ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เล่ม 1 บทที่ 3 แม่มดแห่งป่า (2)

ชื่อตอน : เล่ม 1 บทที่ 3 แม่มดแห่งป่า (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 141

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ต.ค. 2563 17:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เล่ม 1 บทที่ 3 แม่มดแห่งป่า (2)
แบบอักษร

ทันทีที่เธอโพล่งสมมติฐานนี้ออกไป หญิงชราก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังขึ้นมา 

“ตามความคาดเดาของข้า เด็กคนนั้นอาจจะใช้เวทมนตร์อยู่ด้วยหรือเปล่า” 

“เวทมนตร์?...ไม่น่า เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ ก็โลกฝั่งเนี้ย เวทมนตร์มีอยู่แต่ในจินตนาการนี่นา” 

ตอนได้เห็นเวทมนตร์ของโลกนี้เป็นครั้งแรก อาซาฮิจึงตกใจยิ่งกว่าใครเสียอีก 

และถึงจะไม่ได้อยากมีความสามารถนี้เลย แต่รูริก็รู้จักอาซาฮิดีพอจะมองออกว่านั่นไม่ใช่การเสแสร้งแสดงละคร 

“แต่มันเหมือนมากเลยนะ ปฏิกิริยาคนรอบตัวเจ้าน่ะ เหมือนคนที่โดนเวทมนตร์ที่เรียกว่ามนต์เสน่ห์” 

“มนต์เสน่ห์...?” 

“เวทมนตร์ที่ควบคุมจิตใจมนุษย์ให้เกิดความหลงใหลแม้กับคนที่ตัวเองไม่ได้ชอบอะไรเลย” 

“แต่ฉันไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่คะ” 

“เจ้ามีคุณลักษณ์ที่ดี พลังเวทก็สูงมาก เวทพวกนี้จะไม่ได้ผลกับคนที่มีพลังเวทสูงกว่าไงเล่า” 

มนต์เสน่ห์...น่าตกใจจริงๆ ที่มีเวทมนตร์แบบนั้นอยู่ด้วย หากเมื่อนึกถึงท่าทีราวกับทาสที่หลงจนงมงายเหล่านั้นแล้ว มันก็ดูไม่เกินจริงไปเลย 

แต่รูริก็ไม่คิดอยู่ดีว่าอาซาฮิจะใช้เวทมนตร์ที่ว่านี้ด้วยความจงใจ 

เพราะเธอเคยลองมาสารพัดวิธีแล้วเพื่อที่จะหนีจากอาซาฮิ 

ไม่ว่ารูริจะถูกรอบข้างจงเกลียดจงชังอย่างใด อาซาฮิก็ไม่ยอมเลิกไล่ตามเธอมา เคยคิดเหมือนกันว่าที่จริงแล้วอาซาฮิก็เกลียดรูริ และแอบสะใจที่รูริถูกรอบข้างรังเกียจ 

เธอเคยสะกดรอยตามเพื่อนสมัยเด็กคนนี้ไปเพื่อจะเปิดโปงความจริง เคยกระทั่งจ้างนักสืบมาตรวจสอบการกระทำของอาซาฮิ หากก็รู้แค่ว่าเจ้าตัวเพียงแต่โง่...เอ๊ย ไม่ใช่ เพียงแต่มองโลกในแง่ดีขั้นสุดเหมือนมีสวนดอกไม้อยู่ในหัวเท่านั้นเอง 

คงเพราะไม่เคยถูกคนรอบข้างปฏิเสธมาตั้งแต่เด็ก อาซาฮิจึงบกพร่องเรื่องความเกรงใจและการรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราซึ่งคนทั่วไปจะเรียนรู้ผ่านการเข้าสังคมนี่เอง 

แต่กระนั้น เธอก็ไม่คิดว่าอาซาฮิจะทำอันตรายใครด้วยความประสงค์ร้าย ถึงจะบ่อยครั้งที่ไม่ดูกาลเทศะจนกลายเป็นการทำร้ายคนอื่นไปโดยปริยายก็เถอะ... 

นั่นเป็นแค่เด็กที่ทำทุกอย่างตามสัญชาตญาณของตนเท่านั้นเอง 

“ฉันไม่คิดว่าอาซาฮิจะใช้เวทมนตร์อย่างจงใจหรอกค่ะ” 

“...งั้นรึ เจ้าอยู่กับนางมาตลอด ถ้าเจ้าเป็นคนรับรองก็คงจริงตามนั้นแหละ แต่เป็นไปได้ว่านางอาจจะใช้เวทมนตร์โดยไม่รู้ตัวก็ได้” 

“แบบนั้นก็เป็นไปได้ด้วยเหรอคะ ถ้ามีพลังแบบนั้นจริง อาซาฮิก็เป็นท่านหญิงมิโกะจริงๆ ใช่ไหม” 

“นั่นสิ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ให้พูดในแง่พลังแล้ว มากกว่าอาซาฮิที่ใช้มนต์เสน่ห์ เจ้าที่ภูตชื่นชอบขนาดนี้ยังจะเหนือกว่า ข้อที่ว่ามีสีสันหาได้ยากก็ตรงด้วย” 

รูริยกมือจับหัวตัวเอง จึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าวิกสีน้ำตาลนั้นหายไปแล้ว 

“ถ้าเกิดความแตกว่าสีผมสีตาอาซาฮิเป็นของปลอม พวกนั้นจะมาไล่หาฉันมาไหมนะ...” 

“ไม่หรอก ผมสีทองคำขาวกับตาสีน้ำเงินอย่างเจ้านี่หายากก็จริง แต่ถ้าทั้งตากับเส้นผมเป็นสีดำเหมือนกัน ก็เป็นของหายากในโลกนี้ด้วย เรายังฟันธงไม่ได้หรอกว่าเด็กคนนั้นเป็นตัวปลอม” 

“มิน่าล่ะ งั้นเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ ก็ด้วยสินะ” 

“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ก็ไม่รู้หรอกว่าเด็กพวกนั้นจะนำพาความรุ่งเรืองที่ประเทศนั่นต้องการมาได้จริงหรือเปล่า” 

เธอถึงกับกุมขมับว่าถ้ามีคนมาตามตัวจะทำยังไงดี 

หญิงชราหยิบกระดาษกับปากกามาจากชั้นวางของ แล้วเขียนบางอย่างลงไป 

ก่อนจะจมกระดาษนั้นลงในกล่องสี่เหลี่ยมซึ่งมีน้ำปริ่ม 

ไม่ทันไร กระดาษก็หายไปไร้ร่องรอยราวกับละลายไปในน้ำ 

“นี่มันอะไรคะเนี่ย” 

“ข้าส่งจดหมายไปไงละ พอเขียนจดหมายละลายลงน้ำในกล่อง จดหมายจะส่งไปถึงกล่องของผู้รับ” 

“เห” 

ไม่รู้เหมือนกันว่ามีหลักการเช่นใด แต่นั่นก็ทำให้เธอรู้สึกได้ว่าที่นี่ไม่ใช่โลกเดิมของเธอจริงๆ 

“ส่งไปหาใครเหรอคะ” 

“หลานฉันที่ทำงานอยู่ที่ปราสาทของอาณาจักรมังกร ให้ช่วยไปสืบเรื่องเด็กชื่ออาซาฮิกับเนื้อหาของคำทำนายหน่อย ถ้านางใช้เวทมนตร์ได้โดยตั้งใจ ทางนั้นก็ควรเตรียมรับมือเผื่อกรณีนางถูกนาดาเชียหลอกใช้จนส่งผลเสียมาถึงอาณาจักรมังกร ถ้าไม่ได้ตั้งใจ ก็ต้องสอนวิธีควบคุมพลังเวท ไม่งั้นจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ในภายหลังได้” 

คำว่าอาณาจักรมังกรทำให้เรื่องอาซาฮิหลุดหายไปจากหัวเธอเลย 

“คุณยายเป็นคนประเทศอื่นเหรอคะ!?” 

“ใครเป็นยายกัน!” 

“งั้นชื่ออะไรล่ะคะ ส่วนฉันชื่อรูริค่ะ” 

หญิงชราลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพึมพำด้วยเสียงเบาจนแทบจะหายไป 

“.........เชลซี” 

“...อุ๊บ” 

สุดท้ายความพยายามก็ไร้ผล เธอหลุดหัวเราะออกไปในที่สุด 

หญิงชราที่เหมือนแม่มดใจร้ายในนิทานคนนี้ชื่อว่าเชลซี 

ไม่เข้ากับหน้าเอาซะเลย 

“น่ารัก! ฮะๆๆๆๆ” 

“เพราะอย่างนี้แหละถึงไม่อยากบอก จะหัวเราะไปถึงไหน เดี๋ยวก็ให้อดข้าวซะหรอก!” 

“หวา ขอโทษค่ะ ขอโทษค่า! ชื่อน่ารักเหมาะเหม็งเลยค่ะ...หึๆ” 

“จะพูดก็หยุดหัวเราะให้ได้ก่อนเถอะ! นี่ขำจนสั่นไปทั้งตัวแล้วไม่ใช่รึ!” 

รอจนหยุดหัวเราะได้แล้ว คราวนี้จึงถามเรื่องอาณาจักรมังกรจากเชลซี 

“อาณาจักรมังกรเป็นประเทศที่อยู่ติดกับนาดาเชีย แล้วก็เป็นบ้านเกิดของข้าเอง ป่านี่อยู่ระหว่างสองประเทศที่ว่านั่นแหละ ประเทศนั้นปกครองโดยราชามังกรตามชื่อ และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งหรือสองของทวีปนี้เลย” 

“ราชามังกร?” 

“พระราชาของเผ่ามังกรไงละ รู้จักเผ่ามังกรใช่ไหม” 

รูริส่ายหน้า 

“เผ่านี้มีสองร่างคือร่างมังกรกับร่างมนุษย์ นอกนั้นยังมีเผ่าแมวเผ่าสุนัขอีก บางเผ่าก็มีเพียงร่างเดียวเหมือนมนุษย์นี่แหละ จะต่างจากมนุษย์ตรงที่รูปร่างหน้าตามีส่วนของสัตว์ผสมอยู่ด้วย แบบนี้จะเรียกมนุษย์สัตว์ แล้วทั้งหมดนี้เรียกรวมกันว่าเผ่าโบราณ มนุษย์จำนวนไม่น้อยเลยที่เหยียดหยามเผ่าโบราณ โดยเฉพาะนาดาเชียนั่นแหละตัวดีเลย อาณาจักรมังกรก็จะตรงข้ามกัน ทั้งมนุษย์ทั้งเผ่าโบราณอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีแบ่งแยกในความปกครองของราชามังกร” 

“เห” 

อย่างน้อยก็รู้แล้วว่ายังมีประเทศที่ดีกว่านาดาเชียอยู่ 

แต่ที่เธออยากถามไม่ใช่เรื่องเผ่ามังกรหรือเผ่าโบราณ ทว่าเป็นวิธีกลับต่างหาก 

“แล้วคิดว่าอาณาจักรมังกรจะรู้วิธีส่งฉันกลับไปโลกเดิมไหมคะ!?” 

เธอกลั้นใจรอฟังคำตอบของเชลซี 

ถ้ามีชนเผ่าอยู่มากมายปานนั้น ก็น่าจะมีใครรู้วิธีบ้าง 

“เสียใจด้วย ไม่มีวิธีกลับหรอก” 

“คุณเชลซีอาจจะแค่ไม่รู้เอง ถ้าไปอาณาจักรมังกรอาจจะมีคนรู้ก็ได้...” 

รูริรบเร้าถามด้วยสีหน้าร้อนรน หากอีกฝ่ายก็เพียงแต่ส่ายหน้า 

“พวกเจ้าน่ะถูกลักพาตัวมาก็จริง แต่นานๆ ทีก็มีคนตกหล่นมาจากโลกโน้นอยู่บ้าง ไม่เคยมีใครกลับไปได้เลย” 

“...บ้าน่า” 

“เมื่อก่อนเคยมีคนตกหล่นที่รู้เรื่องโลกฝั่งนี้ดี นางบอกว่าตกลงมาน่ะง่าย แต่ถ้าจะปีนกลับไปก็ต้องทิ้งร่างในตอนนี้เสียก่อน” 

“หมายความว่าไงคะ...” 

“มันอาจจะฟังดูโหดร้าย แต่ตราบใดที่ยังไม่ตายในโลกฝั่งนี้ เจ้าก็กลับไปโลกฝั่งโน้นไม่ได้หรอก” 

เธอได้แต่อึ้ง 

สมองหยุดทำงานและคิดอะไรไม่ออก 

เธออาศัยความหวังอันน้อยนิดว่าสักวันจะได้กลับไป จึงเอาชีวิตรอดอยู่ในป่ามาได้ 

หากความหวังนั้นก็พังทลายลง หนทางเบื้องหน้ามีแต่ความมืดมน 

จากนี้ควรจะทำอย่างไรดี 

โลกอื่นที่เธอไม่มีความรู้ใดๆ ไม่มีใครให้พึ่งพา แล้วเธอจะอยู่ต่อไปเช่นไรได้... 

ขณะที่หัวใจร่วงหล่นไปในความสิ้นหวัง สิ่งที่ผุดขึ้นมากลับไม่ใช่น้ำตา แต่เป็นความโกรธ 

(นี่ฉันต้องถูกลักพาตัวมาโลกอื่น โดนใส่ร้าย แถมยังโดนสัตว์ประหลาดวิ่งไล่จะเป็นจะตาย ทำไมฉันต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย!) 

สาเหตุก็รู้ๆ กันอยู่ อาซาฮิที่คิดว่าโลกหมุนรอบตัวเองและไม่ยอมรู้ตัวเสียทีว่าทำให้รูริต้องเดือดร้อนแค่ไหน องค์ชายกับเพื่อนร่วมชั้นที่ขับไล่เธอออกมาอยู่ตัวคนเดียวในโลกที่ไม่รู้จัก...แล้วยังพระราชากับพวกนักบวชที่ลักพาตัวเธอมา 

(ฉันทนก้มหน้ารับกรรมต่อไปไม่ไหวละ! ไหนๆ ก็หาทางกลับไม่ได้แล้ว งั้นก็ขอเอาคืนไปถึงดอกเบี้ยที่เคยทำฉันเดือดร้อนมาตลอดละกัน!) 

ตัดสินได้แล้ว เธอก็เริ่มในทันที 

รูริคุกเข่าลงตรงหน้าเชลซีแล้วก้มหัว 

“ฉันทราบดีค่ะว่าจะเป็นการรบกวน แต่จะทำทุกอย่างทั้งทำความสะอาดซักผ้าทำอาหาร! ให้ฉันอยู่ที่นี่ แล้วช่วยสอนเรื่องของโลกนี้กับเวทมนตร์ให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ” 

หากคิดจะแก้แค้น เธอก็ต้องมีความรู้เกี่ยวกับโลกนี้เสียก่อน และหากมีข้อได้เปรียบที่ตัวเองเป็นที่ชื่นชอบของภูตก็ยิ่งควรใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ 

“ได้สิ” 

เชลซีทำตาโตวูบหนึ่ง ก่อนจะรับคำโดยแทบไม่หยุดคิด 

นั่นทำให้รูริเป็นฝ่ายตกใจเสียเอง 

“เอ๋ จะดีเหรอคะ ถึงฉันจะเป็นคนขอก็เถอะ แต่คุณไม่ระแวงกันบ้างเลยหรือไง...” 

“บ้านหลังเบ้อเริ่มนี่มีข้าอยู่คนเดียว ถ้ามีคนอาศัยเพิ่มสักคนจะได้ครึกครื้นขึ้นบ้าง แล้วภูตยังชอบเจ้าขนาดนี้ ข้าก็ไล่ออกไปไม่ลงหรอก ขืนไล่ออกไป เด็กพวกนี้อาจจะไม่ยอมให้ข้ายืมพลังใช้เลยก็ได้” 

ขอบพระคุณท่านภูตมากค่ะ 

เธอซาบซึ้งมาจากใจที่ได้พบกับเชลซีที่นี่ 

“คุณเชลซีนี่เป็นคนดีจริงๆ เลยนะคะ หน้าตาออกจะเหมือนยายแก่ใจร้ายแท้ๆ...” 

“จับโยนออกไปซะดีไหมนะ” 

ด้วยเหตุนี้เอง รูริจึงมาอาศัยอยู่ในป่ากับแม่มดและเหล่าภูต 

 

 

**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ readawrite 

https://bit.ly/368lZi2 

ความคิดเห็น