ขอบคุณที่มาอ่านนะคะ

ชื่อตอน : (Re-write) 5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 574

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ธ.ค. 2563 01:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
(Re-write) 5
แบบอักษร

5 

ณ มหาวิทยาลัย

น้ำเพชรมาสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกันกับโรส  ซึ่งโชคดีที่เพิ่งเริ่มการศึกษาใหม่ได้ไม่กี่วันจึงทำให้สมัครทันอย่างพอดิบพอดี  แม้จะไม่ได้เรียนคณะเดียวกันกับโรสเสียทีเดียวแต่พวกเธอก็นัดเจอกันและไปกินข้าวด้วยกันเสมอจนเหมือนเพื่อนสนิทกันทั่วไป

เป็นเวลาเกือบอาทิตย์แล้วหลังจากงานที่คฤหาสน์ตระกูลโลกา  น้ำเพชรเริ่มต้นใหม่กับการเรียนและการใช้ชีวิตของตัวเอง  แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังค้างคาใจกับผู้ชายคนนั้นที่เห็นในงาน  รวมถึงเรื่องครอบครัวของนายใหญ่ที่ดูจะมีหลายอย่างที่เธอไม่รู้และจำไม่ได้  ซึ่งหญิงสาวก็ไม่กล้าถามเขาไปตามตรง

“วันนี้ข้าวไม่อร่อยหรือ  กินน้อยเชียว”  โรสเอ่ยทักพลางตักข้าวเข้าปากไป  ตอนนี้พวกเธอทั้งคู่อยู่ที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัย  ทีแรกน้ำเพชรก็ไม่เข้าใจว่าโรสไม่มีเพื่อนคนอื่นแล้วหรือจึงมากับเธอได้ทุกวัน  จนไปรู้มาว่าเพื่อนสนิทของโรสมีแค่ 2-3 คน ไปเรียนต่างประเทศคนนึง ส่วนที่เหลือก็ติดแฟนซะส่วนใหญ่  แต่ก็ยังเรียนด้วยกันตลอด

“เปล่า  อร่อยดี”

“เราเห็นเพชรเหม่อมาสักพักแล้วนะ  มีอะไรหรือเปล่า?”

“แค่คิดอะไรนิดหน่อยน่ะ  มีอะไรสงสัยหลายๆ อย่าง”  น้ำเพชรพูดอ้อมค้อมทั้งที่ใจอยากจะถามโรสหลายสิ่ง  โรสอยู่ในที่ประชุมจักรวาลมาตั้งแต่เกิดคงจะรู้เรื่องมากกว่าเธอหลายเท่า  แต่เพียงกลัวว่าโรสจะรู้ว่าเธอความจำเสื่อม

ทั้งไตรและนายใหญ่เลือกจะเก็บเรื่องที่เธอความจำเสื่อมเอาไว้  เพราะไม่อยากให้คนอื่นที่ไม่หวังดีกับบ้านสุริยันเอามาใช้เป็นช่องทางในการหาประโยชน์  อย่างไรเสีย น้ำเพชรก็ไม่เคยรู้จักกับใครที่นี่มาก่อนอยู่แล้ว  เพราะหากมีคนรู้จักเธอสักคนก็คงจะทักหรือมาบอกบางอย่างกับเธอบ้าง

“เกี่ยวกับอะไรล่ะ  เรื่องเรียนหรือเรื่องที่บ้าน”  โรสถามก่อนจะยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มผ่านหลอดแล้ววางมันลงบนโต๊ะก่อนพูดต่อ  “พี่ไตรบอกว่าเพชรเพิ่งมารู้จักนายใหญ่หลังเกิดอุบัติเหตุ  ก่อนนี้ก็ไม่เคยรู้เรื่องที่ประชุมจักรวาลมาก่อนเลยใช่ไหม”

“อืม  เราก็เลยมีเรื่องสงสัยหลายอย่างน่ะ”  น้ำเพชรพยักหน้า  “โรสรู้จักคุณนายเพชรรัตน์ไหม?”

“หืม?  ภรรยาคุณธีร์น่ะหรือ?”

“ใช่”

“รู้จัก  แต่ไม่เคยเจอนะ  เราเกิดไม่ทันก่อนเธอจะเสียน่ะ”  โรสพูดออกมาตามที่รู้  พลางทำสีหน้าครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องของคุณนายเพชรรัตน์ที่เคยได้ยินมา  “เราอาจจะรู้ไม่มากเท่าพี่ไตรนะ  แต่เท่าที่รู้ก็น่าจะเป็นเรื่องที่คุณนายเธอเป็นคนจากตระกูลโลกามาแต่งงานกับคุณธีร์ตั้งแต่ตอนที่ทั้งคู่อายุ 20 ปี  มีลูกชายด้วยกันคนนึงแต่ลูกชายเสียไปก่อนที่คุณนายจะเสียอีก”

“คุณนายเขาเป็นอะไรตายหรือ?”

“เห็นว่าตกตึกสูงนะ  แต่ก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าเธอตั้งใจกระโดดลงมาเองหรือเป็นเรื่องฆาตกรรม  พ่อบอกว่าช่วงนั้นข่าวหนังสือพิมพ์ก็สรุปตามตำรวจไปว่าเป็นอุบัติเหตุ  แต่วงในบางคนเขาก็เล่าว่าก่อนเธอจะเสีย เธอมีอาการทางจิตเพราะเรื่องลูกชายที่เสียไปก่อนหน้าด้วย”

“แล้วลูกชายเธอเสียได้ยังไงล่ะ?”

“จมน้ำน่ะ  เหมือนว่าจะเป็นวันที่พายุเข้าพอดีก็เลยหาศพไม่เจอ  แต่ก็เจอเสื้อผ้ากับคราบเลือดที่ DNA ตรงกันนะ  น่าจะเพราะเด็กมากและช่วงนั้นพายุเข้าจะน้ำท่วมบางที่  กว่าตำรวจจะเจอศพก็คงไปไกลแล้ว”

“น่าสงสารจัง”

“ความจริงแม่กับพ่อเราไม่ค่อยเล่าเรื่องของคุณนายเพชรรัตน์ให้ฟังเท่าไหร่นะ  ส่วนใหญ่เราก็ฟังจากทางอื่นมา”

“?”

“สมัยนั้นบ้านเรากับบ้านสุริยันไม่ค่อยถูกกันน่ะ  เอาจริงๆ เท่าที่ได้ยินมา นอกจากผู้นำโลกาคนเก่ากับคุณการันต์ ผู้นำคนปัจจุบันแล้ว  คุณนายเพชรรัตน์ก็ไม่ถูกกับใครในบ้านโลกาเลยนะ  เธอไม่ใช่สายเลือดแท้ๆ ด้วย เหมือนว่าจะเป็นเด็กที่ผู้นำโลกาคนก่อนรับอุปถัมป์เฉยๆ”

“...”

“แต่เธอเก่งมากเลยนะ  ทั้งเรื่องธุรกิจและอาวุธ  น้าของเพชรที่ชื่อกิ่งแก้วก็เก่ง  อยู่กับคุณนายเพชรรัตน์มาตั้งแต่ตอนที่คุณนายอยู่ตระกูลโลกา  พอมาแต่งงานกับคุณธีร์ก็ตามมาอยู่ด้วย  แต่ก็ไม่มีใครบอกนะว่าหลังจากคุณนายเสียแล้วคุณกิ่งแก้วหายไปไหน”  โรสพูดก่อนจะตักข้าวเข้าปากไปอีกหนึ่งคำ  เว้นระยะให้น้ำเพชรได้คิดตามเรื่องที่เล่า

“แล้วคุณไตรเขาอยู่กับคุณนายเพชรรัตน์ด้วยหรือ?”

“เหมือนจะใช่นะ  เพราะแม่ของพี่ไตรเสียที่ลำปางก่อนที่พี่ไตรจะมาอยู่ที่บ้านสุริยัน  เหมือนเมื่อก่อนเขาอยู่กับแม่นั่นแหละ  บางคนก็บอกว่าคุณนายเพชรรัตน์อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้และความจริงแม่พี่ไตรก็อยู่บ้านสุริยัน  แต่พี่ไตรกับคุณธีร์ก็ไม่เคยพูดอะไรนะ”

น้ำเพชรนั่งเงียบไปเมื่อได้ยินแบบนั้น  หรือนี่จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สองพ่อลูกคู่นั้นดูจะไม่สนิทใจกันนัก  หากคุณเพชรรัตน์มาจากตระกูลโลกาก็คงไม่แปลกที่คุณการันต์จะพูดถึงเธอและทำท่าเหมือนรู้จักกับแม่ของไตรแบบนั้น

ความสัมพันธ์ของพวกเขาดูพัวพันกันหมดเลยจริงๆ

ณ บริษัท X

สถานที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในธุรกิจของเครือข่ายตระกูลสุริยันที่ธีร์ควบคุมดูแลอยู่  ร่างสูงนั่งจรดปากกาลงบนกระดาษตรงหน้าเพื่อเคลียร์เอกสารเพียงลำพังภายในห้องทำงานของตนเอง

ตอนนี้ที่ดินทางเหนือถูกตระกูลโลกากวาดไปเกินครึ่ง  ซึ่งถือว่าเป็นการประกาศสงครามทางธุรกิจกับตระกูลจันทราที่ครอบครองพื้นที่บางส่วนตรงนั้นก่อนหน้า  แน่นอนว่าธีร์เบื่อที่จะไปสู้รบแย่งชิงพื้นที่แถบนั้นเต็มทนจึงเลือกพื้นที่นอกประเทศกับทางใต้ของไทยไปก่อน  รอดูจังหวะอีกครั้งค่อยตัดสินใจอีกที

ดวงตาคมละสายตาจากกองเอกสารแล้วนึกถึงเรื่องของน้ำเพชรหลายวันก่อน  ไตรบอกกับเขาว่าตนอยู่กับน้ำเพชรตลอดเวลาและไม่เข้าใจเหตุผลที่ทำให้เธอวิ่งออกไปอย่างกะทันหันแบบนั้นเช่นกัน

หนูจำเขาไม่ได้เลย 

นั่นคือคำพูดที่น้ำเพชรพูดในคืนนั้นขณะที่เธอร้องไห้  น่าแปลกที่เธอทำเหมือนเจอใครสักคนที่เคยรู้จัก  แต่ไม่ว่าเธอจะเจอใครมา  เขาก็รับรู้ได้ถึงความเสียใจและความรู้สึกของเธอที่มีต่อคนๆ นั้นอย่างมากล้น 

ใครกัน... 

ก๊อกๆๆ 

เสียงเคาะประตูดังขึ้นช่วยดึงสติของนายใหญ่ตระกูลสุริยันกลับมาจากห้วงความคิดของตัวเอง  ขุนเดินเข้ามาภายในห้อง  ชายหนุ่มร่างหนามีเรื่องบางอย่างมาบอกกับผู้เป็นนาย 

“นายใหญ่ครับ  คุณการันต์มาขอเข้าพบครับ” 

“ตอนนี้?” 

“อีกไม่เกิน 10 นาทีครับ”  ขุนบอกไปตามที่ได้รับข้อมูลมา  ก่อนที่ธีร์จะพยักหน้ารับทำให้ลูกน้องคนสนิทเดินออกไปแล้วปิดประตูห้องไว้ดังเดิม  ท่าทางช่วงนี้ว่าการันต์คงอยากพบเขาเป็นพิเศษ  ทั้งในเรื่องพันธมิตรทางธุรกิจและเรื่องน้ำเพชร 

เขารู้ดีว่าการันต์คิดอะไรอยู่ 

 

 

การันต์ย่างกรายมาตามทางภายในตึกของบริษัทเครือข่ายสุริยันเพื่อพบกับผู้นำตระกูลอย่างธีร์  แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องธุรกิจเสียทั้งหมดเพราะพวกเขานั้นทำงานกันมาแทบจะค่อนชีวิตจนเริ่มเบื่อมันไปแล้ว 

มีอย่างอื่นที่น่าสนใจมากกว่าเยอะ 

ไม่ทันที่เขาจะเดินไปถึงลิฟต์เพื่อจะขึ้นไปหาเจ้าของตึก  สายตาของเขาก็ประจันหน้ากับหญิงคนหนึ่งซึ่งเข้าลิฟต์มาก่อนหน้านี้และยังเปิดลิฟต์รอเขาอยู่  ผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปีความสวยและแววตาเกรี้ยวกราดของเธอก็น่าหวาดกลัวเสมอไม่แพ้รสริน  ทั้งยังติดนิสัยสูบบุหรี่จัดโดยไม่สนใจใครหน้าไหนเหมือนเดิม 

ราตรี 

ไม่ผิดแน่  เธอคือราตรี ผู้นำคนปัจจุบันของตระกูลจันทราที่ปลีกวิเวกไม่เข้าร่วมที่ประชุมจักรวาลมานานนับ 20 ปี  หญิงสาวผู้ยึดครองอำนาจของพี่ชายแท้ๆ แย่งชิงโซ่ศศิธร อาวุธประจำตระกูลจันทรามาครอบครองได้  จนทิวาคนพี่ต้องระเห็จไปเป็นรองผู้นำตระกูลดาราของภรรยาแทน

โซ่ศศิธรนั้นเป็นอาวุธประจำตระกูลจันทราที่ไม่น้อยหน้าอาวุธของตระกูลอื่น  โซ่เส้นใหญ่ที่มีกำลังมากในตอนที่ฟาดลงกับบางสิ่ง  มันเหมือนงูยักษ์ที่รัดเหยื่อแน่นตามใจผู้ครอบครองเพียงแต่เป็นงูที่ทำมาจากเหล็กหนาฝังเพชรเพื่อเพิ่มความคมแข็งแรง  แต่เพราะการใช้โซ่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่แค่ฟาดแล้วก็จะใช้ได้จึงทำให้ผู้นำตระกูลจันทราต้องฝึกฝนการใช้มันทั้งชีวิต

ซึ่งราตรีคือคนที่ใช้มันได้ดีกว่าพี่ชายมาก  เธอหายไปนานและไม่มีใครตามหาตัวเธอพบเลยหลังจากสัญญาการสงบศึกภายในที่ประชุมจักรวาลครั้งล่าสุด  คนของตระกูลจันทราก็ไม่ได้รับข่าวสารใดจากเธอจนแต่ละคนแยกย้ายไปใช้ชีวิตของตัวเอง  เหมือนดั่งว่าตอนนี้ตระกูลจันทราเหลือเพียงผู้นำหญิงคนนี้  แต่ไร้ซึ่งลูกน้องหรือคนในตระกูล

แต่มีแค่เธอคนเดียวก็เหมือนทั้งตระกูลรวมกันแล้ว

“ฉันจะไปคนเดียว”  การันต์บอกกับลูกน้องก่อนที่จะก้าวขาเข้าไปยืนในลิฟต์ตัวเดียวกันกับราตรีที่ยืนพ่นควันบุหรี่ออกจากปากซึ่งเคลือบด้วยลิปสติกสีแดงก่ำอมม่วงทั้งที่ลิฟต์ติดป้ายห้ามสูบเอาไว้  แต่คนที่ไม่สนใจมารยาทอย่างเธอก็ย่อมไม่ใส่ใจสุขภาพปอดคนอื่นอยู่แล้ว  “ไม่เจอกันนานมากเลยนะราตรี  ไม่คิดว่าจะเจอกันที่นี่”

“คิดว่าจะไปเจอฉันในคุกหรือไง”

“ก็เมื่อก่อนเธอชอบอยู่ที่นั่นไม่ใช่หรือ”

“มันก็แค่ตัวเลือกที่ทำให้ฉันไม่ตายเร็วกว่าอยู่ข้างนอกเท่านั้นแหละ”  เธอพูดพลางใช้นิ้วคีบบุหรี่มวนหนึ่งไว้ในมือ  “เดี๋ยวนี้ตระกูลโลกามาผูกมิตรกับสุริยันตั้งแต่เมื่อไหร่  เมื่อก่อนจะฆ่ากันตาย”

“พูดไปนั่น  อย่างไรเสียธีร์ก็ถือเป็นน้องเขยของฉันนะ”

“งั้นหรือ  นึกว่านายไม่เห็นชอบเรื่องการแต่งงานครั้งนั้นเสียอีก”

“นั่นมันแค่อดีตน่ะราตรี  เธอก็รู้”

“ฉันก็รู้มาหลายเรื่องแล้วล่ะ”  ราตรีพูดก่อนจะแสยะยิ้มพร้อมเอานิ้วเคาะบุหรี่เล็กน้อย  “บ้านโลกานี่เขารักกันดีนะ  ขนาดไม่ใช่พี่น้องกันแท้ๆ ก็ยังรักกันเหมือนครอบครัว  ถึงขั้นหาทางฆ่าหลานตัวเองเลย”

“...”

“แต่นั่นมันแค่อดีตน่ะการันต์ นายก็รู้”

ธีร์นั่งมองคนทั้งคู่ที่มาหาเขาโดยไม่มีการนัดหมายล่วงหน้าและมันไม่ใช่เรื่องปกติเลยสักนิดที่ทั้งคู่มาหาเขาถึงที่บริษัทใหญ่  ทั้งการันต์ ผู้ครอบครองโล่โลกันต์ แห่งตระกูลโลกา ที่นั่งจิบกาแฟบนโซฟาฝั่งตรงข้ามเขาและราตรี ผู้ครอบครองโซ่ศศิธร แห่งตระกูลจันทราที่ถือวิสาสะไปนั่งเก้าอี้ทำงานของเขาแล้วสูบบุหรี่จนควันคละคลุ้งห้อง

เป็นวันประชุมลับที่ไม่ได้เชิญตระกูลดารามาร่วมด้วยหรือยังไงกัน

ราตรีที่ดูอันตรายตั้งแต่แวบแรกที่เห็นอีกทั้งอาวุธที่ครอบครองก็ร้ายไม่ใช่ย่อย  แตกต่างจากการันต์ที่ภายนอกดูน่าไว้ใจอีกทั้งอาวุธของเขาก็ถูกสร้างเพื่อป้องกันอาวุธอื่น  แต่ความจริงแล้วเขาไม่ได้เป็นพวกอ่อนหัดนัก  เพียงแค่ชอบตลบหลังรอจังหวะที่เหมาะสมในการส่งพลังจากโล่โลกันต์ย้อนกลับไปที่คู่ต่อสู้ด้วยแรงมากกว่าเท่าตัวต่างหาก

โล่โลกันต์จัดว่าเป็นอาวุธที่แข็งแกร่งในเรื่องการป้องกันอย่างมาก  ผู้นำโลกันต์รู้ดีว่ามันเหมาะจะกำบังมากกว่าเริ่มจู่โจมก่อนแต่ก็ใช่ว่าพวกเขาจะยอมนิ่งเฉยอยู่ใต้โล่นั้น  โล่สีทองประดับด้วยมรกตมีน้ำหนักมากกว่าโล่ปกติแต่สายเลือดของตระกูลโลกาถูกฝึกให้รับมือกับมันมามากจึงใช้มันได้อย่างชำนาญ

“มาเจอกันพร้อมหน้าแบบนี้แล้วรู้สึกนึกถึงวันเก่าๆ เลยแฮะ  ที่นี่ก็ดูไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าไหร่”  ราตรีพูดขึ้นพลางเอาขาพาดโต๊ะจนรองเท้าส้นสูงชี้มาทางการันต์

นายใหญ่แห่งตระกูลสุริยันลุกขึ้นจากโซฟาก่อนจะเดินไปยังโต๊ะทำงานของตนซึ่งถูกยึดโดยนายหญิงแห่งตระกูลจันทรา  มือหนาหยิบมีดพกสั้นออกมาจากข้าวลำเอวก่อนจะใช้ความคมกริบของมันตัดบุหรี่ของราตรีทั้งที่มันยังอยู่บนปากของเธอจนครึ่งหนึ่งของมันตกลงบนโต๊ะ  ทำให้ราตรีกระตุกคิ้วแล้วตวัดสายตาทันที

“เธอก็สูบจัดตั้งแต่เมื่อวันเก่าๆ ยันตอนนี้ยังไม่รีบไปตรวจสุขภาพอีกหรือไง”  ธีร์เอ่ยเสียงเรียบ

“บุหรี่ฉันก็ซื้อเอง  มารยาทหน่อย”

“แต่ที่นี่ไม่ได้มีแค่เธอ  และฉันไม่ชอบกลิ่นควัน  มารยาทน่ะ”  ร่างสูงยอกย้อนคำพูดของเธอด้วยความที่รู้นิสัยมาตั้งแต่ไหนแต่ไร  ราตรีเป็นเหมือนเพื่อนรักเพื่อนร้ายของเพชรรัตน์  ภรรยาของเขาที่จากไป

ที่ต้องพูดแบบนั้นเพราะทั้งคู่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กและโตมาด้วยกันรวมถึงรสรินก็ด้วย  เพียงแต่ทั้งหมดอยู่กันคนละตระกูลจึงทำให้พวกเธอต้องแย่งชิงอำนาจทั้งทางการเมืองและธุรกิจมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน  เรียกได้ว่าไม่มีใครหยุดพวกเธอได้เลยจนสุดท้ายก็เกิดสงครามกันจริงๆ

แต่ก็มีเพียงภรรยาของเขาที่จากไป

ราตรีพ่นลมหายใจออกอย่างไม่พอใจนักก่อนจะลุกขึ้นไปนั่งตรงโซฟาข้างการันต์ซึ่งยังดื่มด่ำกับรสชาติกาแฟ  แม้จะคอยลอบมองทั้งคู่อยู่ก็ตาม  ราตรีหยิบบุหรี่มวนใหม่ขึ้นและเตรียมไฟแช็คเพื่อจุดไฟ  แต่ก็ต้องชะงักมือทันทีเมื่อการันต์ดึงไฟแช็คจากมือของเธอมาทิ้งลงในแก้วกาแฟของตัวเองอย่างรู้ทัน

“ขอให้ตายเพราะกระสุนแทนมะเร็งปอดก็แล้วกัน  พวกคนรักสุขภาพ”  เธอพูดเสียงแข็งพร้อมตวัดสายตาดุอีกครั้ง  แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ธีร์และการันต์รู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด

“พูดถึงเธอมาได้เวลาพอดีเลยนะราตรี  เมื่ออาทิตย์ก่อนฉันเพิ่งเจอกับเด็กผู้หญิงคนนึงด้วย”  การันต์เริ่มพูด

“ใคร?”

“ลองถามธีร์ดูสิ  ชื่อน้ำเพชร”

“ท่าทางว่านายจะสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษเลยนะ”  ธีร์เอ่ยพลางนั่งขาไขว่ห้างแล้วเอนหลังไปพิงพนักโซฟา  “ตอนแรกนึกว่าจะมาคุยกันเรื่องธุรกิจเสียอีก”

“จะให้ทำงานตลอดเวลาก็เป็นไปไม่ได้หรอก”

“ก็เลยเอาเวลามายุ่งกับเรื่องส่วนตัวของคนอื่นแทน?”

“เป็นเรื่องปกตินะ  เขาก็สอดรู้สอดเห็นเป็นประจำ”  ราตรีพูดเสริมขึ้นมาก่อนจะเอาศอกค้ำที่วางแขนแล้วเอนหลังลงบ้าง  การันต์หันไปมองเธออย่างไม่สบอารมณ์นักแต่เขาก็รู้ว่าราตรีเป็นพวกปากร้ายมาตั้งแต่ไหน  เขาจึงพยายามยิ้มกลบเกลื่อนแล้วปล่อยเธอไป

“ถ้าเธอได้เจอเด็กคนนั้นก็คงจะสอดรู้ไม่ต่างกัน”

“ว่าแต่เธอมาที่นี่ทำไม?”  ธีร์เอ่ยถามราตรีและเบี่ยงประเด็นจากการันต์ไปซะ

“ก็กะว่าจะมาทักทายเฉยๆ  พอดีฉันเพิ่งจะกลับมาเริ่มต้นธุรกิจเล็กๆ ในไทยก็เท่านั้น”

“เล็กๆ?”  ธีร์ขมวดคิ้วไม่ต่างกันกับการันต์  พวกเขาเคยเห็นวีรกรรมของราตรีมานักต่อนัก  เธอไม่เคยทำอะไร เล็กๆ อย่างที่บอกได้สักครั้ง  “หรือว่า...”

ฉันจะให้ตระกูลจันทรากลับเข้าที่ประชุมจักรวาล”  เธอเอ่ยเสียงเรียบ  ทำให้การันต์นั่งเงียบไป แม้ก่อนนี้เขาจะเคยคิดว่านี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ราตรีกลับมาไทย  แต่ก็ไม่คิดว่าเธอจะทำแบบนั้นจริงๆ

ไม่ใช่แค่การันต์ที่ภาวนาไม่ให้ราตรีกลับมา  เชื่อเถอะว่ารสรินก็คงคิดแบบเดียวกัน  เหตุผลก็ไม่ต้องเดาเพราะหากมีตระกูลใดสักตระกูลกลับมา  การแย่งชิงพื้นที่ธุรกิจ ลูกค้า รวมไปถึงอำนาจจากด้านต่างๆ ก็มีแนวโน้มจะต้องแก่งแย่งกันอีก  ซึ่งราตรีเป็นคู่แข่งที่ไม่ควรให้เข้าร่วมลานประลองอย่างยิ่ง เพราะเธอรู้มากเกินไปและแว้งกัดได้เสมอ

รสริน ราตรีและเพชรรัตน์ คือเสือสามตัวที่อยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้เด็ดขาด  ต่อให้เหลือแค่สองคนก็ไม่ควรเสี่ยงให้มาอยู่ด้วยกัน  การที่พวกเธอประกาศสงครามต่อกันมันไม่ได้กระทบเพียงแค่สองตระกูล  แต่มันกระทบไปถึงตระกูลอื่นที่มีเครือข่ายพันธมิตรหรือไม่ก็พื้นที่ทำงานทับซ้อน

รสรินคือคนที่กล้าได้กล้าเสีย  เธอไม่เคยกลัวที่ลงเล่นเกมไหนทั้งในทางธุรกิจและอาวุธ  ราตรี ผู้กุมความลับและพร้อมดัดหลังทุกคนที่ทำให้เธอไม่ประทับใจด้วยความเจ็บแสบ  และก่อนนั้นยังมีเพชรรัตน์ คนที่เด็ดขาดในทุกเรื่อง เลือดเย็นและตลบหลังเสืออีกสองตัวได้เสมอ  ทำให้เมื่อ 20 ปีก่อนที่ประชุมจักรวาลแทบลุกเป็นไฟ

ไม่มีใครบังอาจเข้าไปกลางสนามรบของพวกเธอ  เรียกได้ว่าในตอนนั้นตระกูลสุริยันมีเพชรรัตน์ จันทรามีราตรี  ดารามีรสริน  โลกามีการันต์ที่พยายามเงียบปาก  เมฆาที่ล่มสลายไปแล้ว  และธีร์ที่บางครั้งก็ไม่สามารถควบคุมภรรยาของตัวเองได้ในยามที่เธอเดินเกม  ทำได้เพียงคอยระวังหลังเท่าที่จะทำได้แต่เพชรรัตน์ไม่จำเป็นต้องมีใครคุ้มครองด้วยซ้ำ

ในวันที่เพชรรัตน์เสียและจบการแก้ไขกฎใหม่ของที่ประชุมจักรวาล  รสรินยังคงดำเนินธุรกิจในเครือตระกูลดาราต่อไป  ส่วนราตรีนั้นหายเข้ากลีบเมฆ  เป็นเวลานานหลายสิบปีและโผล่กลับมาด้วยข้ออ้างว่าอยากกลับมาทำธุรกิจเล็กๆ พร้อมกับเข้าที่ประชุมจักรวาลอีกครั้ง

มันต้องมีอะไรแอบแฝงแน่ๆ

ณ มหาวิทยาลัย

น้ำเพชรเดินออกจากตึกเรียนมาเพื่อรอโรส  หลังจากที่พวกเธอออกมาจากห้องสมุดเพราะน้ำเพชรอยากไปยืมหนังสือมาอ่านที่บ้านในเวลาว่าง  เหมือนอย่างที่ไตรบอกว่าเธอเป็นหนอนหนังสือไปแล้ว  แต่จะว่าไปการอ่านวรรณกรรมก็ทำให้เธอสงบไม่ต่างจากตอนที่เธอลองเล่นดนตรีเลย

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็ทำให้หญิงสาวนึกถึงคืนนั้นที่นายใหญ่สอนเธอเล่นเชลโล่  แน่นอนว่าหนังสือในมือของเธอมีเล่มหนึ่งเป็นหนังสือเรียนดนตรีขั้นพื้นฐานอยู่ด้วย  หลังจากวันนั้นเธอกับเขาก็ได้ใช้ห้องนั้นพูดคุยกันยามดึก  อาจเพราะหลายวันมานี้น้ำเพชรนอนไม่ค่อยหลับและคุณธีร์ก็เป็นอย่างนั้นเช่นกัน

พวกเขาทั้งคู่เริ่มสนิทกันมากขึ้น  แต่อาจเป็นเพราะอายุที่ห่างกันเป็นเท่าตัวจึงทำให้เธอคอยรักษามารยาทกับเขาอยู่เสมอ  ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้ถือสาอะไรนัก  ถึงจะสนิทกันแค่ไหนแต่เธอก็ยังมีบางเรื่องที่ไม่เคยบอกกับเขาอยู่ดี

เรื่องความฝันของเธอ

น้ำเพชรเพียงอยากแน่ใจเสียก่อนว่าผู้ชายที่อยู่ในความฝันของเธอนั้นมีตัวตนอยู่จริงๆ และเขารู้จักเธอจริงๆ  ซึ่งมันคงจะดีมากหากธีร์รู้จักเขา  แต่หากคิดให้ดี นายใหญ่ไม่เคยพูดถึงคนอื่นเลยที่คิดว่าพอจะรู้จักเธอนอกจากน้ากิ่งแก้ว

เธอยังคงตามเรื่องน้ากิ่งแก้วอยู่เสมอ  ไตรบอกให้เธอทำใจเผื่อไว้ด้วยเพราะกิ่งแก้วเป็นคนเก่งไม่แพ้ขุน  เรื่องการหลบหนีหรือซ่อนตัวนั้นเป็นเรื่องแสนจะง่ายดายและนั่นทำให้เราตามหาเธอยาก  หรือไม่การที่เธอหายไปนานขนาดนี้ก็อาจเป็นเพราะเธอตายไปแล้ว

พลั่ก!

“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ”  น้ำเพชรสะดุ้งสุดตัวเมื่อบังเอิญชนกับร่างสูงของชายคนหนึ่งที่เดินสวนทางมาโดยไม่ทันระวัง  เธอเอาแต่เหม่อนึกถึงเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมาตลอดทั้งเดือนจนไม่ได้มองทางเดินสักนิด

“ไม่เป็นไรครับ”  ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสนิทคนนั้นยิ้มให้กับเธอก่อนจะเดินไป  แต่น้ำเพชรกลับรู้สึกคุ้นเคยเหมือนเคยพบกับเขาจากที่ไหนสักแห่งมาก่อน

“คุณคะ”  เธอเรียกเขา  ทำให้เขาชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับมาทางเธอ 

“ครับ?”

“คือว่า...เราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่าคะ?”

“ถ้านั่นเป็นการจีบ  ผมจะถือว่าเราโสดทั้งคู่นะครับ”  ชายคนนั้นลอบยิ้มพร้อมมองเธออย่างมีนัยยะเหมือนคิดจริงๆ ว่าเธอต้องการจะจีบเขาด้วยการพูดประโยคทำนองนั้น

“เอ่อ...ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ”  น้ำเพชรรีบแก้ตัวทันที  แม้จะแอบตะหงิดใจที่ถูกกล่าวหาแบบนั้นก็เถอะ  แต่จะไปว่าเขาก็คงไม่ได้เพราะเธอเป็นคนพูดแบบนั้นไปก่อนเอง  “ฉันหมายถึงเคยพบเจอจริงๆ น่ะค่ะ”  

“...”

“มันอาจฟังดูแปลกๆ นะคะ  แต่ฉันรู้สึกคุ้นหน้าคุณมากเลย”  เธอพูดไปตามความรู้สึกจากใจจริงแต่ก็พยายามไม่ทำให้เขารู้สึกระแวงในตัวเธอ  น้ำเพชรจึงพยายามหาข้ออ้างเพิ่มไปก่อน  “ถ้าไม่ใช่ต้องขอโทษด้วยนะคะ  พอดีว่าฉันจำหน้าคนไม่ค่อยได้  แล้วก็จำชื่อสับสนน่ะค่ะ”

“เขาว่าคนที่เคยรู้จักกัน  สักวันจะวนกลับมาเจอกันนะครับ”

“?”

“ผมก็คุ้นหน้าคุณเหมือนกัน”  เขาพูดพลางจดจ้องใบหน้าของเธอก่อนที่น้ำเพชรจะสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงของโรสดังมาจากด้านบนของบันไดหอสมุด  ทำให้เธอเงยหน้าขึ้นไปมองและละสายตาจากคนตรงหน้าไป

“เพชร!  ออกมานานหรือยัง ไม่บอกกันเลย เราเดินตามหาตั้งนาน”  โรสบ่นอย่างที่เป็นประจำ ก่อนที่น้ำเพชรจะหันกลับมามองผู้ชายคนนั้นแต่เขากลับเดินหายไปเสียแล้ว  

“หายไปไหน...”

“หมายถึงใครหรือ?”  โรสเอ่ยถามพลางเดินมาหาเธอ

“ก่อนนี้เจอคนหน้าคุ้นน่ะ  แต่ยืนคุยกันแปปเดียวก็หายไปซะแล้ว”  น้ำเพชรตอบพลางหันหลังกลับไปอีกครั้งก่อนจะเห็นเขาเดินอยู่อีกฝั่งและกำลังเดินไปที่ไหนสักแห่งเพียงคนเดียวพอดี  “นั่นไง! คนนั้น”

“เอ๊ะ  คุ้นๆ เหมือนกันแฮะ”

“?”

“นั่นมันคุณพระเพลิงนี่นา”

 

ณ ห้างสรรพสินค้า

หญิงสาวทั้งสองเดินเล่นภายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมืองอย่างอารมณ์ดี  โดยที่มีการ์ดของบ้านสุริยันคอยตามน้ำเพชรอยู่ห่างๆ เผื่อว่าจะเกิดเหตุด่วนหรืออยากกลับบ้าน

น้ำเพชรกับโรสเริ่มสนิทกันมากขึ้น  ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องดีเพราะน้ำเพชรเองจะได้มีคนคุยด้วยในบางเรื่องที่ปรึกษาคนอื่นไม่ได้  โรสเป็นเพื่อนที่น่ารักและทำให้เธอสบายใจในยามที่อยู่ด้วยกันเพียงเท่านั้นน้ำเพชรก็พอใจแล้ว  แม้ว่าการเรียนที่มหาวิทยาลัยจะเหนื่อยแต่ก็ยังมีเพื่อนพามาผ่อนคลาย

เธอเริ่มชอบการเรียนมากขึ้น  อาจเพราะเลือกถูกสายกับสิ่งที่ตัวเองชอบอย่างที่นายใหญ่เคยแนะนำจึงทำให้น้ำเพชรมีความสุขกับการเรียนและอดทนได้มากกว่าการเลือกเรียนอย่างอื่น  เธอเริ่มชอบวรรณกรรมมากยิ่งขึ้นและสนใจเรื่องภาษา  ซึ่งเธอก็เพิ่งได้รู้วันน่าเธอสามารถอ่านภาษาอังกฤษและอ่านภาษาจีนได้  นั่นอาจเป็นความสามารถของเธอตั้งแต่แรก

บางทีเธอก็อยากได้ความทรงจำคืน  อยากรู้ว่าตัวเองเป็นใครและควรจะเป็นใครในอนาคต  แต่อีกใจเธอก็เริ่มรู้สึกดีกับชีวิตแบบนี้จนกลัวว่าหากวันหนึ่งเธอจำได้ขึ้นมาจริงๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น  สิ่งที่กลัวที่สุดไม่ใช่การไม่ได้ใช้ชีวิตสบาย มีเงินใช้ แต่เธอกลัวว่าตัวเองในอดีตจะเป็นคนไม่ดีมากกว่า

“เดี๋ยวเพชรจะกลับบ้านเลยไหม  เราจะได้บอกคนรถมารับพวกเราเลย”  โรสเอ่ยถาม

“อืม  ตามใจโรสเลย”

“งั้นรอเดี๋ยวนะ  เราเข้าห้องน้ำแล้วเดี๋ยวไปรอคนรถหน้าห้าง”

“โอเค”  น้ำเพชรพยักหน้ารับก่อนที่โรสจะเดินไปเข้าห้องน้ำพร้อมถุงกระดาษที่เต็มไปด้วยข้าวของจากการช้อปปิ้ง  น้ำเพชรหาที่เงียบๆ เพื่อยืนรอเพียงลำพัง  แต่แล้วหางตาของเธอก็เหลือบไปเห็นใครบางคนที่สะดุดตา

ผู้ชายคนนั้น...

น้ำเพชรเพ่งสายตาไปทางเขาที่เดินอยู่อีกฝั่งไกลๆ  เธอมั่นใจอย่างมากว่าเขาเป็นคนเดียวกันกับที่เจอในความฝันและงานเลี้ยงที่คฤหาสน์โลกาอย่างแน่นอน  หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะอีกครั้ง  ก่อนที่เธอจะรีบสาวเท้าวิ่งตามชายคนนั้นไปอย่างรวดเร็ว

เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร  แต่มันจะบังเอิญเกินไปหรือเปล่าที่ทำให้ได้พบกับคนที่อยู่ในความฝันถึงสองครั้ง  ทั้งที่ตอนแรกเธอไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าชายคนนั้นมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่  หากเขาเป็นความทรงจำที่ขาดหายไปของเธอ  เธอก็ควรจะคว้าโอกาสทุกอย่างไว้เพื่อไขข้อข้องใจทุกอย่างเสียที

ได้โปรด  อย่าให้มันเป็นแค่ความฝันเลย...

หญิงสาววิ่งตามร่างสูงนั้นไปอย่างไม่ลดละแต่เธอก็ไม่กล้าพอที่จะตะโกนเรียกเขาท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่  เธอไม่รู้จักชื่อของเขาด้วยซ้ำแต่กลับรู้สึกว่าตัวเองเคยรู้จักเขาเป็นอย่างดีจากในความฝัน

หายไปไหนอีกแล้ว...

น้ำเพชรหยุดหอบหายใจพร้อมมองไปรอบกายที่ไร้วี่แววของเขาคนนั้น  โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองวิ่งมาไกลจนถึงนอกห้างและหยุดยืนกลางถนนด้านหน้าห้างที่มีรถกำลังแล่นเข้ามา

“!!”

เอี๊ยด!

เสียงยางรถยนต์บดกับพื้นถนนทันทีที่เห็นน้ำเพชรวิ่งตัดหน้ามากลางถนน  หญิงสาวหลับตาปี๋ด้วยความตกใจก่อนที่เธอจะรู้สึกได้ถึงแรงกระชากอย่างมหาศาลจนร่างของเธอกระเด็นไปอีกทาง

หญิงสาวตัวสั่นพลางหอบหายใจอย่างยากลำบากจากเหตุการณ์เฉียดตาย  เธอได้แต่คิดว่าเธอคงต้องถูกรถชนไปเสียแล้วแต่ผิดคาด  เพราะเมื่อเปลือกตาคู่สวยลืมตาตื่นขึ้นมา  เธอก็พบว่าตนยังปลอดภัยเพียงแต่เจ็บสะโพกเพราะกระแทกลงมานั่งตรงพื้นเมื่อครู่ด้วยฝีมือเจ้าของอ้อมแขนที่กำลังกอดเธอเอาไว้

ดวงตาหวานสั่นระริก  เธอจดจ้องใบหน้าของชายตรงหน้าที่เป็นคนช่วยชีวิตเธอเอาไว้เพียงเสี้ยววินาที  ผู้ชายคนเดียวกันกับที่เธอวิ่งตามมาตั้งแต่ในงานครั้งนั้น  คนที่เธอคิดว่ามีแต่ในความฝันแต่บัดนี้เขากำลังโอบกอดเธอไว้แล้วมองเข้ามายังดวงตาของเธอไม่ต่างจากเธอที่จดจ้องเขาอยู่

เขามีตัวตนอยู่จริงๆ

 

#วชิรอาญา 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว