ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

I’d change the world before I change a thing about you

ชื่อตอน : I’d change the world before I change a thing about you

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 914

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 03 มี.ค. 2564 12:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
I’d change the world before I change a thing about you
แบบอักษร

I’d change the world before I change a thing about you 

 

 

 

     ตอนพูดผมก็พูดออกไปตามที่ตัวเองคิดเฉยๆ นะ ไม่ได้หวังว่าจะได้เห็นท่าทางเคอะเขินจากอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นท่าทางที่สกายแสดงออกมาในตอนนี้มันโคตรจะทำให้ผมหัวใจเต้นแรงขึ้นมาเลย รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฎขึ้นบนใบหน้าก่อนที่สกายจะก้มหน้าลงหลบสายตาของผม

 

     “กายว่าคุณแอนดริวชอบกำปั้นแหละ”

 

     หึ ทำมาเป็นเปลี่ยนเรื่อง

 

     เมื่อทำให้สกายเขินได้ ผมก็ไม่คิดที่จะปล่อยผ่านโอกาสนี้ให้หลุดลอยไปง่ายๆ เอียงคอโน้มตัวลงเพื่อที่จะได้เห็นใบหน้าของใครอีกคนชัดๆ ในตอนที่ผมถามคำถามต่อจากนี้

 

     “แมวชอบกู แล้วเจ้าของแมวอะ..ชอบกูบ้างหรือยัง”

 

     “...” ใบหน้าขาวเนียนเริ่มซับสีแดงขึ้นมาทีละน้อย สกายเม้มปากแน่น สายตาเลื่อนมองไปทั่วห้อง ยกเว้นอย่างเดียวเลยคือมองสบตากับผม ท่าทางของสกายนั้นไม่จำเป็นต้องพูดออกมาผมก็พอจะรู้แล้วล่ะว่าในตอนนี้สกายชอบผมขึ้นมาบ้างหรือยัง อาจจะไม่ได้ชอบมากแต่อย่างน้อยก็ต้องชอบบ้างแหละวะ

 

     ผมไม่คิดที่จะรุกเข้าไปมากกว่านี้ อย่างน้อยก็ควรจะมีช่องว่างให้กับสกายบ้าง ไม่อย่างนั้นแทนที่จะเขินมันก็อาจจะกลายเป็นอึดอัดแทนได้

 

     “ไม่ต้องตอบหรอก กูแค่แกล้งมึงเล่น”

 

     “...” สกายพยักหน้าลง ก้มหน้าก้มตาเดินเอาขวดน้ำไปเก็บเข้าตู้เย็น ยืนนิ่งอยู่หน้าตู้สักพักก่อนจะหันกลับมาหาผม “กำปั้นหิวไหม กายจะอุ่นข้าวให้ หรือว่ากำปั้นจะทำอะไรกินก็ได้ มีแฮมกับไข่ไก่เหลืออยู่”

 

     “มึงหิวเหรอ?” 

 

     “ไม่”

 

     “กูก็ไม่หิวเท่าไหร่ ว่าจะกลับแล้ว” ดึกดื่นแบบนี้จะให้อยู่ต่อนานๆ มันก็ดูไม่ดีไง เห็นผมเป็นแบบนี้แต่ผมก็คนดีคนหนึ่งเลยนะ

 

     “กลับแล้วเหรอ” เจ้าของห้องหันกลับมาถาม ใบหน้ายังคงนิ่งเฉยเหมือนปกติ เพียงแต่สายตาที่มองมานั้นดูเหมือนจะบอกผมว่าอย่าเพิ่งกลับอะไรประมาณนี้ หรือว่าผมจะคิดไปเองวะ แต่นอกจากสกายแล้วก็ยังมีคุณแอนดริวนี่แหละที่กระโดดขึ้นมานอนลงบนตักผมไว้เหมือนว่าเข้าใจในสิ่งที่ผมเพิ่งจะพูดออกไป

 

     ทั้งเจ้าของทั้งแมว.. 

 

     เล่นทำแบบนี้แล้วผมจะใจร้ายทิ้งกลับไปได้ยังไง

 

     บางทีสกายอาจจะยังรู้สึกไม่ดีกับเหตุการณ์ที่นึกถึงก็เลยอยากได้ใครมาอยู่เป็นเพื่อนสักคน และในตอนนี้คนคนนั้นมันก็คือผมไง

 

     “อยากให้อยู่เป็นเพื่อนก็บอก” 

 

     “อยู่กับกายก่อน..”

 

     โอเค

 

     พูดแบบนี้ อ้อนแบบนี้ ให้อยู่ด้วยตลอดชีวิตกูก็ยอมวะ

 

     “ได้ไหม”

 

     “เออๆ กูก็ไม่ได้มีธุระอะไรอยู่แล้ว จะอยู่กับมึงต่ออีกหน่อยก็ได้” ผมตอบรับไป วันนี้ไม่ได้มีนัดกับพวกไอ้เข้ม และพวกมันก็ไม่ได้บอกผมด้วยว่าจะมาที่ห้อง หรือถ้าโผล่มาแล้วผมไม่อยู่เดี๋ยวมันก็กลับกันไปเองนั่นแหละ อยู่กับสกายอีกสักพักแล้วค่อยกลับก็แล้วกัน พอให้อีกฝ่ายได้รู้สึกสบายใจขึ้นมา

 

     รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฎขึ้นมาอีกครั้ง เป็นรอยยิ้มที่มองได้ไม่เบื่อ บวกกับความน่ารักของเจ้าตัวแล้วก็ยิ่งทำให้ละสายตาไปไม่ได้ง่ายๆ 

 

     “วันนี้ขึ้นสตรีมหรือเปล่า” ผมถาม เวลานี้ถ้าเป็นวันปกติ สกายจะต้องสตรีมเกมแล้ว แต่สกายก็แจ้งกับคนดูผ่านทางเพจไปแล้วนะว่าวันนี้จะสตรีมช้ากว่าปกติเพราะมีธุระต้องไปทำ ผมยังไปกดถูกใจโพสนั้นของสกายอยู่เลย

 

     “ขึ้น ..กำปั้นอยากดูไหม”

 

     “ได้เหรอ”

 

     “ได้สิ ถ้าเป็นกำปั้น” 

 

     พูดแบบนี้คือตั้งใจจะไม่ให้ผมได้หลุดพ้นจากความน่ารักของตัวเองเลยสินะ หรือว่าไม่รู้ตัว ซึ่งผมว่าสกายน่ะ น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า

 

     “อืม ถ้ามึงว่างั้น กูเล่นด้วยได้หรือเปล่า”

 

     “กายก็จะชวนกำปั้นอยู่พอดี”

 

     สกายพาผมขึ้นมาด้านบน พื้นที่ที่สกายใช้สำหรับตรีมเกมนั้นอยู่ภายในห้องนอน เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำหรับสตรีมเมอร์นั้นมีครบครัน สกายจัดการเปิดคอมพิวเตอร์ก่อนจะเดินไปลากเอาเก้าอี้อีกตัวมาให้กับผม

 

     “กำปั้นนั่งเล่นตรงนี้”

 

     “เกะกะมึงหรือเปล่า”

 

     “ไม่”

 

     เครื่องปรับอากาศเริ่มทำงาน คุณแอนดริวขึ้นไปนอนอยู่บนเตียงไม่เข้ามารบกวนสกายที่กำลังเอ่ยทักทายคนดู ผมเองก็ต้องทักทายไปด้วยเพราะนั่งอยู่คู่กันกับสกายในตอนนี้ สกายบอกว่าผมเป็นเพื่อน ผมก็ไม่ได้พูดแย้งอะไรขึ้นไป ยิ้มรับและก้มหน้าลงกดรับคำเชิญเข้าไปมนห้องจับคู่ภายในเกม

 

     “ว่าง 3 นะครับ ใครจะเล่นด้วยกันก็กดเข้ามาได้เลย กายทิ้งเลขห้องเอาไว้ให้แล้ว” นับว่านี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมได้มานั่งอยู่ข้างๆ สตรีมเมอร์ที่กำลังสตรีมเกมอยู่ ไม่ได้รู้สึกประหม่าอะไร แต่มันก็เกร็งขึ้นมานิดหน่อยนั่นแหละ กลัวว่าผมจะเผลอทำอะไรไม่ดีแล้วมันจะส่งผลกระทบต่อสกาย 

 

     “วันนี้ไปทำธุระมาครับ คุณแอนดริวไม่งอน..คุณแอนดริวเขาเห่อกำปั้นก็เลยลืมงอนกายไปแล้ว” คนตัวเล็กว่า หันมายิ้มให้กับผมก่อนจะกลับไปตอบคนเม้นต์ของคนดูต่อ

 

     ‘พี่กำปั้นกับพี่สกายเป็นเพื่อนกันจริงๆ เหรอคะ’

 

     ‘เมื่อกี้พี่กายยิ้มน่ารักมากกก’

 

     ‘หันไปยิ้มให้กันด้วยย’

 

     ‘อยากเล่นด้วยจังเลยคับ’

 

     ‘กดเข้าไม่เคยทันกับเขาสักที’

 

     ทุกคอมเม้นที่ส่งมา สกายจะอ่านผ่านทางจอคอมพิวเตอร์และตอบกลับด้วยรอยยิ้มเล็กๆ เสมอ ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนถึงเข้ามาดูสกายกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทั้งท่าทางการพูดคุย ฝีมือการเล่น ทั้งที่ตัวจริงค่อนข้างจะพูดน้อยแต่พอถึงเวลาสตรีมกลับพูดตอบกลับคนดูได้อย่างเป็นธรรมชาติ 

 

     ถึงเวลาตอบก็ตอบ ถึงเวลาเล่นก็ตั้งใจเล่นเต็มที่ 

 

     “กำปั้นเล่นตำแหน่งไหน”

 

     “โรม”

 

     แน่นอนอยู่แล้วว่าผมต้องเล่นตำแหน่งนี้ จะได้คอยช่วยสกายเดินเกมด้วย

 

     เมือเริ่มเกมสกายก็เงียบลง มีพูดบ้างบางครั้งแต่ส่วนใหญ่จะเงียบมากกว่า มีแต่ผมที่คอยพูดเวลาเริ่มบวกหรือบอกให้สกายถอยเมื่อฝั่งนั้นมีเพื่อนเข้ามาซ้อน 

 

     “เอาดาร์ก” ผมบอกและคอยสอดส่องดูฝ่ายตรงข้ามให้ในตอนที่ทีมกำลังฆ่า Dark slayer 

 

     เมื่อทีมได้ Dark slayer มันก็ดันได้ง่ายขึ้น และดูเหมือนว่าเกมนี้กำลังจะจบลงแล้วด้วย อีกฝ่ายยังคงสู้จนกระทั่งวินาทีสุดท้าย ตัวอักษรสีทองปรากฎคำว่า Victory ขึ้นเมื่อฝ่ายเราได้รับชัยชนะ 

 

     “ต่อเลยนะครับ”

 

     ผมเล่นเกมกับสกายต่ออีกจนกระทั่งได้เวลาที่สกายจะต้องลงสตรีม แน่นอนว่าตอนนี้มันเลยเวลาเที่ยงคืนมาแล้ว ในสตรีมยังคงมีคนดูอยู่หลักพัน สกายพูดคุยเล่นกับคนดูต่อ รอยยิ้มบนใบหน้าของอีกฝ่ายพาให้ผมยิ้มตามอยู่บ่อยครั้งและก็มักจะถูกคนดูของสกายแซวอยู่บ่อยๆ ด้วยเช่นกัน

 

     เขาว่าผมชอบมองสกายตลอด ไม่ค่อยมองกล้องเท่าไหร่

 

     มันก็ไม่แปลกไง ผมไม่ใช่สตรีมเมอร์แต่เป็นแค่แขกรับเชิญในวันนี้เฉยๆ การมองคนที่ตัวเองชอบก็ไม่ใช่เรื่องผิดไม่ใช่เหรอครับ

 

     “กำปั้นมองสกายอีกแล้ว ..เหรอครับ กำปั้นมองกายเหรอ”

 

     พอเห็นคนดูหยอกล้อผม สกายก็ทำบ้าง 

 

     ริมฝีปากคลี่ยิ้มออก ดวงตาเป็นประกายดูมีความสุขจนผมลืมที่จะตอบโต้กลับไป ทำได้เพียงแค่ยิ้มตามเท่านั้น

 

     ‘ไม่ตอบแต่ยิ้ม นี่มันอะไรกันคะะ’

 

     ‘บอกว่าเป็นแฟนกันยังเชื่อเลย’

 

     ‘จบแล้วเหรอ มาช้าไปเหรอเนี่ย’

 

     “กายไปแล้วนะครับทุกคน ไว้เจอกันพรุ่งนี้เวลาเดิมของเรานะครับ” สกายตอบและบอกลาคนดูเป็นครั้งสุดท้าย แบตฯ โทรศัพท์ของผมใกล้จะหมดแล้วในตอนนี้ 

 

     เจ้าของห้องเดินลงมาพร้อมผม สกายแวะเข้าไปที่ห้องครัวและผมเองก็เดินตามเข้าไปด้วย เห็นคนตัวเล็กกำลังหยิบเอากล่องอาหารแช่แข็งออกมาพร้อมกับน้ำดื่ม เตรียมที่จะแกะและเอาใส่ไมโครเวฟ

 

     “เดี๋ยว”

 

     “...” หันมามอง

 

     “มึงบอกว่าในตู้มีไข่กับแฮมใช่ไหม”

 

     “อื้อ”

 

     “มีข้าวหรือเปล่า” 

 

     “...” พยักหน้าและเดินไปหยิบเอาข้าวที่เป็นข้าวสำเร็จรูปออกมาตั้ง ผมเดินเข้าไปดูวัตถุดิบที่ใช้สำหรับข้าวผัดก่อนจะหยิบมันออกมา 

 

     “จะทำข้าวผัดแฮมให้” ผมบอกเมื่อถูกเจ้าของห้องจับจ้อง 

 

     “ทำให้กายเหรอ”

 

     “เออดิ”

 

     “...” ยิ้ม

 

     สกายแทบจะไม่ยอมห่างจากผม ยืนติดชนิดที่ว่าจะสิงกันเข้ามา ทุกขั้นตอนไม่ว่าผมจะหั่นแฮม หั่นต้นหอม หรือจะเอาข้าวลงไปผัดแล้วก็ตาม จนกระทั่งเสร็จ ตักข้าวใส่ลงในจาน ตกแต่งด้วยแตงกวาที่หั่นเป็นชิ้น

 

     “เสร็จแล้ว”

 

     “...”

 

     “อร่อยไหมไม่รู้นะ”

 

     “อร่อยแน่ๆ”

 

     “หึ”

 

     สกายเดินไปหยิบช้อนส้อมมาตักข้าวผัดในจานชิมดู ผมไม่ได้ผัดเผื่อตัวเอง ผัดแค่พอสกายกินได้คนเดียวเท่านั้น

 

     “กินได้ไหม” 

 

     “...” พยักหน้ารัวๆ “อร่อย” 

 

     “พูดเอาใจกูหรือเปล่า”

 

     “ไม่ กำปั้นทำอร่อยมาก”

 

     “เหรอ” คราวนี้เป็นผมแล้วล่ะที่ยิ้มออกมา การทำอาหารให้คนที่เราชอบกินแล้วเขาคนนั้นบอกว่ามันอร่อย มีใครจะไม่ยิ้มแบบผมบ้างล่ะ

 

     “อยากกินอีก..อยากกินทุกวัน”

 

     “เป็นแฟนกูสิ เดี๋ยวทำให้กินทุกวันเลย”

 

     “...” 

 

     เดี๋ยวๆ ไอ้สายตาแบบนั้น ไม่ใช่กำลังคิดอยู่หรอกนะว่าจะมาเป็นแฟนผมเพื่อแลกกับข้าวผัดแฮมน่ะ 

 

     “พูดเล่น ถ้าอยากกินก็บอก..ไว้กูทำให้กิน” ผมว่า จัดการเก็บล้างอุปกรณ์ทุกอย่าง ปล่อยให้สกายนั่งกินข้าวต่อไป ผมชอบเวลาที่สกายดูจะชอบอะไรมากๆ จนดวงตาฉายชัดถึงความสุขแบบนี้

 

     ค่อยๆ กินทีละนิดราวกับกลัวว่ามันจะหมด

 

     “ชอบขนาดนั้นเลย”

 

     “ชอบมาก”

 

     “ไว้พรุ่งนี้จะทำมาให้”

 

     “จริงเหรอ!”

 

     “อืม สัญญาเลย พรุ่งนี้จะทำใส่กล่องมาให้” 

 

     สกายยิ้มกว้าง และแม้แต่ดวงตาก็ยังยิ้มตามไปด้วย และความคิดหนึ่งก็ผุดเข้ามาในหัวผมทันที

 

     ..เรียนจบไปกูเปิดร้านขายข้าวผัดแฮมก็น่าจะดีนะ

 

     สตอรี่ของร้านก็ไม่มีอะไรมาก เปิดเพื่อที่จะทำข้าวผัดให้แฟนกินทุกวัน แค่นั้นพอ

 

 

 

ผมออกจากคอนโดฯ ของสกายมาหลังจากที่อีกฝ่ายกินข้าวเสร็จ ถ้อยคำสัญญาที่ว่าจะทำข้าวผัดมาให้ในวันพรุ่งนี้นั้นยังไงก็ผิดคำสัญญาไม่ได้เด็ดขาด ในตู้เย็นที่ห้องผมสิ่งขาดไปก็คงจะมีแต่แฮมนั่นแหละ

     แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะสกายจัดการขนเอาแฮมในตู้ให้ผมมาหมดแล้ว หมดทุกถุงที่มีอยู่ในตู้ และผมก็รับบทเป็นพ่อครัวบวกกับคนส่งอาหารให้กับสกายไปแล้วในตอนนี้ ไม่ใช่ว่าน้องบังคับหรือร้องขอนะ เออ ผมเสนอตัวเองแหละ ช่วยไม่ได้ที่ผมอยากจะเห็นหน้าของอีกฝ่ายอยู่ทุกวัน แลอยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของน้อง

     พอนึกไปถึงเรื่องราววันนี้แล้วก็ได้แต่ยิ้มกับตัวเอง ผมคิดว่าผมทำหน้าที่เป็นแฟนให้กับสกายได้ดีมาก ถึงจะไม่ได้เป็นแฟนกันจริงๆ ก็ตาม แต่ผมโคตรจะเต็มใจทำและทำแบบเต็มที่มากเลยนะ 

     โทรศัพท์ส่งเสียงเตือนเมื่อแบตเตอรี่ใกล้ที่จะหมดลง ผมก้มลงมองดูในจังหวะเดียวกันกับที่สายเรียกเข้าของใครบางคนแสดงขึ้นมาบนหน้าจอ

     ผมตั้งใจว่าจะไม่รับสาย แต่ก็กลัวว่าปลายสายนั้นจะมีปัญหาอะไรถึงได้โทรเข้ามาในเวลาแบบนี้ สายแรกถูกตัดไปเพราะผมไม่ทันได้รับ ห่างไปเพียงไม่กี่วินาทีสายที่สองก็แสดงขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์อีกครั้ง

     คราวนี้ผมตัดสินใจตีไฟเลี้ยว ชะลอรถจอดชิดข้างทางก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย ผมไม่ได้พกสายชาร์จหรือพาวเวอร์แบงก์ติดมาเลย ตอนนี้แบตโทรศัพท์ก็ใกล้ที่จะหมด คงอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงแน่ๆ แต่ก็คิดว่าคงพอที่จะคุยกับปลายสายรู้เรื่องนั่นแหละ

     [ไอ้พี่ปั้น] 

     เออดี

     ถึงจะขึ้นด้วยไอ้ แต่ก็มีพี่ให้กูชื่นใจบ้าง

     ผมถอนหายใจ กลอกตาไปมาก่อนจะส่งเสียงตอบรับ “ว่า มีอะไรก็รีบพูด แบตฯ กูใกล้จะหมดแล้ว”

     [แล้วทำไมพี่ไม่ชาร์จอะ แบตฯ โทรศัพท์มันเพิ่มขึ้นมาเองไม่ได้นะพี่]

     “กูอยู่ข้างนอกและกำลังขับรถอยู่ สรุปว่ามึงแค่จะโทรมากวนส้นตีนกูใช่ไหม กูจะได้วางแล้วขับรถต่อ” เสียงมันก็ดูเหมือนมีอะไรในตอนแรกที่เรียกชื่อผมนะ แต่มาตอนนี้ผมว่าบางทีผมอาจจะแค่คิดไปเอง

     [เห้ย อย่าเพิ่งดิพี่]

     “...” 

     [เออ ผมก็มีปัญหาจริงๆ นั่นแหละ]

     “ปัญหาอะไร?”

     [คือว่า.. คือผมอะ แม่ง ผมไม่กล้าบอกพี่อะ] ปลายสายโพล่งออกมาเสียงดัง ส่วนผมที่กำลังตั้งใจฟังอยู่นี่แทบจะยกเอาตีนมาก่ายหน้าผาก กูก็รอฟังไปเถอะ คือผม ผม แล้วก็ผมอยู่สามชาติ แบตโทรศัพท์ผมก็ลดลงไปทีละนิด สรุปว่าผมจะได้รู้ปัญหาของมันไหมวะ

     “พูดมา ถ้าเรื่องเหี้ยๆ มึงไม่ต้องกลัวว่าจะโดนกูด่า มึงโดนแน่ๆ อยู่แล้ว เร็วไอ้สัส กูจอดรถคุยกับมึงอยู่ข้างทางเนี่ย” 

     [โห่ พี่อ่า]

     “ติวเตอร์”

     [ก็ได้ๆ พูดแล้ว คือ..เมื่อสองสัปดาห์ก่อนอะ ผมบอกพี่ไปแล้วใช่ไหมว่าผมเอาโทรศัพท์ไปฝากขายกับเพื่อน]

     “เออ จำได้ อย่าบอกกูนะว่ามันขายได้แล้วแต่ไม่เอาเงินมาให้มึงอะ” 

     [...]

     ชัดเจนแบบไม่ต้องตอบเลย

     “กูพูดถูกสินะ”

     [ผมจะทำยังไงดีวะพี่ ผมจำเป็นต้องใช้เงินด้วย]

     “อยู่ที่ห้องหรือเปล่า”

     [อยู่ พี่จะมาเหรอ]

     “อืม เดี๋ยวกูเข้าไป แค่นี้แหละ”

     [ครับพี่]

     ผมวางสายจากไอ้ติวเตอร์และเปลี่ยนเส้นทางเมื่อจุดหมายปลายทางถูกเปลี่ยน ไอ้ติวเตอร์มันก็เหมือนน้องผม ปกติมันจะไม่ค่อยขอให้ผมช่วยเท่าไหร่ มันก็ไม่ใช่เด็กที่เกเรอะไรหรอก มีโดดเรียนบ้าง เรื่องชกต่อยถ้านับกันก็แค่ครั้งสองครั้ง ส่วนเรื่องยาหรือสิ่งของอะไรที่มันไม่ดีเนี่ย ผมยังไม่เจอ แต่รับรองได้ว่าถ้าเจอ ผมนี่แหละจะเป็นคนเตะมันเอง

     ระยะทางที่ไกลกว่าเดิมนั้นทำให้แบตโทรศัพท์ของผมหมดลงในที่สุดหลังจากตอบข้อความของสกายเสร็จเรียบร้อยว่าตอนนี้กำลังจะไปที่ไหน และผมมีปัญหาอะไรอยู่

     สกายน่าจะเข้านอนหลังจากนี้ล่ะ อย่างน้อยก็ยังดีที่คุยกันรู้เรื่องก่อนแบตฯ หมด

     “พี่กำปั้น!”

     “...” ผมผละจากรถเดินตรงเข้าไปหาไอ้ติวเตอร์ที่ส่งเสียงดังมา พอเข้าถึงตัวก็ยกมือขึ้นฟาดลงไปบนหัวของมันไปทีหนึ่ง

     “โอ้ย! ตบผมทำไมเนี่ย”

     “กูอยากถีบมึงด้วยซ้ำด้วย เล่าเรื่องโทรศัพท์ให้กูฟังอีกรอบ ขอแบบละเอียด”  

     ติวเตอร์มันพาผมกลับขึ้นมาที่ห้องของมัน เพื่อนอีกคนที่ผมเองก็เคยเห็นบ่อยๆ ยกมือขึ้นไหว้และเข้ามานั่งฟังเรื่องโทรศัพท์ด้วยเมื่อผมเรียก หลังจากนั้นผมก็นั่งฟังเงียบๆ มาจนกระทั่งจบเรื่อง

     สรุปก็คือ..

     โทรศัพท์ขายไปได้สักพักแล้ว

     แต่เพื่อนมันบอกว่ายังขายไม่ได้จนกระทั่งน้องผมมันขอคืนเพราะมีคนติดต่อซื้อกับมันโดยตรง คราวนี้ก็เลยได้รู้ความจริงว่าโทรศัพท์น่ะขายออกไปแล้วในราคา 3000 บาท แต่ว่าคนที่ติดต่อซื้อยังไม่ได้โอนเงินมา สารพัดข้ออ้างถูกยกขึ้นมาใช้เรื่อยๆ จนติวเตอร์มันไม่เขื่อ จากนั้นก็ทะเลาะกัน เพื่อนหายเงียบไปไม่ติดต่อ ไม่ตอบข้อความ พอไปหาก็ไม่เจออีก เลยติดต่อมาหาผมนี่ไง

     “กูก็เตือนมึงไปตั้งแต่วันนั้นที่คุยเรื่องนี้กันแล้วนะ”

     “ผมไว้ใจมันอะพี่”

     “...”

     ผมได้แต่ถอนหายใจ ด่าน้องตัวเองไปมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรอยู่ดี

     “พรุ่งนี้พากูไปหาเพื่อนมึง”

     “ไปวันนี้เลยก็ได้นะพี่ ผมเพิ่งออกไปเซเว่นมา เห็นมันนั่งดื่มเหล้าอยู่ที่หน้าบ้านพักกับเพื่อนคนอื่นอีกสามสี่คนอะ” 

     “เออดี มึงเครียดฉิบหาย แต่มันยังมีอารมณ์ไปนั่งแดกเหล้าได้” สบายดีจริงๆ ถ้าผมมีเพื่อนแบบนี้ ผมคงเลิกคบแม่งไปนานแล้วล่ะ ผมไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงิน แต่เรื่องนิสัยสันดานที่แสดงออกในสถานการณ์ที่ตัวเองทำให้คนอื่นเดือดร้อนแบบนี้ บอกตรงๆ ว่าผมโคตรจะเกลียดเลย

     “พากูไป เดี๋ยวกูคุยเอง”

     ก็ว่าจะไม่ยุ่งแล้วนะ

     แต่ถ้าปล่อยให้ไอ้ติวเตอร์มันจัดการเองผมว่าชาติหน้าก็คงนั่งเครียดไม่ได้เงินกลับมาเหมือนเดิม 

     บ้านพักที่ว่าอยู่ไม่ไกลเลยจากหอพักของน้องผม และก็เป็นอย่างที่ว่ามา หน้าบ้านมีกลุ่มคนนั่งล้อมวงกันอยู่สามสี่คนถึงแม้ว่าตอนนี้จะดึกดื่นเลยเที่ยงคืนมาแล้วก็ตาม เสียงพูดคุยดังขึ้นมาเป็นระยะดูเหมือนว่าใกล้ที่จะแยกย้ายกันกลับแล้ว

     ผมดันประตูรถปิด เดินเข้าไปพร้อมกับติวเตอร์และเพื่อนของมันอีกคน

     “ไอ้ฟรองซ์” 

     เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นเมื่อถูกเรียก ตาเบิกกว้างก่อนจะเอ่ยเสียงตะกุกตะกักขึ้นมา

     “มะ มึง”

     “...”

     “กูมาเอาเงินค่าโทรศัพท์ที่มึงขายไป” ผมเป็นฝ่ายพูดขึ้น ก็ใช่ว่ามันจะไม่รู้จักผม เป็นเพื่อนกับไอ้ติวเตอร์

ยังไงก็ต้องเคยได้เจอผมกันบ้างนั่นแหละ เพียงแต่อาจจะไม่ได้รู้จักหรือสนิทกันเท่าไหร่เพราะผมไม่ค่อยที่จะยุ่งวุ่นวายกับรุ่นน้อง

     “โทรศัพท์ ..ผมบอกไอ้เตอร์ไปแล้วว่ายังไม่ได้”

     “ยังไม่ได้หรือว่ามึงใช่หมดไปแล้ว”

     “..ผม”

     “ถ้ามึงยืนยันว่ายังไม่ได้ก็เอาเบอร์คนที่ซื้อโทรศัพท์มาให้กู เดี๋ยวกูจัดการเอง” ผมรีบที่จะเคลียร์ให้เรื่องมันจบไวที่สุด อยากกลับห้องไปชาร์จแบตโทรศัพท์ อาบน้ำแล้วก็นอนพักผ่อน พรุ่งนี้เช้าจะได้ตื่นมาทำข้าวผัดให้สกายไง

     “คือ เขาไม่รับสาย ผมลองโทรแล้ว”

     “เอาเบอร์มาให้กู”

     “เงินแค่ไม่กี่พันทำมาเป็นทวง ไม่มีจะแดกแล้วเหรอ กูให้ยืมก่อนไหม” 

     เห้อ ตัวเสือกมันก็จะต้องมีอยู่ทุกเรื่องสินะ 

     ผมกลอกตาไปมา ยกมือกอดอกก่อนจะจ้องหน้าไอ้เด็กคนที่พูดนิ่ง ไม่พูดไม่จาอะไร ดูเหมือนว่าคงจะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ แต่นั่นก็แค่ดูเหมือน.. สามวิผ่านไปไอ้พวกในวงเหล้าก็ลุกวิ่งเข้าใส่ผมเหมือนกับว่าเป็นศัตรูคู่แค้นกันมาตั้งแต่ชาติที่แล้วงี้

     ต่อยเฉียดหน้ากูไป เฉียดจมูกกูมาอยู่นี่เอง 

     แล้วถ้าจะให้ยืนเฉยๆ ไม่ตอบโต้อะไรเลยก็คงไม่ใช่ผมไง

     คนที่ดื่มเหล้าจนไม่มีสติเหรอจะสู้พวกผมที่มีสติครันได้อะ หมัดเดียวก็ลงไปนอนคุยเล่นกับรากมะม่วงแล้ว สุดท้ายฟรองซ์มันก็ยอมเอาเงินค่าโทรศัพท์ที่ขายได้ให้ผม แน่นอนว่าต่อยกันมั่วแบบนี้จะไม่มีคนออกมาดูเหตุการณ์เลยก็คงเป็นไปไม่ได้ และนั่นย่อมหมายถึงตำรวจที่อาจจะกำลังมาที่นี่

     ผมพาไอ้ติวเตอร์กับเพื่อนมันกลับหอพัก ส่วนไอ้ฟรองซ์ก็ลากเพื่อนตัวเองเข้าบ้านเช่าไป 

     ระหว่างทางที่ขับรถกลับผมก็เพิ่งจะมารู้ว่าตัวเองปากแตก แต่ก็ช่างมันเถอะ ปากแตกแค่นี้เดี๋ยวไม่กี่วันก็คงหายนั่นแหละ

     ผมรับคำขอบคุณและคำขอโทษจากไอ้ติวเตอร์และรับปากกับมันว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อของอีกฝ่าย 

     ถือว่าช่วยมันอีกสักครั้ง แต่แน่นอนว่าถ้ามีอีกครั้งหน้า ผมจะไม่ช่วยมันแล้ว

     แต่ปากกูอะ..

     เห้อ ผมสามารถเอารอยแผลบนหน้าไปเรียกคะแนนสงสารจากสกายได้หรือเปล่านะ

 

   

   09 : 48 น. 

 

     “กำปั้นไปทำอะไรมา” เช้าวันต่อมาหลังจากที่ทำข้าวผัดแฮม จัดใส่กล่องที่แสนจะน่ารักเหมาะกัยคนรับเสร็จผมก็ตรงมาหาสกายทันที ไม่แวะ ไม่จอดที่ไหนเลนแม้แต่น้อย มาทั้งๆ ที่บนใบหน้าก็ยังคงมีรอยช้ำประดับอยู่

     “มีเรื่องนิดหน่อย”

     “...” 

     “เจ็บมาก เจ็บไปทั้งหน้า” แผลแค่ตรงมุมปาก แต่ผมสามารถแสดงอาการว่าตัวเองนั้นเจ็บไปทั้งหน้าได้โดยที่สกายเองก็ไม่นึกสงสัย เป็นไงล่ะ หึ ผมว่าผมเรียนผิดสายว่ะ บางทีผมอาจจะเหมาะกับเรียนการแสดงมากกว่ามาเรียนวิศวะฯ แบบนี้

     มีเวทีไหนจะมาเชิญผมขึ้นไปรับรางวัลไหมครับ?

     “กายทำแผลให้นะ”

     “ทำเป็นหรือไง?”

     “นิดหน่อย”

     “...”

     ผมคิดถูกใช่ไหมวะ

     ใช่แหละ

     “นั่นยาธาตุน้ำขาว เอาไว้ดื่ม…”

     “...”

     “นั่นยาแก้ไอ”

     “...”

     “ให้กูทำเองเถอะ” 

     หลังจากที่สกายหยิบผิดหยิบถูกอยู่นานผมก็ตัดสินใจได้ว่า..ปล่อยให้อีกฝ่ายนั่งเฉยๆ น่าจะดีที่สุดแล้ว 

     “ล้อเล่น” คนตัวเล็กทำหน้าตาย หัวเราะขำออกมาเล็กน้อยก่อนจะเริ่มลงมือทำแผลบนใบหน้าให้กับผมด้วยท่าทางจริงจัง ตากลมโตจับจ้องนิ่งไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ท่าทางแบบทีทำเอาผมเผลอจ้องนิ่งไม่อยากที่จะละสายตาออก

     ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงโทรศัพท์ของสกายมันดังทำลายบรรยากาศขึ้นมาก่อน

     “...”

     “...”

     สกายขมวดคิ้วก่อนจะวางโทรศัพท์ลงที่เดิมไม่สนใจ

     ผมเห็นชื่อแล้วล่ะว่าเป็นไอ้เด็กทิศเหนือ โทรติดๆ กันมาหลายต่อหลายครั้งก่อนจะเปลี่ยนเป็นส่งข้อความมาแทน

     ‘รับสายกู กูรู้เรื่องแฟนมึงแล้ว มึงโกหก’

     อ่านข้อความนั้นจบ สายเรียกเข้าก็เด้งขึ้นมาอีกรอบ 

     ผมมองหน้าสกายก่อนจะพูดขึ้น “กูรับได้ไหม”

     “...” พยักหน้า

     เมื่อเจ้าของโทรศัพท์อนุญาติ ผมก็เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาปัดรับสายและยกขึ้นแนบหูในทันที

     “โทรหาแฟนกูแต่เช้า มึงมีอะไรหรือเปล่า”

     [มึง.. สกายกับมึงไม่ได้เป็นอะไรกัน]

     “อะไรทำให้มึงคิดแบบนั้น?” ผมยังคงนิ่งและถามกลับไปพร้อมกับเสียงหัวเราะแผ่วเบา “เมื่อคืนกูก็ค้างที่ห้องของสกาย มึงว่าถ้าไม่ใช่แฟนกูจะค้างที่ห้องของสกายทำไม จริงไหม..”

     [มึงแค่เล่นเกมกับสกาย ฮ่ะๆ กูดูอยู่ สกายบอกว่ามึงเป็นแค่เพื่อน]

     “...”

     [กูพูดถูกล่ะสิถึงได้เงียบ]

     “กูเงียบเพราะกูทึ่งในความโง่ของมึงอยู่ ..นี่ กูถามหาความจำเป็นได้ไหมว่าทำไมกูกับสกายจะต้องบอกทุกคนในสตรีมว่ากูสองคนเป็นแฟนกัน กูคบกันสองคน อยากจะเปิดเผยสถานะไหมนั่นก็เป็นเรื่องของกูสองคน ถูกไหม.. กูหนึ่ง สกายสอง และถ้ามีมึงเพิ่มเข้ามาก็เป็นเสือก ชัดเจนพอไหม”

     [...]

     “เลิกคุยไอ้สัส กูจะไปอ้อนแฟนกูต่อ”

     ว่าแล้วก็อ้อนเลยแล้วกัน

     “เจ็บ ทำต่อสิ..เจ็บไปทั้งหน้า ตรงนี้ด้วย แล้วก็ตรงนี้ พี่เจ็บไปหมดเลยครับ” 

     

     

 

 

 

—100%— 

ความคิดเห็น