ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

แฟนลุงเป็นมนุษย์แมวเหมียว 01 จุดเริ่มต้น

ชื่อตอน : แฟนลุงเป็นมนุษย์แมวเหมียว 01 จุดเริ่มต้น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 465

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 03 เม.ย. 2564 22:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
แฟนลุงเป็นมนุษย์แมวเหมียว 01 จุดเริ่มต้น
แบบอักษร

... 

หมายเหตุสำนักพิมพ์ 

 

นวนิยายเรื่องนี้มีการใช้ภาษาปาก ภาษาสแลง และคำหยาบ 

เพื่อความสมจริงตามยุคสมัยที่ปรากฏในเนื้อเรื่อง 

และเพื่อสะท้อนบุคลิกของตัวละคร 

รวมถึงเพื่อให้ได้อรรถรสทางภาษาเท่านั้น 

ผู้เขียนและสำนักพิมพ์มิได้มีเจตนาด้านลบแต่ประการใด 

... 

 

แฟนลุงเป็นมนุษย์แมวเหมียว 

蓮洛 (Lien Luo) เหลียนลั่ว : เขียน , จุนซาวัง : แปล , jiaOO : Illust 

เล่มเดียวจบ , มีจำหน่ายรูปแบบ E-book 

(**หมายเหตุ : Romance - Fantasy / โรแมนติก - แฟนตาซี) 

 

 

01 

จุดเริ่มต้น 

 

 

ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ อากาศเย็นสบาย

ณ ห้องประชุมชั้นสิบสองของอาคารเอ็มเพอเรอร์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งเมือง S ในเวลานี้ปกคลุมไปด้วยความเงียบสงัด

นัยน์ตาของชายหนุ่มผู้นั่งอยู่ในตำแหน่งประธานนั้นเยือกเย็นราวกับดาบในฤดูหนาว เขามองไปยังด้านข้าง นิ้วอวบอิ่มเคาะลงบนโต๊ะไม้สีดำราคาแพงอย่างเบามือ เสียงแผ่วเบาจนคล้ายว่าไม่มีเสียงนั้นดังออกมา แต่กลับทำให้คนทั้งห้องกลัวจนเหงื่อตก

“ใครคือผู้รับผิดชอบโฆษณาอาคารใหม่” น้ำเสียงน่าดึงดูดราวกับแม่เหล็ก แต่แฝงไปด้วยความเย็นชา ผู้จัดการแผนกถึงกับสะดุ้ง ลุกขึ้นยืนตัวตรง แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋ากางเกงออกมาเช็ดบริเวณเหนือดวงตาอย่างแรงอยู่สองสามที

           เขาเรียบเรียงคำพูดอย่างยากลำบากอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ย “ความจริงแล้วโฆษณาของเราในครั้งนี้ยัง...”

           “ผมไม่อยากฟังเหตุผล” ชายหนุ่มพูดตัดบทอย่างเย็นชา แล้วยื่นคำขาดในทันที “จะตอบคำถาม หรือจะออกไป”

           ผู้จัดการแผนกกลืนน้ำลายอย่างจำนน รู้ดีว่าครั้งนี้บอสใหญ่ของเขาโมโหเข้าแล้วจริงๆ จึงกัดฟันสารภาพชื่อหัวหน้าผู้รับผิดชอบโฆษณาอสังหาริมทรัพย์เปิดใหม่ของเฟิงเหลียนในครั้งนี้ออกมาอย่างจนปัญญา “ท่านรองประธานหลินครับ”

รองประธานหลิน หรือ หลินเฟิง แห่งบริษัทเฟิงเหลียนกรุ๊ป เป็นผู้บริหารระดับสูงเพียงคนเดียวที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมสรุปผลการดำเนินงานในวันนี้

           ชายหนุ่มแสดงสีหน้าว่าเป็นไปตามที่เขาคาดไว้ นิ้วมือที่เคาะโต๊ะเพิ่มน้ำหนักแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว คิดไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็นเจ้าบ้าหลินเฟิงนั่น หลินเฟิงคือแมวตัวหนึ่ง สั่งให้ลูกน้องวางแผนการโฆษณาเล็กๆ กลับมีแต่แมวเต็มหน้าจอ

แมวดำ แมวขาว แมวลาย รวมตัวกันร้องเหมียวๆๆ ไม่หยุด นี่คือโฆษณาโครงการอสังหาริมทรัพย์ เป็นภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัท ไม่ใช่โฆษณารณรงค์การคุ้มครองสัตว์ เข้าใจไหม

           “แล้วเขาล่ะ”

           “คือ...” หัวหน้าแผนกถูกชายหนุ่มทำให้ตกใจกลัวจนต้องเช็ดเหงื่อไม่หยุด อึกอักจนพูดไม่เป็นเรื่องเป็นราว “คือ...เอ่อ ขอโทษครับ...ท่านประธานอู๋”

“ไม่ได้อยู่ข้างล่างเหรอ” ชายหนุ่มเอนตัวไปข้างหลัง พลางโบกมือบอกใบ้เลขานุการว่าให้ประกาศเลิกประชุมได้ ช่วงบ่ายที่แดดดีขนาดนี้ เจ้าบ้านั่นคงไปนอนอาบแดดอยู่มุมไหนสักมุมแน่ๆ

อู๋ซินเหยียนคาดเดาได้ถูกต้อง หลินเฟิงนอนอาบแดดอยู่ในที่แห่งหนึ่งจริงๆ ทว่าไม่ใช่การโดดงานอย่างหลบๆ ซ่อนๆ แต่อย่างใด เขากำลังกอดหมอนนอนในห้องทำงานของตนอย่างเปิดเผย

ไม่ต้องสร้างภาพว่าตั้งใจทำงาน ไม่ต้องกังวลว่าจะดูไม่มีความรับผิดชอบ

           ห้องทำงานของหลินเฟิงอยู่ที่ชั้นบนสุดของอาคารเอ็มเพอเรอร์พอดิบพอดี มีทีมวิศวกรมาเปลี่ยนโครงสร้างภายในให้เป็นพิเศษ มีเพียงพื้นห้องเท่านั้นที่ไม่แตกต่างจากห้องทำงานอื่นๆ ผนังห้องทั้งสี่ทิศ รวมถึงเพดานด้านบน ล้วนทำด้วยกระจกหนาเป็นพิเศษ

แสงสลัวยามบ่ายลอดผ่านกระจกเข้ามา สร้างความอบอุ่นภายในห้องทำงาน ไม่จำเป็นต้องมีเตียงดีๆ เพียงแค่หยิบผ้าห่มหนึ่งผืนขึ้นมาปูบนโต๊ะทำงานอันกว้างขวาง ก่อนจะกางขาทั้งสี่ข้างนอนหงายมองท้องฟ้า

นี่มันสถานที่อาบแดดที่สมบูรณ์แบบที่สุดต่างหาก เพียงแต่...

           “รีบลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้”

“ฮัดเช้ย!” หลินเฟิงขยี้จมูก ขณะเคลื่อนไหวหลบอาวุธลับจากอู๋ซินเหยียนได้อย่างว่องไว อาวุธลับนั้นก็คือ อาหารกระป๋องของแมว

           จมูกแมวไวต่อความรู้สึกมากกว่าคนอยู่เล็กน้อย กลิ่นของสารกันบูดอันแสนรันทดทำให้หลินเฟิงรับไม่ได้มากที่สุด แค่ได้กลิ่นก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมา เขาม้วนผ้าห่มที่อยู่บนโต๊ะทำงานเก็บเข้าไปในตู้ด้วยใบหน้าบูดบึ้ง ก่อนเปล่งเสียงทักทาย

“อรุณสวัสดิ์ครับ หัวหน้า” พูดพลางยืนโงนเงนจนเกือบจะล้ม

           ท่าทางงัวเงียของเขาทำให้อู๋ซินเหยียนทั้งโกรธทั้งขำ “นายง่วงขนาดนี้ เมื่อคืนไปเรื้อนที่ไหนมา”

“ผมไม่เคยเรื้อนซะหน่อย!” หลินเฟิงนอนฟุบอย่างอ่อนแรงลงบนเก้าอี้หนังเทียม พร้อมกับจามไม่หยุด “ผมแค่อยากจะใช้เวลาทั้งคืนเพื่อทำความเข้าใจถึงสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ก็เท่านั้น หัวหน้าใส่ร้ายผมอะ!”

           “ถ้าอย่างนั้นนายรู้ซึ้งหรือยังล่ะ”

           “ยังครับ” หลินเฟิงยกมือขึ้นมาเกาหู ผ่านไปสักพักเพิ่งจะรู้ว่า ในตอนนี้ตนเองกลายร่างเป็นมนุษย์แล้ว หูไร้ซึ่งขนอันอ่อนนุ่มและแสนสบายแล้ว จึงได้แต่ลดมือลง เปลี่ยนไปเกาคางแทน ก่อนจะจิ้มไปที่แก้มพร้อมกับทำหน้าสงสัย “หัวหน้าครับ ผมตามหัวหน้ามาที่โลกมนุษย์ตั้งสองปีแล้ว ไวจริงๆ นะครับสองปีเนี่ย เผลอแป๊บเดียวพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันที่ผมต้องกลับเผ่าแล้วใช่มั้ย แต่ตอนนี้ผมยังไม่เข้าใจสัจธรรมที่เขียนไว้ในประวัติของชนเผ่าเลย สรุปว่าชีวิตคนเราคืออะไรกันแน่ ไม่สิ...เผ่าของเราเหมือนจะเป็น ‘ชีวิตแมว’ ใช่ไหมครับ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมบรรพบุรุษของเราต้องตั้งกฎนี้ขึ้นมาด้วย”

ชนเผ่าแมวเก้าชีวิตคือเพื่อนบ้านอันเก่าแก่ของมนุษย์ ก่อนที่พวกเขาโตเต็มวัยจะมีรูปร่างเป็นแมว ลักษณะไม่แตกต่างจากแมวส่วนใหญ่บนโลก หลังจากโตเต็มวัยจะเป็นทั้งคนและแมว ขอเพียงแค่ฝึกจิตถึงระดับที่เก่งกาจ ก็จะเปลี่ยนร่างได้อย่างอิสระ ทว่าไม่สามารถเข้าออกโลกมนุษย์ได้ตามใจชอบ

           มีเพียงช่วงเวลาแห่งการฝึกฝนเท่านั้นที่แตกต่างกัน หลังจากบรรดาแมวเก้าชีวิตโตเต็มวัยจะมีช่วงหนึ่ง ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าเป็นช่วงใด จะต้องสืบทอดธรรมเนียมของเหล่าบรรพบุรุษโดยมาใช้ชีวิตในโลกมนุษย์สองปี

เมื่อครบกำหนดสองปีต้องกลับเผ่าอีกครั้ง หลังจากนั้นจะไม่สามารถกลับมายังโลกมนุษย์ได้อีกเลย

ชนเผ่าแมวมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ทั้งยังเป็นหนึ่งในชนเผ่าเก่าแก่ของจีนโบราณ ทว่าหลังจากพระเจ้าได้เปิดโลก พวกเขาเลือกที่จะอยู่อย่างสันโดษ เพื่อหลบเลี่ยงความขัดแย้งทุกอย่างบนโลกมนุษย์ ดังนั้นเมื่อโลกพัฒนาจนมาถึงปัจจุบัน มนุษย์จึงไม่รู้ว่ามีชนเผ่าพิเศษอย่างพวกเขาดำรงอยู่

           และแน่นอนว่าหากรู้เข้าก็จะไม่สามารถเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมานานหลายปีขนาดนี้ได้

           พวกเขาไม่มีจิตใจแห่งความทะเยอทะยานเหมือนมนุษย์ ขอแค่มีชีวิตที่สุขสบาย มีอาหารให้กิน มีเพื่อนให้เล่นก็เพียงพอแล้ว และในอนาคตเมื่อถูกใจกับแมวตัวใดก็จะครองคู่และคลอดลูกแมวขนปุกปุยออกมาเพิ่มอีกหนึ่งครอก ความสุขที่ไม่มีวันหมดลงนี้ ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีหรอกหรือ

           หลินเฟิงคือหนึ่งในชนเผ่าแมวที่มาฝึกตนในโลกมนุษย์ที่บริษัทเฟิงเหลียน ซึ่งไม่ใช่บริษัทมหาชนธรรมดาทั่วไป เพราะเป็นสถานที่สำหรับบริหารจัดการเรื่องชนเผ่าแมวที่มาฝึกตนบนโลกมนุษย์ โดยมีหัวหน้าชนเผ่าและเหล่าผู้อาวุโสเป็นผู้ร่วมลงทุน

ปกติแล้วเมื่อสมาชิกเด็กๆ ของชนเผ่าแมวมายังโลกมนุษย์ มักจะได้รับตำแหน่งหัวหน้าแผนก ทว่าตอนที่หลินเฟิงฝึกตนอยู่ ณ อาณาจักรชนเผ่าแมวนั้นมีผลงานค่อนข้างโดดเด่น ทั้งมันสมองและพฤติกรรมจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ยอดเยี่ยม และเพราะมาอยู่บนโลกมนุษย์เพียงไม่กี่เดือน ก็สามารถเจรจาโครงการหลักร้อยล้านได้สำเร็จถึงสองสามโครงการ จึงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองประธานบริษัทโดยไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน

           ทว่าหลังจากได้เลื่อนตำแหน่ง หลินเฟิงก็เริ่ม ‘ไม่รู้จักทำการทำงาน’ เสียแล้ว

           ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่สามารถบอกหัวหน้าเผ่าได้ว่า ความกระตือรือร้นและความขยันสร้างผลงานในตอนแรก อันที่จริงก็เพื่อครอบครองห้องทำงานแสนพิเศษนี้ เอาไว้ตากแดดอาบขนน่ะสิ

พูดออกไปไม่ได้เด็ดขาด หากหัวหน้าเผ่ารู้เข้าแล้วกระอักเลือด ล้มป่วยลง ใครจะมาดูแลบอร์ดบริหารล่ะ ถ้าภาระทุกอย่างตกมาอยู่ที่เขาทั้งหมด ก็อู้งานไม่ได้แล้วน่ะสิ เมี้ยว~~

           อู๋ซินเหยียนเดินเข้ามาใกล้ รู้สึกเป็นกังวลกับเรื่องที่กำลังทรมานหลินเฟิงอยู่ “คิดเพ้อเจ้อขนาดนั้นไปเพื่ออะไร บรรพบุรุษทุกรุ่นของเราก็ทำแบบนี้มาตลอด เขาให้นายมาฝึกตนก็ฝึกไปสิ ถึงเวลาให้นายกลับ ก็กลับไปแต่โดยดี ถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ยังมีท่านอาวุโสที่สองคอยดูแลอยู่ กลัวอะไรล่ะ ตอนบำเพ็ญทุกรกิริยายังไม่เคยเห็นนายคิดมากเลยนี่นา”

           “ก็ตอนนั้นซื่อบื้อไง” ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง แถมยังคิดอีกว่าฟ้าร้องติดกันเก้าวันเป็นลางบอกเหตุล่วงหน้าก่อนฝนเทียมของพวกมนุษย์จะตกลงมา เขาผ่านพ้นทุกรกิริยานี้มาได้โดยง่าย ก็เพราะได้กินอาหารและเครื่องดื่มมากมาย ท่ามกลางเสียงอึกทึกครึกโครมนั้น ตอนนี้เป็นผู้ใหญ่แล้วนี่นา ก็ไม่ควรทำตัวเหมือนเด็กไม่รู้จักคิดใช่ไหมล่ะ

“ตอนนี้หายซื่อบื้อแล้ว?” อู๋ซินเหยียนถามด้วยสีหน้าจริงจัง พลางจิ้มหน้าผากของหลินเฟิงอย่างแรง ก่อนจะเริ่มต่อว่านิสัยเสียเดิมๆ ของอีกฝ่าย “ทำไมพอพูดถึงเรื่องแมว นายต้องใจร้อนด้วย โฆษณาอาคาร นายก็ออกแบบจนกลายเป็นโลกของสัตว์ ทำให้พวกเราขายหน้าไปตั้งเท่าไหร่แล้ว!”

           ถ้าแค่หาแมวจรจัดไม่กี่ตัวมาก็จะไม่ว่าเลย แต่นี่กลับลักพาแมวมีเจ้าของมาร่วมด้วย

           “ก็ไม่เท่าไหร่นี่...” หลินเฟิงคลึงหน้าผากที่ถูกจิ้ม “เห็นแมวเยอะๆ แบบนั้นก็รู้สึกว่าสนิทกัน...ผมไม่ได้กลับร่างเดิมมาสองปีแล้วนะครับ”

           ถึงแม้การอยู่ในร่างคนจะสะดวกต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทว่าแมวคือร่างแรกเริ่มของชนเผ่าพวกเขา ทั้งสนิทและทำให้เขาคิดถึงเลยละ

           “พรุ่งนี้ก็ต้องกลับแล้วไม่ใช่เหรอ รีบทำไม”

           “ผม...เอ่อ ต้องออกไปกินอาหารแล้ว อยู่ที่นี่วันสุดท้าย หัวหน้าคงไม่อยากให้ผมหิวท้องกิ่วตอนกลับเผ่าหรอกนะครับ” ฟึ่บ! หลินเฟิงลุกขึ้นยืนจากโซฟาด้วยความว่องไว กระโดดออกจากห้องทำงานไปจนประตูสั่นดิกๆ

           ร่างกายปราดเปรียวทว่ากลับทำให้อู๋ซินเหยียนจนปัญญาเหลือเกิน

“กินอาหารเสร็จแล้ว กลับมาทำโอทีให้ฉันด้วย!” ปัญหาที่เจ้าตัวก่อไว้ ก็ต้องกลับมาแก้ไขด้วยตัวเอง

หลินเฟิง “...”

           เสียงลมแรงเกินไป ผมไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น

หนุ่มน้อยชนเผ่าแมวที่มาส่งเอกสารแอบบ่นอยู่ในใจ ในนี้มันทึบไปหมดเลยนะครับ แม้แต่แอร์ยังติดอยู่บนเพดาน มันจะมีลมพัดมาได้ยังไงเล่า ท่านรองประธาน

           หลินเฟิงลงลิฟต์อันสูงเสียดฟ้าลงมา ทว่ากลับเหม่อลอยตอนที่อยู่ตรงสี่แยกไฟแดง

           กินอะไรดีนะ

           บางทีนี่อาจเป็นมื้อสุดท้ายที่อยู่บนโลกแล้วกระมัง...

           ไม่สิ ถ้าตอนกลางคืนโดนบังคับให้ทำโอทีจริงๆ ต้องได้กินมื้อดึกเพิ่มอีกแน่ ผลาญทรัพยากรของหัวหน้าเผ่าอีกสักรอบ

           ขนมเปี๊ยะไส้ดอกกุ้ยเสิร์ฟพร้อมชาเก๊กฮวยใส่น้ำตาล ต้องใช้ชีวิตให้มีความสุขในทุกวัน!

           มองไปยังสัญญาณไฟจราจรที่กะพริบเพื่อเปลี่ยนสี สองข้างทางมีฝูงชนเดินกันขวักไขว่ บนถนนมีรถวิ่งอย่างไม่ขาดสาย...ความคิดของหลินเฟิงค่อยๆ เลื่อนลอยไปไกล เวลาหนอ ช่างผ่านไปไวเหลือเกิน

           เพียงพริบตา เราก็ใช้ชีวิตบนโลกมนุษย์มาถึงสองปีแล้วหรือเนี่ย

           เวลาสองปีนี้ เราเรียนรู้อะไรที่มีประโยชน์บ้างหรือเปล่านะ หรือว่าที่ทำอยู่ตอนนี้ไร้ซึ่งประโยชน์ใดๆ

           หัวหน้าเผ่าและเหล่าผู้อาวุโสต่างบอกว่า การมาใช้ชีวิตบนโลกมนุษย์นั้นเรียกว่าการฝึกตน

           แต่ว่าได้ฝึกอะไรไปบ้างหนอ

           หลินเฟิงจับคางซึ่งมีเนื้อเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย ก็มีแค่กินนอนอึฉี่ไม่ใช่หรือ มีบางครั้งที่ต้องไปนั่งเจรจาธุรกิจ ได้พูดจากับมนุษย์บ้างก็เท่านั้น

           กินชาเขียวกับเสี่ยวหลงเปาดีกว่า

           หลินเฟิงหยีตาลงก่อนจะจามออกมาครั้งหนึ่ง ขณะที่กำลังใจลอยไปเพียงแวบเดียว สัญญาณไฟแดงตรงหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นสีเขียว หลินเฟิงก้าวเท้าแบบใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ขณะเดินไปยังถนนฝั่งตรงข้าม

           ทว่าในปัจจุบันมีคนขับรถแย่ๆ ที่มักลืมเอาดวงตามาจากบ้านอยู่มากมาย ต่อให้คุณเดินอยู่บนทางเท้าก็ควรมีสติตั้งมั่นอยู่กับตัว

           รถบรรทุกที่เห็นได้ชัดว่าแบกน้ำหนักเกินพิกัด พุ่งมาด้วยความเร็วตรงเข้าใส่หลินเฟิง

           เสียงแตรดังสนั่นเข้าหู หลินเฟิงหยุดชะงัก ก่อนจะหันหน้ามาอย่างเชื่องช้า หากตอนนี้เขาอยู่ในร่างแมว ขนทั้งตัวต้องตั้งตรงขึ้นมาแน่ๆ

           “เมี้ยว~” ขับรถตอนกลางวันแสกๆ แท้ๆ ทำไมไม่ขับตามกฎจราจรบ้างฮะ!?

           ปริ๊นๆๆ! คนขับรถบรรทุกก็ตกใจไม่น้อยเช่นกัน เจ้านี่มันปัญญาอ่อนหรือไง จะข้ามถนนทำไมไม่มองรถเลย

           ปกติบีบแตรสักสองครั้ง คนก็พากันหลบให้แล้ว มีแต่ไอ้บ้านี่นี่แหละที่ไม่กลัวตายสักนิด

           แม้ตอนนี้จะเหยียบเบรกจนหัวทิ่มก็คงไม่ทันเสียแล้ว ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานนี้เอง หลินเฟิงก็ถูกกระชากตัวออกจากจุดเกิดเหตุ

เมื่อเขากลับมายืนนิ่งได้แล้ว จึงเพิ่งรู้ว่าตัวเองถูกชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสูทดึงเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดอันแข็งแกร่งแล้ว

           ฉู่เฟยหยายังต้องประคองหลินเฟิงที่ยังตกตะลึงอยู่ในความกลัว ก่อนจะคลายมือ พลางเปล่งเสียงทุ้มต่ำออกมา “จะข้ามถนน ระวังรถด้วย”

           หลินเฟิงซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของชายหนุ่ม นิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคิดได้ว่าต้องขอบคุณเขาสักครั้ง จึงเงยหน้าขึ้น ทว่ากลับถูกนัยน์ตาสุขุมลุ่มลึกของชายหนุ่มที่มองมาทำให้ลืมถ้อยคำที่จะพูดไปเสียสนิท

           โครงหน้าคมคาย ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อย

           คนคนนี้ตัวสูงจัง...

ขณะนั้นเอง เสียงสุภาพของผู้ชายอีกคนก็ดังแทรกขึ้นมา “ท่านประธานฉู่ครับ รถซ่อมเสร็จแล้ว”

ฉู่เฟยหยาพยักหน้า “ไปเถอะ”

           “เดี๋ยวก่อนครับ แขนคุณ...เลือดออกน่ะ” แม้จะมีแขนเสื้อสูทกั้นอยู่ ทว่าหลินเฟิงก็ได้กลิ่นคาวเลือดแรงมาก

           แผลคงใหญ่น่าดู

           ฉู่เฟยหยาไม่หยุดเดินแม้แต่นิดเดียว “ไม่เป็นไร”

นี่คือการพบกันครั้งแรกของพวกเขา

 

.... 

ติดตามอ่านตอนต่อไป 

#แฟนลุงเป็นมนุษย์แมวเหมียว 

.... 

ความคิดเห็น