ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เล่ม 1 บทที่ 1 อัญเชิญ (1)

ชื่อตอน : เล่ม 1 บทที่ 1 อัญเชิญ (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 233

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ย. 2563 17:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เล่ม 1 บทที่ 1 อัญเชิญ (1)
แบบอักษร

บทที่ 1 อัญเชิญ 

       

นึกย้อนไปเมื่อราวสองปีก่อน 

      โมริคาวะ รูริมีแม่เป็นนางแบบชาวต่างชาติ และพ่อเป็นเจ้าหน้าที่การทูต 

      เธอมีผมสีแพลตตินัมบลอนด์เช่นเดียวกับแม่ และดวงตาสีน้ำเงินเข้มซึ่งเป็นที่มาของชื่อรูริ[1] รูปหน้าออกไปทางคนญี่ปุ่น ซึ่งสืบทอดความหมดจดลงตัวมาจากพ่อและแม่อย่างครบถ้วน เรียกว่าเพียบพร้อมทั้งหน้าตาและฐานะที่สามารถยกมือไชโยว่าคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดก็ว่าได้ 

      แต่เธอคงจะใช้ดวงกับส่วนนี้มากไปหน่อย รูริไม่สามารถยินดีอย่างไร้เดียงสากับสภาพแวดล้อมของตัวเอง และต้องเจอเรื่องโชคร้ายไม่หยุดหย่อน 

      รูริกล้าฟันธงได้เลยว่าจุดเริ่มต้นของโชคร้ายเหล่านี้คือตั้งแต่เธอกับครอบครัวของชิโนมิยะ อาซาฮิกลายมาเป็นเพื่อนบ้านเรือนเคียงกันนี่เอง 

      อาซาฮิผลิตสาวกของตัวเองราวกับโรงงานอุตสาหกรรม และคนที่ต้องพลอยรับเคราะห์มาตั้งแต่เด็กก็คือรูริ 

      ไม่รู้กี่ครั้งที่รูริแอบคิดว่าอย่างน้อยถ้าพวกเธออายุต่างกันก็คงจะดีกว่านี้ 

      อาซาฮิอายุเท่ากับรูริ เป็นเด็กหน้าตาน่ารักมาแต่เล็ก และทุกคนก็เอาแต่เอ็นดูเอาอกเอาใจอาซาฮิเป็นพิเศษ 

      ไม่ใช่รูริจะนิสัยไม่ดีอะไร หากคนรอบข้างก็เข้าข้างอาซาฮิเสมอ 

      ไม่ใช่แค่ครู แต่รวมไปถึงเด็กคนอื่นและบรรดาพ่อแม่ด้วย 

      และไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใด คนที่คอยเอาใจอาซาฮิอย่างออกนอกหน้าก็มักจะมุ่งความโกรธมายังรูริ 

      ครั้งหนึ่งที่พวกเธอแย่งของเล่นกัน ก็มีแต่รูริคนเดียวที่โดนดุ 

      จนตอนนี้เธอยังคิดว่าก็แค่เด็กทะเลาะกัน ดุสอนทั้งคู่ก็น่าจะถูกแล้ว 

      หนำซ้ำ เรื่องของเรื่องคืออาซาฮิมีของเล่นของตัวเองแล้วก็ยังอยากได้ของเล่นของรูริด้วย นอกจากรูริจะโดนดุ ยังต้องถูกแย่งของเล่นไปว่าให้เพื่อนยืมหน่อยสิ แม้ตอนนั้นจะยังเล็กอยู่ เธอก็รู้สึกว่าช่างไม่ยุติธรรมเอาซะเลย 

      รอจนยอมยื่นของเล่นออกไปทั้งน้ำตา คนอื่นกลับทำหน้าเหมือนระอาว่ากว่าจะยอมยกให้ 

      เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกคนถึงเข้าข้างอาซาฮิ คงเพราะเธอยังเด็กเกินไป ในเวลานั้นจึงนึกแปลกใจมากกว่าที่จะโกรธ 

      หรือหลังจากที่ขึ้นชั้นประถมแล้ว อาซาฮิอิจฉาว่าผมรูริสีสวย เลยย้อมสีเดียวกันมาโรงเรียน ฝ่ายโรงเรียนก็ห้ามเพราะสีย้อมผมไม่ดีกับร่างกายเด็ก ครูจึงต้องไปพบพ่อแม่ของอาซาฮิเพื่อปรึกษากันเรื่องนี้ 

      อธิบายว่าผิดกฎโรงเรียนอย่างไรจบแล้ว ก็เป็นธรรมดาที่ต้องกำชับว่าจากนี้ไปห้ามย้อมผม แต่คนที่ต้องมารับฟังคำกำชับนี้กลับเป็นรูริที่ไม่เกี่ยวอะไรเลย 

      เหตุผลที่แสนจะไม่เป็นเหตุผลคือเพราะรูริมีสีผมไม่เหมือนคนอื่น ทุกคนเลยสนใจอยากเป็นแบบนี้ด้วย 

      ปากบอกว่าห้ามย้อมผม แต่กลับเรียกร้องให้รูริไปย้อมผมดำ ฟังดังนั้นแล้ว เธอก็พูดไม่ออกไปเลย 

      จะอธิบายแค่ไหนว่าสีผมของฉันเป็นสีตามธรรมชาติ ครูก็ไม่รับฟัง 

      สุดท้าย เธอจึงต้องใส่วิกผมดำไปโรงเรียน แล้วอาซาฮิยังอุตส่าห์มาถามอย่างไม่รู้เรื่องราวว่า “ทำไมรูริจังถึงผมดำล่ะ” 

      ทำเอาเธอโมโหจนอยากจะตอกกลับไปว่า ก็คิดว่าเพราะใครถึงได้กลายเป็นแบบนี้ล่ะ! 

      หรือจะเป็นตอนที่ไปทัศนศึกษานอกสถานที่ เธอหนีจากอาซาฮิที่ตื๊อจะไปด้วยกันสำเร็จ แล้วใช้เวลาอิสระอย่างเต็มที่ พอถึงเวลานัดรวมพลและรู้ว่าอาซาฮิหลงทาง ทั้งครูและนักเรียนคนอื่นก็พากันโทษว่าทำไมรูริถึงไม่คอยดูแล 

      อย่าว่าแต่เธอกับอาซาฮิเป็นแค่เพื่อนสมัยเด็ก ไม่ใช่ผู้ปกครองอะไร หน้าที่ดูแลนักเรียนก็ควรจะเป็นของครู ไม่ใช่เรื่องเลยที่จะมาโทษรูริซึ่งอยู่กลุ่มอื่นด้วยซ้ำ 

      เธอพยายามบอกกับตัวเองว่า ให้เทียบระหว่างรูริที่หน้าตาแตกต่างกับคนญี่ปุ่นชัดเจน และอาซาฮิที่น่ารักน่าเอ็นดูด้วยใบหน้าอย่างคนญี่ปุ่น อาซาฮิก็คงจะดูเป็นมิตรกว่า แต่ยิ่งถูกเลือกข้างอยู่เสมอไม่รู้จบ ก็คงช่วยไม่ได้ที่รูริจะมีปมด้อยขึ้นมา ซึ่งควรชมด้วยซ้ำว่าดีแค่ไหนแล้วที่เธอไม่เกเรไปเสียก่อน 

      ผ่านไปหลายปีจนรูริมีอายุสิบเก้าและเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย วันที่ได้เปลี่ยนชีวิตเธอไปโดยสิ้นเชิงก็มาถึงในที่สุด 

      รูริค่อยๆ เยี่ยมหน้าจากประตูบ้านแล้วเหลียวซ้ายแลขวา 

      “ดีมาก ไม่อยู่สินะ” 

      ดูเป็นที่มั่นเหมาะว่าอาซาฮิไม่อยู่แล้วก็รีบไถลตัวออกมาล็อกประตู ก่อนจะพุ่งตัวออกจากบ้านไปอย่างเอาเป็นเอาตาย 

      เพราะบ้านพวกเธออยู่ข้างกัน ทั้งสองจึงอยู่โรงเรียนประถมและมัธยมต้นเดียวกัน 

      พิธีปฐมนิเทศของมัธยมต้นที่เธอนึกเสียใจว่าตัวเองน่าจะไปเข้าโรงเรียนเอกชน 

      เธอช็อกไปเลยตอนได้ยินว่าเด็กที่เคยเรียนห้องเดียวกันไปอยู่โรงเรียนเอกชน 

      ด้วยฐานะทางการเงินแล้ว เธอสามารถเข้าโรงเรียนคุณหนูที่ค่าเทอมแพงระดับครอบครัวของอาซาฮิไม่มีทางรับไหวด้วยซ้ำ 

      คิดดังนั้นแล้ว เธอจึงเลือกเข้าโรงเรียนเอกชนตอนขึ้นมัธยมปลาย แต่ไม่รู้ทำไม อาซาฮิก็ยังมาอยู่โรงเรียนเดียวกันอีกอย่างไม่น่าเชื่อ... 

      เมื่อลองถามดู อีกฝ่ายก็ตอบว่า “ก็ฉันอยากไปโรงเรียนเดียวกับรูริจังนี่นา” 

      ถึงจะดุว่าคิดถึงฐานะพ่อแม่บ้างสิ เจ้าตัวก็เพียงตอบอย่างยิ้มแย้มว่า “ไม่เป็นไรหรอก” 

      บ้านของอาซาฮิมีพ่อเป็นพนักงานกินเงินเดือนธรรมดากับแม่ที่เป็นแม่บ้าน การจะกระเบียดกระเสียรหาค่าเทอมให้ลูกนั้นคงจะลำบากไม่น้อย อาซาฮิควรจะนึกถึงพ่อแม่บ้าง แต่พ่อแม่ของอาซาฮิก็เอาอกเอาใจลูกไม่แพ้ใครอื่น และคงจะพยายามไม่น้อย อาซาฮิจึงมาโรงเรียนเดียวกันจนได้ ทำให้ชีวิตนักเรียนมัธยมปลายของรูริยุ่งเหยิงไม่มีดี 

      เธอคิดมาจากก้นบึ้งของหัวใจว่าขอทีเถอะ ช่วยหัดสั่งสอนลูกคุณบ้างเถอะ 

      ลงแบบนี้ รูริจึงตั้งอกตั้งใจเรียนจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังที่มีคะแนนสอบสูง เมื่อรู้ว่าฝ่ายอาซาฮิสอบตก เธอถึงกับแอบกำหมัดไชโยกับตัวเอง 

      จากนั้นเมื่อลงทุนย้ายออกมาอยู่แมนชั่นใกล้มหาวิทยาลัยเพื่อจะได้ห่างจากอาซาฮิ กลับกลายเป็นว่าอีกฝ่ายก็ย้ายมาอยู่แมนชั่นเดียวกันอีก 

      ถามไปถามมาได้ความว่า “ฉันเข้าวิทยาลัยที่อยู่ใกล้ๆ มหา'ลัยของรูริจัง ไหนๆ แล้วก็เลยอยากอยู่แมนชั่นเดียวกันด้วย เสียดายจังเลยที่ไม่ได้อยู่ห้องข้างกัน” 

      (อุตส่าห์นึกว่าจะหลุดพ้นแล้วแท้ๆ! ใครเป็นคนไปแพล่มว่าฉันอยู่แมนชั่นนี้อีกล่ะ!?) 

      จากนั้นมา มหาวิทยาลัยกลายเป็นที่พักใจหนึ่งเดียวที่อาซาฮิไม่สามารถล่วงล้ำเข้ามาได้ แต่ก็บ่อยครั้งเหลือเกินที่ต้องปะหน้ากันตอนออกจากบ้าน แล้วเลยตามเลยเดินไปเรียนด้วยกันอย่างสนิทสนม (ในความรู้สึกของอาซาฮิ) 

      เพื่อจะเลี่ยงเหตุการณ์เช่นนั้น เธอจึงเลื่อนเวลาออกจากบ้าน แต่ก็โดนเจอตัวจนได้อยู่ดี 

      เช่นในวันนี้... 

      “รูริจัง รอก่อนสิ---” 

      (ฉันว่าแม่นี่ต้องมีจมูกกับสัญชาตญาณระดับสัตว์ป่าแน่เลย) 

      เธอละเหี่ยใจกับเสียงเรียกของปีศาจ หากก็เร่งเท้าโดยไม่ยอมชะงัก 

      อาซาฮิไล่ตามจนทันแล้วก็อมแก้มป่อง 

      “สัญญากันแล้วไม่ใช่เหรอว่าวันไหนมีคาบเรียนจะไปด้วยกันน่ะ” 

      (ไม่ได้สัญญาสักหน่อย อุตส่าห์บอกว่าไม่ต้องๆ ก็ไม่ฟังกันแล้วตกลงเอาเองต่างหาก!!) 

      บ่นในใจพลางเดินไปข้างหน้าอย่างแน่วแน่ 

      เธอขบคิดมาจนที่สุดแล้วว่านี่คือวิธีที่ดีที่สุดสำหรับรับมืออาซาฮิซึ่งไม่ยอมฟังคำพูดหรือคำปฏิเสธใคร 

      (ยัยนี่คืออากาศ ยัยนี่คืออากาศ...) 

      กระทั่งในระหว่างนั้น อาซาฮิยังคงพูดต่อไปคนเดียวแม้ว่าจะไม่ได้รับคำตอบ 

      ความไม่ดูกาลเทศะที่สามารถต่อบทสนทนาได้แม้แต่กับคนที่เมินใส่นี้ แทบจะควรบันทึกเป็นมรดกโลกก็ว่าได้ 

      ถ้าเป็นรูริ เธอคงจะไม่ทักอีกฝ่ายเป็นครั้งที่สองเว้นแต่จะมีธุระด้วยจริงๆ 

      พอใกล้ถึงวิทยาลัยที่อาซาฮิเรียนอยู่ ก็มีกลุ่มผู้ชายสามคนกับผู้หญิงหนึ่งคนตรงเข้ามาหาพวกเธอ 

      ทั้งสี่ที่ทักทายอาซาฮิด้วยรอยยิ้มนี้เป็นเพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมต้นที่รูริเองก็รู้จัก เมื่อเห็นรูริอยู่กับอาซาฮิ ต่างก็พากันย่นหน้าอย่างไม่เกรงใจ 

      “อะไร นี่เธออีกแล้วเรอะ” 

      “รู้ว่าอาซาฮิจังน่ะใจดีเลยไม่อยากทิ้งกันหรอกนะ แต่ไม่เห็นต้องไปยุ่งกับคนแบบนี้เลยนี่นา” 

      “รูริจังเป็นเพื่อนสนิทฉันนะ อย่าพูดแบบนั้นสิ” 

      (เดี๋ยวๆ ใครเป็นเพื่อนสนิทเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ มีแต่เธอพูดเอาเองฝ่ายเดียวนะ) 

      รูริไม่อยากยุ่งและพยายามจะทิ้งระยะห่าง แต่แทนที่อาซาฮิจะไปคบกับคนอื่นๆ ที่คอยตามใจ กลับมาติดรูริที่เอาแต่เมิน 

      อาซาฮิดึงดูดคนมาอยู่รอบตัวเสมอ 

      ใครๆ ก็พากันห้อมล้อมเพื่อนสมัยเด็กคนนี้ราวกับเป็นลัทธิอะไรสักอย่าง 

      มองจากคนเหล่านั้นแล้ว รูริซึ่งอาซาฮิยกให้เป็นเพื่อนสนิทเช่นนี้ คงจะขวางหูขวางตาไม่น้อย เธอจึงโดนมองเป็นศัตรูไปโดยปริยาย 

      คนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับอาซาฮิโดยตรงก็คงมองสาวกเหล่านี้ว่าผิดปกติไม่เบา ถึงจะเห็นรูริรำคาญการวอแวของอาซาฮิ คนทั่วไปอย่างมากก็เพียงส่งสายตาเวทนามาเท่านั้นเอง 

      แต่ลงได้เกี่ยวข้องกับอาซาฮิขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็จะหันมาเขม่นรูริจนเธอไม่รู้จะวางตัวอย่างไรดี 

      รูริจึงไม่เคยมีใครที่พอจะเรียกว่าเพื่อนได้จนเข้ามหาวิทยาลัย แต่จะถึงมีขึ้นมาสักคน ก็คงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเลี่ยงอาซาฮิที่คอยตามเธอแจได้ สุดท้ายคนเป็นเพื่อนก็แปรพักตร์ไปเป็นสาวกอยู่ดี 

      สำหรับรูริที่อยากสลัดอาซาฮิออกไปใจจะขาด ปฏิกิริยาเขม่นของสาวกไม่ได้เป็นอะไรเลยมากไปกว่าความเดือดร้อน แต่ไม่ว่าจะพยายามดิ้นรนหาทางหลุดพ้นจากอาซาฮิอย่างไร ทั้งหมดก็จบลงด้วยความสูญเปล่า 

      ทุกปีที่เธออธิษฐานพร้อมหยอดเงินก้อนใหญ่ใส่กล่องทำบุญของศาลเจ้า เคยกระทั่งลองซื้อไหนำโชคที่ดูยังไงก็ต้มกันชัดๆ และจนบัดนี้ก็ยังไม่บังเกิดผลสักอย่าง 

      (คราวนี้ลองมนตร์ดำของตะวันตกดูมั่งดีไหมนะ...) 

      รูริเมินเสียงโวยวายของรอบข้างพร้อมกับปรึกษาตัวเอง ตอนนั้นเองที่อะไรบางอย่างที่เปล่งแสงตัดผ่านมุมสายตาไป 

      เธอหันไปมอง เห็นดวงแสงลอยละล่องไปมา แต่พอเผลอยื่นมือออกไป แสงนั้นก็ทะลุผ่านมือไปโดยไม่อาจสัมผัสได้ 

      พร้อมกับที่เสียงซึ่งคล้ายกับกระดิ่งดังระรัวขึ้นข้างหู 

      เธอเหลียวมองรอบๆ หาที่มาของเสียง หากดวงแสงก็มีแต่จะยิ่งเพิ่มขึ้น และยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นอีกด้วย 

      แสงเหล่านั้นมารวมตัวกันรอบๆ พวกรูริ เมื่อลดสายตาลงก็เห็นว่าเหมือนกับมันผุดขึ้นมาจากพื้น 

      “อะไรเนี่ย” 

      เสียงกระดิ่งยังรัวไม่หยุด เธอหันไปหาคนอื่น หากอาซาฮิและอดีตเพื่อนร่วมชั้นก็ไม่มีท่าทีเช่นใด พอเริ่มจะสงสัยว่าคนที่เห็นมีแต่ตัวเองเท่านั้นหรือ พื้นรอบเท้าก็พลันเปล่งแสงขึ้นมา 

       “เอ๊ะ นี่มันอะไรน่ะ!?” 

      เสียงอาซาฮิดังขึ้นเหมือนเพิ่งรู้ตัว รูริหลับตาลงเพราะทนความจ้าของแสงเหล่านั้นไม่ไหว แล้วเธอก็รู้สึกตัวลอยราวกับกำลังนั่งรถไฟเหาะซึ่งดิ่งหัวลงอยู่ มันทำให้เธอคลื่นไส้จนต้องทรุดตัวลง 

 

[1] รูริ – ลาพิสลาซูลี หินมีค่าสีน้ำเงิน

 

**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ readawrite 

https://bit.ly/368lZi2 

ความคิดเห็น