facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ไม่มีอีกแล้วเด็กสาวที่ขี้ขลาดและอ่อนแอ แม้แต่ดอกไม้ก็ยังไม่กล้าเด็ดคนนั้น ได้เวลาที่นางต้องยืนหยัดลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเองและตระกูลแล้ว!

ตอนที่ 9 แขกผู้มาเยือน

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 แขกผู้มาเยือน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ม.ค. 2564 12:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 แขกผู้มาเยือน
แบบอักษร

โจวเสาจิ่นสองพี่น้องไม่ได้สงสัยอะไร อยู่สนทนาเป็นเพื่อนฮูหยินผู้เฒ่าได้ครู่หนึ่ง หัวข้อสนทนาก็วกมาถึงเรื่องคัดลอกไตรปิฎก 

ฮูหยินผู้เฒ่ากวนให้ซื่อเอ๋อร์นำ ‘พระสูตรบัวขาว’ เล่มหนึ่งมามอบให้โจวเสาจิ่น ถามขึ้นว่า “เจ้ารู้จักใช่หรือไม่” 

ไม่เพียงแต่รู้จักเท่านั้น กล่าวได้ว่าสามารถท่องกลับหลังได้อย่างลื่นไหล 

โจวเสาจิ่นพยักหน้าขึ้นลง 

วันที่เก้า กล่าวคือวันที่เก้าเดือนหนึ่ง เป็นวันประสูติของพระโพธิสัตว์กวนอิม 

โดยปกติสตรีของจวนตระกูลเฉิงมักจะไปจุดธูปที่วัดกานเฉวียน วัดกานเฉวียนเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของพระโพธิสัตว์กวนอิม 

โจวเสาจิ่นยิ้มตอบว่า “เจ้าค่ะ” ถามฮูหยินผู้เฒ่ากวนว่ามีตัวอย่างไตรปิฎกที่คัดแล้วยังไม่ได้ใช้หรือไม่ “หลานจะดูว่าต้องคัดลอกอย่างไร จะได้ใช้เป็นแบบในการคัดลอกเจ้าค่ะ” 

อากัปกิริยามีความสุขุมแตกต่างไปจากปกติ 

ฮูหยินผู้เฒ่ากวนรู้สึกวางใจในตัวโจวเสาจิ่นอยู่หลายส่วน ให้ซื่อเอ๋อร์ไปหาไตรปิฎกที่คัดแล้วยังไม่ได้ใช้มาให้ เมื่อนำไตรปิฎกมาแล้ว ก็สนทนาเรื่องการคัดลอกไตรปิฎกอีกสักพัก สาวใช้เข้ามารายงานว่า “ฮูหยินอู๋พร้อมด้วยคุณหนูอีกสามท่านมาถึงแล้วเจ้าค่ะ” 

คุณหนูสามท่าน? 

จะใช่น้องสาวต่างมารดาของอู๋เป่าจาง อู๋เป่าหวาและอู๋เป่าจือหรือไม่นะ 

โจวเสาจิ่นส่ายเล็กน้อยเพื่อเรียกสติ 

ในความทรงจำ หลังจากที่นางและอู๋เป่าจางคุ้นเคยกันบ้างแล้ว อู๋เป่าจางก็เล่าเรื่องของตระกูลอู๋เรื่องแล้วเรื่องเล่าให้นางฟัง 

ว่ากันว่า อู๋เป่าจางและนางนั้นเหมือนกัน ล้วนเสียมารดาไปตั้งแต่อายุได้ครึ่งขวบปี ส่วนที่ไม่เหมือนกันคือท่านพ่อของนางนั้นกว่าจะแต่งงานใหม่ก็ตอนที่นางอายุได้เจ็ดขวบ แต่บิดาของอู๋เป่าจาง อู๋ซิ่วนั้น มารดาผู้ให้กำเนิดอู๋เป่าจางเสียชีวิตได้ไม่ถึงร้อยวันก็แต่งงานใหม่กับกวนซื่อ น้องสาวของสหายร่วมราชสำนักของตัวเองแล้ว กวนซื่อนั้นดูเป็นสตรีที่มีความสามารถและมีคุณธรรม ทว่าความเป็นจริงแล้วกลับหน้าหวานใจขม โหดร้ายไร้ความเมตตา ใจคอคับแคบ ตระหนี่ถี่เหนียว เนื่องจากไม่พอใจที่อิ่นซื่อ มารดาผู้ให้กำเนิดอู๋เป่าจางได้ครอบครองตำแหน่งฮูหยินเอก ยิ่งไม่เต็มใจเลี้ยงดูอู๋เป่าจางและอู๋ไท่เฉิง น้องชายร่วมมารดาของนาง สร้างความลำบากทุกทางให้พวกเขาสองพี่น้อง อู๋ซิ่วไม่มีทางเลือก จำต้องให้พวกเขาสองพี่น้องไปอยู่ที่บ้านเดิมของท่านย่า ณ เมืองเหมียนหยางแห่งซื่อชวน จนกระทั่งท่านย่าของอู๋เป่าจางเสียชีวิต พวกเขาสองพี่น้องไม่มีใครให้พึ่งพิงได้อีก กวนซื่อนั้นมีเพียงบุตรสาวสองคน กวนซื่อที่กลับบ้านเดิมเพื่อร่วมพิธีไว้อาลัยนั้นกลัวว่าจะถูกเพื่อนบ้านติฉินนินทา กล่าวลับหลังว่า ‘ไร้คุณธรรม’ ทั้งยังกลัวว่าอู๋ไท่เฉิงจะได้รับมรดก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อนางและบุตรสาวทั้งสอง ไม่มีทางเลือกอื่น จึงจำต้องพาอู๋เป่าจางสองพี่น้องมาที่จินหลิงด้วย 

แต่ถึงอย่างนั้น มารดาเลี้ยงของอู๋เป่าจางก็เลี้ยงดูอู๋ไท่เฉิงมาอย่างผิดๆ ทำให้อู๋ไท่เฉิงเติบโตมามีพฤติกรรมที่ไม่ดีมากมาย 

อู๋เป่าจางพูดไปด้วยน้ำตานองหน้าไปด้วยว่า ข้านั้นเป็นบุตรสาวที่ถูกเลี้ยงดูให้อยู่แต่ในห้องหอผู้หนึ่ง การจะได้พบหน้าพี่ชายครั้งหนึ่งในแต่ละวันนั้นไม่ง่ายนัก ยิ่งต้องให้กำลังใจเขาให้ตั้งใจเรียน อาชีพในราชสำนักยังคงมีให้หวัง เพื่ออนาคตของตัวเองและเพื่อข้าด้วย... 

ด้วยสาเหตุเหล่านี้ นางมีความเห็นอกเห็นใจอู่เป่าจางทั้งกายและใจ ถึงแม้ว่าในภายหลังจะสืบทราบมาว่าอู๋เป่าจางผู้นี้ไม่ธรรมดานัก คำพูดที่กล่าวออกมาไม่อาจเชื่อถือได้ทั้งหมด ทว่าก็มักจะหาข้อแก้ตัวแทนอู๋เป่าจางอยู่เสมอ รู้สึกว่าอู๋ไท่เฉิงนั้นเป็นพวกประจบประแจงผู้มีอำนาจ ไม่ใช่คนที่มีจิตใจกว้างขวางเผื่อแผ่ อู๋เป่าจางนั้นเป็นคนที่ไม่มีที่ให้พึ่งพิง มีเพียงตัวเองที่ต้องต่อสู้เพื่ออนาคตของตัวเอง ก็เป็นธรรมดาของมนุษย์หากจะใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องนัก ถึงแม้ว่านางกับอู๋เป่าจางจะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน แต่ก็ไม่ได้สนิทถึงขั้นต้องไปไหนมาไหนด้วยกัน ไม่มีเรื่องให้ต้องทะเลาะกับอู๋เป่าจางมากมาย...กล่าวถึงเรื่องที่อู๋เป่าจางกับเฉิงลู่หมั้นหมายกันนั้น นางนึกถึงอู๋เป่าจาง เด็กสาวในห้องหอผู้หนึ่งที่ต้องเชื่อฟังบิดารมารดาและปฏิบัติตามการทาบทามของพ่อสื่อแม่สื่อ อู๋เป่าจางจะสามารถกล่าวคำว่า ‘ไม่’ ได้อย่างนั้นหรือ ทั้งยังไม่ได้รู้สึกว่าอู่เป่าจางนั้นมีความผิด เพียงแต่โกรธแค้นเฉิงลู่อย่างสุดใจเท่านั้น เป็นผู้ชายร่างกำยำสูงเจ็ดฉื่อทว่ากลับไม่มีความรับผิดชอบ ไม่เพียงไม่ซื่อสัตย์ ในเรื่องของนางก็ไม่เด็ดขาดไม่ทำให้ชัดเจน ทำให้อู๋เป่าจางไม่สบายใจ ทำให้นางต้องได้รับการประณาม... 

โจวเสาจิ่นก้าวเท้าสูงข้างหนึ่งต่ำข้างหนึ่งตามอยู่ด้านหลังของพี่สาว 

ฮูหยินผู้เฒ่ากวนที่เดินอยู่ข้างหน้าไม่ได้ใส่ใจ กลับเป็นโจวชูจิ่นที่สังเกตเห็นความผิดปกติของน้องสาวได้อย่างรวดเร็ว 

นางดึงมือของโจวเสาจิ่นแล้วจับเอาไว้แน่น 

สติของโจวเสาจิ่นกลับมา 

โจวชูจิ่นหันหน้าไปทางนางแล้วกระพริบตาส่งให้ ส่งสัญญาณว่าหากนางมีอะไรให้อดทนไว้ก่อน รับผิดชอบเรื่องตรงหน้าให้เรียบร้อยแล้วค่อยกลับไปคุยกันที่เรือนสวนดอกไม้หอม 

โจวเสาจิ่นหันหน้าไปทางพี่สาวแล้วยิ้มน้อยๆ อย่างขัดเขิน 

ถึงเรือนสือจิ่น โถงนั่งเล่นที่สตรีแห่งจวนสี่ใช้รับแขก 

โจวเสาจิ่นรีบควบคุมอารมณ์ ก้มศีรษะตามองตามฮูหยินผู้เฒ่าแล้วเดินเข้าไป 

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเดือนสามของปลายฤดูใบไม้ผลิ พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว มวลดอกไม้ของฤดูใบไม้ผลิบริเวณศาลารวมมิตรบานสะพรั่ง ม่วงเข้มแดงสว่างสวยงาม หน้าต่างทั้งสี่ด้านของห้องพักผ่อนที่ทาด้วยน้ำมันเคลือบสีแดงล้วนเปิดออก กลิ่นหอมของดอกไม้อวลอยู่ในอากาศ สายลมอุ่นโชยเบาๆ ทำให้ผู้คนมึนเมาแม้ไม่ได้ดื่มก็ตาม 

เพียงเหลือบมองครั้งเดียวโจวเสาจิ่นก็มองเห็นสาวน้อยที่ยืนอยู่ด้านหลังของฮูหยินอู๋ 

เหมือนกันกับคนที่อยู่ในความทรงจำ ผมที่ดกดำของนางถูกม้วนขึ้นเป็นมวยผมทรงก้นหอยคู่หนึ่ง ประดับไว้ด้วยปิ่นปักผมดอกติงเซียง สวมชุดเพ่ยจื่อผ้าไหมหังโจวสีแดงเลือดหมูลายกิ่งดอกไม้ ใข่มุกขนาดเมล็ดบัวประดับอยู่ที่ข้างหู ปานแดงขนาดเมล็ดข้าวตรงหว่างคิ้วนั้นแดงสดชุ่มชื้น ทำให้ผู้คนเมื่อได้ผ่านตาแล้วยากจะลืมเลือน 

เป็นนางจริงๆ ด้วย! 

อู๋เป่าจาง 

หลังจากที่แยกจากกันมาสิบปี พวกนางพบกันอีกครั้งตอนที่นางอายุสิบสองปี! 

โจวเสาจิ่นเพียงรู้สึกเจ็บปวดราวกับโดนเจาะขั้วหัวใจ 

ราวกับว่าวันเวลาที่ผ่านพ้นไปแล้วพวกนั้นกลับมาตีแสกกลางหน้า ความเจ็บปวดที่เคยประสบมาพวกนั้นสดใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง 

มือของนางทาบอยู่ที่หน้าอก สมองว่างเปล่า มองมุมปากของท่านยายและฮูหยินอู๋ที่ขยับขึ้นลง ย่อเข่าลงคำนับทำความเคารพตามพี่สาวราวกับหุ่นกระบอก จากนั้นนั่งลงด้านข้างอย่างเงียบๆ จนกระทั่งโจวชูจิ่นดึงแขนเสื้อของนาง เสียงสนทนาของท่านยายและฮูหยินอู๋ถึงได้ดังพึมพำเข้ามาในหูของนาง “...ท่านก็ทราบ เจียงเป่ยของพวกข้านั้นเทียบไม่ได้กับเจียงหนาน ไม่ได้วิจิตรบรรจงขนาดนี้ ทั้งยังเป็นครั้งแรกที่นายท่านของพวกข้าได้เข้าร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันเกิด ไม่ทราบว่าควรจะมอบอะไรเป็นของขวัญดี หากเป็นของล้ำค่า เกรงว่าผู้อื่นจะกล่าวได้ว่าพวกข้านั้นประจบประแจง หากเป็นของไม่ค่อยมีราคา ก็เกรงว่าผู้อื่นจะกล่าวได้ว่าพวกข้านั้นโลกทัศน์คับแคบ ไม่เคยเห็นโลกกว้างมาก่อน ซ้ายก็ไม่ใช่ ขวาก็ไม่ดี ทำให้นายท่านของพวกข้าเป็นกังวลจนหลับตาลงไม่ได้ทั้งคืน ลุกขึ้นมาเร่งเร้าให้ข้ามาหาท่านเพื่อขอคำแนะนำ เพื่อหลีกเลี่ยงการทำอะไรให้ต้องอับอายขายหน้าในวันงานเลี้ยงเจ้าค่ะ” 

แท้จริงแล้วฮูหยินอู๋มาด้วยเรื่องงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันเกิดของท่านผู้นำตระกูลแห่งจวนสองนี่เอง 

ในกาลก่อน ฮูหยินอู๋นั้นเรียกท่านยายอย่างสนิทชิดเชื้อว่า ‘ท่านป้า’ ทุกคำ ทว่าวันนี้กลับเรียกท่านว่า ‘ท่านผู้เฒ่า’ ที่แท้แล้วช่วงเวลานี้กวนซื่อยังไม่ได้ทำความรู้จักสนิทสนมกับท่านยาย 

โจวเสาจิ่นครุ่นคิดอย่างไม่รู้สึกตัว ถูกคนเตะเท้าแรงๆ ทีหนึ่ง 

นางตกใจเอียงศีรษะ เห็นสายตาที่เป็นกังวลของพี่สาว 

โจวเสาจิ่นสะดุ้งทีหนึ่ง ถึงได้รับรู้อาการลืมตัวของตนเอง 

นางอดไม่ได้ร้อนรนกับตัวเองอยู่เงียบๆ 

ในเวลานี้ตัวเองควรจะรักษาอาการให้สงบไว้ถึงจะถูก ไม่เช่นนั้นพี่สาวอาจจะต้องร้อนรนจนแทบบ้าก็เป็นได้ ไหนจะท่านยายอีก ที่อุตส่าห์มีความปรารถนาดีพานางมาพบแขกด้วย ให้นางได้เพิ่มเติมประสบการณ์ นางกลับมาเสียมารยาทต่อหน้าผู้คน ทำให้ท่านยายไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน 

โจวเสาจิ่นสูดลมหายใจเข้าลึกลมหายใจหนึ่ง รีบจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง จากนั้นก็ได้ยินท่านยายที่ไม่รีบร้อนแต่ก็ไม่เฉื่อยชา ทั้งยังมีท่าทีที่ยิ้มแย้มอยู่หลายส่วน กล่าวกับฮูหยินอู๋ว่า “เรื่องภายนอกนั้นข้าไม่ทราบ แต่ถ้าให้กล่าวตามธรรมเนียมปฏิบัติที่ตระกูลเฉิงทำตามกันมาแล้ว ทุกจวนจะส่งของขวัญวันเกิดไปมอบให้ในนามของผู้เป็นใหญ่ที่สุดของแต่ละจวน หากเป็นวันเกิดทั่วไปก็ตามแต่ความประสงค์ของผู้มอบ หากว่าเป็นวันเกิดที่เวียนมาบรรจบครบสิบปีก็ควรเป็นของล้ำค่าหน่อย จากนั้นแต่ละคนค่อยมอบของตัวเอง เช่นนี้ถือว่าง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม ของเล็กน้อยอย่างเช่น ภาพวาดที่บุตรหลานวาดด้วยตัวเอง หรือกลอนคู่ที่เขียนด้วยตัวเอง ล้วนถือเป็นของขวัญวันเกิดประเภทหนึ่งเช่นกัน” 

ฮูหยินอู๋ได้ยินแล้วซาบซึ้งยิ่งกล่าวอย่างชื่นชมว่า “ตระกูลเฉิงช่างเหมาะสมกับเป็นตระกูลบัณฑิตผู้ทรงอิทธิพลที่สืบทอดกันมากว่าร้อยปี! ตระกูลมีชื่อเสียงขนาดนี้ ทว่ากลับใช้ชีวิตอย่างถ่อมตน ไม่แปลกใจเลยว่าในจินหลิงนี้ ยามกล่าวถึงตระกูลเฉิงในซอยจิ่วหรูล้วนต้องยกนิ้วโป้งขึ้นกล่าวชื่นชมคำหนึ่งว่า ‘ดียิ่ง’ ยิ่งไม่แปลกใจที่ผู้คนรู้สึกว่าตระกูลอู๋ของพวกข้านั้นขนบยังเล็กนัก หากไม่เปรียบก็ไม่รู้ แต่พอได้เปรียบแล้วก็ต้องตกใจไปทีหนึ่ง” 

นางมีความสูงปานกลาง รูปร่างกลม เครื่องหน้าที่ดูแล้วธรรมดาสามัญยิ่ง แต่ดวงตาคู่นั้น ยามมองผู้คนราวกับว่าต้องการมองให้ถึงหัวใจของเจ้าอย่างไรอย่างนั้น เฉียบคมยิ่งนัก อย่างไรก็ตาม น้ำเสียงของนางในเวลานี้ไม่สูงไม่ต่ำ อบอุ่นและมีมารยาท แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มเรื่ออยู่หลายส่วน เหมือนกับลมในฤดูใบไม้ผลิโชยมาโดนใบหน้า ทำให้ผู้คนได้ยินแล้วสบายยิ่งนัก 

ฟังอย่างถี่ถ้วนแล้ว น้ำเสียงและจังหวะจะโคนการพูดของอู๋เป่าจางนั้นละม้ายกับฮูหยินอู๋ยิ่งนัก 

นึกถึงคนผู้นี้ขึ้นมา ภายในใจของโจวเสาจิ่นก็เดือดพล่านราวกับน้ำที่ต้มจนเดือดอย่างไม่สิ้นสุด สักพักใหญ่กว่าจะสงบลงได้ 

บทสนทนาของฮูหยินอู๋และท่านยายมาถึงตอนท้ายแล้วนั้น ฮูหยินอู๋ก็เชิญชวนให้ดูโบตั๋นสามสีที่ฮูหยินผู้เฒ่ากวนปลูกไว้ในเรือน “ได้ยินมาว่าเป็นนายท่านใหญ่เฉิงที่มอบให้ นายท่านใหญ่ช่างกตัญญูนัก! ของหายากเช่นนี้ ไม่รู้ว่าท่านไปหามาจากที่ใด ถือเป็นวาสนาของท่าน อย่างตัวข้า เติบใหญ่มาขนาดนี้ ยังไม่เคยเห็นต้นไม้ที่มีดอกไม้สามสีบานอยู่ในต้นเดียวกันมาก่อนเลยเจ้าค่ะ” 

ได้ยินบุคคลอื่นกล่าวชื่นชมบุตรชายคนโตของตัวเอง ฮูหยินผู้เฒ่ากวนก็อดไม่ได้ปฏิบัติตัวด้วยเฉกเช่นเดียวกับแขกคนอื่นที่มาเยี่ยมเยียนนางด้วยวัตถุประสงค์แฝง มีท่าทีสุภาพทว่าแฝงไว้ด้วยความเหินห่างอยู่หลายส่วนออกมา 

นางหัวเราะร่า อาศัยความช่วยเหลืออย่างนบนอบของโจวชูจิ่น พาฮูหยินอู๋มุ่งหน้าไปยังศาลาริมน้ำที่มีโบตั๋นสามสีวางประดับอยู่ 

อู๋เป่าจางเห็นเช่นนั้น จึงก้าวออกไปประคองฮูหยินอู๋ 

ฮูหยินอู่กลับรีบเดินไปด้านหน้า ยืนเคียงกันกับฮูหยินผู้เฒ่ากวน ทิ้งอู๋เป่าจางไว้ด้านหลัง ยิ่งไปกว่านั้น บุตรสาวแท้ๆ ของฮูหยินอู๋ อู๋เป่าหวา ไม่แม้แต่จะมองอู๋เป่าจาง ก้าวออกไปอย่างไม่ช้าไม่เร็วไปประคองแขนของมารดาเอาไว้ ซ้ายคนหนึ่งขาวคนหนึ่งกับโจวชูจิ่นติดตามอยู่ข้างกายของฮูหยินอู๋และฮูหยินผู้เฒ่ากวน 

ฮูหยินอู๋ราวกับไม่ได้รู้สึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น สนทนาถึงเรื่องคณะละครฮุ่ยหลาน คณะละครมาใหม่ของเมืองจินหลิงกับฮูหยินผู้เฒ่ากวนอย่างยิ้มแย้ม 

ความอับอายสายหนึ่งฉายผ่านบนใบหน้าของอู๋เป่าจาง นางเหลือบมองที่โจวเสาจิ่นอย่างรวดเร็วทีหนึ่ง 

เห็นเพียงโจวเสาจิ่นที่สีหน้าซีดขาว ท่าทีเหม่อลอย ราวกับไม่ได้ใส่ใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นรอบกายบ้าง 

นางอดไม่ได้ถอนหายใจยาวทีหนึ่ง ในใจสงบขึ้นเล็กน้อย เหลือบตาขึ้นก็พบว่าอู๋เป่าจือกำลังมองโจวเสาจิ่นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น 

อู๋เป่าจางใจสั่น 

ก่อนมานั้นนางได้ยินมาว่า ถึงแม้ว่าตระกูลเฉิงจวนสี่จะมีคุณชายสองท่าน คุณหนูสองท่าน ทว่าคุณหนูสองท่านนั้นกลับแซ่โจว เป็นเพียงลูกพี่ลูกน้องของตระกูลเฉิง โดยเฉพาะคุณหนูรองตระกูลโจวผู้นั้น เป็นบุตรที่เกิดมาจากบุตรเขยของจวนสี่ที่แต่งงานใหม่ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับตระกูลเฉิง 

นางคิดไม่ถึงว่าคุณหนูรองตระกูลโจวจะงดงามเพียงนี้ คิ้วตาราวกับภาพวาด ยามเยื้องย่างยิ่งเผยให้เห็นท่วงท่าที่งดงามบอบบาง ราวกับดอกไป๋ซานอิง [1] ที่บานคุดคู้อยู่ที่ปลายกิ่ง เพียงลืมตัวชั่วขณะ นางก็อาจจะปลิวไปตามลมได้อย่างไรอย่างนั้น ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ล้วนปฏิบัติต่อนางอย่างอ่อนโยน 

ไม่ต้องพูดถึงอู๋เป่าจือที่ถูกเลี้ยงดูอยู่ในห้องหอ แม้แต่นางเอง ก็ถือเป็นครั้งแรกที่ได้พบเด็กสาวเช่นนี้ รูปร่างท่าทางเช่นนั้น ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็ไม่มีส่วนใดไม่วิจิตรบรรจง ไม่มีส่วนใดไม่งดงาม ก็ไม่แปลกใจที่อู๋เป่าจือจะสนใจในตัวคุณหนูรองโจว! 

อู๋เป่าจางคิดพลางมุมปากยกยิ้มน้อยๆ ขึ้นมา 

ฝีเท้าของนางหยุดลง ก็มาหยุดอยู่ข้างๆ ของโจวเสาจิ่น 

“คุณหนูรอง” อู๋เป่าจางเผยรอยยิ้มอ่อนโยนสุภาพเรียบร้อยหนึ่งออกมา กล่าวเสียงเบาว่า “เจ้าไม่สบายตรงไหนหรือไม่ ข้าเห็นใบหน้าเจ้าซีดขาวยิ่งนัก ต้องการให้ข้าไปแจ้งฮูหยินผู้เฒ่า ขออนุญาตให้เจ้าไปดื่มน้ำเสียหน่อยหรือไม่” 

โจวเสาจิ่นมองนางแล้วก็ให้รู้สึกผะอืดผะอม ไม่คิดอยากจะสนทนากับนางมากนัก 

ถึงแม้ว่าการทำแบบนี้ค่อนข้างไร้มารยาท แต่ว่าเมื่อนึกถึงตัวเองในกาลก่อนที่เชื่อฟังและทำตามขนบมาทั้งชีวิต ท้ายที่สุดยังได้รับชะตากรรมเยี่ยงนั้น การได้ทำตามใจตัวเองแบบนี้ก็มีความสุขของการได้ทำอะไรโดยไม่ต้องถูกควบคุม ทำให้นางรู้สึกสำราญใจยิ่ง 

 

------ 

[1] ดอกไป๋ซานอิง (白山樱) ดอกซากุระสีขาว 

ความคิดเห็น