ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เล่ม 1 บทที่ 3 แม่มดแห่งป่า (1)

ชื่อตอน : เล่ม 1 บทที่ 3 แม่มดแห่งป่า (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 154

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ต.ค. 2563 17:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เล่ม 1 บทที่ 3 แม่มดแห่งป่า (1)
แบบอักษร

บทที่ 3 แม่มดแห่งป่า 

 

บ้านสองชั้นซึ่งสร้างจากไม้นี้แม้จะอยู่กลางป่าไร้ผู้มาเยี่ยมเยียน แต่ก็หาได้มีสภาพง่อนแง่นทรุดโทรม ตัวบ้านนั้นดูมั่นคงแข็งแรงราวกับสร้างด้วยมือช่างผู้ชำนาญ 

มุมหนึ่งของชั้นล่างเป็นห้องครัว และบนโต๊ะก็ถูกวางไว้ด้วยชามซุปร้อนๆ 

เธอตื้นตัน ก่อนจะตักเข้าปากหนึ่งคำ 

อาหารร้อนๆ ที่ห่างหายไปพักใหญ่นั้นทำให้หญิงสาวถึงกับน้ำตาซึม 

“มีความสุขจังเลย” 

“เลือกเอาสักอย่างสิว่าจะกินหรือจะร้องไห้ เอาเนื้อด้วยไหม” 

“ด้วยความยินดีเลยค่ะ!!” 

รูริกัดฟันลงไปบนเนื้อแล้ว น้ำเนื้อก็ชุ่มฉ่ำนองลงมาบนลิ้น 

เธอเพลิดเพลินกับอาหาร ในใจก็ยินดีว่าโชคดีเหลือเกินที่ได้เจอคนดี 

การพบกันครั้งแรกออกจะสะเทือนขวัญไปนิด แต่ดูเหมือนว่าที่โชกเลือดมานั้นไม่ได้เพราะไปก่ออาชญากรรมอะไร เจ้าตัวเพิ่งเชือดคอสัตว์เตรียมทำอาหารอยู่ พอรู้ว่ามีคนมาก็เลยออกมาดู แต่ทักไปคำเดียวก็เจอเธอเป็นลมใส่ไปต่อหน้าต่อตาด้วยความตกใจ 

ก็มันชวนให้เข้าใจผิดจะตาย... 

แต่หญิงชราก็คอยพยาบาลจนเธอตื่น แถมยังเตรียมอาหารร้อนๆ มาให้กินอีก ขอบคุณอีกเท่าไหร่ก็คงไม่พอเลยทีเดียว 

ตอนแรกเจอ รูริตกใจเกินไปจนเป็นลมไปเสียก่อน จึงไม่ทันดูหน้าให้ชัดๆ มาตอนนี้ถึงเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นหญิงชราธรรมดาๆ นี่เอง 

อาจจะดูปากร้ายนิดๆ แต่คนที่เมตตาจัดหาอาหารให้คนแปลกหน้าแบบนี้จะเป็นคนเลวไปได้อย่างไร 

นิทานเรื่องแม่มดที่แกล้งใจดีแล้วจับคนกินทีหลังผ่านแวบไปในสมอง แต่ตอนนี้ อาหารตรงหน้าย่อมสำคัญกว่า! 

หากก็อดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองว่าเตาผิงอยู่ที่ไหน 

“แต่เจ้าก็โชคร้ายจริงๆ นะ ข้าไม่ได้ชอบนาดาเชียมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นี่ยิ่งจะชอบน้อยลงไปอีก ไม่รู้หรอกนะว่าคำทำนายนั่นมันดีเด่ยังไง แต่ไปลักพาตัวมาจากอีกโลกนี่ก็เกินไป” 

รูริชะงักมือที่กำลังหยิบอาหารอยู่ แล้วหันไปมองหญิงชราอย่างตกใจ 

“คุณรู้ได้ยังไง ฉันยังไม่ทันได้เล่าอะไรเลย” 

เธอไม่ได้บอกแม้แต่ว่าตัวเองมาจากที่ไหน แต่อีกฝ่ายกลับพูดเหมือนรู้ทุกอย่างดีอยู่แล้ว 

หญิงชรายิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะเบนสายตาไปยังเพดาน 

รูริเลื่อนสายตาตามไปยังเพดานและมองเลยไปรอบๆ ห้อง หากก็ไม่พบอะไรจึงได้แต่ฉงนใจ 

“เด็กพวกนี้เป็นคนบอกฉันไงละ” 

อย่าว่าแต่เด็กพวกนี้ที่ว่าเลย กวาดตามองแค่ไหน ภายในห้องก็มีแค่รูริกับหญิงชราลำพังสองคนเท่านั้น 

นั่นทำให้เธอยิ่งงงขึ้นไปอีก 

“ทำหน้าแบบนี้ แปลว่ามองไม่เห็นเลยสินะ....จริงสิ ก่อนจะมาถึงที่นี่ เจ้าได้ยินเสียงอะไรบ้างไหม” 

“เสียง...อ๊ะ มีได้ยินเสียงกระดิ่งค่ะ พอตามเสียงไปแล้ว ก็จะเจอน้ำเจออาหารด้วย” 

เสียงเดียวกันกับที่ได้ยินในป่า พลันดังขึ้นมาราวกับพยายามประกาศตัวตนว่าเราอยู่ที่นี่ 

“นั่นคือเสียงของภูตไงละ พวกเขาอยู่ในห้องนี้เต็มไปหมดเลย” 

เธอลองหันไปรอบๆ อีกที แต่ก็มองไม่เห็นอะไรอยู่ดี 

“เท่าที่ดู ข้าว่าเจ้าน่าจะมีพลังเวทไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ที่มองไม่เห็นคงเพราะยังไม่รู้วิธีใช้พลังให้ถูกต้องสินะ ต่อให้มีเครื่องมือดีเลิศยังไง ถ้าไม่รู้วิธีใช้ก็ใช้ไม่ได้แหละ” 

เธอสามารถมองเห็นได้ แต่ยังมองไม่เห็น คงเหมือนกับโทรทัศน์ที่ยังไม่ได้เปิดสินะ 

เท่ากับว่า ถ้ากดปุ่มเปิดเสีย เธอก็จะมองเห็นได้นั่นเอง 

คิดดังนั้นแล้ว รูริตั้งสมาธิรวบรวมพลังไปที่ดวงตาเหมือนกับตอนวาดภาพไฟในใจ ก่อนจะรู้สึกเหมือนสายตาที่เคยหรี่ปรือนั้นสามารถเบิกกว้างได้ในที่สุด 

วินาทีถัดมา เธอก็มองเห็นอย่างชัดเจนว่าภายในห้องมีคนตัวจิ๋วขนาดนั่งบนฝ่ามือได้พอดี พวกเขามีใบหน้าอ่อนเยาว์และมีปีกอยู่กลางหลัง จำนวนนั้นไม่ใช่น้อยๆ บ้างก็ลอยตัวอยู่ใกล้เพดาน บ้างก็นั่งอยู่บนโต๊ะ มีทั้งชายและหญิง ซึ่งแต่ละคนก็แต่งตัวต่างกันออกไป 

“หวา!” 

เธอตกใจเสียจนหงายหลังตกเก้าอี้ไป 

แล้วบรรดาภูตก็พากันเข้ามาล้อมเธอไว้ด้วยท่าทีเป็นห่วงเป็นใย 

‘เป็นอะไรหรือเปล่า’ 

‘เจ็บหรือเปล่า’ 

“ไม่เป็นไรหรอก...อ้าว? ฉันฟังเขาพูดรู้เรื่องด้วย” 

“อ้อ มองเห็นแล้วสินะ ถ้าไม่เพราะเจ้าเป็นคนสอนง่าย ก็คงเพราะมีคลื่นพลังเวทที่ภูตชอบ ที่เจ้าฟังพวกเขาพูดเข้าใจ ก็เพราะเจ้ามองเห็นแล้วว่าภูตมีตัวตน” 

“คลื่น?” 

“ก่อนอื่น ช่วยเล่าเรื่องเด็กที่ชื่ออาซาฮิให้ข้าฟังหน่อยสิ เด็กพวกนี้อธิบายด้วยความรู้สึกตัวเองเกินไป ข้าฟังไม่รู้เรื่อง” 

ถึงจะบอกให้เล่า แต่เธอก็อดเกร็งไม่ได้ถ้าจะต้องเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้คนเพิ่งรู้จักได้ฟัง 

ทั้งที่ยังไม่รู้ชัดว่าอีกฝ่ายเป็นมิตรจริงหรือไม่ 

ถ้าเล่าแล้ว หญิงชราเกิดคิดว่าไม่ใช่ธุระแล้วไล่เธอออกไปนั้นยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าจะส่งตัวเธอกลับไปนาดาเชีย คราวนี้คงได้มีอันตรายถึงชีวิตแน่ๆ 

“เอ้อ คือฉันว่า อยู่ๆ ให้เล่าเรื่องส่วนตัวกับคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกมันก็ยังไงอยู่นะคะ...” 

พูดไม่ทันจบ ชิ้นเนื้อที่เพิ่งกินไปได้คำเดียวก็ถูกแย่งไปจากมือ 

“โฮ่ งั้นอาหารฝีมือคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกนี่ก็ไม่ควรกินสินะ” 

“หวา กินค่ะกิน! จะเล่าทุกอย่างเลย!!” 

เล่นตัดเสบียงกัน ใครจะไปทนไหว 

การมีของกินกลิ่นหอมน่าอร่อยอยู่ตรงหน้าแล้วกินมันไม่ได้คือสิ่งที่รูริในตอนนี้ไม่มีทางทนได้เลย 

เธอกินเนื้อที่แย่งกลับมาพลางเล่าเรื่องตั้งแต่ถูกอัญเชิญมา ยิ่งเล่าก็ยิ่งอารมณ์ร้อน กลายเป็นว่าเล่าเสียละเอียดผิดจากที่อ้อมแอ้มไว้ในตอนแรกไปเลย 

โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับอาซาฮินั้นออกปากบ่นปนน้ำตาเต็มที่ด้วยความคับแค้นใจที่สั่งสมมาตั้งแต่เด็ก 

ดูแล้วก็คงแทบไม่ต่างอะไรกับลุงพนักงานกินเงินเดือนที่เมาเหล้าแล้วร้องไห้โวยวายเรื่องที่ทำงานกับครอบครัวนั่นเอง 

กว่าจะเล่าจบ หน้าตาของรูริก็เละเทะไปถึงไหนๆ 

แต่ในใจนั้นปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

ที่ผ่านมา รอบตัวเธอมีแต่สาวกของอาซาฮิ พ่อแม่เธอไม่ได้รวมอยู่ในนั้นด้วยก็จริง หากทั้งสองก็อยู่ต่างประเทศเกือบตลอดปี จึงไม่มีเวลามาฟังลูกสาวบ่นเท่าไหร่ 

ฝ่ายคนต้องมาฟังก็เหนื่อยใจไม่แพ้กัน 

“เจ้าก็ลำบากมาไม่น้อยเลยนะ” 

“เข้าใจใช่ไหมคะ!? คนอื่นเขาเข้าข้างอาซาฮิกันหมดแล้วมาเขม่นฉันเป็นศัตรูอีก พยายามจะอยู่ห่างๆ ก็โดนเกาะแจเป็นกาวดักนกเลย! ขืนเป็นแบบนี้ มีหวังต่อให้ฉันแต่งงานแล้วก็ตามมาไม่เลิกแน่ๆ ฉันกลัวจะแย่อยู่แล้วค่ะ!!” 

รูริยังพูดไม่หนำใจ แต่ฝ่ายหญิงชราท่าทางจะอิ่มจนไม่อยากเติมแล้ว 

“เออๆ ข้าเข้าใจแล้ว พอได้แล้ว แต่ข้าก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของเด็กที่ชื่ออาซาฮิอยู่หรอกนะ” 

“เข้าใจอะไรเหรอคะ” 

“เพราะคลื่นจากตัวเจ้ามันชวนให้สบายใจยังไงละ” 

“เห็นเมื่อกี้ก็พูดคำนี้ไปทีนึง คลื่นนี่คืออะไรหรือคะ” 

“อ้อ คลื่นที่ว่านี่เป็นสิ่งที่มีอยู่ในทุกคนที่มีพลังเวท เรียกง่ายๆ ก็คือคุณลักษณ์ของพลังเวทสินะ สำหรับโลกนี้แล้ว คลื่นอันนี้สำคัญยิ่งกว่าปริมาณของพลังเวทเสียอีก สิ่งที่เรียกว่าเวทมนตร์น่ะ โดยธรรมดาทั่วไปคือการเอาพลังเวทเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนเพื่อขอยืมอำนาจของภูตมาใช้ ภูตธาตุไหนจะมาให้ยืมพลังก็ขึ้นอยู่ที่ความเข้ากันของคลื่นนี่แหละ ภูตจะยินยอมให้ยืมอำนาจกับคนที่มีคลื่นเข้ากันได้ กับคนที่มีคลื่นไม่เข้ากันก็จะไม่ยอมเข้าใกล้เลย แต่รอบตัวเจ้ามีภูตหลากหลายธาตุมารวมกันอยู่ เท่ากับว่าคลื่นของเจ้าเป็นคลื่นที่ดีซึ่งภูตทั้งหลายชมชอบนั่นแหละ” 

“แปลว่าอาซาฮิก็คลื่นเข้ากับฉัน เลยไม่ยอมห่างไปงั้นเหรอคะ” 

“ไม่บ่อยหรอกนะที่ภูตในธาตุต่างๆ พากันอยากช่วยเหลือขนาดนี้ เด็กที่ชื่ออาซาฮิก็คงจะรู้สึกสบายใจที่ได้อยู่กับเจ้าด้วยเหมือนกัน” 

เธอพอจะเข้าใจความยึดติดที่เฉียดๆ จะเป็นสตอล์กเกอร์นั้นแล้ว แต่พูดตามตรงว่ามันเดือดร้อนเธออยู่ดี 

ถ้าเป็นคุณสมบัติที่มีมาแต่เกิดก็คงจะเปลี่ยนกันไม่ได้ ทำอย่างไรอาซาฮิก็ไม่มีทางแยกจากเธอไปอยู่ดี ถึงจะโดนเย็นชาใส่เช่นไร สิ่งที่ดึงใจอาซาฮิไว้นั้นไม่ใช่นิสัยใจคอของเธอ แต่เป็นพลังเวทที่รูริมีอยู่นี่เอง 

เธอย่นหน้าอย่างชัดเจนเหมือนเป็นการแทนหมื่นล้านคำพูดในใจ 

“อ๊ะ แต่ที่คลื่นเข้ากันได้นี่หมายความว่า อาซาฮิก็ต้องมีพลังเวทถึงรับรู้คลื่นได้สินะคะ?” 

 

 

**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ readawrite 

https://bit.ly/368lZi2 

ความคิดเห็น