email-icon facebook-icon

สวัสดีค่ะ บุษบาไพลิน หรือไรท์บุษ นะคะ ฝากติดตามผลงานด้วยค่า ^0^

ตอนที่ 4 สัญชาตญาณ (1/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 สัญชาตญาณ (1/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 146

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ม.ค. 2564 18:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 สัญชาตญาณ (1/2)
แบบอักษร

ชายคนนั้นถูกจับใส่กุญแจมือไพล่หลัง กำลังถูกสอบปากคำอยู่ นักแสดงสาวตรงมาที่นี่ต่อหลังจากที่ไปตรวจเช็คร่างกายแล้วเรียบร้อย เธอต้องพันแผลที่ข้อเท้าจากการแพลงเมื่อตอนที่สะดุดขาตัวเองแล้วตกบันได ว่านหนิงไม่ยอมให้เธอสอบปากคำก่อนจนกว่าจะแน่ใจว่าเธอไม่เป็นอะไรหนักจริงๆ เมื่อชายคนนั้นเห็นเธอเขาก็มองเธอไม่วางตาแล้วจ้องมองมาที่เธอไม่สนใจอย่างอื่นเลย ทั้งสองสาวก็ถึงกับผวากับท่าทางและสายตาที่เขาส่งมา

“เป่าอ้าย! เธอบอกเขาไปสิ...ว่าเราเป็นอะไรกัน บอกเขาไป เร็ว!” น้ำเสียงสั่นเครือของเขาและแววตาที่ดูตระหนกทำให้อันเป่าอ้ายรู้สึกสงสารเขาขึ้นมา แต่เธอก็ไม่คิดจะพูดโกหกเพื่อให้เขาออกไปใช้ชีวิตตามปกติเหมือนเดิม แล้วกลับมาทำอย่างที่ทำวันนี้กับเธออีกครั้งแน่

“ขอโทษนะคะ! ฉันไม่รู้จักว่าคุณเป็นใคร ไม่เคยเจอคุณเลยด้วย” อันเป่าอ้ายจับมือผู้จัดการของเธอเอาไว้แน่น เขาพุ่งตัวจะเข้ามาหาเธอ แต่เจ้าหน้าที่ช่วยกันจับตัวเอาไว้แล้วพาเขาไปที่ห้องขังก่อนเพื่อให้เขาได้สงบสติอารมณ์ของตัวเอง

ซีหมิ่นเป็นเจ้าหน้าที่ที่รับบันทึกประจำวันในวันนี้ เธอมองหญิงสาวที่เจอกันอีกครั้ง ณ สถานที่แห่งนี้แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ได้ทำอะไรผิดก็ตาม บางทีเธอก็สงสัยว่าเธอมีดวงชะตาผูกพันกับที่นี่หรือเปล่า “คุณอันเป่าอ้าย...เชิญนั่งทางนี้ก่อนค่ะ”

อันเป่าอ้ายและว่านหนิงเลื่อนเก้าอี้มานั่งอยู่ข้างๆ กัน ของตรงหน้าพวกเธอเป็นสิ่งของที่ติดตัวของชายคนเมื่อครู่นี้ มีกุญแจรถ ซองบุหรี่ โทรศัพท์มือถือที่ตั้งรูปหน้าจอเป็นรูปของนักแสดงสาวกับภาพของเขาซึ่งเป็นภาพตัดต่อ และคีย์การ์ดแบบเดียวกับของเธอที่ใช้ในการแตะผ่านประตูเข้ามาในคอนโดหรู

“เขา...อยู่ที่เดียวกับฉัน!?”

“เช็คจากที่อยู่ปัจจุบันของเขาแล้ว ก็เป็นอย่างนั้นค่ะ เขาอยู่ที่นั่นมาได้ประมาณห้าเดือนแล้ว จากการที่ฉันสอบถามและพูดคุยกับเขา เขาบอกฉันว่าคุณกับเขาเป็นคนรักกัน ที่เขาทำแบบนั้นกับเพราะอารมณ์หึงหวงที่คุณใกล้ชิดกับผู้ชายคนอื่น แต่เมื่อครู่คุณปฏิเสธชัดเจนแล้ว ฉันจึงเดาว่าเขาน่าจะเป็นสตอล์กเกอร์ค่ะ”

“เดี๋ยวนี้ลงทุนถึงขนาดนี้เลยอย่างนั้นเหรอ” ว่านหนิงไม่ทันคาดคิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอยู่อีก นึกว่าจะมีแค่การโจมตีทางโซเชียลในลักษณะนักเลงคีย์บอร์ดเท่านั้น

ส่วนอันเป่าอ้ายนึกย้อนไปว่าเธอรู้สึกเหมือนมีใครบางคนคอยตามเธออยู่เรื่อยๆ เวลาที่เธออยู่คนเดียวตามลำพัง ถ้าอย่างนั้นที่ผ่านมาหลายวันนี้ เป็นฝีมือของเขาเองอย่างนั้นสินะ

“ก่อนที่คุณจะมาที่นี่ เจ้าของโครงการคอนโดฯ ที่คุณพักอยู่เขาได้มาจัดการเรื่องบางส่วนไปแล้วค่ะ แล้วฝากบอกกับคุณด้วยว่าถ้าต้องการให้พวกเขาช่วยเหลือในส่วนที่คุณบาดเจ็บ ติดต่อกับเขาได้ทันทีเลยนะคะ ส่วนผู้ชายคนนั้นเราคงต้องคุมตัวไว้ที่นี่ แล้วเจ้าของโครงการจะดำเนินการจัดการกับเขาเองค่ะ”

เจ้าหน้าที่สอบถามเรื่องดังกล่าวเพิ่มเติมจากเธออีกเล็กน้อย ว่านหนิงบอกให้เธอดำเนินคดีกับเขาเพราะอีกฝ่ายทำให้เธอเจ็บเนื้อเจ็บตัวถึงขนาดนี้ ถ้าคิดว่าจะให้เธอปล่อยไปง่ายๆ ล่ะก็...ไม่มีทาง!

 

อันเป่าอ้ายเดินมาทิ้งตัวนอนลงบนที่นอนช้าๆ พยายามไม่ลงน้ำหนักที่เท้าให้มาก หากไม่ระวังอาจจะทำให้เธอต้องเลื่อนงานออกไปอีก แล้วจะกลายเป็นเสียเวลาคนอื่นโดยไม่จำเป็น

เธอคิดว่าจะต้องหาวันเพื่อไปปฏิบัติธรรมถือศีลสักที่ให้กราฟชีวิตพุ่งขึ้นจากตอนนี้บ้าง เดือนนี้นอกจากเหนื่อยกับงานแล้วยังเหนื่อยกับคนมากมายที่ผ่านเข้ามาในแต่ละวันอีก สงสารก็แต่ผู้จัดการสาวของเธอ ไม่ค่อยมีเวลาให้กับครอบครัวของตัวเองเลย คอยแต่มาจัดการเรื่องชวนปวดหัวของเธออยู่ตลอด ขนาดวันนี้มีเวลาพักมากกว่าทุกวันแล้ว ยังต้องวนมาจัดการเรื่องของเธออีกจนได้

หญิงสาวป้ายยามานวดข้อเท้าเบาๆ ตามที่หมอเขียนในใบสั่งยา เสียงเรียกเข้าจากมือถือของเธอดังขึ้น อันเป่าอ้ายต้องขยับตัวไปทีละนิดแล้วหยิบมือถือมากดรับสายพร้อมกับเปิดลำโพงแล้วมือถือไว้ข้างตัว “ว่าไงเจียนหลิว”

“ซีหมิ่นเล่าให้ฟังว่าวันนี้เธอมีเรื่องอีกแล้ว เกิดอะไรขึ้น”

“อ๋อ! พอดีเจอสตอล์กเกอร์เข้าน่ะ โชคดีที่ไปหาคนให้ช่วยไว้ได้ทันเลยไม่ได้เป็น...อ๊ะ!” อันเป่าอ้ายเผลอนวดกดลงแรงไปมาก แล้วเผลอร้องออกมาเสียงหลง เธอยกมือปิดปาก เสียงที่เธอเปล่งออกมาเมื่อครู่นี้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะได้ยินรึเปล่า “แล้ว...แล้วก็เจ็บตัวนิดหน่อย แต่ไม่เป็นอะไรมากหรอก”

“รู้ตัวรึเปล่าว่าเธอมาที่นี่รอบที่สามแล้วนะ เขาว่ากันว่าคนมีชื่อเสียงไม่ควรมาที่นี่บ่อยๆ ไม่ใช่เหรอ? หรือว่าเธอเป็นข้อยกเว้น”

“ฉันก็ไม่ได้อยากไปสักหน่อย ในมันเกิดเรื่องแบบนั้นฉันก็ต้องไปสิ” อันเป่าอ้ายขยับตัวนั่งพิงหัวเตียง แล้วค่อยๆ ทายาที่ข้อมือที่เป็นรอยช้ำมีห้อเลือดเป็นจุดๆ ที่ข้อมือไม่ได้เจ็บมาก ใช้เวลาทาแล้วนวดคลึงๆ ไม่นานก็ปล่อยทิ้งไว้ยาซึมเข้าผิวหนังแล้วเข้านอนได้เลย

“เฮ้อ! เอาเถอะ เธอไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้ว ส่วนเรื่องของคนที่ทำร้ายเธอไม่ต้องเป็นห่วง ซีหมิ่นไม่ปล่อยเขาไปง่ายๆ แน่นอน” เสี่ยนเจียนหลิวบอกให้เธอสบายใจ เขาเพิ่งกลับมาหลังจากไปรับหลักฐานที่ส่งตรวจพิสูจน์เพิ่มเติมในคดีของชางไห่ เผื่อว่าจิ๊กซอว์ที่หายไปจะหาเจอแล้วเห็นภาพสมบูรณ์มากขึ้น

“ฉันรู้หรอกน่า...ว่าเจ้าหน้าที่จะต้องทำหน้าที่เพื่อให้ประชาชนใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข” อันเป่าอ้ายเดาว่าเพื่อนสมัยเด็กของเธอน่าจะยังไม่รู้เรื่องคลิปที่มีคนถ่ายไว้ได้ที่ซูเปอร์มาร์เก็ต เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้นเลยหรือสงสัยเรื่องนั้นสักนิดหรือไม่ก็รู้แล้วแต่เลือกที่จะไม่พูดถึงมัน “ตอนนี้นายยังอยู่ในเวลางานอยู่รึเปล่า”

“ก็ใช่...คืนนี้ฉันต้องเข้าเวรน่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นนายไปทำงานเถอะ เดี๋ยวฉันจะนอนแล้ว ขอบคุณนะที่เป็นห่วง”

“เธอคงเหนื่อยแหละ วันนี้นอนเร็วกว่าทุกที งั้นก็...ฝันดีนะ” อีกฝ่ายกดวางสายไป อันเป่าอ้ายรู้สึกว่าเสียงของเขาเงียบไปแล้ว จึงหยิบมือถือมาดูแล้วนำไปชาร์จแบตเตอรี่เอาไว้ พรุ่งนี้มีงานต้องทำแล้วน่าจะมีเวลาว่างอยู่ด้วย เธอแตะหรี่ไฟในห้องให้มืดลงช้าๆ

แม้เธอจะบอกเขาไปว่าจะเข้านอนแล้ว แต่เอาเข้าจริงเธอยังนอนไม่หลับ พลิกตัวไปมาอยู่บนที่นอนอยู่อย่างนั้น สุดท้ายก็ต้องเปิดไฟอีกครั้ง แล้วเอื้อมไปหยิบหนังสือมาอ่านเผื่อว่าจะทำให้ง่วงบ้าง อันเป่าอ้ายอ่านจนเกือบจะจบเล่มแล้วเธอก็ยังไม่รู้สึกง่วงเลย เธอจึงหยิบมือถือถอดสายชาร์จออกแล้วเล่นเกมเผื่อว่าจะช่วยขึ้นมาบ้าง แต่ก็เหมือนเดิม

เธอเอนตัวนอนเปิดเพลงกล่อมตัวเองให้หลับ จนเพลงรันมาถึงเพลงที่ตัวเองเคยร้องประกอบซีรี่ส์ที่ตัวเองได้รับบทนำเป็นครั้งแรกและทำให้เธอได้รับรางวัล พอได้ยินแล้วก็นึกถึงช่วงเวลาในตอนนั้น ความทุ่มเทของเด็กสาวที่เรียนไปทำงานไปในตอนนั้น ชีวิตของเธอตรงกับบทบาทที่เธอได้รับมาก ณ ตอนนั้นใครๆ ก็บอกว่าเธอแสดงออกให้ทุกคนรับรู้ถึงตัวตนของเด็กคนนั้นได้ดีมาก สัมผัสถึงความจริงใจและความเข้มแข็ง อดทนต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามา และพยายามทำทุกอย่างให้ตัวเองและคนรอบข้างมีความสุขอยู่เสมอ ความสุขง่ายๆ ที่เกิดจากการได้ทำงานหาเลี้ยงตัวเองและไม่ต้องเจอเรื่องปวดหัวมากมายอย่างในตอนนี้

“คิดถึงอันเป่าอ้ายเมื่อตอนนั้นจังเลยนะ”

หลินฉีส่งเสื้อผ้ามาให้เพื่อนสาวทั้งสามคนของเธอเลือกไว้ก่อน เพื่อให้คนสำคัญของเธอนั้นเด่นมากที่สุด อันเป่าอ้ายจึงบอกอีกฝ่ายว่าเดี่ยวเธอจะไปเลือกที่ร้านเอง เพราะไม่ต้องการให้คนอื่นที่ไม่สนิทเข้ามารอเธออยู่ในห้องส่วนตัวของเธอ เหมือนอย่างของเพื่อนอีกสองคนที่กลับไปที่บ้านของตัวเอง แล้วเจอกับดีไซน์เนอร์คนเก่งของหลินฉีนั่งรออยู่ในบ้านเรียบร้อย

อันเป่าอ้ายให้ว่านหนิงกลับไปได้เลยเนื่องจากไม่มีตารางงานอะไรแล้ว อีกอย่างเธอมาที่ร้านในเวลาที่ร้านควรปิดไปแล้ว แต่เธอขอให้พวกเขารอเธอก่อน โดยที่ไม่ต้องเปิดร้านให้ลูกค้าคนอื่นมาเดิน ส่วนค่าเสียเวลาเธอจะจ่ายให้เอง

“คุณอันคะ...ทั้งสามชุดนี้เป็นชุดที่คุณหลินเลือกไว้ให้คุณโดยเฉพาะ ถูกใจชุดไหนต้องการปรับแก้ตรงไหน บอกทางเราได้เลยนะคะ” อันเป่าอ้ายเดินดูชุดที่เพื่อนเลือกเอาไว้ให้ เธอมองพิจารณาอย่างละเอียดว่าจะเลือกชุดไหนดี ทุกชุดไม่ได้หวือหวามีเพชรปักเพชรระยิบระยับ เป็นการเล่นลายผ้ามากกว่าทั้งสามชุด แถมยังปกปิดทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่คอจนถึงตาตุ่ม

“เธอไม่ได้แกล้งฉันใช่มั้ยเนี่ยหลินฉี” อันเป่าอ้ายหยิบทั้งชุดไปลองในห้องแต่งตัว แต่ละชุดเธอลองคุยกับดีไซน์เนอร์ดูว่าจะปรับแก้ให้ชุดนั้นมีลูกเล่นอื่นได้มั้ย และสามารถใช้ทันงานในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้รึเปล่า

ระหว่างที่ทีมงานกำลังหาผ้าและลูกปัดมาลองกับชุดเพื่อให้เธอดูเป็นตัวอย่างว่าจะเพิ่มอะไรบ้าง อันเป่าอ้ายจึงโทรหาเจ้าสาวคนสวยของเธอทันที เวลานี้อีกฝ่ายน่าจะทำงานเสร็จแล้วและเธอสามารถติดต่อหาอีกฝ่ายได้โดยตรงไม่ต้องผ่านผู้จัดการ ถือสายรอไม่นานอีกฝ่ายก็รับสายทันที

“ฉีฉี...แต่ละชุดที่เธอเลือกให้ฉันเนี่ย ตั้งใจแกล้งฉันรึเปล่า”

“ขอโทษทีนะครับ พอดีว่าหลินฉีเขาหลับอยู่” เสียงปลายสายไม่ใช่เพื่อนสาวของเธอ อันเป่าอ้ายเลยมองหน้าจอดูอีกครั้งว่าเธอโทรผิดรึเปล่า แต่ก็ไม่ใช่…

“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ฉันไม่รู้ว่า…”

“ไม่เป็นไรครับ มีอะไรจะฝากบอกให้หลินฉีมั้ย พอเธอตื่นแล้วผมจะบอกเธอให้” แฟนหนุ่มของเพื่อนสาวบอกด้วยน้ำเสียงสุภาพจนอันเป่าอ้ายรู้สึกเกรงใจ เธอรู้จักเขาแต่ก็ไม่คิดจะตีสนิทอะไรมาก อีกอย่างเธอแค่โทรมาแซวเล่นกับเพื่อนเท่านั้นเอง

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันแค่โทรมาคุยเล่นกับฉีฉีเฉยๆ แค่นี้นะคะ ไม่รบกวนแล้ว” อันเป่าอ้ายกดวางสายจากเขา ไม่คิดว่าจะได้คุยกับแฟนหนุ่มของเพื่อนแทนซะงั้น แสดงว่าเขาไปรับหลินฉีที่กองถ่าย ไม่แปลกถ้าเขาจะมาดูแลด้วยตัวเอง ก็พวกเขากำลังจะมีข่าวดีกันนี่นา

แล้วเรื่องนี้มีแค่พวกเธอที่รู้เท่านั้นด้วย!

“คุยกับใครคะ?” หลินฉีตื่นขึ้นมาหลังจากที่ได้ยินเสียงพูดของแฟนหนุ่มของเธอ เขาเพิ่งเก็บมือถือของเธอใส่ไว้ในกระเป๋าของเธอตามเดิม ชายหนุ่มจอดรถไว้ข้างทางเพื่อรับสายเพื่อนของเธอ ไม่คิดว่าหญิงสาวจะตื่นง่ายเพราะเสียงคุยโทรศัพท์ของเขา

“เพื่อนที่ชื่อเป่าอ้ายโทรมาหาคุณน่ะ ผมรับสายให้ก่อน ไม่อยากปลุกคุณแล้วก็ไม่กล้าตัดสายด้วย” ไฮโซหนุ่มบอกกับเธอพร้อมกับจับปกเสื้อขึ้นมาคลุมตัวของเธอให้ดีๆ แล้วปรับอากาศลดอุณหภูมิในรถให้ด้วย “เอาไว้ถึงห้องแล้วค่อยโทรกลับแล้วกันนะ เผื่อว่ามีเรื่องจะคุยกันยาว”

“ก็ได้ค่ะ” หลินฉีเอนศีรษะไปซบไหล่ของเขาพร้อมกับคล้องแขนแฟนหนุ่มของเธอเอาไว้

“หลินฉี...ผมว่าคืนนี้คุณไปค้างกับผมเถอะ” เขากังวลทุกครั้งที่เธอต้องอยู่คนเดียวตั้งแต่ที่รู้ว่าเธอมีใครอีกคนอยู่ในครรภ์ด้วย นับตั้งแต่วันนั้นเขาพร้อมที่จะย้ายของๆ เธอออกมาจากห้องเพื่อที่เขาจะได้ดูแลเธอได้อย่างเต็มที่แล้วไม่ต้องเป็นห่วงคนรักกับลูกในท้องของเธอ แต่อีกฝ่ายก็ปฏิเสธมาตลอด

“ไม่ค่ะ พรุ่งนี้ฉันมีงานแต่เช้า ถ้าไปค้างที่บ้านคุณ คุณก็ต้องไปส่งฉันตั้งแต่เช้ามืด ฉันไม่อยากให้คุณเหนื่อย ถ้าฉันนอนไม่พอ...มันไม่ดีต่อลูกของเรานะคะ” หญิงสาวมองตาเขาพร้อมส่งสายตาหวานเป็นการออดอ้อนให้เขายอมเห็นด้วยกับเธอเหมือนกับทุกที

“เฮ้อ! หลินฉี...คุณนี่นะ” เขาถอนหายใจออกมายอมใจอ่อนตามเธอ “ไว้เราแต่งงานกันเมื่อไหร่ล่ะก็ คุณต้องเชื่อฟังผมทุกอย่าง ห้ามดื้อแบบนี้อีกนะ”

“ได้ค่ะ” หญิงสาวยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มเขาแล้วกลับมานั่งที่ของตัวเองดีๆ แฟนหนุ่มของเธอจะได้ขับรถได้และพาเธอไปส่งอย่างปลอดภัย

หลินฉีกดรหัสประตูห้องของตัวเอง แล้วเข้าไปในห้องจัดการทำธุระส่วนตัวของตัวเองให้เรียบร้อย เธอเดินมาจับชายผ้าชุดกี่เพ้าสีแดงที่ทางบ้านส่งมาให้เมื่อวานนี้ พวกเขาอยากให้เธอจัดงานแบบประเพณีดั้งเดิมด้วย แต่เธอยังไม่ได้บอกกับทีมออแกไนซ์ที่รับจัดงานว่าอยากจะให้ดูแลเพิ่มอีกหนึ่งพิธี และจะจัดงานที่บ้านของพ่อแม่ของเธอเอง

หลินฉียังไม่ได้บอกที่บ้านว่าตอนนี้เธอมีเลือดเนื้อเชื้อไขของเธอเองอยู่ด้วย เพราะคิดว่า ณ เวลานี้ยังไม่เหมาะสม ไม่อยากให้พวกเขาต้องเสียหน้าหรือเสียใจกับสิ่งที่เธอทำลงไป เธอรู้ว่าการ ‘ชิงสุกก่อนห่าม’ ไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่เธอและคนรักมีวุฒิภาวะพอที่รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรและยอมรับในสิ่งที่ตัวเองทำได้

เงาที่มุมห้องทำให้เธอต้องชะงักมือที่กำลังลูบผ้าชุดกี่เพ้าตัวสวยอยู่ แล้วต้องหันไปมองโดยทันที ก่อนจะเปิดไฟทั่วทั้งห้องเพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า หลินฉีเดินสำรวจห้องอีกครั้งเพื่อความชัวร์ว่าเธอแค่คิดไปเองเท่านั้น แต่เดินไปวนไปวนมา เธอก็เริ่มมึนหัวจนสุดท้ายต้องหยุดเดินแล้วกลับไปนอนพักที่ห้อง ทานยาบำรุงแล้วเข้านอนตามปกติ

ประตูตู้เสื้อผ้าเลื่อนเปิดออกช้าๆ พร้อมร่างสูงใหญ่ที่ซ่อนตัวตั้งแต่ก่อนที่เจ้าของห้องจะกลับมา เขาออกจากห้องแต่งตัวมายังห้องนอนของหญิงสาวที่กำลังกุมหน้าท้องแล้วร้องครวญครางขดตัวอยู่บนที่นอน จนผ้าห่มมากองอยู่ที่ปลายเท้า เธอพลิกตัวมาเห็นคนแปลกหน้ายืนอยู่ข้างที่นอน พยายามขยับตัวไปด้านข้างอีกฝั่ง

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว