ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

นายเรือคนนั้นเป็นตัวอันตราย ตอนที่แปด [2]

ชื่อตอน : นายเรือคนนั้นเป็นตัวอันตราย ตอนที่แปด [2]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 154

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ส.ค. 2563 10:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
นายเรือคนนั้นเป็นตัวอันตราย ตอนที่แปด [2]
แบบอักษร

[ตัวอย่างทดลองอ่าน] 

沉浮系列 

นายเรือคนนั้นเป็นตัวอันตราย 

เขียนโดย หมี่ลั่ว , แปลโดย ยูมิน 

เล่มเดียวจบ , ไม่มีจำหน่ายรูปแบบ E-Book 

18+ 

[นิยายมีฉากไม่เหมาะสม ผู้อ่านอายุต่ำกว่า 18 ปี ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน] 

 

 

ตอนที่แปด [2] 

[ต้นฉบับยังไม่ผ่านการพิสูจน์อักษร จึงอาจมีคำผิดปรากฏอยู่บ้าง] 

 

 

 

“อ๊ะ?!” โอวหยางจื่อซินตกใจ ตอนที่สายตาทั้งคู่มองสบกันก็ดูราวกับว่าความในใจสำคัญถูกเปิดโปง เทียนเฟิงถลึงตาใส่เขาอย่างอับอายและขัดเคืองใจ จากนั้นก็หมุนตัวผละไปด้วยความไม่สบอารมณ์ 

ถึงตอนนี้เองที่โอวหยางจื่อซินตระหนักได้ถึงคำกล่าวที่ว่า ‘ไม่ถูกชะตา’ เขาแทบไม่รู้จักมักจี่เทียนเฟิงเลยด้วยซ้ำ แต่ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดเจ้าเด็กหนุ่มคนนี้ถึงได้แสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับเขาอย่างชัดเจน 

เขา ‘ใส่ใจเป็นอย่างมาก’ ไม่ว่าจะเป็นความกลัดกลุ้มที่ดูอยู่จะไม่เข้ากับวัยของเทียนเฟิง หรือว่าจะเป็นสายตาเกลียดชังที่อยากจะจับเขาโยนลงจากเรือ 

พอเห็นว่าเซี่ยหลิงอี้กำลังสนทนากับเสวี่ยอู๋อิ๋นเรื่องระดับน้ำอะไรสักอย่าง เขาไม่จำเป็นจะต้องอยู่รับใช้ดูแลทั้งคู่อีก โอวหยางจื่อซินจึงเกาะราวบันไดแล้วค่อยๆ ลอบย่องลงจากดาดฟ้ายก 

“เทียนเฟิง! ช้าก่อน!” โอวหยางจื่อซินเดินมาถึงใต้เสากระโดงด้านหน้าที่ลูกเรือเรียกว่า ‘หัวเสา’ ก่อนจะเรียกเทียนเฟิงที่จ้ำพรวดๆ ไปข้างหน้า 

“ฮึ!” เทียนเฟิงแค่นเสียงทางจมูก ก่อนจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้าโอวหยางจื่อซิน 

“เหตุใดเจ้าถึงได้...?” 

“โรงครัวต้องอยู่ที่ห้องระวางท้ายเรือ ส่วนห้องระวางหัวเรือจะเก็บอุปกรณ์จำพวกเชือก ผ้าใบ” เทียนเฟิงรีบชิงพูดก่อน “แม้แต่ความรู้ทั่วไปเหล่านี้เจ้าก็ยังไม่รู้ แล้วจะมาโทษข้าที่ชี้ทางผิดได้อย่างไรกัน!” 

“ข้าไม่ได้มากล่าวโทษเจ้าเสียหน่อย...” 

“ใช่ ข้ายอมรับว่าเจ้าเป็นคนช่วยเหลือเจ้าปีศาจน้อยเอาไว้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าทึ่มชอบไปหาอาหารแถวๆ กองไม้ ครั้งก่อนก็เกือบจะถูกจับไปทำฟืน...” 

“เทียนเฟิง! ได้โปรดฟังข้าให้จบก่อน!” โอวหยางจื่อซินตะโกนออกมา บรรดาฝีพายที่กราบเรือต่างพากันมองเขาด้วยความตกใจ 

เทียนเฟิงเองก็คิดไม่ถึงว่าโอวหยางจื่อซินจะตะโกนเสียงดังลั่นออกมาแบบนี้ เขาชะงักนิ่งไป 

“เรื่องที่ผ่านไปแล้ว ข้าไม่อยากพูดถึงมันอีก” โอวหยางจื่อซินผ่อนน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง “เมื่อครู่เจ้าไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความบังเอิญหรอกกระมัง? เจ้าดูเหมือน...” 

“พูดมาก! แม้ว่าบนเรือจะมีกฎมากมาย แต่ก็ไม่มีกฎห้ามไม่ให้ลูกเรือฟังบทสนทนาระหว่างนายเรือกับต้นเรือเสียหน่อย” เทียนเฟิงกัดริมฝีปากล่าง ทว่าสายตากลับเบนหนีไปอีกทางด้วยความละอายใจ 

“แล้วไฉนต้องทำตัวลับๆ ล่อๆ ด้วย” โอวหยางจื่อซินโพล่งถามออกมาตรงๆ “พอถูกข้าจับได้ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ” 

“ก็ไม่ใช่เพราะเจ้ามันซื่อบื้อหรือไร! มีใครบ้างที่รู้จุดอ่อนของผู้อื่นแล้วยังมาถามไล่เบี้ยเช่นนี้!” ในเมื่อถูกซักเช่นนี้ เทียนเฟิงก็ตอบโดยไม่ปิดบังอำพราง 

“เจ้าหมายถึงอาการที่ดวงตาของต้นเรือหรือ” คิดไม่ถึงเลยว่าเทียนเฟิงจะเป็นห่วงเสวี่ยอู๋อิ๋นถึงเพียงนี้ โอวหยางจื่อซินแปลกใจไม่น้อยเลยทีเดียว 

“เพ้อเจ้อ! อีกอย่าง...หากเจ้าไม่มีธุระใดก็อย่ามาเดินลอยชายไปมาต่อหน้านายเรือ” เทียนเฟิงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราวกับสั่งสอน 

“ถ้าเป็นห่วง ไฉนถึงไม่พูดออกมาเสียเล่า” โอวหยางจื่อซินเอ่ยตัดบท “เราจะได้ช่วยกันหาทางแก้ ถึงอย่างไรก็ดีว่าต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้” 

“เจ้ารู้จักนายท่านดีแค่ไหนเชียว! กับนายเรือก็เหมือนกัน!” เทียนเฟิงโมโหขึ้นมา 

“ข้า...” โอวหยางจื่อซินทำท่าจะเอ่ยอะไรออกมาอีก แต่ลูกเรือหนุ่มสี่คนก็เดินเข้ามาสมทบเสียก่อน 

“โอ๊ะ! ตรงนี้ดูคึกคักดีแท้” โอวหยางจื่อซินเคยเห็นหน้าลูกเรือที่เป็นหัวหน้ากลุ่มรายนี้มาสองครั้งแล้ว 

“เกาเจี้ยน ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า! ไปไกลๆ!” เทียนเฟิงที่กำลังเดือดดาลปัดมือใหญ่ที่หมายจะพาดลงมาบนไหล่ของตน 

“อย่าเย็นชาแบบนี้น่า เมื่อคืนเจ้าเบี้ยวนัดข้านะ” เกาเจี้ยนยิ้มร้าย อีกสามคนที่เหลือก็พลอยหัวเราะตามขึ้นมาด้วย 

“น่ารำคาญจริงๆ ข้าจะไปคืนนี้” เทียนเฟิงเบนหน้าหนีด้วยความรำคาญใจ 

“ไฉนเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่คนเดียว” สายตาของเกาเจี้ยนปราดมองไปที่โอวหยางจื่อซิน 

“ข้ากำลังคุยธุระกับเทียนเฟิง” โอวหยางจื่อซินสีหน้าทะมึนลงนิดๆ แม้จะไม่เข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย แต่สายตาไร้มารยาทที่มองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจดเท้าเช่นนี้ก็ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมา 

“เจ้าก็ได้ยินแล้วนี่ว่าคืนนี้เทียนเฟิงจะอยู่กับข้า นอกเสียจากว่า...” สมกับที่มีนามว่าเกาเจี้ยน อีกฝ่ายรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าดุดัน ใต้มุมปากมีรอยแผลคล้ายรอยมีดบาดขนาดเล็ก ยามที่เขายืนอยู่เบื้องหน้าเทียนเฟิงก็แทบจะบังเด็กหนุ่มมิดเลยทีเดียว 

“นอกเสียจากว่าคืนนี้เจ้าจะมาด้วยอีกคน” เกาเจี้ยนเชิดคางขึ้นแล้วเอ่ยกลั้วหัวเราะว่า “หึ พวกเจ้าสองคนจะได้อยู่กับพวกเราสี่คนพอดีๆ” 

“ไม่ตลก เกาเจี้ยน!” เทียนเฟิงผลักฝ่ายนั้นออกไปด้วยความขุ่นขึ้งปนกระสับกระส่าย “เขาหาใช่...!” 

“ไม่ใช่อะไร” โอวหยางจื่อซินฟังบทสนทนาและมองคนเหล่านี้ด้วยสีหน้าฉงนงงงวย 

“เจ้าบอกว่าเขากับนายเรือไม่ใช่...หรือว่ากับต้นเรือ?!” ดูเหมือนเกาเจี้ยนจะมองโอวหยางจื่อซินอย่างแปลกใจ ใบหน้าเกลี้ยงเกลากระจ่างใส รูปร่างบอบบาง บุรุษใดเห็นก็น่าจะรู้สึกพึงใจทั้งนั้น 

“หากเจ้ายังพูดจาเหลวไหลอีก อย่าหวังว่าจะได้แตะตัวข้าแม้แต่ปลายขน!” เทียนเฟิงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงทะมึนเยือก 

“อย่าโมโหน่า ข้าไม่พูดแล้วก็ได้” เกาเจี้ยนรีบไกล่เกลี่ยทันที เขาอธิบายว่า “เจ้าจะโทษข้าที่คิดเช่นนี้ได้ที่ไหนเล่า เวลาที่เขาอยู่ต่อหน้านายเรือดูไม่เหมือนเสมียนประจำเรือเลยสักนิด คิดจะพูดแทรกก็พูด...” 

“เจ้ากล้าเสียมารยาทกับนายเรือหรือ!” เทียนเฟิงได้ยินแบบนั้นก็โมโหแทบตาย เวลาที่เขาปรนนิบัติท่านอ๋องเซี่ย เขาต้องเคารพนอบน้อมอีกฝ่ายแค่ไหนกัน! 

“ข้าจำไม่ได้แล้ว” โอวหยางจื่อซินลืมเรื่องเมื่อบ่ายไปตั้งนานแล้ว 

“ทั้งๆ ที่เจ้า...” พอเกาเจี้ยนตั้งท่าจะโต้กลับ เขาก็ได้ยินเสียงตีกลองดังมาจากหัวเรือ จากนั้นใครบางคนก็ตะโกนเสียงดังว่า “เตรียมพร้อม! ถอนสมอ!” 

“เกาเจี้ยน ถอนสมอ” ลูกเรืออีกสามคนรีบวิ่งไปยังเครื่องกว้านที่ดาดฟ้าหัวเรือโดยไม่รีรอ 

“ช้าก่อน! เมื่อครู่เจ้าบอกว่าข้ากับนายเรือไม่ใช่อะไร” โอวหยางจื่อซินไม่เข้าใจ เขาตะโกนเรียกชื่อเกาเจี้ยน 

“เรื่องนี้น่ะหรือ” เกาเจี้ยนหยุดฝีเท้าลง จากนั้นก็หันมายกนิ้วก้อยให้โอวหยางจื่อซินแล้วหัวเราะเฮอะๆ ก่อนจะวิ่งไปข้างหน้า 

“ฮะ?!” สีหน้าของโอวหยางจื่อซินแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำราวกับตับหมูในทันทีทันใด มุมปากกระตุกนิดๆ แทบไม่อยากจะเชื่อ 

กำปั้นกุมนิ้วก้อยมีความหมายว่า ‘คู่รัก’ 

“อย่าดีใจไปหน่อยเลย! เกาเจี้ยนก็พูดจาส่งเดชไปอย่างนั้นเอง นายเรือจะถูกใจเจ้าได้อย่างไรกัน” เทียนเฟิงมองสีหน้าที่เปลี่ยนจากแดงก่ำเป็นขาวซีดของโอวหยางจื่อซิน แววตาก็เปลี่ยนจากตระหนกเป็นแข็งค้าง ท่าทางตะลึงงันนั้นทำให้เขาเอ่ยออกมาด้วยความไม่พอใจ 

“นี่ เจ้าจะไปไหนน่ะ” จู่ๆ เทียนเฟิงก็เห็นว่าโอวหยางจื่อซินพุ่งตัวไปข้างหน้าโดยไม่เอ่ยคำใดออกมา 

บนดาดฟ้าเรือตั้งเครื่องกว้านสำหรับถอนสมอเรือหนึ่งหลัง ฐานของเครื่องกว้านทำจากท่อนซุงหนา ด้านบนคือล้อเลื่อนพันเชือกสมอซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าท่อนแขน 

เนื่องจากต้องรับน้ำหนักมหาศาลของหินถ่วงเรือ ด้านข้างของเครื่องกว้านจึงทำด้ามจับสองฝั่งเอาไว้สำหรับหมุนรั้ง ทุกครั้งที่เรือหยุดหรือเทียบท่า หากหย่อนหินถ่วงเรือ ลงใต้น้ำ เรือก็จะหยุดลงและไม่เคลื่อนตัวไปข้างหน้า 

หากต้องการจะเดินเรือก็แค่หมุนเชือกสมอที่ผูกอยู่กับเครื่องกว้านเพื่อดึงหินถ่วงเรือขึ้นมา เท่านี้เรือก็จะแล่นไปได้อีกครั้ง นี่เป็นงานที่เกาเจี้ยนและสหายสามคนของเขาต้องทำ 

ตอนที่ทั้งหมดกำลังออกแรงเต็มกำลังเพื่อหมุนด้ามจับเครื่องกว้านอยู่นั้น โอวหยางจื่อซินก็ปรากฎตัวขึ้นเบื้องหน้าพวกเขาอย่างกะทันหัน จากนั้นก็ยึดด้ามจับเอาไว้ ทำเอาลูกเรือทั้งสี่สะดุ้งโหยง 

“เจ้าจะทำอะไร” พื้นที่สองฝั่งเครื่องกว้านรองรับได้ไม่ถึงห้าคน ตอนที่ทุกคนตะลึงงันอยู่นั้น เกาเจี้ยนกลับหัวเราะฮ่าๆๆ ออกมา “ได้ อยากจะประลองกำลังนักก็เข้ามา แต่ถ้าพ่ายแพ้ คืนนี้เจ้าต้องมาพร้อมกับเทียนเฟิง” 

“เกาเจี้ยน! เจ้าอย่าวุ่นวาย!” เทียนเฟิงนิ่วหน้าแล้วเอ่ยว่า “เขาก็แค่เสมียนประจำเรือเท่านั้น!” 

“พูดจาสามหาว!” โอวหยางจื่อซินเงยหน้าขึ้นแล้วตวาดออกมา เห็นได้ชัดว่าเดือดดาลอย่างหนักเพราะถูกใครบางคน ‘ดูแคลน’ เมื่อครู่ 

“เจ้าดูสิ เขาเป็นฝ่ายยั่วยุข้าก่อนนะ” เกาเจี้ยนขยิบตาให้พรรคพวก หนึ่งในนั้นก็เลี่ยงไปอย่างเข้าใจความหมาย 

“เตรียม! ดึง!” เส้นเชือกขึงตึงราวกับจะปริแตกเพราะน้ำหนักได้ทุกเมื่อ เสียงล้อเลื่อนดังเอี๊ยดอ๊าด จากนั้นเส้นเชือกก็ค่อยๆ ถูกยกสูงขึ้นและพันเกี่ยวล้อเลื่อนทีละนิด 

“อึก...!” หนักจริงๆ ด้วย! โอวหยางจื่อซินรู้สึกว่ากำลังที่แขนทั้งสองข้างถูกด้ามจับดูดไปจนสิ้น เขาจำต้องรวบรวมแรงในกายทั้งหมดมาเพื่อทรงตัวเอาไว้ 

“หึๆ ไม่เลวนี่” กล้ามเนื้อบนท่อนแขนเปลือยเปล่าของเกาเจี้ยนโป่งพองขึ้นมา จากนั้นหินถ่วงเรือก็เคลื่อนขึ้นจากใต้ทะเลทีละเชี๊ยะ เร็วกว่าทุกๆ ครั้ง 

เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังขึ้นข้างหู โอวหยางจื่อซินทุ่มความสนใจทั้งหมดมาอยู่ที่ล้อเลื่อนซึ่งกำลังหมุนช้าๆ 

พอเห็นว่าเส้นเชือกหนาขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็หมายความว่าหินถ่วงเรือกำลังจะพ้นผิวน้ำแล้ว เกาเจี้ยนก็ลอบยกมุมปาก จากนั้นลูกเรือรายหนึ่งก็ผ่อนแรงลง 

“อ๊าก!” เพราะถูกรั้งอย่างแรงโดยไม่ทันตั้งตัว โอวหยางจื่อซินจึงเซกระแทกเข้ากับล้อเลื่อนอย่างจัง หน้าอกและข้อมือปวดร้าวราวกับกระดูกหัก! 

เขาจำต้องปล่อยมือออก จากนั้นด้ามจับที่ไร้การควบคุมก็หมุนคว้างตามแรงรั้งของหินถ่วงเรือที่ทิ้งดิ่งลงอีกครั้ง โอวหยางจื่อซินยังไม่ทันทรงตัว เขาก็เห็นว่าด้ามจับหมุนทวนกลับอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของชายหนุ่มซีดเผือดด้วยความตระหนก! 

ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตา ตอนที่รู้สึกถึงสายลมแรงที่พัดผ่านร่าง หัวไหล่ก็เหมือนถูกอะไรบางอย่างยึดเอาไว้แน่น ร่างกายที่โงนเงนถูกรวบเอาไว้ 

“เอ่อ...?” โอวหยางจื่อซินลืมตาขึ้น ยังอกสั่นขวัญแขวนไม่หาย ใบหน้าเดือดดาลถึงที่สุดกำลังจ้องมองเขาจากด้านบน 

“เจ้าทำอะไรอยู่!” เซี่ยหลิงอี้แทบจะขบเขี้ยวเคี้ยวฟันยามเอ่ยถาม 

“ข้า...” โอวหยางจื่อซินกะพริบตาปริบๆ ได้สติคืนมาเล็กน้อย เขาเห็นมือข้างหนึ่งของเซี่ยหลิงอี้โอบตัวเองเอาไว้ อีกมือก็ยึดด้ามจับล้อเลื่อนแน่น ชายหนุ่มอดพรูลมหายใจออกมาไม่ได้ นึกอยากจะบอกอีกฝ่ายว่า “รับได้ถูกจังหวะดีเหลือเกิน” 

“พวกเจ้าอยากถูกจับโยนลงทะลใช่หรือไม่” เสียงของเสวี่ยอู๋อิ๋นดังขึ้นอีกด้านหนึ่งของเครื่องกว้าน 

“ต้นเรือ? โอย” โอวหยางจื่อซินยืดตัวยืนตรง ความรู้สึกปวดปลาบที่หน้าอกทำให้เขาย่อตัวลง ใบหน้าขาวซีด เซี่ยหลิงอี้เห็นเช่นนั้นก็กอดไหล่เขาเอาไว้ทันทีและไม่คลายมือออกอีก 

พอเกาเจี้ยนเห็นนายเรือก็หาได้มีสีหน้าทะลึ่งทะเล้นอีกไม่ เขากับสหายรีบถอนหินถ่วงเรือขึ้นมาโดยเร็ว 

“ฟังให้ดี นับแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าทั้งสี่คนผลัดกันเฝ้าเวรหอสังเกตการณ์ อย่าให้มีอะไรผิดพลาดเป็นอันขาด” เซี่ยหลิงอี้ออกคำสั่งเสียงเยือก 

หอสังเกตการณ์สร้างอยู่บนเสากระโดง ใช้สำหรับสังเกตทิศทางการเดินเรือในยามค่ำคืน เป็นงานลำบากที่ต้องอดหลับอดนอน ซ้ำยังต้องลมต้องฝน ทว่าพวกของเกาเจี้ยนกลับพยักหน้าหงึกหงักราวกับโล่งใจอย่างไรอย่างนั้น 

“ถ้ารู้ถึงผลลัพธ์เช่นนี้คงไม่ทำแต่แรก” เทียนเฟิงที่อยู่ไม่ไกลลอบทอดถอนใจออกมา 

“ส่วนเจ้า!” เซี่ยหลิงอี้หาได้ลืมโอวหยางจื่อซินที่อยู่ในวงแขนของตนเองไม่ “เครื่องกว้านใช่ของที่จะมาแตะต้องได้ง่ายๆ หรือไร!” 

“เอ่อ...” เมื่อครู่ความโกรธขึ้งแล่นพล่านขึ้นสมอง ใครจะมานึกถึงกฏที่กำหนดว่าหากมิใช่ลูกเรือห้ามแตะต้องอุปกรณ์เดินเรือกันเล่า 

“ในเมื่อเจ้ามีแรงเหลือเฟือแบบนี้ ถ้าเช่นนั้นคืนนี้ก็สะสางบัญชีให้เสร็จสิ้นทั้งหมด!” เซี่ยหลิงอี้เอ่ยสีหน้าทะมึน 

“อี้ อย่าเคร่งครัดถึงเพียงนี้สิ จื่อซินเจ็บตัวจนแทบจะทรงตัวไม่ไหวอยู่แล้ว” เสวี่ยอู๋อิ๋นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ข้าจัดการทางนี้เองก็แล้วกัน” 

“อือ” เซี่ยหลิงอี้พยักหน้านิดๆ จากนั้นก็รั้งแขนโอวหยางจื่อซินมาพาดไหล่ของตน 

“ข้า ข้าเดินเองได้!” 

แม้ว่าแค่สูดลมหายใจก็ยังรู้สึกปวดปลาบที่หน้าอกไปหมด แต่หลังจากที่โอวหยางจื่อซินรู้ว่าบรรดาลูกเรือมองความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนายเรือไปในทิศทางใด เจ้าตัวก็ไม่อาจทำใจให้นิ่งเฉยได้ ท่าทางประคองที่แนบชิดถึงเนื้อถึงตัวกับกลิ่นเซ่อเซียง[1] จางๆ จากกายเซี่ยหลิงอี้ทำให้เขารู้สึกกระสับกระส่ายอย่างหนัก 

“พวกลูกเรือพากันจับสังเกตอยู่ แบบนี้ข้าคงมิพ้นมลทินเป็นแน่?” เขาคิดอย่างกระวนกระวาย 

เซี่ยหลิงอี้ไม่เปิดโอกาสให้โอวหยางจื่อซินปฏิเสธ เขาเข้ามาโอบชายหนุ่มเอาไว้แล้วก้าวตรงไปยังทางลงห้องใต้ท้องเรือที่อยู่ไม่ไกลออกไป 

ตอนที่ทั้งคู่เข้ามาในห้องใต้ท้องเรือ โอวหยางจื่อซินก็ได้ยินเสียงคำสั่งของเสวี่ยอู๋อิ๋นดังลอยมาจากดาดฟ้าเรือ “เรือ ‘ต้าฝูเฮ่า’ เคลื่อนไปทางทิศเหนือ ออกเดินทาง!” 

เหล่าฝีพายกู่ร้องออกมาเป็นจังหวะ จากนั้นก็ออกแรงจ้วงฝีพายเต็มกำลัง เสียงน้ำทะเลกระทบเข้ากราบเรือดังครืนคราน 

ยิ่งใกล้ห้องนายเรือเท่าไร เสียงโหวกเหวกบนดาดฟ้าเรือก็เบาลงเรื่อยๆ จะมีก็แต่ความรู้สึกไหววูบใต้ฝ่าเท้าที่ทำให้รู้ว่าเวลานี้เรือกำลังแล่นไปข้างหน้า 

“เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่” จู่ๆ เซี่ยหลิงอี้ก็หยุดฝีเท้าลงแล้วก้มหน้ามองโอวหยางจื่อซินเขม็ง 

“ไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย” โอวหยางจื่อซินเองก็หยุดเขยิบกายไปอีกทางหนึ่งเพื่อหวังจะเว้นระยะห่างทั้งคู่ลงเช่นกัน 

คิ้วรูปดาบของเซี่ยหลิงอี้ขมวดเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ เขาเอ่ยเสียงเข้มว่า “เจ้าใส่ใจคำพูดของพวกเขามากนักหรือไร” 

“อ๊ะ?!” โอวหยางจื่อซินอดตกใจไม่ได้ เซี่ยหลิงอี้ได้ยินหรือ! ตั้งแต่เมื่อไรกัน? พอมองสบดวงตาดำขลับลึกล้ำของเซี่ยหลิงอี้ เขาก็กระสับกระส่ายอย่างบอกไม่ถูก! 

เซี่ยหลิงอี้มองเขา จากนั้นก็ก้มหน้าลง ก่อนจะจุมพิตลงบนริมฝีปากที่อ้ากว้างของเขาอย่างแผ่วเบา... 

 

ติดตามอ่านตอนต่อไป 

#นายเรือคนนั้นตัวอันตราย

[1] กลิ่นที่สกัดมาจากต่อมกลิ่นของกวางชะมด นำมาทำเป็นเครื่องหอม

ความคิดเห็น