email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 2 คดีฆาตกรรมชางไห่ (2/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 คดีฆาตกรรมชางไห่ (2/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 105

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ม.ค. 2564 11:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 คดีฆาตกรรมชางไห่ (2/2)
แบบอักษร

เสี่ยนเจียนหลิวเดินทางมายังที่เกิดเหตุ ตอนนี้ยังคงปิดกั้นเพื่อทำการสืบสวนต่อไปอยู่ ยังไม่ได้ทำการส่งมอบคืนให้กับนิติบุคคลจัดการต่อ ของใช้ทุกอย่างของชางไห่ยังคงอยู่ที่เดิม เมื่อเขามาถึงเขาหยิบถุงมือยางมาสวมให้เรียบร้อยเพื่อจะได้ไม่ทิ้งลายนิ้วมือของตัวเองไปทับกับรอยนิ้วมือของเหยื่อและคนร้าย อาจทำให้รูปคดีเสียได้

“มีอะไรเพิ่มเติมมั้ย?”

“ผมเจอจดหมายนี้ แต่ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวข้องกันรึเปล่า?” เจ้าหน้าที่ที่มาถึงก่อนยื่นซองจดหมายสีขาวที่ไม่มีการเขียนหน้าซองว่าส่งให้กับใคร ไม่มีการติดกาวแน่นเพียงแค่ตัดกระดาษให้เสียบในรอยตัด ในซองมีกระดาษการ์ดสีขาวด้านในอีกแผ่นพร้อมข้อความสีแดงที่เขียนไว้ตรงกลางโดดๆ แค่นั้นเลย

“เตรียมตัวชดใช้” เสี่ยนเจียนหลิวอ่านข้อความนั้น แล้วก็นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ถ้าหากชางไห่ได้รับจดหมายลึกลับนี้มาก่อน แล้วชางไห่รู้หรือเปล่าว่าใครเป็นคนส่งมา ถ้าหากว่ารู้แล้วเป็นไปได้มั้ยเขาน่าจะเดาออกว่าตัวเองอาจจะเกิดอันตรายหลังจากได้รับจดหมายนี้

“เดี๋ยวเอากลับไปด้วยเป็นหลักฐาน นอกจากนี้จดหมายแล้วมีอย่างอื่นอีกมั้ย”

“ยังไม่มีอะไรเพิ่มเติมที่น่าสงสัยครับ” เสี่ยนเจียนหลิวเดินสำรวจคนเดียวอีกรอบหนึ่ง เจ้าหน้าที่คนอื่นที่อยู่ด้วยถ่ายภาพเพิ่มเติม ตามที่ตกลงกับนิติบุคคลและครอบครัวของชางไห่ พวกเขาจะต้องส่งมอบพื้นที่คืนและของทุกอย่างที่อยู่ในสถานที่นี้จะถูกย้ายออกไปทั้งหมด

“ถ้าอย่างนั้นก็เก็บของของเราให้เรียบร้อยแล้วส่งมอบคืนให้นิติบุคคลได้เลย เราจะได้ไปทำงานกันต่อ”

“รับทราบครับ”

เสี่ยนเจียนหลิวก้าวเท้าออกมาจากห้องไม่นาน หางตาเขาเห็นเงาบางอย่างตรงแถวบันไดหนีไฟ เขารีบหันไปดูมีใครบางคนแอบอยู่ตรงนั้น ก่อนจะมีเสียงประตูปิดดังสนั่นไปทั้งชั้น เขาจึงรีบวิ่งตามไปทันที บุคคลปริศนาที่มายืนแอบดูอยู่ไม่น่าจะเป็นคนที่อยู่ในตึกนี้ เพราะคนที่นี้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและเมื่อเจอเจ้าหน้าที่ไม่น่าจะมีท่าทีตื่นตระหนกแล้ววิ่งหนีไปแบบนี้

หรือว่า...

เขามองจากช่องบันไดตรงกลางเห็นมือที่สวมถุงมือสีเข้มกำลังวิ่งวนลงไปเรื่อยๆ ก่อนจะหายไปพร้อมกับเสียงเปิดประตูอีกครั้ง เสี่ยนเจียนหลิววิ่งตามลงไปจนถึงจุดที่คนปริศนาคนนั้นหายไป เมื่อเขาปลักประตูออกเจอกับล็อบบี้ชั้นสองที่เป็นสถานที่พักผ่อน ก็ไม่เจอกับคนๆ นั้นแล้ว

“คลาดจนได้” เสี่ยนเจียนหลิวยืนหอบอยู่ตรงนั้นสักพัก เวลานี้ไม่ค่อยมีใครลงมาใช้พื้นที่ส่วนกลางตรงนี้สักเท่าไหร่ เขาจึงเดินลงมาที่ชั้นแรกแล้วกลับไปยังสถานีตำรวจเพื่อทำงานของตัวเองต่อ แม้จะผ่านมาไม่กี่วันแต่พวกเขาถูกแฟนคลับของชางไห่กดดันหนักพอสมควร บางวันก็มีคนมาโวยวายที่สถานีตำรวจหรือแม้กระทั่งคุยกันโลกโซเชียลว่าร้ายให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่ไม่ยอมดำเนินการเรื่องให้เรียบร้อยสักที

วันจัดงานไว้อาลัยให้กับชางไห่วันแรกมีคนมาร่วมงานค่อนข้างเยอะพอสมควร ชางไห่เป็นบุตรชายคนเดียวของครอบครัวอีกทั้งยังไม่ได้แต่งงาน ยิ่งทำให้ครอบครัวเสียใจมากขึ้นไปอีก เพื่อนร่วมงานหลายๆ คนทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังต่างมาร่วมงานไว้อาลัยกันอยู่เรื่อยๆ

แฟนคลับบางส่วนที่ได้รับอนุญาตมาร่วมงาน พวกเขานำรูปภาพของชางไห่มาวางด้านข้างพิงกำแพงตลอดทางเดินตั้งแต่ทางเข้าจนถึงด้านใน มีนักข่าวมาเก็บภาพอยู่ตลอด อันเป่าอ้ายและว่านหนิงก็มาร่วมงานด้วยเช่นกัน แต่มาไม่นานก็กลับออกมาเพราะเธอไม่ได้สนิทกับเขามาก อยู่นานกลัวจะเป็นประเด็นโดยไม่ใช่เรื่องอีก ก่อนออกมามีนักข่าวมาสัมภาษณ์ถึงความรู้สึกซึ่งเป็นนักข่าวที่ตัวเธอเองหมายหัวว่าเขาจะเล่นประเด็นอะไร เลยให้สัมภาษณ์กว้างๆ ไม่ได้เจาะลึกอะไรแล้วบอกไปอย่างสุภาพว่าเธอไม่ได้สนิทอะไรกับเขามากจึงไม่ขอพูดถึง

“ฉีฉี” อันเป่าอ้ายเห็นเพื่อนออกมายืนอยู่ด้านนอกก่อนพร้อมกับคนรักของเธอที่มาร่วมงานด้วยกัน

“เป่าอ้าย จะกลับแล้วเหรอ”

“อืม...แค่มาวางดอกไม้เฉยๆ แล้วเธอล่ะ”

“จะกลับแล้วเหมือนกัน รู้สึกไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ เจอคนเยอะในที่แออัดเลยมึนหัว” หลินฉียกมือขึ้นมานวดศีรษะตัวเองเบาๆ เพราะเธอเริ่มมีอาการอีกแล้ว “งั้นเอาไว้คุยกันทีหลังนะ”

“กลับดีๆ ล่ะ” อันเป่าอ้ายโบกมือให้กับเพื่อน สีหน้าของหลินฉีดูไม่ค่อยดีจริงๆ หวังว่าจะเธอจะไม่เป็นอะไรมาก “เราก็กลับกันเถอะพี่”

ว่านหนิงให้เธอยืนรออยู่ตรงนี้ก่อน ส่วนเธอจะไปขับรถมารับที่ด้านหน้าเอง เธอหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อดูว่ามีข้อความอะไรที่ค้างคาไว้หรือเปล่า อันเป่าอ้ายรู้สึกว่ารอบข้างมีบางอย่างผิดปกติเธอเลยเก็บมือถือแล้วมองสำรวจไปรอบๆ ตัว ที่ด้านหลังเธอรู้สึกว่ามีอะไรที่ผิดปกติ

คิดมากไปรึเปล่านะ...

“เป่าอ้าย”

“กรี๊ด!” ไม่ทันระวังตัวมีใครบางคนมาจับที่ไหล่เธอเข้า อันเป่าอ้ายเลยเผลอกรี๊ดออกมาด้วยความตกใจ คนที่มาจับไหล่เธอก็ตกใจจนผงะไปเหมือนกัน “หมอไป่ ตกใจหมดเลยค่ะ”

“ฉันก็ตกใจเหมือนกันค่ะ จู่ๆ ก็กรี๊ดออกมา” หญิงสาวที่มาร่วมงานไว้อาลัยด้วยถอนหายใจออกมา ทาบมือบนหน้าอกแล้วลูบเบาๆ “เมื่อครู่นี้มองหาอะไรอยู่อย่างนั้นเหรอคะ”

“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร” อันเป่าอ้ายปฏิเสธ “หมอก็มาร่วมงานด้วยเหรอคะ? ฉันไม่เห็นหมอในงานเลยนึกว่าไม่ได้มา”

“วันนี้ว่างค่ะเลยมาร่วมงานก่อนเพราะไม่รู้จะว่างอีกเมื่อไหร่ อีกอย่างชางไห่ก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เป็นคนไข้คนหนึ่งของฉันเหมือนกัน”

ไป่ซือเฉิงเป็นหมอที่ตรวจร่างกายให้กับคนดังหลายคนอย่างอันเป่าอ้าย เธอกลายเป็นหมอประจำตัวที่จะนัดให้หญิงมาตรวจร่างกายอยู่ตลอด ถ้าเป็นหมอคนอื่นจะไม่มีใครกล้าบังคับ แต่พอเปลี่ยนมาเป็นคนนี้จึงถูกบังคับให้มาอยู่เสมอ แม้จะเลื่อนนัดอยู่บ่อยๆ ก็ตาม

“ไม่คิดเลยนะคะว่าเขาจะจากไปเร็วแบบนี้ วันก่อนเกิดเรื่องเขายังมาปรึกษาฉันเรื่องของผู้หญิงอยู่เลย” ไป่ซือเฉิงนึกย้อนกลับไปแล้วก็อดขำในใจไม่ได้ ผู้หญิงที่ชายหนุ่มมาปรึกษาตอนนี้ยืนอยู่ข้างๆ เธอพอดี “เขาคงคิดจริงจังจริงๆ ถึงได้มาปรึกษาฉัน ต่อให้ผู้หญิงคนนั้นจะมองว่าเขาไม่ดีเพราะสิ่งที่เขาเคยทำในเวลาที่ผ่านมาก็ตาม เขาก็ยังพยายามที่จะทำทุกอย่างให้เธอคนนั้นเห็น”

“อย่างนั้นเหรอคะ?” อันเป่าอ้ายไม่ได้อยากคิดเข้าข้างตัวเองว่าคนๆ นั้นคือเธอ แต่ปัจจัยหลายอย่างทำให้เธออดคิดไม่ได้ รถคันหรูคุ้นตามาจอดอยู่ตรงหน้าเธอพอดี อันเป่าอ้ายจึงเลิกคิดเรื่องนั้นไป “ฉันขอตัวก่อนนะคะ กลับดีๆ นะคะหมอไป่”

“ค่ะ ไว้เจอกันตอนนัดตรวจรอบหน้านะคะ”

อันเป่าอ้ายก้าวเท้าขึ้นรถไป ว่านหนิงจึงขับรถออกไปจากตรงนั้น เธอสังเกตว่าหญิงสาวมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปจากตอนที่แยกกันเมื่อครู่นี้ แล้วเห็นหมอไป่ซือเฉิงอยู่ข้างๆ ด้วย

“มีอะไรรึเปล่า”

“พอดีคุยกับหมอไป่ไปเรื่อยแหละ ไม่มีอะไรให้พี่ต้องเป็นห่วงมากหรอกนะ” อันเป่าอ้ายตอบไปแล้วพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติเหมือนเดิม

“ไม่มีก็ไม่มี อ้อ! ฉันจะกลับไปนอนที่บ้านแล้วนะ คุณซูกลับมาแล้ว”

“ดีจังเลย จะได้ไม่มีคนมาเดินไปเดินมาตอนกลางคืนแล้ว โอ๊ย!” ว่านหนิงหยิกที่ต้นแขนของหญิงสาวเบาๆ ที่พูดแซวไม่เข้าเรื่อง “หยอกเล่นน่า”

“อยู่คนเดียวก็ปิดประตูหน้าต่างให้เรียบร้อยล่ะ”

“รู้แล้วค่า”

อันเป่าอ้ายแปะแผ่นมาสก์หน้าทิ้งเอาไว้แล้วนั่งอยู่บนที่นอน เปิดโทรทัศน์ดูผลงานซีรี่ส์ของตัวเองที่กำหนดฉายในวันนี้เป็นตอนแรก อุณหภูมิภายนอกเริ่มเย็นมากขึ้น เธอจึงใช้เท้าเขี่ยผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวไล่ระดับจากคลุมขา คลุมหน้าท้องและคลุมจนมาถึงไหล่ในที่สุด

จนมาถึงข่าวด่วนที่มาคั่นเวลาไม่นาน ปรากฏเป็นภาพของบรรยากาศงานไว้อาลัยของชางไห่ เธอจึงนึกย้อนไปถึงเรื่องที่ไป่ซือเฉิงพูดกับเธอก่อนกลับ แต่ถึงอย่างนั้นคนๆ นั้นจะใช่หรือไม่ใช่เธอก็ตาม ชางไห่ไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้ว เรื่องที่ไป่ซือเฉิงพูด เธอไม่ควรเก็บมาคิดให้ปวดหัว

เสียงริงโทนมือถือของเธอดังขึ้นระหว่างนั้น อันเป่าอ้ายเอื้อมมือไปหยิบมา เห็นเป็นชื่อของเสี่ยนเจียนหลิวจึงกดรับทันที “เจียนหลิว”

“ยังไม่นอนอีกเหรอ”

“ยังหรอก เพิ่งจะกี่โมงเอง” อันเป่าอ้ายบอกไปเธอลดระดับเสียงของโทรทัศน์ กลัวจะไปรบกวนอีกฝ่าย “นายว่างเหรอถึงโทรมา”

“หาเพื่อนคุยตอนกำลังกลับบ้าน เพิ่งเปลี่ยนเวรที่งานน่ะ เห็นเธอตั้งแต่ที่งานวันนี้แต่ไม่ได้เข้าไปทักเพราะมีนักข่าวเยอะเลย เดี๋ยวจะทำให้เธอมีปัญหาเอา” เสี่ยนเจียนหลิวเพิ่งเปลี่ยนเวรกับเจ้าหน้าที่คนอื่นมาที่งานไว้อาลัย เขาคิดว่าถ้าคนร้ายนั้นตามติดทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดีที่เกิดขึ้นนั้น ไม่แน่ว่าคนร้ายอาจจะมาร่วมงานในครั้งนี้ด้วยก็ได้

“ไม่ต้องกลัวหรอก ปัญหากับนักข่าว สำหรับคนดังอย่างฉันมันเป็นของที่คู่กันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว” อันเป่าอ้ายบอกกับเขา “แล้วคดีเป็นยังไงบ้าง เจอตัวคนร้ายแล้วหรือยัง”

“อืม...จะว่ายังไงดีนะ” เสี่ยนเจียนหลิวพูดแค่นั้นแล้วก็ไม่พูดอะไรต่อ อันเป่าอ้ายจึงคิดว่าเธอไม่ควรถามอะไรมากไปกว่านี้ ถึงถามไปเขาก็พูดอะไรไม่ได้อยู่ดีเพราะมันยังถือเป็นความลับ ขนาดนักข่าวยังไม่มีข้อมูลเหล่านี้มานำเสนอให้ผู้คนได้รับรู้เลย

“ขอโทษทีที่ถามไปแบบนั้น” อันเป่าอ้ายถอดแผ่นมาสก์ออกแล้วทิ้งลงถังขยะด้านข้าง “ปกติแล้ว งานสืบสวนนี่ทำงานหามรุ่งหามค่ำกันตลอดเลยรึเปล่า”

“ก็นะ...อยู่ที่ว่าช่วงนั้นๆ จะเกิดเรื่องอะไรมากน้อยแค่ไหนกัน แต่ถ้าเป็นตอนนี้ก็งานหนักโดนกดดันหนักมากเลย งานแสดงของเธอน่าจะดีกว่าล่ะมั้ง ฉันว่าฉันก็หน้าตาใช้ได้อยู่นะ ลาออกไปทำงานกับเธอดีรึเปล่า”

“ฉันว่าไม่ไหวหรอกมั้ง งานนั้นเหมาะกับนายดีแล้วล่ะ งานของฉันมันแรงกดดันมีอยู่ตลอดแถมหาความมั่นคงยากด้วย เกิดนายเผลอทำอะไรไม่ดีขึ้นมาแล้วโดนสาปส่งล่ะก็...แย่เลยนะ”

“ฉันก็พูดเล่น ไม่ไปแย่งงานเธอหรอก”

“ให้มันจริงเถอะ อย่าให้เห็นมาป้วนเปี้ยนหางานในกองถ่ายล่ะ” อันเป่าอ้ายหยอกกลับไป เธอได้ยินเสียงหัวเราะของเขาแล้วเผลอยิ้มตามไม่รู้ตัว

“รู้แล้วล่ะน่า...ฉันถึงบ้านละ งั้นแค่นี้นะ ขอบคุณที่คุยเป็นเพื่อนตลอดทางเลย”

“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ถ้าตอนเดินกลับบ้านรู้สึกเหงาปากไม่มีใครคุยด้วยอีกก็โทร.มาหาฉันได้ เวลานี้ฉันไม่ค่อยมีงานหรอก เป็นเวลาพักผ่อนน่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นแค่นี้นะ บาย”

“บาย” อันเป่าอ้ายวางสายจากเขา แล้วเล่นมือถือไปสักพัก จนหลับคาโทรศัพท์ไปไม่รู้ตัว จนตื่นมากลางดึกเพราะมีเสียงประหลาดจากระเบียงด้านนอกห้องนอนของตัวเอง เธอลุกขึ้นไปดูว่ามันคือเสียงอะไร เปิดไฟทั่วห้องเพื่อสำรวจบริเวณที่เธอได้ยินเสียงแล้วก็ไม่พบอะไรที่ผิดปกติ บางทีเธออาจจะหูแว่วหรือฝันไป เลยคิดว่าตรงนั้นมีอะไรอยู่

คงระแวงเพราะเรื่องของชางไห่นั่นแหละ เลยคิดไปเองแบบนี้

ความคิดเห็น