ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่7 [เมื่อซันนี่ป่วย] 160% อัพแล้ว

ชื่อตอน : บทที่7 [เมื่อซันนี่ป่วย] 160% อัพแล้ว

คำค้น : มีเด็ก ตบจูบ มาเฟีย

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 21 พ.ย. 2563 18:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่7 [เมื่อซันนี่ป่วย] 160% อัพแล้ว
แบบอักษร

 

พริสากลับมาอีกครั้งในช่วงสี่โมง รู้จากคาร์เตอร์ว่าเฮกเตอร์จะมีประชุมในช่วงเย็น ตั้งใจจะมารับลูกก่อนอีกทั้งอาทิตยาที่ไม่ได้นอนกลางวันอาจงอแงรบกวนการอ่านเอกสารเตรียมตัวเข้าประชุม ตอนนี้เธอไม่ห่วงลูกสาวแล้วเพราะรู้ว่าเข้ากับชายหนุ่มได้ดี อีกทั้งลูอิสคอยเป็นหูเป็นตาหากเกิดเหตุด่วน เหตุฉุกเฉินจะเรียกเธอเสมอ หญิงสาวเคาะประตูเล็กน้อยตามมารยาท เดินเข้ามาด้านใน เห็นร่างสูงอยู่ตรงโต๊ะทำงานดังเดิม แต่พริสาไม่ได้สนใจ สอดส่องสายตาหาลูกสาวก่อนจะพบว่ากำลังนั่งดูการ์ตูนอยู่ด้านหน้าและยังใส่หูฟังอีกจึงไม่รู้ถึงการมาของเธอ  

       “คุณให้แกดูนานหรือยังคะ สำหรับเด็กเล็กไม่ควรให้ดูนานเกินไป จะทำให้สมาธิสั้น” 

       “อย่าเข้มงวดนักเลย เธอยังเด็ก ให้ดูอะไรก็ได้ที่อยากดู เพราะดูแล้วก็สงบดี ไม่กวนฉัน”  

       หญิงสาวถอนหายใจกลอกตา จะอธิบายอย่างไรให้ผู้ชายอย่างเขาเข้าใจ แต่คิดว่าเดี๋ยวทะเลาะกันเปล่าๆ ค่อยๆสอนน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า พริสาเดินเข้าไปหาลูกสาวแต่พอเห็นว่านอกจากดูการ์ตูน อาทิตยากำลังกินไอศกรีมและจากจานที่อยู่ตรงหน้ามีเศษซากของเค้กก็เบิกตากว้าง “ซันนี่!!” 

       พริสาหยิบช้อนออกจากมือน้อยแล้วดึงหูฟังออกทันที “หนูหม่ำทั้งหมดคนเดียวเหรอ... คุณเฮกเตอร์ คุณกินไอศกรีมกับแกด้วยหรือเปล่า เค้กนี่อีก” 

       ชายหนุ่มหงุดหงิดแต่ตะโกนตอบ “ฉันไม่กินของหวาน”  

       เธอหันมามองด้วยแววตาเป็นกังวล “ไอติมเกือบครึ่งกล่อง เค้กเหลือหนึ่งชิ้น หนูหม่ำเยอะเกินไปแล้วนะลูก”  

       “อื้อ... มัมขา หม่ำติมอีก”  

       เธอส่ายหน้าหยิบทิชชู่เช็ดปากแล้วอุ้มลูกเดินไปหาร่างสูงที่กำลังนั่งทำงาน “ทำไมคุณถึงปล่อยให้แกกินเยอะขนาดนี้คะ” 

       “ปากเธอจะได้ไม่ว่างและกวนฉันยังไงล่ะ” เขาตอบหน้าตาเฉยไม่ได้คิดว่าผิดอะไร 

       “เพียงเพราะไม่อยากให้เธอรบกวน คุณถึงให้แกกินเยอะงั้นเหรอ... คุณรู้หรือเปล่าว่าเยอะเกินไป แกเล็กเกินกว่าที่จะกินมากขนาดนั้น และอาจปวดท้องได้” พริสายังพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล สำหรับเด็กบางคนโดยเฉพาะอาทิตยา หากไม่ห้ามหรือจำกัดก็สามารถกินได้เรื่อยๆ  

       “ฉันไม่รู้หรอกว่าเธอกินได้มากหรือน้อย ไม่ใช่หน้าที่ที่ฉันต้องรู้และเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าฉันไม่เคยเลี้ยงเด็ก” 

       “แต่อย่างน้อยคุณน่าจะถามฉันก่อน หรือหาข้อมูลบ้าง”  

       “ฉันไม่เสียเวลากับเรื่องไร้สาระหรอก พาเธอออกไปซะ ฉันต้องเข้าประชุมและถ้าเกิดเป็นกังวลมากล่ะก็ จะล้มเลิกก็ได้นะ ฉันไม่สนใจอยู่แล้ว” ชายหนุ่มบอกเสียงเข้มอย่างไม่เข้าใจว่าเหตุใดเธอต้องอารมณ์เสียใส่เขาด้วย อีกทั้งอาทิตยาก็ดูไม่เป็นอะไร ยังส่งยิ้มหวานให้อยู่เลย  

       พริสายอมรับว่าไม่พอใจผู้ชายคนนี้จึงเลือกไม่พูดอะไร รู้ดีว่าเขาไม่เคยรับฟังจึงพาลูกสาวออกจากห้องไปทันที 

       ชายหนุ่มเห็นเธอไม่ตอบโต้เหมือนทุกทีก็หงุดหงิด จึงพูดกับลูอิสที่ยืนหน้าห้อง “ฉันทำอะไรผิด เธอควรจะขอบคุณฉันด้วยซ้ำ ที่เลี้ยงลูกเธอดี ให้กินแต่ของอร่อย”  

       “คุณพราวคงเป็นห่วงซันนี่ครับ” 

       “ห่วงไม่เข้าเรื่อง ยายปีศาจน้อยไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ยังยิ้มปากกว้างอยู่” เฮกเตอร์สนใจเรื่องนี้เพียงครู่ก็ถูกขัดจังหวะด้วยคาร์เตอร์ที่แจ้งว่าทุกคนพร้อมประชุมแล้ว เขาจึงย้ายไปนั่งโต๊ะประชุมโดยมีแม่บ้านเข้ามาเคลียร์ไอศกรีมกับจานขนมเค้กที่เมื่อเห็นก็ยอมรับว่าอาทิตยากินเก่งอย่างเหลือเชื่อ พอเรียบร้อยจอเบื้องหน้าก็เชื่อมต่อเข้ากับห้องประชุมที่แบล็กฟอร์ดคอมพานี ร่างสูงสลัดคราบจากพี่เลี้ยงเด็กกลายเป็นนักธุรกิจหนุ่มผู้เข้มงวดทันที  

       การประชุมกินระยะเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงครึ่งหลังสรุปแผนการพัฒนาอาวุธเรียบร้อยก็ตามด้วยรายการสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้า ผลประกอบการที่ผ่านมายังคงดีและถล่มไตรมาสเดิมยับ บริษัทยังคงรั้งอันดับหนึ่งของโลกที่มีการซื้อขายและส่งออกอาวุธมากที่สุดอีกทั้งยังทำกำไรได้มหาศาล ถึงแม้ผลงานจะดีแค่ไหนแต่เฮกเตอร์ไม่เคยเอ่ยชมเชยลูกน้องสักครั้งและยังกระตุ้นว่าที่เป็นอยู่ยังไม่เพียงพอ ต้องพยายามมากกว่านี้ ทุกคนต่างรู้ดีว่าแบล็กฟอร์ดคอมพานีไม่เคยหยุดนิ่ง จึงทุ่มเททำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ถึงแม้ไม่ได้คำชมแต่พวกเขารู้ดีว่าโบนัสที่รออยู่ช่างหอมหวานกว่าอะไรทั้งหมด หลังการประชุมเสร็จสิ้น ชายหนุ่มสรุปรายละเอียดกับคาร์เตอร์ครั้งสุดท้าย และเดินออกจากห้อง ตั้งใจจะขึ้นด้านบนเพื่ออาบน้ำแต่เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกก็เห็นอันยากับโซอี้เดินสวนออกมาด้วยท่าทางเป็นกังวลและดูรีบร้อน  

       “เป็นอะไรกัน” 

       “ซันนี่ร้องไห้ไม่หยุดเลยค่ะ ร้องมาสามสิบนาทีแล้ว ไม่ยอมให้ใครอุ้มด้วย คุณพราวอุ้มตลอดและ...”  

       เฮกเตอร์ไม่ฟังอันยารายงานจบก็พุ่งตัวเข้าลิฟต์ไปทันทีเพื่อมุ่งหน้าสู่ชั้นสาม ปล่อยให้คาร์เตอร์ยืนฟังต่อจึงรู้ว่าเฮกเตอร์สั่งไอศกรีมกับเค้กสองชิ้นให้เด็กตัวเล็กรับประทานคนเดียว แม่บ้านที่ยกมาคิดว่าร่างสูงจะกินด้วยเลยไม่ได้สงสัย พริสารับอาทิตยาได้ไม่นาน พาขึ้นไปอาบน้ำ นั่งเล่นร่วมชั่วโมง เด็กน้อยก็มีอาการไม่สบายตัว งอแง ร้องไห้ไม่หยุด ทีแรกคิดว่าง่วงนอนแต่ไม่ว่าจะปลอบอย่างไรก็ไม่สงบ คาร์เตอร์จึงสั่งการให้ตามแพทย์ประจำตระกูลทันที  

       ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกเฮกเตอร์ได้ยินเสียงกรีดร้องของอาทิตยามาแต่ไกล โดยปกติเขาต้องรำคาญหาทางเดินหนีแต่ตอนนี้กลับเดินเข้าหา ได้ยินว่าร้องมาสามสิบนาทีไม่ยอมหยุด รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก พอมาถึงห้องนอนที่ไม่ได้ปิดประตู ภาพที่เห็นคือพริสากำลังอุ้มอาทิตยาที่ร้องไห้ตัวโยน เขาผลักประตูให้เปิดกว้างถามเสียงเข้ม  

       “เกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงร้องไห้ไม่หยุด” 

       พริสาที่ใจคอไม่ดีอยู่แล้วก็น้ำตาคลอเอ่ยเสียงสั่น “จู่ๆ แกก็ร้องไห้ค่ะ ฉันคิดว่าง่วงนอนแต่ปลอบเท่าไหร่ก็ไม่หยุด ฮึก... ถะ แถมแกยังอาเจียน ฉะ ฉันว่าอาจจะปวดท้อง”  

       ร่างสูงเฝ้ามองดูพริสาที่อุ้มอาทิตยา พอจะวางลง เด็กน้อยไม่ยอมกรีดร้องทันที ทำให้เธอต้องอุ้มแล้วโยกตัว เดินไปเดินมาตลอดเวลา ใบหน้าอ้วนกลมที่มักมีรอยยิ้มไร้เดียงสากลับเปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำตา เขาเห็นว่าแขนของเธอดูล้าเต็มทีเหมือนจะรับน้ำหนักไม่ไหวก็พูดขึ้นในที่สุด  

       “ส่งเธอมา” 

       หญิงสาวมองหน้าชายหนุ่มอย่างลังเลเพราะรู้ว่าเขาไม่เคยอุ้ม “คือ ฉัน...” 

       “ฉันจะอุ้มเอง” ร่างสูงย้ำชัด เมื่อเธอยอมส่งอาทิตยา เขาก็รับมาทันที จึงเห็นได้ว่าสองแขนนั้นแดงแค่ไหน ชายหนุ่มอุ้มเก้ๆ กังๆ แต่เห็นเธออุ้มอยู่บ่อยๆ ก็ปรับตัวได้ ทีแรกเด็กน้อยไม่ยอมเอาเขาเช่นกัน ร้องไห้เรียกหาแต่พริสา ทว่าเฮกเตอร์ไม่ยอมปล่อย แต่ไม่รู้จะปลอบโยนอย่างไร จึงเลือกที่จะลูบหลัง เพียงครู่เดียวอาทิตยายอมสงบ อิงแอบแนบบ่า น้ำหนักตัวของอาทิตยาไม่น้อยเลยนั่นทำให้ข้อเท้าข้างขวารู้สึกเจ็บ แต่เขาไม่ปริปากหรือแสดงสีหน้า แต่นาทีต่อมา อาทิตยาก็อาเจียนเลอะบ่าและแผ่นหลังของร่างสูง 

       “ซันนี่!” หญิงสาวร้องเรียกพร้อมกับน้ำตาที่ไหล รู้สึกใจไม่ดี  

       ชายหนุ่มตะโกนเรียกคนสนิททันที “ลูอิส... ลูอิส!” 

       บอดี้การ์ดหนุ่มที่เป็นเงาติดตามตัวอยู่แล้วก็โผล่หน้าเข้ามา “ครับเจ้านาย” 

       “มีคนตามหมอหรือยัง” 

       “คุณคาร์เตอร์ตามแล้วครับ หมอกำลังเดินทางมา” 

       “ฉันให้เวลาห้านาที ถ้าหมอยังไม่มาล่ะก็ ไล่ออก!” ร่างสูงตวาดเสียงเข้ม ลูบหลังอาทิตยาไม่หยุด มองพริสาวิ่งออกมาจากห้องน้ำพร้อมผ้าขนหนูเปียกหมาดๆ เช็ดริมฝีปากของเด็กน้อยที่ยังร้องไห้ไม่หยุด กลิ่นอาเจียนลอยตลบอบอวลทว่าร่างสูงกลับไม่ได้รู้สึกรังเกียจ 

       “ซันนี่ ฮึก... บอกมัมสิคะ เจ็บตรงไหน ปวดท้องใช่ไหม” เธอถามเสียงสั่นแต่อาทิตยาไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะพูดอะไร เพียงแค่ร้องไห้ออกมาเท่านั้น  

       เขาเห็นสภาพของสองแม่ลูกแล้วยิ่งไม่สบายใจ ไม่เคยเห็นพริสาร้องไห้หนักขนาดนี้มาก่อน  

“เธอจะไม่เป็นอะไร หมอกำลังมา”   

       ครบห้านาทีแพทย์ประจำตระกูลก็หอบตัวโยนอยู่หน้าห้อง นึกโชคดีว่าบ้านพักอยู่ห่างจากคฤหาสน์เพียงห้าร้อยเมตรเท่านั้น หลังจากได้รับแจ้งก็ออกมาทันที พอมาถึงตึกเจอลูอิสที่มาพร้อมกับคำขู่ เขาจึงใช้บันไดแทนลิฟต์        

       “รีบตรวจเธอซะ!” เขาสั่งการเสียงเข้มแล้วจะวางอาทิตยาลงบนเตียงแต่เด็กน้อยกลับเกาะเสื้อเขาแน่น 

       “เตอร์อุ้ม... ฮึก... เตอร์อุ้ม!” 

       “ชู่ว... โอเคๆ ฉันอุ้ม ไม่ร้อง เงียบซะ”  

       แม้เสียงกรีดร้องจะดังแหลมจนบาดหูแต่เฮกเตอร์ไม่ได้แสดงความหงุดหงิด เขานั่งลงโซฟาตัวยาว พยายามพลิกตัวเด็กน้อยให้แพทย์ตรวจง่ายขึ้นแต่อาทิตยาไม่ยอม นั่นทำให้เขาสั่งการแพทย์ประจำตระกูลให้หาทางเอาเอง ไม่อยากบังคับเด็กน้อย ซึ่งแพทย์ก็ตรวจค่อนข้างทุลักทุเลพอสมควร ก่อนจะซักถามอาการกับพริสาที่ตอบได้อย่างละเอียด ถึงการรับประทานที่มากเกินไปจนสงสัยว่าอาจปวดท้อง และผลตรวจออกมาไม่ต่างจากที่คาดการเอาไว้  

       “ท้องอืด อาหารไม่ย่อย  ผมจะให้ยาขับลมและแก้จุกเสียด กินไปสักพักจะค่อยๆ ดีขึ้นครับ”  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว