ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เล่ม 1 บทที่ 2 ขับไล่ (2)

ชื่อตอน : เล่ม 1 บทที่ 2 ขับไล่ (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 143

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ก.ย. 2563 17:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เล่ม 1 บทที่ 2 ขับไล่ (2)
แบบอักษร

แม้จะมีเรื่องอยากบ่นมากมาย แต่เธอก็ไม่โต้แย้งอะไรมากไปกว่านั้น 

จะคัดค้านสักแค่ไหนว่าตัวเองบริสุทธิ์ อีกฝ่ายก็เป็นถึงองค์ชายของประเทศนี้ 

จะใส่ร้ายป้ายสีหรือลอบสังหารใครก็ไม่ใช่เรื่องยาก ถกเถียงไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร 

เธอไม่รู้หรอกว่าป่าปีศาจเป็นที่แบบไหน แต่ก็คงมีหวังรอดมากกว่าอยู่ที่นี่ให้ถูกฆ่า 

จากนั้นเธอก็ถูกมัดทั้งแขนขา โยนขึ้นที่บรรทุกของของรถม้าไปราวกับเป็นสัมภาระ 

รูริพยายามขอกระเป๋าที่เอามาจากโลกเดิม แต่ก็ไม่มีใครสนใจฟังจนได้แต่เดาะลิ้นกับตัวเอง 

หน้าต่างทุกบานของรถม้าถูกปิดเพื่อกันหนี เธอเคยฝันว่าอยากออกจากปราสาทเพื่อจะได้ห่างจากอาซาฮิ แต่นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าจะกลายเป็นจริงในรูปแบบนี้ 

หญิงสาวหลับๆ ตื่นๆ อยู่บนพื้นไม้ที่แข็งกระด้างของรถม้าโดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่ แต่ยิ่งนาน ตัวรถก็ยิ่งโคลงเคลงมากขึ้น 

ในที่สุด รถก็หยุดลงอย่างกะทันหัน แล้วเธอก็ถูกกระชากตัวลงมา 

“เจ็บนะจะบอกให้!” 

“หนวกหู จะแค้นก็แค้นความโง่ของตัวเองเถอะ” 

“เฮ้ย เร็วเข้าสิ” 

“เออ ขืนไม่รีบหนี พวกเราก็จะพลอยซวยไปด้วย” 

ทหารพากันทิ้งคำพูดชวนหวั่นใจไว้แล้วก็กลับไปอย่างรวดเร็ว 

“อย่างน้อยช่วยแก้เชือกหน่อยก็ไม่ได้หรือไง” 

รูริยังคงถูกมัดมือเท้าไว้ 

พยายามดิ้นแค่ไหน เชือกที่มัดแน่นก็ไม่หลุดง่ายๆ 

เธอบิดข้อมือเพื่อหาทางสลัดออกมา หากก็เพียงทำให้เชือกเสียดสีผิวเจ็บขึ้นมาเท่านั้นเอง 

เมื่อลองมองรอบๆ เผื่อจะมีอะไรที่ตัดเชือกได้ เป็นต้นว่าหินที่คมสักนิด ก็ไม่มีของเช่นนั้นอยู่ใกล้ตัวแม้แต่น้อย 

พอกำลังคิดว่าต้องคลานหาดู รูริก็รู้สึกได้ว่าสิ่งที่รัดแขนขาอยู่พลันหายไป ลดสายตาลงมองก็พบว่าเชือกนั้นเลื่อนหลุดจากแขน เชือกที่มัดขาก็คลายออกแล้ว 

ปมเชือกไม่ได้ถูกแกะ แต่เหมือนมีบางอย่างที่แหลมคมมาตัดขาด ซึ่งรูริก็ได้แต่งุนงง 

“ไม่รู้ว่าทำไมหรอกนะ แต่ก็รอดไปที” 

เธอลูบข้อมือที่พ้นพันธนาการพลางลุกขึ้นกวาดตามอง 

ป่าทึบทะมึนไปด้วยหมู่ไม้ 

รูริยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกนี้มากนัก เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน 

ไม่มีทั้งอาหารและน้ำ เรียกว่าเป็นสภาพที่น่าสิ้นหวังเป็นที่สุด 

หากต้องตายที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย 

แต่ว่า...เธอยังมีเป้าหมายอยู่อย่างหนึ่ง 

“ฉันจะเอาชีวิตรอดกลับไปแก้แค้นเจ้าพวกนั้นให้ได้ ฉันผิดตรงไหนกัน โดนอาซาฮิเกาะแจ ฉันก็ไม่ได้ดีใจเสียหน่อย” 

เธอยินดีและพร้อมจะแยกตัวออกห่างด้วยซ้ำ ถ้าอยากได้ตำแหน่งเพื่อนสนิทนัก ก็จะใส่พานถวายให้เลยด้วย 

ปากบอกว่าจะแก้แค้น แต่เธอยังไม่มีแผนเลยว่าต้องทำอะไรต่อไป 

สำคัญที่สุดตอนนี้คือต้องหาทางออกจากป่าให้ได้เสียก่อน 

เธอพยายามนึกถึงแผนที่ของโลกนี้ซึ่งได้ขอดูไว้ทันทีที่มาถึงที่นี่ 

“จำได้ว่ามีประเทศใหญ่อยู่ติดกับนาดาเชีย...” 

ทางตะวันออกเฉียงเหนือของราชอาณาจักรนาดาเชีย มีอีกประเทศหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่โตกว่าหลายเท่า 

เหมือนว่าจะเป็นประเทศที่มีชนเผ่าโบราณอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เสริมอีกนิดคือนาดาเชียจงเกลียดจงชังประเทศของชนเผ่าโบราณนี้เหลือเกิน 

“ถ้าคนประเทศนี้เกลียดนัก อาจจะกลับกันว่าทางโน้นสิที่เป็นประเทศปกติก็ได้นี่นา” 

แต่เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน หรือควรต้องเดินไปทางไหนดี 

พระอาทิตย์กำลังจะลับฟ้าในไม่ช้า 

ก่อนอื่น เธอต้องหาน้ำกับที่นอนให้ได้ 

แต่พยายามเงี่ยหูฟังเสียงน้ำแค่ไหน ก็ได้ยินเพียงเสียงใบไม้เสียดสีกันเท่านั้นเอง 

พอกำลังยืนคิดอยู่ว่าควรทำยังไง หูก็ได้ยินเสียงกระดิ่งดังแว่วมา 

เสียงนั้นค่อยๆ ดังห่างออกไป เธอจึงวิ่งไปในทิศทางนั้นด้วยความหวังว่าจะมีใครอยู่ 

หญิงสาววิ่งตามอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่นานแค่ไหนก็ไม่อาจรู้ได้ 

เธอหอบหายใจพร้อมกับทรุดตัวลงเมื่อวิ่งต่อไปไม่ไหวแล้ว 

รอบข้างถูกโอบอุ้มด้วยความมืด ดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่ช่วยส่องแสงให้เห็นอยู่บ้าง หากในยามนี้ รูริกลับนึกเสียใจในความผลีผลามของตัวเอง 

ตอนนั้นเองที่เธอได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่ไม่ไกลนัก 

เมื่อเค้นแรงเฮือกสุดท้ายเดินตามเสียงก็พบกับลำธารสายเล็กๆ ทำให้เธอค่อยโล่งใจระคนยินดี 

“...ดื่มแล้วจะเป็นไรไหมนะ อือออ แต่ก็ยังดีกว่าคอแห้งตายแล้วกัน” 

ความกระหายชนะอยู่ดี หญิงสาวทำใจว่าอาจจะท้องเสีย แล้ววักน้ำขึ้นมาดื่มอึกแล้วอึกเล่า 

เธอจดจ่อกับเรื่องตรงหน้าจนไม่ทันสังเกตว่าเสียงกระดิ่งเงียบหายไปแล้ว 

เมื่อดื่มน้ำจนชุ่มคอ ค่อยหมดห่วงไปอย่างหนึ่งแล้วสิ่งต่อไปที่ต้องทำก็คือหาที่พักนอน 

เธอโกยใบไม้แห้งที่ร่วงอยู่มาสุมบนพื้นทำที่นอนชั่วคราวอย่างง่าย 

แต่ความมืดรอบๆ ก็ทำให้อดกังวลไม่ได้อยู่ดี 

เป็นธรรมดาที่ป่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ถ้าเป็นสัตว์เล็กก็ว่าไปอย่าง หากมีสัตว์ใหญ่จะมาทำร้าย เธอก็คงไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ 

คิดจะก่อกองไฟ ก็ไม่มีเครื่องมืออะไรเลย 

“เวลาแบบนี้ถ้าใช้เวทมนตร์ได้ก็คงดีหรอก” 

เธอนึกไปถึงเวทมนตร์ที่นักบวชเคยใช้ให้ดู 

เวทมนตร์ที่สร้างไฟกับน้ำมาจากความว่างเปล่านั่นเองที่คงจะจำเป็นกับรูริในตอนนี้ที่สุด 

หญิงสาวหลับตาลง วาดภาพไฟในใจ แล้วคำรามฮึ่มเหมือนหัวหน้านักบวชในตอนนั้น 

“...ว่าเข้านั่น” 

เธอไม่มีทางทำได้อยู่แล้ว 

ได้ยินว่าจะใช้เวทมนตร์ได้นั้นต้องมีคุณสมบัติและได้รับการฝึกเฉพาะทาง นักบวชที่ใช้เวทมนตร์ได้จึงมีตำแหน่งสูงในอาณาจักรนาดาเชีย 

ถ้าทำได้ง่ายๆ โลกของเธอก็คงเต็มไปด้วยจอมเวทแล้ว 

ว่าแล้วก็นึกอายตัวเองที่หลงคิดว่าอาจจะใช้ได้สักนิด 

รูริปลอบตัวเองเช่นนั้นพร้อมกับลืมตาขึ้น แล้วพบกับเปลวไฟสีแดงที่ลุกโชนอยู่บนพื้นตรงหน้า 

“หา?” 

เธอแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง 

ขณะกำลังตกใจ เปลวไฟก็ค่อยๆ เล็กลงทีละน้อย เธอจึงรีบกวาดเศษใบไม้สุมลงไป 

เมื่อโล่งใจว่ามีไฟแล้ว คราวนี้ก็มานั่งคิดว่าไฟตรงหน้านี้มาจากไหน 

“...ไม่น่า ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก” 

เธอจะใช้เวทมนตร์ได้อย่างไรกัน 

ปากพูดเช่นนั้น คราวนี้ลองหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาแล้ววาดภาพไฟในใจอีกครั้ง ปลายกิ่งก็ติดไฟราวกับเป็นเทียนแท่งเล็กๆ 

“ฮะๆๆๆ...ท่าทางนี่จะเป็นความฝันสินะ ตื่นเมื่อไหร่ ฉันคงเจอตัวเองนอนอยู่บนเตียงแหละ” 

หญิงสาวล้มตัวลงอย่างเหนื่อยอ่อนและหนีความจริง ไม่นานนักก็ผล็อยหลับไป 

เมื่อตื่นในเช้าวันถัดมา แม้จะเจ็บหลังเจ็บไหล่อยู่บ้าง หากสมองก็โล่งปลอดโปร่ง 

เธอยันตัวลุกขึ้นพลางนึกระอาตัวเองที่ใจกล้าหลับสนิทได้ในสถานการณ์แบบนี้ และเมื่อพบว่าตัวเองยังคงอยู่กลางป่า ก็ต้องผิดหวังเหลือเกินที่นี่ไม่ใช่ความฝัน 

 

**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ readawrite 

https://bit.ly/368lZi2 

ความคิดเห็น