่าถ้าหากผมไม่นอน สกายก็จะไม่ยอมนอนเหมือนกัน

     เป็นท่าทางที่..น่ารักแต่ก็ดูดื้อรั้น

     ผมส่ายหัวพร้อมกับยิ้มมุมปาก พาตัวเองขึ้นไปบนเตียงก่อนจะนอนลงข้างๆ กันกับคนตัวเล็กที่ยังคงมองอยู่ พอเห็นว่าผมนอนลง สกายก็ปิดเปลือกตาลงพร้อมกับยกมือขึ้นมาจับแขนเสื้อของผมเอาไว้ด้วย

     กลัวจะหนีหรือไงก็ไม่รู้

     พอผ่านไปสักพักก็หลับปุ๋ย มือที่จับแขนเสื้อผมก็ยังคงจับอยู่ 

     บางทีผมอาจจะคิดมากไปเอง สกายอาจจะอยากให้ผมขึ้นมานอนเป็นเพื่อนตั้งแต่แรกแล้วก็ได้ 

   

 

 

 

     ในตอนเช้าผมตื่นขึ้นมาทำข้าวผัดแฮมให้กับสกาย เราสองคนกินมื้อเช้าด้วยกัน บรรยากาศระหว่างเรายังคงเป็นปกติดี อาจจะมีบางสถานการณ์ที่ทำให้สกายแสดงอาการเขินอายออกมาบ้างอย่างเช่นในตอนที่ตื่นนอนขึ้นมาพบว่าตัวเองกำลังขดกายซุกเข้าหาแผ่นอกของผม แต่ก็แค่เพียงแวบเดียวเท่านั้น ผีเสื้อขยับปีกได้ หลังจากนั้นก็กลับไปหน้านิ่ง ลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาเหมือนกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

     “กำปั้น”

     “ว่าไง”

     “แปรงสีฟันอยู่ไหน”

     “ข้างทีวี ในถุงอะ..หาดูดีๆ” ผมเพิ่งจะลงจากห้องไปหาซื้อแปรงสีฟันมาให้กับสกาย เดี๋ยวเราจะอาบน้ำเปลี่ยนชุดแล้วผมก็จะพาน้องกลับไปส่ง แต่ก่อนหน้านั้นสกายบอกให้ผมพาแวะซื้อขนมบางอย่างที่ห้างสรรพสินค้าก่อน

     เห็นว่ามีโปรโมชั่นอะไรสักอย่างนี่แหละ ผมเองก็ไม่รู้เรื่องนี้เท่าไหร่ 

     ผมรอให้สกายอาบน้ำเสร็จแล้วถึงจะเข้าไปอาบน้ำต่อหลังจากนั้น สวมใส่เสื้อผ้าและตรวจดูความเรียบร้อยของตัวเองผ่านกระจกอีกครั้งก่อนที่จะออกจากห้องมาพร้อมกับสกายที่สวมใส่เสื้อผ้าของผมอยู่

     ค่อนข้างใหญ่กว่าตัวน้องไปนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่ถือว่าดูไม่ได้เลย

     กางเกงที่สกายใส่เป็นขนาดฟรีไซส์มันจึงพอดีกันกับช่วงเอวบางนั่น ส่วนเสื้อก็ใส่ได้ปกติ ขนาดความใหญ่ของมันก็พอๆ กันกับเสื้อที่สกายสวมใส่ในตอนแรกนั่นแหละ อาจจะใหญ่กว่านิดหน่อย

     “อย่าลืมแวะนะ” สกายพูดย้ำขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ผมขับรถออกจากหอพักของตัวเองมาได้สักระยะหนึ่ง ใบหน้าเรียวเล็กขยับเงยขึ้นพร้อมกับตากลมที่จ้องไม่กะพริบ

     “รู้แล้ว มึงบอกกูรอบที่สิบได้แล้วมั้ง” 

     “เดี๋ยวกำปั้นลืม”

     “ไม่ลืมหรอกน่า เห็นกูเป็นปลาทองหรือไง” ผมว่าพลางยื่นมือไปหยอกล้อเล่นกับกลุ่มผมนุ่มคุ้นมือ ทำบ่อยจนชินไปแล้ว สกายเองก็ไม่ได้ว่าอะไรผมด้วย 

     “ไม่เห็นเหมือนปลาทอง”

     “แค่เปรียบเทียบ”

     “กำปั้นเหมือนปลาบร็อบ”

     ปลา..อะไรนะ?

     “มันคือปลาอะไร” ผมถามกลับด้วยความสงสัย ตายังคงมองเส้นทางแต่คิ้วนั้นเลิกขึ้นขบคิดถึงหน้าตาของปลาที่สกายเปรียบเทียบกับผม ซึ่งเอาจริงๆ เลยไหม ผมไม่เคยได้ยินชื่อของปลาชนิดนี้มาก่อน 

     “...” ไร้คำตอบจากคนตัวเล็ก 

     สกายก้มหน้า จิ้มนิ้วอยู่กับโทรศัพท์ ส่วนผมก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วของรถลงเมื่อมองเห็นไฟแดงข้างหน้า

     เมื่อรถจอดนิ่ง สกายก็ยื่นโทรศัพท์มาให้ผม บนหน้าจอปรากฎรูปปลาตัวตัวหนึ่งที่มัน เอ่อ ดูไม่คล้ายปลาเท่าไหร่ในสายตาของผม แต่ตัวอักษรที่กำกับอยู่ใต้ภาพนั้นบ่งบอกว่ามันเป็นปลาจริงๆ

     ปลาบร็อบ..

     ไอ้ปลาหน้าบึ้งเหมือนหลุดมาจากการ์ตูนสักเรื่องตัวนี้อะนะที่สกายบอกว่าเหมือนกับผม

     “นี่มึงจะบอกว่ากูเหมือนไอ้ปลาหน้าตาน่าเกลียดนี่เหรอ”

     “อย่าบูลลี่น้อง”

     “...”

     โอเค กูขอโทษได้ไหมล่ะ

     “แล้วมันเหมือนกูยังไง”

     “กำปั้นชอบทำหน้าแบบนี้” ว่าแล้วก็ทำปากคว่ำเลียนแบบปลาในโทรศัพท์ให้ผมดู คิ้วสองฝั่งขมวดเข้าหากันแน่น ซึ่งผมขอลงความเห็นว่าสกายทำไม่คล้ายเลยสักนิด ว่าแต่ผมชอบทำหน้าแบบนั้นเหรอวะ

     “หน้ากูมันขนาดนั้นเลย”

     “...” พยักหน้า “แต่น้องน่ารัก กายชอบน้อง” 

ชอบ?

     ได้! ความจริงผมก็ว่าผมเหมือนไอ้ปลาบร็อบนี่อยู่หลายส่วนเลย 

     สกายชอบมันก็แปลว่าชอบผมด้วยเหมือนกันนั่นแหละ

     

    

      

—100%— 

 

เปิดให้สั่งจองแล้วตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคมนะคะ 

สามารถสั่งซื้อเล่มได้ทางเว็บไซต์ สถาพร 

ราคาเล่ม 340 จำนวนหน้าทั้งหมด 380+ 

ในเล่มมีตอนพิเศษทั้งหมด 5 ตอนนะคะ 

 

เนื่องจากกฎของสำนักพิมก์ จำนวนตอนที่ลงจึงลงไม่ครบทุกตอนนะคะ 

ความคิดเห็น