email-icon facebook-icon

สวัสดีค่ะ บุษบาไพลิน หรือไรท์บุษ นะคะ ฝากติดตามผลงานด้วยค่า ^0^

ตอนที่ 5 คดีฆาตกรรมหลินฉี (2/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 คดีฆาตกรรมหลินฉี (2/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 156

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ม.ค. 2564 19:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 คดีฆาตกรรมหลินฉี (2/2)
แบบอักษร

“พร้อมนะครับคุณดีแลน” เสี่ยนเจียนหลิวถามชายหนุ่มตรงหน้าที่เดินทางมาตั้งแต่เช้าเมื่อได้รับการติดต่อมาสอบปากคำเกี่ยวกับคดีของหลินฉี อีกฝ่ายพยักหน้ารับ เจ้าหน้าที่อีกคนที่อยู่ด้วยจึงเริ่มสอบถามโดยทันที

“จากภาพวงจรปิดบันทึกภาพของอพาร์ทเมนท์ของเธอได้ว่าคุณอยู่กับคุณหลินฉีเป็นคนสุดท้าย ก่อนหน้านั้นพวกคุณไปที่ไหน ทำอะไรมาครับ”

“ผมไปรับหลินฉีจากกองถ่ายฯ แทนผู้จัดการครับ เห็นว่าดึกแล้วไม่อยากรบกวนผู้จัดการของเธอ จริงๆ คืนนั้นตัวผมเองตั้งใจจะให้เธอพักอยู่ที่บ้านของผมเอง เพราะไม่อยากให้เธออยู่คนเดียวตามลำพัง แต่เธอปฏิเสธเพราะวันต่อมามีงานตั้งแต่เช้ากลัวจะไปไม่ทัน ผมเลยต้องไปส่งเธอที่อพาร์ทเมนท์ของเธอ” ดีแลนอธิบายตามตรง

“ก่อนที่คุณจะกลับจากอพาร์ทเมนท์ของคุณหลินฉี มีอะไรที่ทำให้คุณรู้สึกผิดปกติบ้างรึเปล่าครับ”

“ไม่มีครับ” ดีแลนส่ายหน้า

“ในบันทึกการโทร คุณโทรหาคุณหลินฉีเป็นคนล่าสุด ช่วงเวลาสี่ทุ่มสามสิบสองนาทีถึงห้าทุ่มสี่สิบสองนาที แต่เธอไม่ได้รับสาย คุณโทรหาเธอทำไมครับ”

“ผมจะโทรบอกเธอว่าผมถึงบ้านแล้วเหมือนทุกวัน ตั้งแต่เราเริ่มคบกันผมจะโทรบอกเธอเสมอถ้าหากผมถึงบ้านทีหลังเธอ วันนั้นเธอไม่รับสายผมเลยโทรหาหลายๆ รอบ” ดีแลนยกมือประสานขึ้นมาเท้าคางแล้วนึกย้อนถึงวันนั้น “จากนั้นผมนึกได้ว่าเธอมักจะนอนเร็วกว่าปกติ ตั้งแต่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังท้องอยู่ บางครั้งก็หลับลึกจนไม่ได้ยินเสียงมือถือ เลยไม่ได้เอะใจอะไร ตอนเช้าผมจึงโทรหาผู้จัดการของหลินฉีแล้วขึ้นมารับเธอไปทำงานด้วย พอเปิดประตูห้องเข้าไปก็…”

“เสียใจด้วยนะครับกับเรื่องที่เกิดขึ้น” เสี่ยนเจียนหลิวยื่นกระดาษเช็ดหน้าให้กับเขา “ผมต้องขออนุญาตสอบถามต่อนะครับ จากที่ทางเราทราบคุณดีแลนกับคุณหลินฉีกำลังจะแต่งงานกันเร็วๆ นี้ เรื่องที่เธอตั้งครรภ์ก่อนแต่งงาน ทำให้พวกคุณมีปัญหากันรึเปล่าครับ”

“คุณหมายถึงว่า...พวกเรามีความคิดที่จะอยากเอาเด็กออกรึเปล่าใช่มั้ยครับ” เสี่ยนเจียนหลิวไม่ได้ตอบคำถามของเขา ดีแลนจึงมั่นใจว่าเขาหมายถึงอย่างที่ตัวเองคิดจริงๆ “ตอนที่รู้ว่ามีใครอีกคนอยู่ในท้องของเธอ พวกเราดีใจกันมากครับ เวลาว่างๆ หลินฉีมักจะหาข้อมูลสำหรับการดูแลตัวเองและวิธีระมัดระวังเพื่อลูกของเราอยู่เสมอ ดังนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้ที่เธอจะทำร้ายลูกในท้องตัวเองอย่างที่ในข่าวเขาพากันเขียนนำเสนอมา”

“ใจเย็นๆ ครับ” ดีแลนแสดงแววตาที่ขุ่นเคืองออกมาอย่างเห็นได้ชัดเจนเมื่อพูดถึงสื่อที่ออกมานำเสนอเรื่องของหลินฉี “เรื่องที่เธอตั้งครรภ์นอกจากคุณแล้วมีใครรู้อีกมั้ยครับ”

“น่าจะมีผู้จัดการของเธอ แล้วก็เพื่อนที่สนิทกัน”

“คนในครอบครัวของเธอเองล่ะครับ รู้เรื่องนี้รึเปล่า?”

“จากที่ได้คุยกันไม่กี่วันก่อน พวกเขายังไม่รู้เรื่องครับ พอรู้ว่าเธอเสียชีวิตเพราะอะไรก็ตกใจมาก อย่างแม่ของหลินฉีก็ถึงกับเป็นลมล้มพับไปเลย” ดีแลนอธิบาย วันก่อนที่เขาไปที่นิติเวช ได้เจอกับครอบครัวของเธอด้วย เขาเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น แม่ของหลินฉีก็เป็นลมไปอีกรอบจนต้องพาไปพักฟื้นที่โรงพยาบาลอีกรอบ ทั้งๆ ที่เพิ่งฝืนออกมา

“ครับ...แล้วคุณหลินฉีเคยมีปัญหากับใครรึเปล่า อาจจะเป็นเกี่ยวกับเรื่องที่เข้าใจผิดกันหรือขัดผลประโยชน์กัน”

“ไม่นะครับ เท่าที่ผมรู้” เสี่ยนเจียนหลิวขมวดคิ้วสงสัยว่าทำไมเขาคิดอย่างนั้น ดีแลนจึงอธิบายเหตุผลต่อ “หลินฉีเป็นคนอัธยาศัยดีครับ เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ดี แต่ไม่ได้ให้ความสนิทสนมกับทุกคนมากจนเกินไป เธอเลือกคบเพื่อนที่คิดว่าเข้ากับตัวเธอได้ดีเท่านั้น เธอเป็นคนเพื่อนน้อย อย่างกลุ่มเพื่อนปัจจุบันก็รู้จักกันผ่านการทำงาน บางคนก็รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียน ถ้าให้นึกว่าใครจะไม่ชอบเธอ ก็อาจจะเป็นคนที่ไม่ชอบผลงานของเธอล่ะมั้งครับ”

“ก่อนหน้านี้คุณหลินฉีเคยเจอใครคุกคามหรือพบใครที่ไม่น่าไว้ใจรึเปล่า”

“ผมไม่รู้เลยครับ ถึงเราจะคบกันมานานก็จริง แต่เวลาไม่ค่อยมีเวลาอยู่ด้วยกันเลย เรามีข้อตกลงว่าหนึ่งวันในหนึ่งสัปดาห์เราจะผลัดกันไปอยู่กับอีกคนที่มีวันว่าง มีช่วงไม่กี่วันที่รู้ว่าเธอกำลังมีลูกกับผม ผมถึงได้เจอกับเธอบ่อยขึ้น”

เสี่ยนเจียนหลิวฟังข้อมูลจากชายหนุ่มแล้วก็ถือว่าตรงกับข้อมูลที่เจ้าหน้าที่สืบค้นมาก่อนหน้านี้ที่หามาได้ เขาให้เจ้าหน้าที่อีกคนที่อยู่ด้วยสอบสวนเขาต่ออีกเล็กน้อย ส่วนตัวเขาสลับที่ไปนั่งอีกฝั่ง แล้วพิมพ์ข้อมูลเบื้องต้นและข้อมูลใหม่ๆ เพิ่มเติมใส่ไว้ในฐานข้อมูลของคดีนี้ ในความเห็นส่วนตัวของเขา ดีแลนไม่เข้าข่ายการเป็นผู้ต้องสงสัยเขามีพยานหลักฐานและบุคคลยืนยันที่อยู่ในเวลาเกิดเหตุ รวมถึงท่าทางในการตอบคำถามของเขาไม่มีพิรุธอะไรที่น่าสงสัยเลย แต่เขายังไม่ตัดชายหนุ่มออกไป เพราะอะไรก็สามารถพลิกแพลงได้ตลอดเวลา

...

อันเป่าอ้ายเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวกลับไปพักผ่อน หลังจากทำงานชดเชยที่หยุดในวันที่หลินฉีเสียชีวิต โดยลัดตารางงานให้ในช่วงค่ำที่ปกติเธอจะไม่ค่อยรับถ้าไม่จำเป็นให้ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้มีปัญหากับการที่เธอไม่ยอมมาทำงานตามที่นัดแนะกัน แต่เธอก็รู้สึกว่าตัวเองผิด ทั้งประสบการณ์ในการทำงานนี้มีไม่น้อย ยังทำให้ความรู้สึกส่วนตัวมาทำให้งานเกือบมีปัญหาอีก

“เสี่ยวจิน วันนี้เธอกลับเลยก็ได้นะ ไม่ต้องไปสถานีตำรวจกับฉันหรอก” เพราะว่ามีงานเลิกดึก ตอนที่เจ้าหน้าที่โทรมาขอให้เธอให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ในคดีของหลินฉีกับว่านหนิง ผู้จัดการสาวจึงบอกว่าเธออาจจะไปดึกกว่าปกติสักหน่อยเพราะว่าติดงานในช่วงกลางคืน ในวันนี้เป็นจินเซียงที่มาดูแลเธอ

“ไม่ได้ค่ะ คุณว่านสั่งเอาไว้แล้วว่าคุณอันถึงห้องพักเมื่อไหร่ ฉันถึงจะกลับบ้านได้”

“ถ้าฉันไม่พูด เธอไม่พูด...พี่ว่านหนิงก็ไม่รู้รึเปล่า?”

“แต่ถ้าตอนนั้นคุณว่านโทรมาแล้วอยากคุยกับคุณอัน แล้วฉันอยู่ที่บ้านแล้ว ฉันก็ซวยสิคะ” จินเซียงรู้มาว่าที่สถานีตำรวจมีเพื่อนสมัยเด็กของอันเป่าอ้ายอยู่ เป็นเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบคดีนี้ด้วย ซึ่งว่านหนิงกำชับมาว่าถ้าไม่จำเป็นอย่าให้เขาอยู่ด้วยกันลำพัง ป้องกันไม่ให้นักข่าวที่ไปทำข่าวที่นั่น ได้ภาพเกี่ยวกับนักแสดงสาวแล้วเอาเป็นเล่นข่าวจนเป็นประเด็นอีก “ไปกันเถอะค่ะ ยิ่งไปช้า ยิ่งได้กลับบ้านช้านะคะ”

รถตู้พาเธอมาถึงสถานีตำรวจด้วยเวลาอันรวดเร็ว เวลานี้การจราจรไม่ได้ติดขัดเท่าช่วงตอนเย็น เธอจึงไม่ต้องนั่งรถนานๆ เหมือนตอนที่ไปทำงาน สองสาวเข้ามาในสถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ให้พวกเธอรอก่อนเพราะว่าเจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนกับพยานคนอื่นๆ อยู่ จินเซียงแยกตัวไปซื้อเครื่องดื่มที่ร้านคาเฟ่ข้างๆ ที่เปิดอยู่ แล้วให้อันเป่าอ้ายรออยู่ที่นี่ เผื่อว่าเธอกลับมาไม่ทันตอนที่เจ้าหน้าที่เรียกให้นักแสดงสาวไปสอบถามเพิ่มเติม

ไม่นานประตูห้องประชุมที่เป็นกระจกฝ้าเลื่อนเปิดออกมา พร้อมกับบุคคลที่คุ้นเคยสำหรับหญิงสาวที่นั่งรออยู่ ตามมาด้วยเจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านในออกมาพร้อมๆ กัน “หมอไป่”

“คุณอันเป่าอ้าย” แพทย์สาวมานั่งลงข้างๆ เธอ ส่วนเจ้าหน้าที่ที่เดินออกมาด้วย เขากลับเข้าไปในห้องอีกครั้งแล้วปิดประตูให้เวลาทั้งสองคนได้พูดคุยกันตามลำพัง “มาที่นี่เพราะเรื่องของหลินฉีเหมือนกันเหรอคะ?”

“ค่ะ ไม่คิดคุณหมอจะมาที่นี่ด้วย”

“ฉันเป็นหมอที่ตรวจร่างกายให้กับหลินฉีนี่คะ พวกเขาขอความร่วมมือฉันมา วันนี้ไม่มีเคสด่วนก็เลยคิดว่ารีบมาเลยน่าจะดีกว่า” ไป่ซือเฉิงอธิบาย เห็นหญิงสาวอีกคนถือเครื่องดื่มเดินมาทางนี้ก่อนจะนั่งลงข้างๆ อันเป่าอ้าย เธอไม่คุ้นหน้าและมองอีกฝ่ายอย่างสงสัยว่าทำไมเธอมานั่งข้างๆ นักแสดงดังคนนี้ราวกับว่าสนิทกันในระดับหนึ่ง

“หมอไป่คะ...เสี่ยวจินค่ะ เธอเป็นผู้ช่วยของพี่ว่านหนิง ช่วงนี้พี่เขาไม่ค่อยว่างเลยให้เสี่ยวจินมาคอยดูแลฉันแทน”

“สวัสดีค่ะ” จินเซียงทักทายแพทย์สาวตามปกติ

“ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อนแล้วกันนะคะ ไว้เจอกันวันตรวจร่างกายเดือนหน้านะคะ”

“ค่าๆ รับรองเดือนหน้าจะไม่เบี้ยวแน่นอน จะไปตั้งแต่เช้าเลย” อันเป่าอ้ายยิ้มหวานให้คุณหมอของเธอ ไป่ซือเฉิงเดินออกไปตามทางเดินเพื่อเดินทางกลับ

อันเป่าอ้ายถูกเรียกเข้าไปในห้องสอบสวน ได้เจอกับเจ้าหน้าที่ที่คุ้นหน้าคุ้นตาเคยเจอกับพวกเขาอยู่บ้าง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้คุยกับพวกเขา แต่มันเกี่ยวข้องกับคดีของหลินฉีนี่สิ เธอไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีสักเท่าไหร่เลย เธอนั่งลงตรงข้ามกับพวกเขา บรรยากาศอึมครึมภายในห้องนี้ทำให้เธอเกร็งมากกว่าตอนคุยถึงคดีชางไห่กับซีหมิ่นซะอีก

“แวะมาที่นี่บ่อยนะครับ”

“ก็ไม่ได้อยากมาสักเท่าไหร่หรอกค่ะ” อันเป่าอ้ายพูดติดตลก

“ถ้าอย่างนั้นเริ่มเลยนะครับ” เจ้าหน้าที่บอกกับเธอ แล้วเริ่มการสอบสวนทันที “คุณอันกับคุณหลินรู้จักกันมานานหรือยังครับ”

“ฉันกับหลินฉีเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกันค่ะ น่าจะประมาณสิบปีแล้ว แต่เพิ่งสนิทกันตอนที่เริ่มทำงานในวงการด้วยค่ะ” หลินฉีเข้าทำงานในวงการก่อนเธอ ฝ่ายนั้นเริ่มเข้ามาเป็นนักแสดงเด็ก แล้วก็มีผลงานมาเรื่อยๆ แต่ยังไม่ได้โด่งดังเท่าไหร่ เพิ่งจะมีชื่อเสียงที่เรียกได้ว่าเป็นจุดพีคของอาชีพเธอก็ตอนที่ได้รับรางวัลทางการครั้งแสดงหลังเรียนจบ

“แล้วสนิทกันถึงขั้นไหนครับ พอจะบอกได้มั้ย”

“ก็ไปนอนค้างที่บ้านกันเมื่อมีโอกาส ซื้อของฝากกันเวลาที่ไปเที่ยว ปรึกษากันได้ทุกเรื่องค่ะ”

“แล้วเรื่องที่เธอตั้งครรภ์ เธอได้ปรึกษากับคุณบ้างรึเปล่าครับ” อันเป่าอ้ายได้ยินแล้วก็ถึงกับมองหน้าเจ้าหน้าที่ว่าเขาหมายถึงอะไร

“เธอแค่บอกกับฉันแล้วก็เพื่อนๆ ว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ค่ะ แต่เรื่องขอคำปรึกษาไม่ค่อยมี ส่วนมากฉันกับเพื่อนอีกสองคนจะบอกหลินฉีเองว่าให้ระวังอะไรบ้าง เวลาไปทำงานหรือใช้ชีวิตอยู่ที่ห้องคนเดียว”

“แล้วทำไมถึงต้องบอกล่ะครับ หรือว่าคุณคิดว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ” อันเป่าอ้ายรีบปฏิเสธ เพราะคำถามของเขาเหมือนชี้นำและสงสัยในตัวเธอ “เวลาปกติที่เธอสบายดี ก็มักจะซุ่มซ่ามจนตัวเองเจ็บตัวอยู่ตลอด หรือชอบหาอะไรทำเวลาว่างๆ แล้วก็ทำให้เกิดเรื่องอยู่ตลอด เรื่องนี้ไว้ถามผู้จัดการกับแฟนของหลินฉีก็ได้ พวกเขาก็รู้เรื่องนี้ดีค่ะ”

“บันทึกการโทรบนมือถือในวันเกิดเหตุของคุณหลิน ปรากฏเบอร์ส่วนตัวของคุณอยู่ด้วย ตอนนั้นคุณโทรหาเธอทำไมเหรอครับ”

“วันนั้นฉันไปลองชุดเพื่อนเจ้าสาวที่หลินฉีเตรียมไว้ให้ ฉันเลยจะโทรไปแซวเรื่องชุดที่เธอเลือกเอาไว้ให้ แต่ก็ไม่ได้คุยกับหลินฉี ได้คุยกับคุณดีแลนแทน” เธอหยิบมือถือขึ้นมาแล้วเปิดรูปให้เจ้าหน้าที่ดูเป็นหลักฐานว่าวันนั้นเธออยู่ร้านลองชุดจริงๆ

เจ้าหน้าที่เขียนข้อมูลที่เธอตอบมาลงในสมุดตรงหน้าเขาเพื่อเช็คเธอผ่านพ้นข้อสงสัยที่เขาสันนิษฐานว่าเออาจจะเกี่ยวข้องออกทีละข้อ พร้อมเขียนรายละเอียดไว้ให้หัวหน้าของเขาได้อ่านข้อมูลย้อนหลังด้วย “คุณไม่คิดมันน่าสงสัยหรือครับที่คุณมีความสัมพันธ์กับคนดังที่ถูกฆาตกรรมทั้งสองรายในเดือนเดียวกัน”

“ไม่รู้สิคะ ฉัน หลินฉีและอีกคนที่คุณพูดถึงฉันเดาว่าน่าจะเป็นชางไห่ พวกเราทำงานเป็นนักแสดง นางแบบและนายแบบ เป็นคนในวงการเดียวกัน ถ้าคุณจะสงสัยว่าฉันอาจจะเป็นคนร้ายล่ะก็ คนคงต้องสงสัยคนที่ทำงานทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังที่เกี่ยวข้องกับสองคนนี้ด้วย จะมาสงสัยแค่ฉันคนเดียวไม่ได้หรอกค่ะ” อันเป่าอ้ายรู้สึกว่าตัวเธอเริ่มจะไม่ชอบเจ้าหน้าที่ที่กำลังสอบสวนเธออยู่ตรงหน้าแล้ว รู้สึกว่าเขาคิดว่าเธอเป็นบุคคลที่น่าสงสัยที่สุดในตอนนี้

“แล้วคุณพอจะทราบมั้ยครับว่าคุณหลินเคยมีปัญหากับใครบ้างหรือเปล่า จะเป็นตอนนี้หรือย้อนหลังจากนี้ก็ได้”

“หลินฉีไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ให้ฉันฟังนะคะ แต่เท่าที่ฉันพอจะนึกออก...” อันเป่าอ้ายพยายามนึกว่าเพื่อนของเธอเคยไปทะเลาะกับใครบ้าง “ก็มีฉัน”

เจ้าหน้าที่ชะงักมือที่กำลังเขียนข้อมูลแล้วเงยหน้ามามองหญิงสาวตรงหน้า แล้วขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เมื่อครู่นี้เธอยังพูดเหมือนปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร มาคราวนี้กับพูดให้ตัวเองดูน่าสงสัยซะอย่างนั้น อันเป่าอ้ายรีบอธิบายต่อทันทีที่ทุกคนในห้องนี้จะตัดสินว่าเธอเป็นคนผิดในคดีนี้ “เท่าที่รู้ก็มีฉันกับหลินฉีที่ทะเลาะกัน มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดของฉันเองว่าหลินฉีเอาเรื่องส่วนตัวของฉันไปเล่าให้คนอื่นฟัง ตอนนั้นฉันเล่าให้หลินฉีฟังคนเดียว แต่พอเวลาผ่านไปฉันก็มารู้ว่าจริงๆ แล้วเป้นทีมงานคนหนึ่งที่บังเอิญมาได้ยินแล้วเอาไปเล่าให้คนอื่นฟังต่างหาก ซึ่งเรื่องนี้ฉันกับหลินฉีก็เคลียร์จบแล้ว ไม่มีอะไรคาใจอีกแล้วค่ะ”

“นอกจากคุณแล้วมีใครอีกรึเปล่าครับ คนใกล้ตัวที่คุณคิดว่าน่าจะมีปัญหากับคุณหลินแบบคุณก็ได้”

“ตอนนี้นึกไม่ออกเลยค่ะ ไว้ฉันนึกออกแล้วฉันจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมทีหลังนะคะ”

“ครับ...ช่วงก่อนที่จะเกิดเรื่องเนี่ย มีอะไรเกี่ยวกับคุณหลินที่คุณสงสัยบ้างหรือเปล่าครับ อาจจะเป็นพฤติกรรมหรือคำพูดของเธอก็ได้” อันเป่าอ้ายส่ายหน้าปฏิเสธ เจอกันล่าสุดก็มีแค่ตอนที่เธอและสองสาวไปค้างที่ห้องของหลินฉีเท่านั้น พวกเขามองหน้ากันแล้วก็ส่งสัญญาณบางอย่างที่คิดว่าควรถามเป็นคำถามพื้นฐานพอเท่านี้ก่อน “ถ้าอย่างนั้นวันนี้ก็พอเท่านี้ก่อนแล้วกันครับ ถ้าหากว่าเราต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจะติดต่อไปนะครับ”

“ค่ะ ต้องการความร่วมมือเกี่ยวกับคดีติดต่อมาได้เลยค่ะ” อันเป่าอ้ายหยิบมือถือใส่กระเป่าตัวเองแล้วออกจากห้องนั้นไป จินเซียงที่นั่งรออยู่ พิงกำแพงหลับไปซะงั้น เธอเลยปลุกเธอเบาๆ ให้ลุกขึ้นเพื่อจะได้เตรียมตัวกลับ เพราะไม่อยากอยู่ที่นี่นานๆ สำหรับวันนี้เธอรู้สึกมันไม่น่าอยู่สักเท่าไหร่

“คุณอันครับ” เจ้าหน้าที่ที่สอบสวนเธอเรียกเธอเอาไว้ก่อน หญิงสาวจึงหันกลับไปมองเขาแต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ “คุณดูไม่ค่อยแฮปปี้เลยนะครับ ทุกทีคุณดูร่าเริงกว่านี้ตอนที่มาที่นี่ ผมถามคำถามอะไรที่ทำให้คุณไม่พอใจหรือเปล่าครับ”

“ไม่หรอกค่ะ คนเรามันก็ต้องมีวันที่อารมณ์ไม่ดีบ้าง อีกอย่างที่นี่ก็ไม่ใช่สวนสนุกที่มาแล้วจะต้องรู้สึกดีอยู่แล้ว คุณไม่ต้องคิดมากนะคะว่าฉันจะไม่พอใจอะไร”

“ได้ยินแบบนี้ผมกับทุกคนในห้องก็สบายใจครับ ยังไงก็...ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือนะครับ”

“ยินดีค่ะ ฉันขอตัวนะคะ”

อันเป่าอ้ายเดินนำไปก่อน จินเซียงก็รีบเดินตามไปทันที ตรงมุมทางเดินเสี่ยนเจียนหลิวเดินมาพอดี นักแสดงสาวทักทายกับหัวหน้าของเขาตามปกติ เห็นทั้งสองพูดคุยแล้วเขาก็พอจะรู้สาเหตุแล้วว่าทำไมอันเป่าอ้ายถึงแสดงออกว่าไม่สบายใจที่จะอยู่ที่นี่ ถ้าหากวันนี้เสี่ยนเจียนหลิวเป็นคนสอบสวนเธอเอง อย่างน้อยๆ คนที่เป็นเพื่อนกันก็น่าจะมีความไว้เนื้อเชื่อใจว่าเพื่อนอาจจะไม่เกี่ยวข้องเลยก็เป็นได้

ต่อให้ปากจะบอกว่าไม่มีข้อยกเว้นก็ตาม!

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว