email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 9.2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ต.ค. 2563 15:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9.2
แบบอักษร

 

ทันทีที่ขึ้นรถได้คำถามมากมายก็ถาโถมเข้าใส่ปวีณ์จนเขาแทบอยากจะจูบปิดปากอดีตภรรยาขี้สงสัยให้รู้แล้วรู้รอดเสีย แต่พอนึกดูอีกทีเขาห่างหายจากเสียงเล็กหวานแบบนี้ไปนานจนรู้สึกว่ามันช่างฟังแล้วไพเราะลื่นหูอย่างไม่น่าเชื่อ ริมฝีปากหนาจึงค่อยๆ คลี่ยิ้มออก

“ ยิ้มอะไรคะ ” แพรวามองเขาด้วยความสงสัย

“ แพรนี่ขี้สงสัยแล้วก็ชอบซักไซ้ไม่เปลี่ยนเลยเนอะ ”

“ ก็บอกเหตุผลมาสิคะว่าทำไมถึงไม่บอกคุณแม่เรื่องที่เราหย่ากันแล้วพี่วีจะโกหกท่านทำไม ” เธอเม้มปากขึงตาใส่เขา

“ พี่บอกแพรแล้วไม่ใช่เหรอว่าแม่ไม่ค่อยสบาย พี่เลยไม่อยากให้ท่านรู้เรื่องของเราตอนนี้ ” ปวีณ์ทำเสียงจริงจัง

“ คุณแม่ไม่สบายเป็นอะไรคะ ” แพรวาซักไซ้ต่อ

“ โรคหัวใจน่ะ ” ปวีณ์ตอบ

แพรวาเบิกตากว้างด้วยความตกใจที่ได้ยิน “ จริงเหรอคะ ทำไมแพรไม่เคยรู้เลย ”

ปวีณ์หันมามองหน้าเธอ “ สี่ห้าเดือนที่ผ่านมาแพรโทรไปคุยกับแม่บ้างไหม ”

แพรวาส่ายหน้าสีหน้าของเธอดูสลดลง “ แพรไม่ได้โทรหาคุณแม่เลยแต่ก็คุยกับท่านบ้างทางไลน์ ”

“ นั่นสิไม่ได้คุยกันเลยแล้วแพรจะรู้ได้ยังไงว่าแม่ไม่สบาย ” ปวีณ์พูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ

“ ถ้าเรื่องของเรามันจะทำให้คุณแม่ไม่สบายใจและส่งผลต่อหัวใจของท่านแพรก็จะไม่พูดอะไร พี่วีไม่ต้องห่วงนะคะ ” แพรวายิ้มอ่อนโยน

“ ขอบใจนะ ” ปวีณ์ทำหน้าซาบซึ้งแต่ในใจของเขากำลังลิงโลดที่จะได้ใช้ชีวิตคู่กับอดีตภรรยาอีกครั้งแม้จะแค่หนึ่งอาทิตย์ก็เถอะ แต่ใครจะรู้เขาอาจจะทำให้เธอเปลี่ยนใจยอมคืนดีกับเขาก็ได้

ปวีณ์และแพรวามายืนรอมารดาของเขาที่อาคารผู้โดยสารขาเข้า ทั้งคู่มองหามารดาของปวีณในกลุ่มผู้โดยสารที่เดินออกมาจากประตูทางออกแล้วแพรวาก็สะกิดปวีณ์ชี้ไปทางที่มารดาของเขากำลังเดินมา

หญิงวัยกลางคนรูปร่างสมส่วนแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตเนื้อดีสีขาวสะอาดกับกางเกงยีนสีน้ำเงินเข้มเดินลากกระเป๋าเดินทางใบขนาดกลางตรงมายังจุดที่ทั้งสองคนยืนรออยู่ พอมาถึงเธอก็โถมตัวเข้ากอดรัดลูกสะใภ้ด้วยความรักใคร่และคิดถึงจนคนที่เป็นลูกชายต้องสะกิดแขน

“ แม่นั่นสะใภ้ ” ปวีณ์ชี้นิ้วที่ตัวเอง “ นี่ลูกชายไง ”

มารดาของเขาผละออกจากลูกสะใภ้สุดที่รักแล้วมองดูลูกชาย “ ใช่แกเป็นลูกชายฉัน แต่ฉันรักลูกสะใภ้มากกว่า ” พูดจบก็หันมายิ้มให้แพรวา

“ เหอะ! ” ปวีณ์ทำเป็นหน้าบึ้งแต่ก็แอบยิ้มในใจ

“ เรากลับกันเลยดีไหมคะ คุณแม่จะได้พักผ่อน ”

“ ดีลูก แม่มีเรื่องอยากจะคุยกับแพรเยอะแยะเลย ” สองสาวจึงเดินโอบเอวกันไปปล่อยให้ปวีณ์ลากกรัเป๋าเดินตาม

ก๊อก ก๊อก...

เสียงประตูห้องพักพิเศษที่คิรากรพักรักษาตัวอยู่เปิดออกพร้อมหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาในมือของเธอถือตระกร้าผลไม้และอาหารบำรุงติมมาด้วย คิรากรขมวดคิ้วมองดูหญิงสาวที่เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่ข้างเตียงแล้วจึงเอ่ยถาม

“ คุณเป็นเพื่อนกับน้องแพรใช่ไหม ” เสียงของเขาขุ่นเคืองสายตาก็ไม่เป็นมิตรสักเท่าไหร่ จนสาวเจ้าก้มหน้ามิกล้าสบตาด้วยยังรู้สึกผิด

“ ค่ะ ฉันชื่อสุรนันทน์ ” เธอตอบอ้อมแอ้ม

“ เอาผลไม้มาเยี่ยมผมเรอะ วางไว้ตรงโต๊ะนั้นแหละ” คิรากรยังรู้สึกโกรธอยู่ไม่น้อยที่เธอเป็นต้นเหตุให้เขาต้องมานอนแหมะอยู่ที่นี่

“ คุณเป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ พอฉันรู้จากยายแพรว่าคุณต้องนอนโรงพยาบาลฉันก็รู้สึกผิดจริง ๆ ขอโทษนะคะ ” สุรนันทน์ก้มศีรษะลงจนปลายคางแทบจะติดกับหน้าอก ทำเอาคิรากรนึกขำท่าทางแบบนั้นของเธอเขาจึงยิ้มได้

“ ช่างมันเถอะ ผมไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก ”

“ แล้วหมอให้คุณออกจากโรงพยาบาลได้วันไหนคะ” สุรนันทน์ถามต่อ

“ น่าจะเป็นพรุ่งนี้ ” คิรากรตอบ

“ พรุ่งนี้ยายแพรคงจะมารับคุณที่นี่ ” เธอพูดเบาเหมือนคุยกับตัวเองมากกว่า

“ คุณ ” คิรากรเรียกสุรนันทน์ เธอมองหน้าเขาทำตาแป๋ว

“ คะ ”

“ ผมอยากกินแอปเปิลน่ะ ช่วยปลอกให้หน่อยสิ ”

“ ค่ะ แอปเปิลนะคะ ” สุรนันทน์รีบวางตระกร้อผลไม้ลงบนโต๊ะและหยิบเอาแอปเปิลออกมาสองผลนำไปล้างน้ำสะอาดปลอกจัดใส่จานให้คิรากรอย่างกระตือรือร้น คิรากรมองท่าทางเอาใจใส่ของสุรนันทน์แล้วก็ยิ้มออกมา

“ สงสัยจะรู้สึกผิดจริง ๆ ”

 

รถของปวีณ์ขับเข้ามาจอดที่หน้าประตูบ้านเรียบร้อยทั้งสามคนก็เปิดประตูลงมาจากรถพร้อมกัน คุณนายมยุรีมารดาของปวีณ์เดินดูรอบ ๆ บ้านแล้วยิ้มอย่างพอใจที่เห็นต้นไม้ใบหญ้ายังคงเขียวสดดอกไม้ก็ออกดอกชูช่อสีสันสวยงาม

“ หนูแพรใช่ไหมลูกที่ดูแลต้นไม้ของแม่จนมันโตสวยแบบนี้ ” เธอมองหน้าลูกสะใภ้อย่างเอ็นดู

“ ค่ะ ” แพรวาตอบรับ ปวีณ์รีบพูดเสริม

“ แพรเขาชอบอยู่กับต้นไม้น่ะแม่ บ้างทีก็เอาต้นไม้ใหม่ ๆ มาลงด้วยนะ แม่ดูดิทางสวนหลังบ้านมีกุหลาบหนูเป็นแปลงเลย ” ปวีณ์ยิ้มให้แพรวาแต่เธอค้อนใส่เขาแล้วทำปากขมุบขมิบ

“ พูดมากจริง ” เธอขึงตาใสเขา

ปวีณ์ไม่สนใจยักคิ้วให้เธอและพูดต่อ “ เสียดายถ้าต้นไม้พวกนี้จะไม่มีคนดูแลต่อ ” เขาพูดเพียงให้ได้ยินสองคน แพรวาจึงมองปวีณ์แล้วทำตาดุใส่

“ แพรพาแม่ไปดูกุหลาบที่แพรเอามาลงทีสิลูก ” คุณนายมยุรีเดินมาจูงมือลูกสะใภ้พาเธอเดินไปที่หลังบ้าน

ปวีณ์กำลังจะก้าวเท้าเดินตามไปแต่ป้าศรีนวลเรียกเขาเอาไว้ก่อน

“ พ่อวี ”

“ ครับป้า ” ปวีณ์เดินเข้าไปหาป้าศรีนวลที่ข้างรั้วบ้าน

“ ใครมาน่ะ ” ป้าศรีนวลเอ่ยถามด้วยความใส่ใจ

“ แม่ผมเองป้า ” ปวีณ์ตอบ

“ เหรอๆ แล้วจะมาค้างที่นี่ใช่ไหม ” ป้าศรีนวลถามต่อ

“ ครับ ” ปวีณ์นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ว่าเขาจะต้องบอกป้าศรีนวลไม่ให้บอกกับมารดาของเขาเรื่องการหย่าร้างของเขากับแพรวา

“ ป้าครับ ป้าห้ามบอกกับแม่ผมเด็ดขาดเลยนะครับว่าผมกับแพรเลิกกันแล้ว ” เขากำชับจริงจัง

“ ป้าสัญญาด้วยเกียรติของป้า พ่อวีไม่ต้องเป็นห่วง” ป้าศรีนวลยิ้มจนเห็นฟันขาว

“ ขอบคุณครับ ” ปวีณ์ยิ้มตอบแล้วโบกมือให้ป้าศรีนวลเดินตามแม่และอดีตภรรยาของเขาไปที่หลังบ้าน

ป้าศรีนวลยิ้มน้อยยิ้มใหญ่นึกเอาใจช่วยพ่อปวีณ์ของแกให้เอาชนะใจอดีตภรรยาและให้คืนดีกันให้ได้อย่างที่ชายหนุ่มหวังเอาไว้

ทางด้านคุณนายมยุรีและแพรวาที่พากันเดินมาทางสวนดอกไม้หลังบ้านก็ดูเหมือนจะมีเรื่องถามไถ่กันมาตลอดทาง

“ พี่วีบอกแพรว่าคุณแม่ไม่สบายเหรอคะ ” แพรวาถามด้วยความเป็นห่วง

“ ก็เป็นธรรมดาของคนแก่น่ะลูก ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอก ” คุณนายมยุรีตอบ

“ ภาวะโรคหัวใจเนี่ยนะคะไม่น่าเป็นห่วง ทำไมคุณแม่ถึงไม่บอกแพรล่ะคะ ” สีหน้าของแพรวาดูเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย แต่คุณนายมยุรียิ้มอ่อนโยนให้เธอแล้วพูด

“ ก็แค่โรค ๆ หนึ่งเท่านั้นน่ะลูกถ้าเราดูแลตัวเองดี ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารดี ๆ ออกกำลังกายบ้างมันก็ทำอะไรเราไม่ได้นะลูก ” น้ำเสียงของแม่สามีอบอุ่นอ่อนโยน

“ แพรขอโทษนะคะที่ช่วงหลังมานี่แพรไม่ได้คุยกับคุณแม่เลย ” เธอทำหน้าสลด

“ หนูแพรยังทักมาหาแม่บ่อยกว่าเจ้าวีอีกนะลูก ” ระหว่างนั้นปวีณ์ก็เดินเข้ามาได้ยินพอดี

“ ก็งานผมยุ่งนี้แม่ แต่ช่วงที่แม่อยู่กรุงเทพฯ ผมจะอยู่กับแม่ทุกวันเลยดีไหม ” ปวีณ์เดินเข้าไปโอบกอดมารดาของเขาเอาไว้แล้วออดอ้อนราวกับเป็นเด็ก ๆ แพรวาจึงเบะปากด้วยความหมั่นไส้

“ กลางวันนี่เราออกไปกินข้าวข้างนอกกันดีไหมแม่ แล้วค่อยซื้อของสดมาทำกินตอนเย็น ” ปวีณเสนอความคิด

“ ไปกินข้าวข้างก็ดีเหมือนกันเนอะหนูแพร ” คุณนายมยุรีมองหน้าลูกสะใภ้ แพรวาจึงพยักหน้าตอบรับ

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว