facebook-icon Twitter-icon

จนวันหนึ่งเราสองคนได้เปิดใจกันและกัน เธอไม่รังเกียจที่คนอย่างผมต่ำต้อยกว่าเธอ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่มีทางยอมเลยคือ... ใครก็ตามที่คิดมาพรากเธอไปจากผม ต่อให้คนนั้นจะเป็นใคร ผมก็ไม่คิดจะเอามันไว้ ไม่มันก็ผมคงต้องตายกันไปข้าง! #พี่หินของเอย *ฝากติดตามคอมเมนต์ให้กำลังใจกันด้วยนะคะ*

#พี่หินของเอย :: CHAPTER 3 The situation took away [100%]

ชื่อตอน : #พี่หินของเอย :: CHAPTER 3 The situation took away [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.3k

ความคิดเห็น : 24

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ย. 2563 20:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#พี่หินของเอย :: CHAPTER 3 The situation took away [100%]
แบบอักษร

3 

= The situation took away = 

ห้างสรรพสินค้าในช่วงสายของวัน เนื่องจากช่วงนี้มหาลัยมีกิจกรรมมากมายให้ทำหนึ่งในนั้นคือการปิดการเรียนการสอนเพราะมหาลัยถูกใช้ให้เป็นสนามสอบระดับภาค ฉันก็เลยไม่มีเรียนแต่ก็นัดกับนานาและไพลินออกมาทานเค้กกันที่ห้าง  

“มาแล้วจ้า” นานามาถึงไพลินก่อน “สั่งเลยมะ เดี๋ยวไพลินมาก็ค่อยสั่งอีก” 

“โอเค พี่คะสั่งอาหารหน่อยค่ะ” ฉันพยักหน้าตอบตกลงหลังจากวันนั้นที่ไปรับรถก็ผ่านไปราวสองอาทิตย์แล้ว ฉันเองก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องที่ควรจะคิดนั่นคือคำพูดของคุณหินที่หักดิบฉันจนไปไม่เป็นเลยทีเดียว ฉันสลัดความคิดออกไปเมื่อได้อาหารตามที่สั่งซึ่งเครื่องดื่มมาก่อนอันดับแรก 

“เออ เจ้าเอยเธอรู้จักพี่ฮาร์ทคณะสถาปัตฯ หรือเปล่า?” เอาจริงคือฉันไม่ได้ว่างถึงขนาดมีเวลาไปนั่งส่องรุ่นพี่ต่างคณะหรอกนะ เพราะฉะนั้นผู้ชายที่นานาเอ่ยถึงฉันไม่รู้จักเลยจึงได้แต่ส่ายหน้าพลางดูดน้ำแตงโม “พี่เขาเป็นท็อปอะ เห็นว่ากำลังจะจีบเธอ” 

“จีบฉัน? ทำไมอะ” งงไม่น้อยกับการที่ผู้ชายคนหนึ่งจะมาจีบ เพราะถ้าจีบนั่นหมายถึงเขาชอบฉัน แต่เราสองคนยังไม่เคยเจอกันเลยนะทำไมถึงได้อยากจีบฉันล่ะ 

“ก็จีบไง จีบเธอเป็นแฟน” 

“อันนี้ฉันรู้ แต่เขาชอบฉันเหรอถึงได้จีบอะ” ถามกลับไปนานาก็ส่ายหน้า 

“รู้มาแค่นี้ล่ะ โปรไฟล์ดีนะฉันแสกนให้แล้วว่าหล่อ รวย นิสัยอันนี้ต้องดูตอนมาจีบแล้วกัน” ฉันไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “แต่พูดถึงความหล่อ นี่ฉันยังเสียดายนายหินที่อู่ซ่อมรถอยู่เลยนะ” 

“...” เงยหน้ามองนานาที่กำลังมองจานเค้กที่ถูกนำมาเสิร์ฟตรงหน้าเป็นที่เรียบร้อย 

“หล่อ ล่ำ หุ่นแบบน่ากินมากอะ... ไม่น่าจนเป็นแค่ช่างซ่อมรถกระจอกๆ เลยเนาะ”  

“เขาเป็นลูกชายเจ้าของอู่”  

“หือ? เป็นลูกชายของลุงพี่เมฆอ่อ” พอพูดไปแบบนี้นานาก็ตื่นเต้นขึ้นไปอีก ก่อนจะทำหน้าบูดอีกครั้ง “แต่ก็ได้แค่นั้น ยังไงก็จนอยู่ดี ฉันไม่ชอบผู้ชายที่ทำงานมีกลิ่นเหงื่อเหม็นๆ ตามตัว ตามหน้า ตามมือมีแต่คราบน้ำมัน สกปรกนะเอาจริง” 

“ก็เขาทำงานซ่อมรถ ไม่ได้เป็นนายแบบโพสท่าเหมือนแฟนเธอนี่” 

“ก็รู้ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะความหล่อมันกินไม่ได้ หล่อแค่ไหนฉันก็ไม่เอาหรอก” 

“ทำยังกับว่าคุณหินจะเอาเธองั้นแหละ” 

“ว่าไงนะเจ้าเอย?” ฉันที่เผลอพูดอะไรออกไป จึงส่ายหน้าให้กับนานาที่ยังคงมองด้วยความสงสัยกับคำพูดของฉันก่อนหน้านี้  

“ไพลินมาพอดี” เพื่อนสาวอีกคนมาได้จังหวะพอดีเลย แต่ทว่าสีหน้าที่บูดบึ้งกับดวงตาที่ปูนโปนนี่มันยังไงกัน? “เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมเหมือนคนร้องไห้มาทั้งคืน” 

“ทะเลาะกับพี่ยิมน่ะสิ เขาว่าฉันเอาแต่ใจ... เอาแต่ใจตรงไหนอะแค่เขาไปเที่ยวฉันก็อยากไปด้วย” ไพลินระบายความอึดอัดใจออกมาจนฉันเอื้อมมือไปบีบไหล่เบาๆ “ก็รู้นี่ว่าพี่ยิมรวยมาก ผู้หญิงแต่ละคนที่มาอ่อยคือทำให้พี่ยิมหลงไปได้เลย” 

“ยังไงอะ?” นานาถามขึ้นมาบ้าง เท่านั้นล่ะไพลินถึงกับปล่อยโฮออกมาทันที 

“เมื่อคืนเขาไปนอนกับผู้หญิงคนอื่นน่ะสิ ฮือ” ฉันถึงกับไปไม่เป็นเลย ถ้าหากการมีแฟนรวยอวดสังคมได้แต่สุดท้ายเขากลับทำให้เราเจ็บปวดมากที่สุด ฉันว่าฉันขอเลือกคนที่เขาแคร์เราดีกว่าแม้จะไม่ได้มีหน้าตาในสังคมหรือเป็นคนที่มีพร้อมไปทุกอย่าง เพราะถ้าเป็นแบบนั้นแล้วทำตัวแย่แบบนี้ อย่าหวังว่าคนอย่างฉันจะไปต่อเลย 

“เลิกดีไหม ผู้ชายแบบนี้ไม่รักใครจริงหรอก... เขานอกใจเธอไปนอนกับคนอื่นได้ครั้งแรก มันก็ต้องมีครั้งต่อไปนะไพลิน” พยายามปลอบใจเพื่อนแต่ไพลินก็ยังคงสะอึกสะอื้นแล้วมองฉัน 

“แต่ฉันรักพี่ยิม ฉันเลิกกับเขาไม่ได้” 

“เธอถามตัวเองนะไพลินว่าจริงๆ แล้วเธอรักเขาอย่างที่ใจบอกหรือเปล่า?” แม้จะไม่มีเคยมีประสบการณ์เรื่องความรักมาก่อน แต่ฉันก็พอจะรู้ดีว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำต่อไป เช่นการถูกแฟนนอกใจ “ฉันจะไม่บังคับให้เธอเลิกกับเขา แต่ให้เธอไปคิดทบทวนดูดีๆ ถ้าหากมันมีแบบนี้อีก ไม่มีใครช่วยเธอได้นอกจากตัวเธอเอง” 

“...” 

“ฉันพูดอะไรมากไม่ได้หรอก สุดท้ายถ้าพวกเธอคืนดีกันฉันต่างหากที่จะกลายเป็นน้องหมา” 

นานาถึงกับผุดหัวเราะออกมาทันทีที่ฉันเอ่ยคำพูดจบ จากนั้นเราสามคนก็นั่งกินเค้ก ไปช้อปปิ้งซื้อของและสุดท้ายคือการไปดูหนังที่แม้ว่าฉันจะไม่ได้อยากดูแต่ก็ต้องดู ออกมาจากห้างตรงลานจอดรถหน้าห้างนานาก็มีแฟนมารับ ส่วนไพลินที่เพิ่งทะเลาะกับแฟนก็มาง้อถึงที่ ซึ่งฉันเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าเธอจะเลิกกับแฟนหรอก  

ฉันยังไม่ได้รู้จักรักใครสักคน เพราะฉะนั้นฉันจะพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดไม่ได้หรอก 

รถของฉันเคลื่อนตัวออกจากห้างเพื่อตรงกลับบ้าน ระหว่างทางก็ผ่านโรงพยาบาลแห่งหนึ่งซึ่งฉันจะไม่สนใจเลยถ้าหากคนที่เดินออกมาไม่ใช่คนที่คุ้นตา “นั่นมัน... คุณลุงพ่อคุณหินนี่?” 

ดูเหมือนว่าท่านจะแย่เอามากๆ เลยนะถึงได้ล้มนั่งลงบนม้านั่งรอรถเมล์ ฉันจึงหักเลี้ยวรถจอดเลยที่ป้ายรถเมล์และลงจากรถเดินตรงไปหาท่านที่กำลังสูดดมยาหอมอยู่ พอท่านเห็นการมาของฉันก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจและเอาถุงยาซ่อนไว้ที่ด้านหลัง 

“หนูเจ้าเอย หนูมาทำอะไรที่โรงพยาบาล?” 

“หนูต่างหากที่ต้องถามคุณลุงค่ะ” ฉันถอนหายใจและประคองร่างสูงที่เดินก้าวอย่างช้าๆ ไปยังรถของตัวเอง เพื่อพาท่านไปส่งที่อู่ซ่อมรถที่เพิ่งจะรู้เมื่อกี้เลยว่า หลังอู่ที่ฉันเดินไปหาคุณหินบ่อยๆ เยื้องไปนิดหนึ่งที่มีต้นไม่ปกคลุมเป็นทางเดินไปยังบ้านของพวกเขา “ตกลงคุณลุงมาโรงพยาบาลเพราะป่วยใช่ไหมคะ ทำไมถึงไม่ให้คุณหินพามาคะ?” 

“หินงานเยอะ” คุณลุงตอบพลางดื่มน้ำที่ฉันส่งให้ท่านดื่ม “แค่นี้ก็รับผิดชอบมากพอแล้ว ไหนจะดูแลอู่ ดูแลในบ้าน... ลุงไม่อยากให้หินเขาเหนื่อยไปมากกว่านี้” 

“แล้วพี่เมฆล่ะคะ?” ฉันถามกลับไปคุณลุงก็มีท่าทีที่อึดอัด “หนูรู้แล้วค่ะว่าพี่เมฆเป็นลูกของคุณลุง” 

“งั้นเหรอ” น้ำเสียงเหนื่อยหอบเอ่ยขึ้นราวกับรู้ว่ายังไงฉันก็ต้องรู้เรื่องนี้เข้าสักวัน “ปกติเขาไม่ค่อยมาที่อู่ เขาไปอยู่กับแม่เขาที่ตึกขายทองอยู่ในตลาดน่ะ”  

นี่อาจจะเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมฉันถึงไม่สนใจพี่เมฆและต่อว่าเขาไปในวันนั้นเพื่อให้เลิกยุ่งกับฉัน แม้แต่พ่อของตัวเองเขายังไม่คิดจะดูแลเลย แบบนี้มันเกินไปมากๆ เขาน่ะเป็นลูกแท้ๆ ของคุณลุงนะขนาดคุณหินที่เป็นลูกเลี้ยงยังดูแลท่านได้ดีกว่าลูกแท้ๆ ซะอีก 

“ลุงขอร้อง หนูเจ้าเอยอย่าบอกเรื่องนี้กับหินนะ” 

“คะ?” ขมวดคิ้วและหันไปสบตากับท่านที่ทำหน้าสีหน้าอ้อนวอนให้ฉันปิดเรื่องที่มาโรงพยาบาลไว้ 

“บอกเขาว่าเจอลุงแถวตลาดหรืออะไรก็ได้ เพราะลุงบอกหินไว้ว่าลุงมาหาเพื่อน” ฉันถึงกับพูดไม่ออกเลย ทำไมคุณลุงถึงต้องให้ฉันปิดบังเรื่องมาโรงพยาบาลด้วย? ถ้าบอกคุณหินเขาก็จะได้ช่วยดูแลไม่ดีกว่าเหรอ “นะหนูเจ้าเอย ถือว่าลุงขอ” 

คำพูด สีหน้าและแววตาของท่านทำให้ฉันเลิกคิดอะไรมากนอกซะจากตอบตกลงด้วยการพยักหน้ารับ “ก็ได้ค่ะ” 

เพราะการจราจรของเมืองหลวงกว่าจะหลุดพ้นออกมาได้ก็ปาเข้าไปเกือบห้าโมงเย็นแล้ว รถของฉันจอดที่หน้าอู่ก่อนจะลงจากรถและประคองร่างของคุณลุงที่ยืนเต็มความสูง ส่วนถุงใส่ยาที่ต้องแอบคุณหินเอาเหน็บไว้ด้านหลัง 

“เตี่ย!” เสียงดังตะโกนมาก่อนตัวที่วิ่งมาหยุดตรงหน้าเราสองคน พอคุณหินเห็นฉันเขาก็ตกใจไม่น้อยทีเดียว “ผมเป็นห่วงแทบแย่” 

“ห่วงทำไม ก็เตี่ยบอกแล้วว่าจะไปหาเพื่อน... พอดีตอนกำลังนั่งรถกลับเจอหนูเจ้าเอยเขาก็เลยพาเตี่ยมาส่ง” คุณลุงพูดเองเสร็จสัพซึ่งฉันก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับ “เออจริงสิ หนูเจ้าเอยว่างหรือเปล่ามาทานข้าวกับลุงไหม? วันนั้นที่ช่วยงานลุงยังไม่ได้ขอบคุณหนูเลย”  

ฉันยิ้มให้กับคุณลุงแต่ก็ไม่วายสบตากับคนตัวสูงที่ประคองร่างคุณลุงไว้ คำพูดของเขาในวันนั้นมันก็ผุดขึ้นมา ฉันจึงส่ายหน้าเป็นการปฏิเสธ “ไม่เป็นไรค่ะ หนูกลับก่อนดีกว่า คุณลุงพักผ่อนเถอะนะคะ” 

“อ้าว เอาแบบนั้นเหรอ?” แต่น้ำเสียงและสีหน้าผิดหวังของคุณลุงก็ทำให้ฉันรู้สึกแย่นะ จะทำยังไงได้ก็ลูกชายเขาไม่ได้อยากจะต้อนรับฉันขนาดนั้นนี่นา  

“มาเถอะครับ” ฉันที่หมุนตัวเตรียมเดินไปยังที่นั่งคนขับก็ต้องหยุดชะงักกับคำพูดของคุณหิน “เตี่ยคงอยากเลี้ยงข้าวตอบแทนคุณจริงๆ” 

คุณหินชวนแบบไม่อยากให้คุณลุงเสียความรู้สึกและฉันเองก็เช่นกันจึงพยักหน้ารับและเดินตามพวกเขาทั้งสองคนไปยังด้านหลังของอู่ ตามทางเดินจะมีหินลวดลายสวยงามและซุ่มต้นไม้ที่จัดออกมาได้ดีทีเดียว เดินไปไม่เท่าไหร่ก็เห็นบ้านหลังหนึ่งเป็นแบบปูนชั้นเดียวแต่ใหญ่โตและมีพื้นที่กว้างมากจนสามารถปลูกดอกไม้ แปลงดอกไม้และอ่างเลี้ยงปลาที่ขุดดินและฝังอ่างปูนลงไปดูเป็นธรรมชาติ 

เมื่อก้าวเท้าเข้ามาภายในบ้านก็จะพบกับโซฟารับแขก เดินตรงไปเห็นจะมีห้องอยู่สองห้อง แต่ไม่ได้ติดกันออกจะเยื้องๆ ด้วยซ้ำไป คุณลุงนั่งลงก่อนจะเชิญให้ฉันนั่งตรงโซฟาตรงข้ามกัน  

“ผมไปทำอาหารก่อนนะครับ” 

“ให้ฉันไปช่วยด้วยนะคะ” ฉันลุกขึ้นยืนหวังจะเข้าไปช่วย แต่คุณหินก็ส่ายหน้าเชิงว่าไม่ต้อง 

“อยู่คุยกับเตี่ยเถอะครับ”  

“หินเขาไม่ชอบให้ใครไปช่วยหรอก เขาชอบทำเอง” คุณลุงพูดขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะภูมิใจเขามาก “บ้านหลังนี้ลุงแทบจะไม่ต้องทำความสะอาด ทำอาหารเลย... หินเขาดูแลลุงดี” 

“คุณหินเขาเป็นคนดีค่ะ หนูสัมผัสได้” ฉันกับคุณลุงนั่งคุยกันด้วยหลายเรื่องมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฉันหรือเรื่องของท่านเอง แต่ส่วนใหญ่เขาจะพูดชมคุณหินให้ฉันฟังและเล่าเรื่องพี่เมฆให้ฟังบ้าง แต่ไม่เล่าด้านเสียที่ฉันเคยเห็น นี่ละนะคนเป็นพ่อที่ไม่เคยพูดถึงเรื่องไม่ดีใส่ลูก 

กลิ่นของอาหารลอยคลุ้งออกมาตามด้วยร่างสูงที่สวมผ้ากันเปื้อนสีน้ำเงิน ดูแล้วช่างไม่เหมาะกับเขาเลยสักนิดและภาพนี้เองที่ทำให้ฉันถึงกับกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ “น่ารักจัง” 

“...” ทั้งคุณลุงและคุณหินต่างพากันมองฉันที่เพิ่งจะรู้ตัวว่าได้พูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป 

“เออ หนูหมายถึงผ้ากันเปื้อนน่ะค่ะ ลายน่ารักเชียวน้องหมีผูกโบว์”  

พูดพลางทำท่าทางไปด้วย แต่ดูเหมือนคนที่จะยิ้มไม่หุบคือคุณลุงและคุณหินที่อมยิ้มออกมากับท่าทางของฉัน  

โต๊ะอาหารซึ่งเต็มไปด้วยอาหารมากมายเช่นที่เคยเห็นก็จะมีผัดผัก ไข่เจียวหมูสับ ต้มยำทะเลแล้วก็อีกอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นจึงเงยหน้าสบตากับคุณหิน “เขาเรียกว่าผัดพริกแกงกบครับ” 

“กบเหรอคะ?” ฉันทำหน้าแหยงๆ ทันทีก่อนจะเอาช้อนที่อยู่ในถ้วยตักชิ้นเนื้อส่วนขามันขึ้นมา “ว้าย!” 

“อร่อยนะหนูเจ้าเอย” ทิ้งช้อนที่ตักขากบทันทีด้วยความรู้สึกขยะแขยง กบอะนะ? กบที่กระโดดไปมาตามถนนตอนฝนตกใช่ไหม... นี่คุณหินไปจับเอาตามนั้นมาทำอาหารเหรอเนี่ย 

“ไม่ใช่กบอย่างที่คุณคิดนะ” คุณหินพูดขณะตักผัดผักให้คุณลุง ราวกับรู้ว่าตอนนี้ฉันกำลังคิดอะไรอยู่ “จะมีกบเลี้ยงที่เลี้ยงไว้สำหรับประกอบอาหารครับ ที่ผมซื้อมาคือแม่ค้าเขาย่างและทำมาให้แล้ว ไม่คาวแน่นอน” 

“ถึงยังไงฉันก็... รู้สึกว่ามันประหลาดอยู่ดีนะคะ” กินกบเนี่ยนะ! แต่พอเห็นคุณลุงกับคุณหินกิน ฉันเองก็รู้สึกอยากลองขึ้นมาบ้าง  

“เดี๋ยวผมจัดการให้” ดูเหมือนเขาจะรู้ใจฉันไปหมด เขาตัดเอาส่วนที่มันมีเนื้อมากที่สุดเห็นจะเป็นตรงน่องขาของมัน ก่อนจะเลาะเอาแต่เนื้อมาใส่จานฉัน “ลองทานดูครับ ไม่ท้องเสียแน่นอน” 

รอยยิ้มของคุณหินและของคุณลุงที่คะยั้นคะยอให้ฉันกินสิ่งตรงหน้า แม้จะรู้สึกพะอืดพะอมตั้งแต่เริ่มได้กลิ่น ทว่าพอเข้าปากแล้วความรู้สึกของเนื้อกบเหมือนกับเนื้อไก่ แต่มันจะนุ่มกว่าและมีกลิ่นหอมของเครื่องเทศพริกแกงซึ่งมันทำให้ฉันลืมภาพน้องกบทำตาแบ๋วไปเลย “อร่อยมากเลยค่ะ” 

“นั่นไงลุงบอกแล้ว ทานเยอะๆ เลยนะ” 

“เปิดโลกให้หนูมากเลยค่ะ ไม่เคยกินอะไรแบบนี้มาก่อน” พูดอย่างตื่นเต้นและอาหารมื้ออร่อยที่มีน้องกบเป็นส่วนประกอบก็หมดลงในเวลาไม่นาน ฉันยกน้ำขึ้นดื่มและทานผลไม้ที่คุณหินปลอกใส่จานไว้ จึงช่วยเขาเก็บจานบนโต๊ะมองคุณลุงที่เดินออกไปนั่งเล่นที่โซฟา “ฉันจะช่วยนะคะ ห้ามไม่ให้ทำด้วย” 

“ผมไม่ห้ามหรอกครับ ก็คุณเตรียมพร้อมซะขนาดนี้แล้ว” พูดแกมขำและมองมือของฉันซึ่งตอนนี้สวมถุงมือสำหรับไว้ล้างจานแล้วเรียบร้อย อย่าดูถูกฉันเชียวนะ! ถึงจะเป็นลูกคุณหนูบ้านรวยแต่เรื่องงานบ้านฉันก็เรียนรู้และทำเป็นบ้าง “ช่วงนี้คุณไม่มีเรียนเหรอครับ?” 

คุณหินถามก่อนจะรับจานจากมือฉันไปล้างน้ำเปล่าสองน้ำและคว่ำลงกับตะแกง “มหาลัยหยุดน่ะค่ะ เพราะถูกเลือกให้เป็นสนามสอบเก็บคะแนนระดับภาค” 

“วันนี้คุณเจอเตี่ยผมได้ยังไงเหรอครับ?” คำถามที่ทำเอาฉันหยุดชะงักไปแปบหนึ่งแล้วก็หันไปยิ้มให้เขา 

“ตามที่คุณลุงพูดเลยค่ะ ฉันขับรถผ่านแล้วเจอคุณลุงก็เลยแวะพามาส่ง... คุณหินก็รู้กว่ารถเมล์จะมาคุณลุงคงนั่งรอนานแน่ๆ” ไม่ได้อยากจะโกหกเขาหรอกนะ แต่เป็นเพราะคุณลุงขอร้องฉันก็จำเป็นต้องทำตาม  

“เหรอครับ” ทำไมถึงทำเหมือนไม่เชื่อกันล่ะ!  

“คุณหินทำอาหารเก่งจังนะคะ” เปลี่ยนเรื่องๆ ใช่ต้องเปลี่ยนเรื่องเจ้าเอย “อาหารอร่อยมากเลยค่ะ” 

“ผมต้องดูแลเตี่ย ก็เลยต้องทำหน้าที่ทุกอย่างเพื่อไม่ให้เตี่ยเหนื่อยครับ” หลังจากคว่ำจานใบสุดท้ายก็หันมาทางฉันก่อนจะดึงถุงมือยางออกให้และยื่นผ้าขนหนูสีขาวให้เช็ดมือ ฉันถึงกับพูดอะไรไม่ออกก็รู้นะว่าที่เขาทำเพราะรักคุณลุงมาก ไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่ดูแลคนเป็นพ่อได้ดีกว่าลูกตัวจริงอย่างพี่เมฆซะอีก  

คุณหินยกแก้วชาไปให้คุณลุงและมันก็ถึงเวลาที่ฉันควรจะกลับแล้วจึงหยิบกระเป๋ามาสะพายข้างพลางยกมือไหว้คุณลุงที่รับไหว้แทบไม่ทัน “หนูต้องกลับแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะสำหรับอาหารมื้อนี้ อร่อยมากเลยค่ะ” 

“ไว้ว่างๆ ก็แวะมาได้นะหนูเจ้าเอย ที่อู่ซ่อมรถยินดีต้อนรับหนูเสมอถ้าหนูไม่รังเกียจ” 

“หนูไม่เคยรังเกียจค่ะ” ตอบกลับทันควัน “อย่าคิดแบบนี้นะคะคุณลุง”  

คุณหินเดินมาส่งฉันที่หน้าอู่ซึ่งตอนนี้ก็มืดลงตามกาลเวลา แต่รถที่วิ่งอยู่บนท้องถนนก็ยังคงวิ่งไม่คาดสาย ที่อู่ซ่อมรถอยู่ริมถนนก็จริงแต่ไม่ได้ติดถนนขนาดนั้นเพราะอู่อยู่ลึกเข้าไปอีกไง ฉันหันไปเผชิญหน้ากับคุณหินที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงยีนขาดๆ อยู่ด้านหลัง 

“ผมอยากคุยอะไรกับคุณสักหน่อย พอมีเวลาไหมครับ?” มึนงงไม่น้อยแต่ก็พยักหน้ารับและเดินตามคุณหินไปยังเก้าอี้ไม้ตัวยาวหน้าอู่ที่มีต้นมะม่วงและแสงไฟจากเสาต้นทางให้แสงสว่าง 

“มีอะไรเหรอคะ” หันไปสบตากับเขาที่ถอนหายใจออกมาและใช่เวลาคิดคำพูดจึงเอ่ยขึ้น 

“เรื่องวันนั้น... ผมขอโทษนะครับที่พูดจาไม่ดีกับคุณ” ได้แต่นิ่งเพราะรู้และจำได้ว่าเรื่องวันนั้นที่เขากล่าวถึงคือเรื่องอะไร? แม้ว่าฉันจะรู้สึกจุกหน่อยๆ แต่ก็ลืมมันไปได้แล้ว “ผมแค่ไม่อยากให้คุณมาที่นี่บ่อยๆ ผมไม่อยากให้คนอื่นเขามองคุณไม่ดีที่มาหาผู้ชายแบบผมหรือเป็นเพื่อนกับผม” 

“ทำไมจะต้องแคร์คนแบบนั้นด้วยคะ?” ตอบกลับไปเพราะฉันเองก็รู้ว่าสิ่งที่เขาคำนึงถึงมาตลอดคือการเจียมตัวเอง และอยู่ในจุดที่ตัวเองควรอยู่ แต่ฉันไม่เห็นว่าเขาจะต้องทำอะไรแบบนั้นเลย “ฉันไม่แคร์นี่คะ” 

“คุณไม่แคร์ แต่ผมแคร์” คุณหินตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังจนฉันตกใจ “ผมไม่อยากให้คนอื่นพูดจาเสียๆ หายๆ กับคุณ ไม่อยากให้พวกเขามองคุณในทางที่ไม่ดี” 

ความห่วงใยของเขาทำให้ฉันรู้สึกหัวใจพองโตแปลกๆ ยิ้มออกมาจนเขาขมวดคิ้ว “คุณยิ้มอะไร?” 

“ยิ้มให้กับความห่วงใยของคุณหินไงคะ” ชี้นิ้วไปยังใบหน้าหล่อเหลาซึ่งสีหน้าของเขาตอนนี้เหมือนคนแก่ที่กำลังเคร่งเครียดกับความดื้อรั้นของเด็ก “ฉันขอบคุณสำหรับความหวังดีค่ะ แต่ฉันเลือกเองและฉันก็ไม่แคร์คำพูดใครด้วย ลองมาว่าฉันสิฉันจะตอกกลับให้หน้าหงายเลย” 

พูดพลางชูกำปั้นขึ้นจึงเรียกเสียงหัวเราะของเขาออกมาจากที่ทำหน้าไม่สบายใจก่อนหน้านั้น “คุณชอบทำอะไรให้ผมแปลกใจอยู่เรื่อยเลยนะ” 

“ฉันน่ะถูกสอนมาค่ะ” เงยหน้ามองท้องฟ้าก่อนจะเอนหลังพิงขอบเก้าอี้ไม้ตัวยาว “ถูกสอนให้มองคนที่เท่าเทียมกัน ส่วนคนที่อยู่ต่ำกว่าไม่ควรใส่ใจหรือสนใจ” 

“...”  

“แต่ฉันไม่เคยเชื่อค่ะ ฉันคิดแปลกกว่าคนในครอบครัวหรือแม้แต่เพื่อน... ฉันเห็นค่าของคนมากกว่า” สิ่งที่ทำให้ฉันมองข้ามและไม่ฟังคำพูดที่กรอกหูทุกวันคือการได้พบเจอกับพวกเขาเหล่านั้นไง “เพราะฉะนั้นอย่าคิดมากนะคะ” 

“ผมไม่ได้คิดมากครับ ผมแค่คิดว่าตัวเองไม่ควรได้รู้จักคุณ” 

“นี่ล่ะค่ะเรียกว่าคิดมาก” สีหน้าของเขาบ่งบอกดีว่ารู้สึกยังไง ฉันไม่ได้ต้องการให้เขารู้สึกแย่ ฉันแค่อยากรู้จักเขาให้มากกว่านี้หรือเป็นเพื่อนกันคงจะดีไม่น้อย “คุณขอโทษฉัน งั้นจากนี้ไปเราก็เป็นเพื่อนกันแล้วนะคะ” 

“ผมยังไม่ได้ตอบตกลงเลยนะ”  

“คุณหินตอบตกลงตั้งแต่ตอนที่ขอโทษฉันแล้วค่ะ” ไม่พูดเปล่ายื่นมือไปตรงหน้าเขาก่อนจะลดต่ำมายังระหว่างหน้าท้องของเราสองคนเพื่อจะ Shake hands คุณหินเองก็ดูลังเลมากกับสิ่งที่ฉันทำตอนนี้ “นะคะ” 

ดูเหมือนจะโดนฉันต้อนจนมุม ฝ่ามือที่ใหญ่และหยาบกร้านฉบับคนทำงานก็จับมือฉันเป็นการทักทายและยินดี เรียกรอยยิ้มของฉันซึ่งดีใจกับสิ่งที่เริ่มต้นได้ดีทีเดียว  

“ว่าแต่ระหว่างส้มโอกับมะนาว เลือกหรือยังคะว่าจะคบใคร?” 

“ไม่คบใครทั้งนั้นล่ะครับ” ตอบเสียงดังฟังชัด ตามด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย “ยังเด็กกันอยู่ผมโดนคดีพรากผู้เยาว์แน่ถ้าทำอะไรแบบนั้น” 

“คุณหินอายุเท่าไหร่เหรอคะ ฉันอายุยี่สิบค่ะ” 

“ยี่สิบห้าครับ” แก่กว่าฉันตั้งห้าปี! ดีแล้วที่เรียกเขาอย่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน “ผมรู้นะว่าคุณกำลังคิดว่าผมแก่” 

“ทำไมรู้ล่ะคะ!” รู้ทันฉันไปหมดทุกอย่างเลย แต่พอได้เห็นสีหน้ายิ้มแย้มของเขาก็พาให้อารมณ์บูดบึ้งที่โดนจับได้เป็นอันถูกทิ้งไป  

“ผมไปส่งที่บ้านได้ไหมครับ?” ฉันทำหน้ามึนไม่น้อยที่จู่ๆ คุณหินก็ขอไปส่งฉันที่บ้านหรือเพราะว่าเห็นมันดึกแล้วและซอยบ้านฉันก็เปลี่ยวมืดด้วย “ผมขับมอเตอร์ไซค์ตามไปนะ” 

วันนี้รู้สึกว่าหัวใจของตัวเองมันพองโตมากในรอบวัน หัวใจพองโตที่ไม่เคยเป็นมาก่อนตั้งแต่เกิดมาจนอายุครบยี่สิบปีแต่เขาคนนี้กลับทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้นได้  

“งั้นคุณหินไปส่งฉันก็ได้ค่ะ” 

ตอนแรกไปไหนมาไหนก็คิดว่าตัวเองไม่ปลอดภัย... พอได้มารู้จักกับเขาทุกอย่างมันก็เริ่มเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ นับตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป 

 ในที่สุดพี่ก็ง้อน้องแล้ว >< แต่น้องอย่าโกรธพี่เลยเนาะ 

พี่มีเหตุผลที่จะทำแบบนี้เพื่อไม่ให้น้องต้องเสียหาย เจียมตัวอยู่เสมอเลย 

แต่… เป็นเพื่อนกันแบบที่น้องต้องการ แต่คนพี่ไม่ได้ตกลงจะเป็น แต่ก็ตามใจ 

หอมกลิ่นความหวานไหมคะทุกคน? รอติดตามกันต่อสิจ๊ะ 

-เมนต์ ถูกใจเข้ามารอกันนะคะ พี่หินกับน้องเจ้าเอยรออยู่จ้า- 

ชื่นชอบเรื่องอ่านช่วยคอมเมนต์ให้กำลังใจกันหน่อยนะคะ  

มาติดตามพี่หินพระเอกที่ชีวิตรันทดของไรท์กันค่ะ มาให้กำลังใจพี่หินกัน 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว