ขอบคุณที่มาอ่านนะคะ

ชื่อตอน : (Re-write) 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 834

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ธ.ค. 2563 01:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
(Re-write) 2
แบบอักษร

2 

น้ำเพชรเดินมาตามทางเปลี่ยวท่ามกลางฝนโปรยปราย  ร่างกายของเธอเริ่มเย็นเฉียบขึ้นมาหลังเปียกฝนอยู่นาน  โชคยังดีที่สายตาเหลือบไปพบป้ายรถเมล์ที่มีป้ายส่องสว่างพอดี  แม้ว่าร้านค้ากับบ้านเรือนของคนย่านนี้จะปิดหมดและเงียบสงัด

หญิงสาวย่างกรายเข้าไปยังที่พักพิงนั้นด้วยความเหนื่อยล้า  เท้าเล็กเริ่มระบมและมีแผลเล็กน้อยจากการวิ่งมาตามถนน  ลมหายใจเริ่มแผ่วลงและเนื้อตัวของเธอเริ่มสั่นเทา  ไม่รู้ว่าเธอวิ่งมาไกลจากบ้านมากแค่ไหนแล้วและไม่รู้ด้วยว่าเธอควรจะไปที่ไหนต่อ

เธอตั้งคำถามมาตลอดทางว่าเรื่องเมื่อครู่มันเกิดขึ้นได้ยังไงกัน  เรื่องเล่าเกี่ยวกับการมีตัวตนของเธอในบ้านหลังนั้นยังเป็นเรื่องจริงอยู่หรือไม่  เธอไม่แน่ใจอะไรทั้งนั้น  จนในที่สุดเธอก็เริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าทั้งคำพูดและดวงตาคู่นั้นของคุณธีร์เป็นความจริงหรือเพียงการเสแสร้งเพื่อเหตุผลอื่น

บรรยากาศภายนอกแสนเงียบเหงา  ความเงียบและมืดมิดนั้นทำให้แสงไฟจากป้ายรถเมล์เป็นที่ปลอดภัยก่อนจะถึงเช้า  ซึ่งน้ำเพชรเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถประคองสติตนไว้ถึงตอนที่แสงแดดมาเยือนหรือเปล่า  เพราะความเพลียและพิษไข้เริ่มโจมตีและทำให้เธออยากหลับเสียเหลือเกิน

“!”  น้ำเพชรสะดุ้งขึ้นมาหลังจะถูกแสงไฟหน้ารถของใครบางคนสาดเข้าตาอย่างจัง  เหมือนก่อนนี้เธอสะลึมสะลือเกินกว่าจะรู้สึกตัวว่ามีรถขับมาจากอีกฝั่งถนนในจังหวะที่เธอกำลังจะข้ามเพื่อไปนั่งพักตรงป้ายรถเมล์พอดี

แสงไฟนั้นทำให้สติของเธอเลือนลางแต่เธอก็พยายามเพ่งมองรถคันนั้นก่อนที่คนขับจะลงมาจากรถ  ชายแปลกหน้ายืนมองเธอเหมือนอยากจะช่วยแต่ก็ไม่มั่นใจ  น้ำเพชรรู้สึกถึงความหวังแม้จะเสี่ยงแต่เธอก็เมื่อยล้าเกินกว่าจะเดินต่อไปแล้ว  

ร่างบางล้มลงกับพื้นโดยที่ไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่ามีรถอีกคันขับมาจากอีกฝั่ง  เป็นอันว่าเธอทำให้รถสองคันต้องจอดประจันหน้ากับโดยมีเธอสลบอยู่กึ่งกลางเสียอย่างนั้น  ชายแปลกหน้าจากรถคันแรกจึงรีบวิ่งเข้ามาประคองตัวเธอขึ้นแล้วพยายามเขย่าตัวเรียกสติของเธอ

“คุณ!  ตื่นก่อน คุณ...”

“ช่วย...ด้วย”  หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่วก่อนจะหมดสติไป  ชายแปลกหน้ารับรู้ถึงคำขอนั้นพลางมองใบหน้าของเธอที่ทำให้เขาต้องหยุดชะงักไป  แต่เขาก็ต้องสะดุ้งขึ้นเมื่อรถอีกคันเปิดไฟสูงขึ้นมาแวบหนึ่งแทนคำทักทายก่อนที่ธีร์จะเดินเปิดประตูลงมาพร้อมร่วมคันใหญ่สีดำในมือพร้อมกับย่างกรายมาหยุดยืนตรงหน้าชายคนนั้นที่ประคองน้ำเพชรเอาไว้

“ได้ยังไงกัน...”  ชายหนุ่มจดจ้องใบหน้าของเธอด้วยอาการตัวสั่น  เขาจำหญิงสาวในอ้อมแขนได้เป็นอย่างดีและมันไม่ใช่เรื่องปกติแน่ที่เขาจะได้เจอกับเธอกลางสายฝนยามดึกแบบนี้

ธีร์มองชายตรงหน้าพร้อมกับน้ำเพชรที่สลบไป  ย่านนี้ไม่ใช่ย่านที่คนพลุกพล่านมากนักโดยเฉพาะยามดึก  ผู้คนที่จะมาที่นี่ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มาคฤหาสน์สุริยันเป็นส่วนใหญ่  และแน่นอนว่าชายคนนี้ก็เป็นอีกคนที่มายังคฤหาสน์สุริยันโดยไม่ได้บอกล่วงหน้าแม้ว่ามันจะดึกมากแล้ว

 “คงไม่ต้องถามแล้วล่ะมั้ง  พากลับบ้านก่อนค่อยว่ากันอีกทีละกัน”  ธีร์พูดก่อนจะยื่นร่มไปที่ชายหนุ่มที่ยังนิ่งค้างเพราะงงกับสถานการณ์ตรงหน้า  “ทำหน้าโง่อีกแล้ว  กางร่มให้หน่อยสิ”

“นี่มันอะไรกัน  ทำไมเธอถึงยัง...”

 “เดี๋ยวกลับไปค่อยเล่าให้ฟัง”  ธีร์ตัดบทเพียงเท่านั้นก่อนจะอุ้มร่างของน้ำเพชรขึ้นมาโดยที่ชายหนุ่มคนนั้นลุกขึ้นยืนกางร่มให้ทั้งคู่  แม้จะยังไม่เข้าใจอะไรมากนักก็ตาม  เขาจึงเริ่มถามโดยไม่รอช้า

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่นายใหญ่  ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงหน้าเหมือน...  นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน”

“นายใหญ่?  เดี๋ยวนี้เรียกพ่อไม่เป็นแล้วจริงๆ ใช่ไหมไตร

และใช่  ชายแปลกหน้าคนนี้คือ ไตร  ลูกชายของธีร์

แม้ว่าชายหนุ่มวัยเบญจเพสคนนี้จะไม่ถูกกับพ่อของเขาเท่าไหร่นักจนตัดสินใจไปอยู่ส่วนตัวเพียงลำพังตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นและไม่แสดงความนับถือพ่อแท้ๆ ที่อายุไม่ห่างกันนัก  แต่เขาก็ยังทำงานในเครือข่ายตระกูลสุริยันและยังกลับมาคฤหาสน์บ้างเป็นบางครั้ง  ซึ่งการมาครั้งนี้มันสุดแสนจะประจวบเหมาะกับการตั้งคำถามเหลือเกิน

“นั่นไม่ใช่ประเด็น  ผมว่าเราต้องคุยกันเรื่องเธอนะ”  ไตรพูดอย่างจริงจัง  แม้เขาจะไม่เข้าใจในท่าทีที่ไม่สะทกสะท้านหรือมีอารมณ์ร่วมของผู้เป็นพ่อก็ตาม  ทั้งที่หญิงสาวผู้ซึ่งมีหน้าตาและชื่อเหมือนกันกับคนในอดีตโผล่มาโดยไม่มีสาเหตุแบบนี้มันควรจะเป็นเรื่องใหญ่

พ่อของเขาคิดจะทำอะไรกันแน่

เช้าวันต่อมา

เปลือกตาสวยค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างอ่อนแรง  น้ำเพชรพยายามปรับสายตาแล้วมองเพดานห้องที่มันดูจะคุ้นจนใจของเธอเริ่มหวั่น  เมื่อตั้งสติได้ดังนั้นหญิงสาวจึงรีบลุกพรวดขึ้นมาจากเตียงทันใด  เธอกวาดสายตามองโดยรอบและก็มั่นใจในทันทีว่านี่คือห้องนอนของตัวเองในคฤหาสน์สุริยัน

เกิดอะไรขึ้น  หรือว่าพวกเขาตามหาเธอจนเจอและพากลับมาที่นี่  เขาคงรู้แล้วว่าเธอตั้งใจจะหนี แล้วถ้าหากเป็นเช่นนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับเธออีก  น้ำเพชรเกิดคำถามมากมายในหัวด้วยความสับสนและหวั่นใจ  เธอจำได้ว่าเมื่อคืนก่อนหมดสตินั้นเธอได้พบกับผู้ชายแปลกหน้าที่ขับรถมาแถวนั้นพอดี  หรือเกิดอะไรขึ้นกับเขาไปแล้ว

“ตื่นแล้วหรือครับ?”  เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นพร้อมกับการเปิดประตูเข้ามาอย่างได้จังหวะของไตรนั้นทำให้หญิงสาวตกใจจนหลุดออกมาจากภวังค์ความคิดของตัวเอง  เธอหันไปมองเขาแล้วก็จำได้ทันทีว่าเขาคือชายคนเดียวกับที่เธอขอความช่วยเหลือเมื่อคืน  แล้วทำไมเขาจึงมาอยู่ที่นี่ได้กัน

“คุณ...เอ่อ  ที่นี่”

“นายใหญ่เล่าเรื่องของคุณให้ผมฟังหมดแล้วครับ”

“คุณรู้จักเขาด้วยหรือคะ?”

“เขาเป็นพ่อผมเอง”

“...”   น้ำเพชรหุบปากฉับหลังฟังคำตอบที่ทำให้เธอหน้าชา  หนีเสือปะจระเข้หรือยังไงกันทั้งที่วิ่งหนีพ่อเขาไปไกลแล้วแท้ๆ กลับไปขอความช่วยเหลือจากลูกชายเขาเสียได้  แต่ทำไมลูกชายถึงดูอายุไม่ห่างกันเท่าไหร่เลย

“ไม่ต้องห่วงนะ  ผมเข้าใจว่าคุณอาจจะยังสับสนหรือกลัว  แต่ผมรับประกันเลยว่าจะไม่มีใครที่นี่ทำร้ายคุณอย่างแน่นอน  และนายใหญ่ก็ไม่ได้พาคุณกลับมาเพื่อขังหรอก  เพียงแต่เมื่อคืนคุณสลบไปเลยต้องกลับมารักษาตัวเท่านั้น”

หญิงสาวเงียบไปด้วยความไม่แน่นอนใจ  ไตรมองมายังเธอแล้วพิจารณาทั้งชื่อ หน้าตาและน้ำเสียงช่างเหมือนกับเธอคนนั้นเสียเหลือเกิน  เพียงแต่ท่าทางและความระแวงนั้นต่างกัน  เพราะหากเป็นเธอคนนั้นคงไม่มีทางจะกลัวหรือวิ่งหนีเช่นนี้อย่างแน่นอน

“ผมชื่อไตรนะครับ  ถ้ามีอะไรอยากรู้เกี่ยวกับบ้านหลังนี้ก็ถามผมหรือนายใหญ่ได้เลย  ไม่ต้องกลัวนะ”

“นายใหญ่พูดอะไรบ้างหรือคะ?”

“หมายถึง?”

“เรื่องเมื่อคืน”  น้ำเพชรเอ่ยถาม

“อ่า...เรื่องนี้ผมก็ไม่รู้แฮะ  เขาพูดแค่ว่าคุณคงตกใจ  ส่วนเรื่องอื่นคงต้องไปถามเขาเองนะครับ”

“...”

“เขาไม่ทำร้ายคุณหรอกครับ  เพราะถ้าคิดจะทำก็คงไม่พากลับมานอนที่นี่  ยังไงซะถ้าถามไปตรงๆ ก็ไม่มีอะไรเสียหายหรอกครับ”  ไตรพูดเพียงเท่านั้นก่อนจะทำท่าเดินออกไป  “ผมให้คุณพักผ่อนก่อนดีกว่า  ตามสบายนะ”

“ขอบคุณค่ะ”  น้ำเพชรตอบกลับเสียงเบาก่อนที่ไตรจะเดินออกไป  หญิงสาวนั่งคิดในใจเพียงลำพังในห้องนอนกว้าง  เธอต้องการหาคำตอบแต่เธอก็กลัวกับคำตอบนั้น  ได้แต่ภาวนาให้ความทรงจำของเธอกลับมาในเร็ววัน  แต่ก่อนจะถึงเวลานั้นเธอควรไปถามนายใหญ่กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ

น้ำเพชรตัดสินใจเดินออกมาจากห้องนอนของตัวเองหลังทำใจอยู่นานเพราะไม่กล้าเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย  ทั้งที่เธอมีเหตุผลในการจะหนีไปด้วยความหวาดกลัวแต่อีกใจกลับรู้สึกผิดที่หนีไปโดยไม่ถามเหตุผลที่แท้จริง  อีกทั้งเขายังพาเธอกลับมาจนพิษไข้หายไปอีก

เธอคิดไว้ว่าจะมาถามให้รู้เรื่องกับเรื่องทั้งหมดที่เธอไม่เคยกล้าถามมาก่อน  แล้วหลังจากนั้นค่อยตัดสินใจอีกทีว่าควรจะอยู่ที่นี่ต่อไปหรือไปจากที่นี่ซะ  แม้ในความจริงแล้วเธอจะไม่มีที่ให้ไปก็ตาม

ประตูห้องรับรองถูกเปิดออกด้วยฝีมือของขุน ซึ่งยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องเพียงลำพังและไม่ตั้งคำถามกับน้ำเพชรที่เดินมายังห้องนี้หลังจากถามแม่บ้านว่านายใหญ่อยู่ที่ไหน  น้ำเพชรจึงค่อยๆ เดินเข้าไปในห้องนั้นก่อนที่เธอจะรู้สึกถึงกลิ่นสีน้ำมันโชยเข้ามาในจมูก

ดวงตากลมหันไปจดจ้องชายเจ้าของบ้านที่นั่งวาดรูปบนผืนผ้าใบสีขาวเพียงลำพังภายในห้องกว้างที่มีเชลโล่และเปียโนวางอยู่ไม่ไกล  มีภาพวาดสีน้ำมันมากมายถูกติดไว้ตรงผนังห้องราวกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะ  เสียงเพลงถูกเปิดจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงโบราณทำให้บรรยากาศในห้องสุนทรีย์มากขึ้น

เธอไม่คิดว่าธีร์จะมีอารมณ์ศิลป์ขนาดนี้  ตลอดอาทิตย์แรกที่อยู่ที่นี่เธอไม่ค่อยได้พบเขาเลยเพราะเขามักจะออกไปทำงานนอกบ้าน  ผู้ชายคนนี้ดูจะมีอีกหลายสิ่งที่ทำให้เธอแปลกใจ  ทั้งเรื่องลูกชายที่ดูไม่สนิทสนมกันถึงขั้นไม่เรียกพ่อเพราะไตรก็เรียกเขาว่านายใหญ่  แล้วไหนจะความเงียบเหงาในบ้านหลังใหญ่อีก

“ขอโทษนะคะ  หนูรบกวนคุณหรือเปล่า?”  น้ำเพชรเอ่ยทักขัดจังหวะ

“ไม่หรอก  นั่งก่อนสิ”  เขาตอบรับพลางมองไปที่เก้าอี้หน้าเปียโน  น้ำเพชรจึงเดินไปนั่งพลางมองธีร์ที่กำลังจัดการกับกระดาษและกระดานวาดรูปของเขา  “มีอะไรหรือเปล่า?”

“คือ...เรื่องเมื่อคืน”

“...”

“หนูเห็นคุณกับคนพวกนั้นแล้วก็...ปืน”  น้ำเพชรพยายามระวังคำพูดที่สุดเพราะเธอก็ไม่อาจมั่นใจในความปลอดภัยของตัวเองได้  ธีร์มองเธอที่ทำตัวไม่ถูกก่อนที่เขาจะหันกลับมาวาดรูปต่อแต่ก็ตอบเธอไปด้วย

“เมื่อคืนเป็นการประชุมลับของเครือข่ายสุริยัน  ส่วนคนที่ตายเป็นหนอนบ่อนไส้ที่ลอบทำร้ายฉัน”

“...”

“มันไม่ใช่เรื่องปกติหรอก  งานที่ฉันทำมันไม่ใช่งานที่ดีทั้งหมด  ฉันทำธุรกิจสุจริตก็จริงแต่ตราบใดที่ในที่ประชุมจักรวาลยังมีบางตระกูลทำธุรกิจอื่นปะปน  มันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการขัดแข้งขัดขาและชิงพื้นที่ทางธุรกิจกัน”

“ที่ประชุมจักรวาล?”

“ลองเปิดหลังเปียโนดูสิ”  เขาบอกเสียงเรียบ  ทำให้น้ำเพชรลุกขึ้นไปยังเปียโนหลังใหญ่แล้วเปิดมันขึ้นมา  ดวงตาหญิงสาวเบิกโพลงกับสิ่งที่เห็นเพราะมันคือปืนไฟขนาดเท่าลำแขน  ถึงจะดูเก่าแต่มันกลับดูสวยและน่าเกรงขามไม่น้อย

“นี่คือปืนอะไรคะ?”

“เราเรียกกันว่ากำเพลิงอาทิตย์ เป็นอาวุธประจำตระกูลสุริยัน  มีเพียงผู้นำตระกูลที่จะครอบครองและใช้งานมันได้  มันเป็นเหมือนสัญลักษณ์การมีอยู่ของพวกเรา”

“ดูใหญ่กว่าปืนปกตินะคะ”

“แล้วก็อันตรายกว่าด้วย”

“...”

“ปืนปกติใช้กระสุน แต่กำเพลิงอาทิตย์จะปล่อยไฟออกมาอย่างรุนแรง”

“...”

“มันอาจจะฟังดูประหลาด  แต่ความจริงแล้วอาวุธพวกนั้นเป็นส่วนหนึ่งจากการทำสัญญากับเทพและปีศาจของทั้ง 5 ตระกูลที่รวมกลุ่มกันแล้วเรียกว่าที่ประชุมจักรวาลมาตั้งแต่โบราณ  อาวุธของแต่ละตระกูลจะถูกตกทอดต่อมายังลูกหลานที่เป็นผู้นำทางสายเลือด  ไม่ก็คนที่ยอมรับเข้าร่วมกับตระกูลนั้น”

“แล้วอาวุธพวกนี้ใช้ได้จริงๆ หรือคะ?”

“ใช้ได้จริงๆ  แต่มันก็เหนือธรรมชาติสักหน่อยนะ”   ธีร์พูดพลางแค่นหัวเราะราวกับว่าตนกำลังเล่านิทานหลอกเด็กแต่ไม่ถึงเสี้ยววินาทีเขาก็วางมือจากพู่กันแล้วลุกขึ้นแล้วเรียกอาวุธของตัวเอง  “อาทิตย์!”

พรึ่บ!

“!?”

น้ำเพชรสะดุ้งสุดตัวเมื่อจู่ๆ กำเพลิงที่ซ่อนไว้ใต้หลังเปียโนก็ไปโผล่ที่มือของธีร์ภายในชั่วพริบตาดั่งเวทมนตร์  แม้มันจะดูมีน้ำหนักมากแต่ธีร์ก็สามารถยกมันอย่างถนัดมือได้ภายในมือเดียว  น้ำเพชรยืนอึ้งกับภาพตรงหน้าและไม่คิดว่าสิ่งที่ธีร์พูดจะเป็นเรื่องจริง  มันดูเหมือนเป็นเรื่องมหัศจรรย์แต่มันกลับมีจริง  มันมีจริงๆ

“ฉันดูเหมือนพ่อมดขนาดนั้นเลยหรือ?”  ธีร์เหยียดยิ้มถามด้วยน้ำเสียงน่าหมั่นไส้  ให้ตายเถอะ คนปกติที่ไหนเขาเสกอาวุธเข้ามือได้แบบนั้นกัน  เรียกโดยไม่บอกกล่าวกันล่วงหน้าแบบนั้นตั้งใจแกล้งกันหรือยังไง  “ความจริงฉันไม่มีพลังวิเศษอะไรหรอก  แต่พลังพวกนั้นมันมาจากอาวุธที่มีและฉันเป็นผู้นำตระกูลก็เลยใช้อาวุธนั้นได้”

“ยังมีคนอื่นที่ทำแบบนี้ได้ไหมคะ?”

“มีสิ  อีกสี่ตระกูลของที่ประชุมจักรวาล”  ธีร์ตอบพลางมองน้ำเพชรที่นั่งลงบนเก้าอี้หน้าเปียโนดังเดิมและเริ่มสนใจที่จะฟังสิ่งที่นายใหญ่กำลังจะเล่า  “พวกเรามีกัน 5 ตระกูล สุริยัน จันทรา เมฆา โลกาและดารา ในอดีตผู้นำตระกูลเป็นเจ้าเมืองจากที่ต่างๆ ซึ่งทำสัญญาเป็นพันธมิตรเพื่อไม่ให้ทำร้ายกันเอง แต่ความจริงก็ลอบทำร้ายกันนอกเหนือกฎที่ตั้งไว้อยู่ดี”

“...”

“พวกเขาร่วมกันทำสัญญากับพ่อมดที่บูชาปีศาจเพื่อขออาวุธให้ตระกูลของตัวเองในการปกป้องเมือง  แต่เพราะต้องคอยมอบชีวิตทายาทให้พ่อมดไปบูชาปีศาจในทุกร้อยปี  ผู้นำรุ่นหลังจึงหาทางปฏิวัติให้พ่อมดทำสัญญากับปีศาจใหม่หรือไม่ก็จัดการปีศาจทิ้งไปซะ”

“...”

“พวกพ่อมดบางคนไปทำข้อตกลงแต่ไม่เป็นผล  ปีศาจจะยึดพลังทั้งหมดคืนหากไม่ทำตามใจ  จนมีหนึ่งในปีศาจนั้นเสนอตัวจะช่วยพวกผู้นำทำลายปีศาจตัวอื่นพร้อมกับฆ่าพ่อมดทิ้งซะ  แต่มีข้อแม้ว่าต้องให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลที่ถือครองอาวุธของเขา  ถึงอย่างนั้นเขาก็จะไม่ยุ่งเรื่องในตระกูลต่างๆ ตราบใดที่ไม่มีใครไปทำสนธิสัญญาอะไรกับเขา”

เพชรนั่งฟังอย่างตั้งใจกับเรื่องราวเหนือธรรมชาติที่อยู่ในรูปแบบตระกุลมาเฟียหรือตระกูลช้างเผือก  อาวุธ พลัง ปีศาจ พ่อมด เจ้าเมือง เรื่องพวกนั้นมันควรอยู่ในหนังสือนิยายแฟนตาซีเสียมากกว่า แม้จะฟังดูสนุกแต่เมื่อนึกถึงความทรงพลังพวกนั้นที่ตกทอดมายังปัจจุบันแล้วดูจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยสักนิด

หญิงสาวจดจ้องนายใหญ่จนเขาลอบยิ้มออกมา  มือหนาจับพู่กันแต้มสีลงบนผืนผ้าใบพลางเล่าเรื่องราวทั้งหมดต่อไปแล้วคอยมองน้ำเพชรที่อยู่ตรงหน้า  เธอคงเริ่มผ่อนคลายลงบ้างแล้วแตกต่างจากเมื่อวานที่รีบวิ่งหนีออกไป

“ไม่เล่าต่อหรือคะ?”  เธอเอ่ยถามเมื่อเห็นธีร์เงียบไปเพราะเอาแต่คอยลอบมองเธอ

เป็นเด็กขี้สงสัยนี่เองสินะ

“ล้างพู่กันให้หน่อยสิ”  เขาพูดขึ้นพลางมองไปที่พู่กันซึ่งวางใกล้ตัวร่วมกับถังน้ำ  ทำให้น้ำเพชรรีบลุกขึ้นแล้วหยิบพู่กันพวกนั้นมาล้างพร้อมกับรอฟังต่อไป

“...”

“ตอนนั้นทุกคนตกลงและจัดการทุกอย่างซะ  อาวุธยังมีพลังเหมือนเดิมและปีศาจตนนั้นก็ใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์ทั่วไปเพียงแต่มีพลังเชื่อมกับอาวุธ  หากอาวุธใช้งานไม่ได้ เขาก็ยังใช้ชีวิตแบบมนุษย์ทั่วไปได้  เขาเป็นปีศาจของตระกูลเมฆาที่ล่มสลายไปเมื่อ 30 ปีก่อน”

“ล่มสลาย?”

“จะเรียกว่าล่มสลายก็ฟังดูยิ่งใหญ่ไป  อืม...ความจริงแล้วเรียกว่าถูกยุบเพราะไม่มีผู้นำคนต่อไปมากกว่า”

“...”

“เมื่อ 30 ปีก่อนมีการทะเลาะกันเองในที่ประชุมจักรวาล  เกิดการไล่ล่าและยึดครองอำนาจของตระกูลอื่นโดยเริ่มจากตระกูลดาราและจันทรา  ตอนนั้นตระกูลจันทราและดาราต้องการยึดตระกูลเมฆาเพื่อควบคุมปีศาจตนนั้น  แต่พวกเขาหาอาวุธไม่เจอจึงตัดสินใจฆ่าล้างตระกูลแล้วค่อยตามหาอาวุธอีกที”

“...”

“ความจริงตระกูลจันทราจะเข้าร่วมกับตระกูลดาราสำเร็จแล้วแต่น้องสาวของผู้นำตระกูลจันทราขโมยอาวุธและตั้งตนเป็นผู้นำตระกูลแทนพี่ชาย  ตอนนี้ตระกูลจันทราจึงยังมีผู้นำอยู่เพียงแต่ไม่ได้เข้าร่วมกับที่ประชุมจักรวาลเพราะผู้นำหญิงคนนั้นหายตัวในเวลาต่อมา  ที่ประชุมจักรวาลตอนนี้ก็เหลือแค่สุริยัน ดาราและโลกา”

“พวกคุณยังต้องฆ่ากันเองสินะคะ”  น้ำเพชรพูดขึ้นหลังจากฟังเรื่องราวความเหลือเชื่อและโหดร้ายทั้งหมด  ดูจะเป็นการแย่งชิงพลังอำนาจที่ไม่สิ้นสุดและมีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา  ธีร์ลอบมองเธอที่ทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนที่เขาจะพูดต่อไป

“มันเป็นเรื่องที่ฉันควบคุมไม่ได้หรอก  คนเรานิสัยไม่เหมือนกัน”

“...”

“หลังจากจบเหตุการณ์นั้นมา 5 ปีก็มีคนรู้ที่ซ่อนอาวุธของตระกูลเมฆา  มันคือง้าววาริธ เป็นอาวุธที่ปีศาจตนนั้นผูกพลังตัวเองเอาไว้  ผู้นำตระกูลเมฆาที่ครอบครองอาวุธนั้นอย่างลับๆ จึงต้องฆ่าตัวตายเพื่อซ่อนมันอีกครั้ง”

“ทำไมต้องฆ่าตัวตายล่ะคะ  อาวุธก็ยังอยู่”

“ต่อให้มีอาวุธแต่ถ้าผู้นำคนล่าสุดตายโดยยังไม่ส่งมอบให้ใคร  อาวุธก็จะไม่มีพลังและปีศาจตนนั้นก็กลายเป็นคนธรรมดาที่มีชีวิตเป็นอมตะเท่านั้น  อาจเพราะแบบนี้จึงยอมตายเพื่อไม่ให้อาวุธมีพลังครบทุกตระกูล”

“...”

“ถ้ามีใครได้ครอบครองอาวุธที่มีพลังทุกชิ้น  ก็เหมือนกับเขาครอบครองที่ประชุมจักรวาลทั้งหมด  พอจบเหตุการณ์ที่ง้าววาริธหายไปอีกครั้ง  ผู้นำตระกูลจันทราจึงกลับมาเพื่อเป็นเสียงในการสนับสนุนข้อตกลงว่าต่อไปนี้ห้ามมีการขโมยหรือทำลายอาวุธไม่ว่าจะตระกูลตัวเองหรือตระกูลอื่น  หากฝ่าฝืนจะถูกถอดจากที่ประชุมและถูกทำลายอาวุธเสียเอง”

“แต่พวกคุณก็ยังทำร้ายกันอยู่”

“ตอนนี้สงบกว่าตอนนั้นแล้วล่ะ  ตราบใดที่อาวุธไม่ครบก็ไม่มีประโยชน์ในการทำลายกันเอง  แต่ถึงอย่างนั้นก็พูดได้ไม่เต็มปากหรอกนะว่าพวกเราจะญาติดีต่อกัน”

“แล้วหนอนบ่อนไส้ที่เข้ามาเมื่อคืนเป็นคนของตระกูลอื่นหรือเปล่าคะ?”

“ใช่ เป็นคนของตระกูลดารา  แต่ขุนยิงทิ้งเพราะระหว่างประชุมชายคนนั้นจะลอบยิงฉัน”

“...”

“ฉันไม่ใช่คนดีหรอกน้ำเพชร  ตั้งแต่ที่ฉันเกิดและอยู่ในวังวนของที่ประชุมจักรวาลก็ไม่เคยจะมือสะอาดได้เต็มตัวเลย  แต่ฉันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องทำร้ายหนูหรอก”

“แล้วมีเหตุผลอะไรที่คุณให้หนูอยู่ที่นี่หรือคะ?”  เธอเอ่ยถามด้วยความสงสัยจากใจจริง  ทำให้ร่างสูงนิ่งไปก่อนที่จะหันมาจดจ้องใบหน้าหวานของอีกฝ่ายที่มองเขาเช่นกัน  พวกเขาเป็นเหมือนคนรู้จักแต่ก็ราวกับคนแปลกหน้า  และการอยู่ในบ้านของมาเฟียที่มีเสียงปืนและธุรกิจลับแบบนี้ก็คงไม่ใช่ชีวิตที่ใครอยากได้

“เพราะฉันอยากให้หนูใช้ชีวิตแบบที่หนูชอบ”

“?”

“ฉันไม่รู้หรอกว่าหนูอยากอยู่ที่นี่หรืออยากหนีไป  นั่นเป็นการตัดสินใจของหนู”

“...”

“ต่อให้หนูจะไปอยู่ที่อื่น  ฉันก็ไม่มีปัญหาเรื่องส่งเงินหรืออย่างอื่น  หนูอยากได้อะไรก็แค่ขอฉันมาตรงๆ ก็พอ  อยากไปที่ไหนหรือทำอะไรก็ตามใจ  จะบอกหรือไม่นั่นเป็นสิทธิ์ของหนู  แต่ถ้าอยากขอความช่วยเหลือ ฉันอยากให้หนูนึกถึงฉันเป็นคนแรกก็เท่านั้นและก็ขอแค่อย่างเดียว”

“อะไรคะ?”

ช่วยมีชีวิตอย่างมีความสุข  แค่นั้นแหละ”

น้ำเพชรนิ่งไปกับคำขอนั้นที่ฟังดูเป็นน้ำเสียงจริงจังของคนตรงหน้า  คนๆ หนึ่งที่ไม่บังคับเธอสักเรื่องและพร้อมช่วยเหลือ  ขอเพียงแค่ให้เธอมีชีวิตอยู่เนี่ยนะ  มันออกจะน่าเหลือเชื่อสิ้นดี  ทำไมเขาจะต้องตามใจเธอและทำเพื่อเธอด้วย  ทั้งที่เธอกับเขามีสถานะที่ไม่ใช่ลูกหลานหรือคนรัก

เธอไม่เข้าใจเขาเลย  แม้จะพยายามจดจ้องแววตาคู่นั้นมากแค่ไหนก็ไม่มีวันเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน  การมีชีวิตอยู่ของเธอมันมีความหมายอะไรกับธีร์  หรือมันมีความทรงจำบางอย่างที่จะตอบคำถามนี้ได้  แต่เธอจะไปค้นหาความทรงจำพวกนั้นมันจากที่ไหนในเมื่อเธอไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง  และมีแต่คนที่นี่ที่รู้จักเธอ

“ทำไมคุณถึงอยากให้หนูใช้ชีวิตอย่างมีความสุขล่ะคะ  ก่อนนี้ชีวิตหนูมันแย่หรือ?”

“ถ้ามันทำให้หนูอยากลืมจนจำอะไรไม่ได้  ฉันว่ามันก็คงแย่”

“...”

“ถือว่าตอนนี้หนูได้ชีวิตใหม่แล้ว  มันก็คงจะดีกว่าถ้าหนูได้ใช้ชีวิตในแบบที่หนูต้องการเสียทีใช่ไหมล่ะ”

“คงจะอย่างนั้นมั้งคะ”  น้ำเพชรตอบรับไป  ก่อนที่เธอจะนึกได้จึงตัดสินใจถามออกไปขณะที่มือหนาของธีร์หยิบพู่กันขึ้นมาจรดลงบนรูปวาดอีกครั้ง  “หลังจากเรื่องเมื่อคืน  คุณยังอนุญาตให้หนูอยู่ที่นี่หรือเปล่าคะ?”

“หืม?”

“ที่หนูหนีไป...”

“บ้านหลังนี้เป็นของหนูเหมือนกัน”

“?”

“เพราะฉะนั้นอยากอยู่หรืออยากไปก็ไม่จำเป็นต้องขอฉันหรอก”

“คุณไม่โกรธหรือคะ?”

“ฉันไม่มีสิทธิ์โกรธหนูหรอก  ชีวิตของหนู การตัดสินใจของหนู”

“...”

“แค่น้อยใจน่ะ  บ้านก็เงียบเหงาอยู่แล้วยังไม่อยากอยู่ด้วยกันอีก เฮ้อ...”  นายใหญ่ถอนหายใจและแสร้งพูดเสียงเล็กเสียงน้อยที่ทำให้น้ำเพชรรู้สึกหมั่นไส้มากกว่าสงสาร  อะไรของเขาเนี่ย  ทำเป็นพูดว่าน้อยจงน้อยใจเป็นเด็กไปได้

“หนูไม่ชินกับเสียงปืนในบ้านหรอกค่ะ  คนตายทั้งคนเลยนะ”  น้ำเพชรเถียง

“มันเป็นเหตุสุดวิสัย  ถ้าขุนไม่ทำอย่างนั้นคนที่ตายก็คงเป็นฉันเอง”

“...”

“ขอโทษนะ”

“?”

“ฉันจะย้ายทุกการประชุมไปที่บริษัท  จะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายกับบ้านแล้วก็หนูอีก”  เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงพร้อมกับลุกขึ้นอีกครั้งแล้วเดินมาหาน้ำเพชรก่อนจะหยิบปืนกระบอกหนึ่งจากข้างลำเอวขึ้นมาแล้วยื่นให้เธอ  “ปืนกระบอกนี้ถูกกฎหมาย  แต่ฉันจดทะเบียนไว้ในชื่อฉัน”

“คุณให้หนูหรือคะ?”

“ใช่  เอาไว้ป้องกันตัว”

“แต่หนูใช้ไม่เป็น”

“คนสอนมีทุกที่ในบ้าน  แล้วแต่หนูจะเลือกเถอะ”  เขาพูดพร้อมกับยกยิ้ม  น้ำเพชรจึงรับปืนกระบอกนั้นมาด้วยความกังวลเพราะมันค่อนข้างจะอันตราย  “เวลาจะยิง  ต้องยิงตอนที่คิดว่าตัวเองจะตายหรือตอนที่ช่วยคนอื่นที่ใกล้ตายเท่านั้น”

“...”

“เตือนสติตัวเองทุกครั้งที่ใช้  ใช้ด้วยเหตุผลอย่าใช้ด้วยอารมณ์”

“ทำไมคุณถึงเชื่อว่าหนูจะใช้มันได้ล่ะคะ  มันอันตราย”

“ฉันอยู่กับหนูตลอดเวลาไม่ได้หรอก  หนูต้องดูแลตัวเองและปืนกระบอกนี้ก็เพื่อให้หนูอุ่นใจขึ้น”  ธีร์เอ่ยก่อนจะเดินไปนั่งยังเก้าอี้ของตัวเองแล้วเอื้อมไปยกพู่กันขึ้นมาวาดต่อ

น้ำเพชรมองเขาแล้วคิดหลายสิ่งในใจ  ทั้งที่เคยคิดไม่ไว้ใจเขาแต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าเขาเองก็ไม่ขอให้เธอไว้ใจเขาเช่นกัน  เธอตั้งความหวังในการพึ่งพาหรือไว้ใจคนอื่นไปเองทั้งนั้น  

ธีร์ยังคงเป็นคนที่อันตรายและทำงานไม่ใสสะอาด  เขาไม่แก้ตัวเรื่องงานของเขา  ทำเพียงอธิบายถึงเหตุการณ์ไปตามจริงและปล่อยให้เธอตัดสินใจด้วยตัวเองว่าควรคิดกับเขาอย่างไร  น้ำเพชรจดจ้องปืนกระบอกลูกซองสั้นในมือก่อนจะเปิดปลอกกระสุนดูแล้วจึงพบว่ามันมีลูกสุนบรรจุอยู่ครบ

แต่ทำไมเธอถึงรู้วิธีการใช้มันล่ะ  ทำไมเธอถึงเปิดปลอกกระสุนเป็น?

ณ คฤหาสน์ดารา

ฉึก!

เสียงปลายลูกศรธนูปักลงบนเป้าโลหะอย่างแม่นยำ  แม้เหล็กกล้าซึ่งถูกหลอมมาทำเป็นเป้าจะแข็งแกร่งมากเพียงไหนก็ไม่อาจต้านทานแรงจากลูกศรที่ส่งมาจากธนูมูลา  อาวุธประจำตระกูลดาราไปได้

ธนูทองแท้ที่มีน้ำหนักพอดีมือถูกส่งต่อรุ่นสู่รุ่นภายในตระกูลดารา  หนึ่งในตระกูลช้างเผือกที่ร้ายกาจที่สุดในที่ประชุมจักรวาล  แน่นอนว่าธนูนี้มีลูกศรเป็นของตัวเอง  ไม่ว่าจะยิงไปกี่ครั้งคันธนูก็จะเสกลูกศรใหม่ขึ้นมาด้วยตนเอง  

ลูกศรทองปลายคมนั้นสามารถทะลุเหล็กและโลหะได้  หากถูกร่างกายก็ยากจะสู้ไหว  แม้จะเป็นร่างกายของหนึ่งในผู้นำตระกูลที่ต้านทานพลังของอาวุธตระกูลต่างๆ ได้มากกว่าคนทั่วไปก็ใช่ว่าจะต้านทานธนูมูลาได้  ยิ่งธนูคันนี้อยู่ในมือของผู้นำตระกูลหญิงที่มีความสามารถและสายตาแม่นยำแล้วยิ่งอันตรายกว่าเดิม

นายหญิงรสริน ผู้นำตระกูลดาราเหยียดยิ้มที่มุมปากอย่างพึงพอใจกับผลงานที่ไม่เคยพลาดของลูกสาวเพียงคนเดียวที่กำลังฝึกซ้อมธนูอยู่  แม้ว่าโรสจะรักงานศิลปะและไม่สนใจธุรกิจของตระกูลมากนัก  แต่รสรินก็ไม่ยอมให้ลูกสาวทอดทิ้งอาวุธประจำตระกูลเด็ดขาด  เพราะวันหนึ่งโรสอาจจะต้องได้ทำหน้าที่นี้ต่อจากเธอก็ได้

“ที่มหาลัยเป็นยังไงบ้าง  ไม่เห็นเล่าให้แม่ฟังบ้างเลย”  รสรินเอ่ยถาม

“ก็ปกตินะคะ  แต่ที่แปลกๆ คืองานเมื่ออาทิตย์ก่อนมากกว่า”

“งานรูปวาดแปลกๆ ของแกน่ะหรือ”

“แม่ก็ไม่ชอบเรื่องนี้อยู่แล้วนี่คะ”  โรสพูดปัดไปอย่างรู้นิสัยของผู้เป็นแม่  แม่ของเธอสนใจแต่เรื่องธุรกิจและอาวุธซึ่งแตกต่างจากเธออย่างมาก  “มีผู้ชายคนนึงยืนมองรูปนึงนานมาก  ตั้งแต่เปิดงานยันจบเลย  แล้วเขาก็บอกว่ารู้จักแม่ด้วยนะคะ  แต่หนูไม่เคยเห็นหน้าเลย”

“ใคร?”

“เขาบอกว่าชื่อ พระเพลิง ค่ะ”  โรสตอบไปตามความจริง  ซึ่งชื่อนั้นทำให้รสรินชะงักไปทันใด เธอขมวดคิ้วก่อนจะครุ่นคิดบางสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต  ตอนนี้เธอยังไม่มั่นใจอะไรนักแต่หากสิ่งที่โรสเป็นเรื่องจริง

เธอคงต้องไปคฤหาสน์สุริยันสักวันแล้วล่ะ

 

#วชิรอาญา 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว