facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่อโชคชะตาและชาติกำเนิดนำพานางไปสู่เส้นทางที่คนธรรมดาได้แต่วาดฝันถึง หนทางแห่งการเป็นเซียนได้เปิดขึ้นแล้ว!

ตอนที่ 40 ในที่สุดสวรรค์ตอบแทนความพยายาม

ชื่อตอน : ตอนที่ 40 ในที่สุดสวรรค์ตอบแทนความพยายาม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.8k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 15 เม.ย. 2563 15:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 40 ในที่สุดสวรรค์ตอบแทนความพยายาม
แบบอักษร

 

ในช่วงเวลาหนึ่งในตำหนักใหญ่เงียบอย่างประหลาด ราวกับอากาศหยุดนิ่งก็ไม่ปาน 

มั่วหนิงโหรวกัดริมฝีปากล่าง ค่อยๆ ลืมตาทีละนิด แต่กลับต้องตกตะลึงเพราะภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า 

เห็นเพียงมั่วอวี้ฉีที่เดิมได้ใจอย่างมาก บัดนี้กลับสีหน้าขาวซีด เหงื่อเย็นไหลนอง สีหน้าที่มองมั่วชิงเฉินราวกับเห็นผี 

ส่วนมั่วชิงเฉินกลับหน้าไม่เปลี่ยนสี นางไม่แม้แต่จะรอให้ผู้คนได้สติกลับมา ก็ขยับตัวนิ้วมือกวาดไปทางมั่วอวี้ฉีอีกครั้ง 

ความจริงมั่วชิงเฉินก็แอบตกใจอยู่ในใจเช่นกัน ตามที่บอกไว้ในเคล็ดวิชาเข็มกล้วยไม้ปัดจุดนั้น เมื่อครู่นางสกัดจุดฉีเหมิน[1] หากเป็นคนธรรมดาจะเจ็บจนขยับไม่ได้ทันที ส่วนมั่วอวี้ฉีที่อยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสอง แม้ใบหน้าดูเจ็บปวดแต่กลับถอยเพียงไม่กี่ก้าว ไม่มีผลต่อการเคลื่อนไหว การใช้วรยุทธ์ของโลกฆราวาสต่อกรกับผู้บำเพ็ญเพียร ยากเหมือนขึ้นสวรรค์จริงๆ  

โชคดีที่มั่วอวี้ฉีตบะยังต่ำ คิดถึงตรงนี้มั่วชิงเฉินก็จู่โจมใส่มั่วอวี้ฉีอีกอย่างไม่ลังเล 

อย่างไรเสียมั่วอวี้ฉีก็บำเพ็ญเพียรมาสี่ปีกว่า ฝีมือคล่องแคล่วกว่าคนสามัญมาก เวลานี้แม้จะเจ็บใต้ซี่โครง เห็นมั่วชิงเฉินจู่โจมมาก็รีบหลบไปข้างๆ ทันที 

เพราะว่ามั่วชิงเฉินโถมมาแรงเกินไป เมื่อมั่วอวี้ฉีหลบ เท้านางก็หยุดทันทีจนเกือบโถมไปข้างหน้า โชคดีที่ไหวตัวเร็วจึงหยุดร่างไว้ได้ 

จากนั้นก็ได้ยินมั่วอวี้ฉียิ้มเยาะ “ข้ายังนึกว่าเจ้าใช้วิชามารอะไรเสียอีก ที่แท้ก็แค่โชคช่วย” 

หากว่ากันที่ความคล่องแคล่วของร่างกาย เห็นได้ชัดว่ามั่วชิงเฉินเทียบมั่วอวี้ฉีไม่ติด เข็มกล้วยไม้ปัดจุดที่นางหวังพึ่ง ก็ต้องเข้าใกล้มั่วอวี้ฉีอาศัยความไม่ระวังตัวของนางจึงจะได้ผล 

เวลานี้ได้ยินมั่วอวี้ฉีเยาะเย้ย มั่วชิงเฉินก็ไม่ออกเสียง ตั้งใจแสดงท่าทางลนลานล่อให้มั่วอวี้ฉีเข้ามาใกล้ 

เป็นดั่งที่คิด มั่วอวี้ฉีเห็นมั่วชิงเฉินมุดสะเปะสะปะราวกับแมลงวันหัวขาด ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความดูถูก นึกถึงเมื่อครู่ตนถูกนางเด็กบ้าตีโดน พลันรู้สึกเสียหน้ามากมาย อดไฟสุมทรวงไม่ได้ นางจ้องจับโอกาสได้เหวี่ยงหมัดโถมใส่หน้ามั่วชิงเฉินไป 

หมัดนั้นเหวี่ยงไปเร็วมาก มั่วชิงเฉินรู้สึกได้ถึงลมพัดเข้ามา 

“ระวัง!” หู่โถวทนไม่ไหวตะโกนขึ้น 

มั่วต้าเหนียนก็หน้าเปลี่ยนสีทันที ฝ่ามือยันหน้าโต๊ะไว้มองไปในลานประลองไม่ขยับเขยื้อน 

ที่ทุกคนหน้าเปลี่ยนสี เพราะบัดนี้บนหมัดมั่วอวี้ฉีมีปราณวิญญาณจางๆ เปล่งออก เห็นได้ชัดว่านางย้ายปราณวิญญาณส่วนใหญ่ในร่างกายมาไว้ที่มือ 

หลังจากเป็นผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว แม้ต้องถึงระดับหลอมลมปราณระยะกลางถึงสามารถเรียนคาถาการจู่โจม ทำถึงขั้นปลดปล่อยเพลิงแท้ในกายได้ แต่ขอเพียงเข้าสู่ระดับหลอมลมปราณก็สามารถโยกย้ายพลังวิญญาณในร่างกายได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ไหนเลยจะเป็นเพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่อยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นหนึ่ง ขอเพียงนางย้ายพลังวิญญาณไปไว้ที่มือหรือเท้าแล้วโจมตีฝ่ายตรงข้าม พิษสงก็ไม่น้อยกว่าผู้ชายธรรมดาวัยผู้ใหญ่คนหนึ่งสักเท่าไร 

มั่วต้าเหนียนได้ลุกขึ้นมาแล้ว เดิมทีหน้าที่แดงอยู่ เวลานี้ดูขึ้นมายิ่งแดงทั่วไปหมด บัดนี้ในใจเขาโกรธมากจริงๆ คิดในใจว่านางหนูบ้านมั่วแปด จิตใจช่างอำมหิตนัก หากเจ้าโจมตีที่อื่นก็ช่างเถอะ แต่นี่ตั้งใจจู่โจมใบหน้านางหนู ใจคออำมหิตเกินไป! 

หากว่า...หากว่านางหนูมีอันเป็นไป ตนเองทุ่มออกไปไม่สนกฎระเบียบก็จะต้องเล่นงานมั่วแปดทั้งครอบครัวให้ได้สักครั้ง! 

มั่วเฟยเยียนยังคงสีหน้าเย็นเยียบ มองเหตุการณ์ในลานประลองแล้วกลับอดขมวดคิ้วไม่ได้ 

โชคดีที่ผู้ไม่รู้ย่อมไม่กลัว ผู้ชมการประลองคิดไปต่างๆ นานา แต่มั่วชิงเฉินกลับมองไม่เห็นพลังวิญญาณบนหมัด รู้สึกเพียงว่าหมัดนี้เหวี่ยงมารุนแรงนัก กลับไม่ได้คิดว่าจะมีพิษสงเพียงนี้  

แน่นอน ต่อให้นางไม่รู้สิ่งเหล่านี้ ก็ไม่อยากให้หมัดนี้มาทักทายถึงหน้าตนเองอยู่ดี 

เห็นหมัดของมั่วอวี้ฉีใกล้มาอยู่ตรงหน้าแล้ว มั่วชิงเฉินพลันแย้มยิ้มอ่อน รอยยิ้มนี้ทำให้มั่วอวี้ฉีที่ประจันหน้ากับนางอดชะงักไม่ได้ แรงเหวี่ยงของหมัดแม้ไม่ลดลงแต่ก็หยุดชะงักเล็กน้อย 

จากนั้นก็เห็นมั่วชิงเฉินราวกับต้นหลิวอ่อนที่ถูกลมพายุพัดผ่าน ครึ่งตัวบนแหงนไปข้างหลังอย่างแรง มือซ้ายกลับยกขึ้นในเวลาเดียวกัน นิ้วมือขาวเนียนดีดอย่างเร็วหนึ่งที สกัดลงบนข้อมือของมั่วอวี้ฉีที่กำหมัดเหวี่ยงมาพอดี! 

“ว้าย!” มั่วอวี้ฉีรู้สึกเพียงว่าบริเวณข้อมือปวดอย่างรุนแรง พลังวิญญาณที่เดิมโยกย้ายมาไว้บนหมัดดุจม้าป่าดิ้นหลุดจากเชือกจูง พุ่งกระจายออกรอบทิศ 

การที่พลังวิญญาณในร่างกายมั่วอวี้ฉีพลุ่งพล่านออกมานี้ รสชาติความเจ็บปวดร้ายกาจกว่าที่มั่วชิงเฉินสกัดที่ข้อมือมาก นางอายุเพียงเก้าขวบ ทนความเจ็บปวดเช่นนี้ได้ที่ไหน ในเวลาเดียวกับที่มือซ้ายจับข้อมือขวาอย่างไม่รู้ตัว ทั้งตัวก็ถาโถมใส่พื้นข้างหน้าหกล้มเป็นสุนัขกินอาจม[2]! 

มั่วชิงเฉินก็ไม่ได้ซ้ำเติม มองดูมั่วอวี้ฉีที่ล้มอยู่บนพื้นขดตัวร้องครวญครางไม่หยุด ครึ่งค่อนวันไม่ลุกขึ้นมา จึงหันหน้าไปมองชายชุดเขียวผู้เป็นกรรมการอย่างสงบ 

นี่คือครั้งที่สองที่ในตำหนักใหญ่เงียบงันอย่างผิดปกติแล้ว จนกระทั่งมั่วชิงเฉินมองดูชายชุดเขียว เรียกเสียงใสทีหนึ่งว่า “ท่านผู้คุม...” 

นางก็ไม่รู้ว่าควรเรียกชายชุดเขียวผู้นี้ว่าอย่างไร คิดว่าเขาคือกรรมการในการประลองย่อยครั้งนี้ เรียกท่านผู้คุมน่าจะเหมาะสมหน่อย 

“เอ่อ...การศึกษาแลกเปลี่ยนวิชาครั้งนี้...เจ้าสิบหกเป็นผู้ชนะ!” ชายชุดเขียวพูดไปตายังไม่หยุดมองมาทางมั่วอวี้ฉี ราวกับยังคงไม่กล้าเชื่อสายตาตนเองอย่างไรอย่างนั้น 

มั่วชิงเฉินในใจยินดี ในที่สุดก็ทวงศักดิ์ศรีคืนมาได้ บนใบหน้ากลับไม่มีปฏิกิริยา นางโค้งคำนับชายชุดเขียวแผ่วเบาก้าวเท้าออกจากลานประลองไป 

การประลองเมื่อสักครู่ จังหวะโอกาส ความแรง ท่าทาง แม้กระทั่งจะจู่โจมจุดไหนของมั่วอวี้ฉี สมองของมั่วชิงเฉินเหมือนคอมพิวเตอร์ที่ทำงานด้วยความเร็วสูง ชั่วเวลาหนึ่งไม่กล้าหยุดคิดคำนวณ บวกกับโชคอีกเล็กน้อย แม้นางชนะมั่วอวี้ฉี ตนกลับมีความรู้สึกว่าไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือจิตวิญญาณล้วนอ่อนแอลง ต้องรีบปรับลมหายใจสักทีก่อนถึงจะได้ 

“อวี้ฉี!” หญิงสาวใส่ชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนพุ่งเข้าลานประลอง มั่วชิงเฉินเพ่งมองดู นั่นคืออาสะใภ้แปดที่เคยพบหน้ากันครั้งหนึ่ง และก็เป็นมารดาของมั่วอวี้ฉี 

หญิงสาวผู้นั้นอุ้มมั่วอวี้ฉีขึ้นมา สายตาที่จ้องจะกินเลือดกินเนื้อมองมาที่มั่วชิงเฉิน ปากก็ด่าทอว่า “เจ้าเด็กนอกคอก บังอาจทำร้ายลูกสาวข้า!” 

“บังอาจ!” หญิงสาวเสื้อฟ้าเพิ่งพูดจบ มั่วต้าซานก็ตะคอกเสียงเข้ม 

มั่วต้าเหนียนกระโดดขึ้นมาทันที มือหนึ่งเท้าเอว อีกมือชี้หญิงสาวเสื้อฟ้าว่า “ย่าเจ้าสิ เจ้าว่าใครนอกคอกนะ เจ้าสินอกคอก บ้านเจ้านอกคอกทั้งบ้าน!” 

“ตาเฒ่าห้า!” มั่วต้าซานตะคอกคำหนึ่งอย่างเอือมระอา คิดในใจว่าตาเฒ่าห้าคนนี้ ทำอะไรเขาไม่ได้จริงๆ มีอย่างที่ไหนชี้หน้าหลานสะใภ้เอ็ดตะโรด่าทอ 

อีกอย่าง...ต่อให้ด่า ก็อย่าด่ารวมทั้งครอบครัวสิ 

ได้ภรรยามั่วแปดและมั่วต้าเหนียนโวยวายครั้งนี้กลับทำให้ความตกตะลึงของการที่มั่วชิงเฉินชนะมั่วอวี้ฉีนำมาสู่ทุกคนเบาบางลง ทุกคนต่างมองดูเรื่องตลกนี้ อยากหัวเราะแต่ก็ต้องกลั้นไว้แทบตาย สีหน้าแปลกประหลาดยิ่งนัก 

ภรรยามั่วแปดยังคิดจะพูดอะไรอีก แต่เห็นสีหน้าท่านหัวหน้าตระกูลจึงได้แต่หุบปากไว้ แม้นางไม่กลัวมั่วต้าเหนียนซึ่งอยู่ในระดับหลอมลมปราณ แต่ท่านหัวหน้าตระกูลอยู่ในระดับสร้างรากฐาน นางไม่กล้าล่วงเกินเด็ดขาด 

เวลานี้เองมั่วแปดรีบร้อนวิ่งเข้าลานประลองอีก ยื่นมือดึงภรรยา นางก็ฉวยโอกาสนี้อุ้มมั่วอวี้ฉีลงบันไดไป 

“ตาเฒ่าห้า ตาแก่เอ๊ย เจ้ายังไม่รีบนั่งลงอีก ต่อหน้าอนุชนรุ่นเล็กทำตัวเหมือนอะไร” มั่วต้าซานส่งเสียงทางจิต  

 

------ 

[1] จุดฉีเหมิน ตำแหน่งอยู่บริเวณหน้าอก ตรงลงมาจากหัวนม ซี่โครงซี่ที่หก เลยด้านหน้ากึ่งกลางลำตัวออกด้านข้างมาสี่นิ้ว 

[2] หกล้มเป็นสุนัขกินอาจม หมายถึงหกล้มหน้าทิ่ม หกล้มโดยเอาหน้าลงพื้น ท่าทางทุลักทุเล ลักษณะเหมือนสุนัขก้มกินอาจม 

ความคิดเห็น