facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่อโชคชะตาและชาติกำเนิดนำพานางไปสู่เส้นทางที่คนธรรมดาได้แต่วาดฝันถึง หนทางแห่งการเป็นเซียนได้เปิดขึ้นแล้ว!

ตอนที่ 14 เมาดีหลับสบาย

ชื่อตอน : ตอนที่ 14 เมาดีหลับสบาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.4k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 10:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14 เมาดีหลับสบาย
แบบอักษร

 

มือเรียวเล็กขาวเนียนของมั่วชิงเฉินกอบขวดน้ำเต้าสุราสีเทาทะมึนไว้ ดื่มอึกแล้วอึกเล่า มีเพียงนางในเวลานี้ถึงรู้สึกได้ถึงความเป็นจริง ราวกับได้เข้าใกล้ร่างของตนในอีกโลกหนึ่ง แม้นางในเวลานั้นไม่ดื่มเหล้าก็ตามที 

“เอิ๊ก~~” มั่วชิงเฉินเผลอสะอึกออกมา 

นางรีบปิดปากแล้วรีบยัดขวดน้ำเต้าสุราเข้าในอกเสื้ออย่างรวดเร็ว มองดูความเคลื่อนไหวรอบๆ ถึงได้วางใจแล้วนอนลงไปอีกครั้ง 

ขวดน้ำเต้าสุราใบนี้ มั่วชิงเฉินเคยทดสอบมาทุกวิธีแล้ว ทว่านอกจากสุราเลิศรสที่ไม่ขาดสายแล้ว ก็ไม่มีสิ่งผิดปกติใดอีก เมื่อนานเข้านางจึงตายใจ ไหนๆ สุรานั่นก็หอมนุ่มลื่นคอ เวลาไม่มีอะไรทำดื่มสักสองอึกก็ไม่เลว 

ทว่าบัดนี้ได้สัมผัสกับโลกของผู้บำเพ็ญเพียร มั่วชิงเฉินเริ่มคาดหวังต่อขวดน้ำเต้าสุราใบนี้อีกครั้ง มันจะต้องมีความมหัศจรรย์เป็นแน่ เพียงแต่ตนยังค้นไม่พบเท่านั้น 

เอ๊ะ หรือว่า หรือว่าเมื่อตนกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมลมปราณแล้ว ก็จะค้นพบประโยชน์ของมัน 

มั่วชิงเฉินคิดเหลวไหลเรื่อยเปื่อย ยื่นมือตบหน้าที่ร้อนผ่าวของตน “ไม่คิดแล้ว ไม่คิดแล้ว รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้ข้ายังคงเป็นนางหนูหกขวบมั่วชิงเฉิน...” 

อาจเพราะดื่มเหล้าเข้าไป มั่วชิงเฉินจึงหลับสนิททั้งคืน นางลืมตาอีกทีก็เห็นนอกหน้าต่างสว่างโร่แล้ว 

“แย่แล้ว!” มั่วชิงเฉินกระโดดเด้งขึ้นพุ่งไปข้างนอก เกือบชนถูกอวิ๋นจือที่ตวัดม่านเข้ามา 

“คุณหนู ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” อวิ๋นจือเปลี่ยนไปสวมชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนปักลายบัวสีเขียว เกล้าผมทรงซาลาเปาคู่ ยิ่งดูสะอาดสะอ้านน่ารักในเช้าฤดูร้อนนี้ 

“อวิ๋นจือ ข้านอนเลยเวลาแล้วใช่ไหม ทำไมไม่ปลุกข้าล่ะ” มั่วชิงเฉินรับอ่างล้างหน้าจากมืออวิ๋นจือ กวักน้ำขึ้นล้างหน้า 

อวิ๋นจือเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของมั่วชิงเฉิน ถึงรู้สึกว่าในที่สุดนางก็เหมือนเด็กน้อยอายุหกขวบ ปิดปากยิ้มว่า “คุณหนู ท่านไม่ได้นอนเลยเวลานี่เจ้าคะ ตอนนี้คนส่งอาหารเช้ายังไม่มาเลยนะเจ้าคะ!” 

“หา? ไม่ได้สาย?” มั่วชิงเฉินแหงนหน้า มองอวิ๋นจืออย่างงงๆ 

“ไม่เจ้าค่ะ” อวิ๋นจือรีบเอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดหยดน้ำบนหน้าของมั่วชิงเฉิน แล้วส่งเกลือและก้านหลิวสำหรับขัดฟัน 

มั่วชิงเฉินแอบถอนใจว่านาฬิกาชีวภาพของตนหลังจากผ่านการข่มเหงจากนางหลิ่วหยางเป็นเวลานานนั้นช่างตรงเวลาเสียเหลือเกิน ทว่าได้นอนหลับสนิทเช่นนั้นคืนหนึ่ง ตอนนี้รู้สึกสดชื่นจริงๆ เลย ราวกับเบาไปทั้งร่าง 

“ท่านปู่ล่ะ” มั่วชิงเฉินได้อวิ๋นจือช่วยเหลือจนจัดการตนเองเรียบร้อย เดินออกข้างนอกพลางถาม 

“นายท่านห้ากำลังฝึกควบคุมลมหายใจอยู่ในลานบ้านเจ้าค่ะ” อวิ๋นจือกล่าว 

มั่วชิงเฉินหันหน้าถามว่า “เมื่อคืนท่านปู่...กลับมาเวลาอะไรหรือ” 

อวิ๋นจือหยุดชั่วครู่ก่อนจะตอบว่า “ราวยามจื่อ[1]หนึ่งเค่อเจ้าค่ะ” 

มั่วชิงเฉินขมวดคิ้ว ยามจื่อหนึ่งเค่อ นั่นห่างจากที่มั่วต้าเหนียนพานางกลับที่พำนักอย่างน้อยก็ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เวลานานเช่นนี้ท่านปู่ไปไหนนะ 

หรือว่า เขาย้อนกลับไปป่าข้างสุสานเพื่อตามหาผู้หญิงคนนั้น 

มั่วชิงเฉินสะดุ้งเมื่อคิดถึงตรงนี้ ส่ายศีรษะแล้วเดินออกไป 

มั่วต้าเหนียนนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่งใต้ต้นท้อเก่าแก่เหมือนเช่นเคย ได้ยินความเคลื่อนไหวจึงลืมตาขึ้นยิ้มตาหยีว่า “นางหนู ตื่นแล้วหรือ” 

มั่วชิงเฉินแอบสังเกตหน้ามั่วต้าเหนียน ยังคงหน้าตาอิ่มเอิบดุจเดิม ไม่เห็นถึงสิ่งผิดปกติ นางมีใจอยากถาม ทว่าคิดๆ ดูแล้วช่างเถอะ อย่างไรเสียตนก็เป็นเพียงเด็กผู้หญิงอายุหกขวบ คิดว่าท่านปู่ก็คงไม่คิดว่าจำเป็นต้องบอกกล่าวตน ต่อให้ตนรู้แล้วก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี 

มั่วต้าเหนียนเห็นมั่วชิงเฉินไม่ตอบ ลุกขึ้นเดินฉับๆ มาถึงหน้ามั่วชิงเฉินว่า “เป็นอะไรไป นางหนู เมื่อวานคงตกใจแย่สินะ” 

มั่วชิงเฉินส่ายศีรษะ “ไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ ท่านปู่ ท่านตื่นเช้าจังเลย” 

“หึๆๆ นางหนูนี่ ปู่อายุมากแล้ว นอนน้อยแล้ว ไม่เหมือนเจ้าอยู่ในวัยกำลังโต นอนเยอะ” มั่วต้าเหนียนยิ้มเอ่ย 

มั่วชิงเฉินมองมั่วตาเหนียนที่ผมดำขลับ สีหน้าอิ่มเอิบ สงสัยว่า “ท่านปู่ดูแล้วยังหนุ่มมากนะเจ้าคะ” 

มั่วต้าเหนียนหยีตา หยิกแก้มมั่วชิงเฉินว่า “ปู่อายุแปดสิบกว่าแล้ว เด็กโง่” 

“หา ถ้าเช่นนั้น ถ้าเช่นนั้นท่านปู่รองอายุเท่าไรแล้วเจ้าคะ” มั่วชิงเฉินกล่าวอย่างตกใจ นางนึกว่ามั่วต้าเหนียนอายุห้าสิบกว่ามาตลอดแน่ะ 

“ท่านปู่รองของเจ้า อายุมากกว่าปู่ห้าปีเท่านั้น เอาล่ะ นางหนู มากินข้าวเถอะ” มั่วต้าเหนียนเหมือนไม่อยากพูดมาก ลากมั่วชิงเฉินนั่งลงบนเก้าอี้หินใต้ต้นไม้ 

มั่วชิงเฉินกินข้าวทีละคำๆ ในใจยังตกใจอยู่ ท่านปู่รองกับท่านปู่อายุพอๆ กัน ทว่าภายนอกกลับแตกต่างกันเพียงนี้ หรือว่านี่คือประโยชน์ของการบำเพ็ญเพียร 

ท่านปู่รองเวลานี้อยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสี่ ไม่รู้ท่านปู่อยู่ระดับไหนแล้ว 

กินข้าวเสร็จ มั่วชิงเฉินก็ไปโถงเฉาหยางภายใต้การนำทางของอวิ๋นจืออีกครั้ง 

ท่านปู่รองนั่งอยู่กลางโถงเล็กเช่นเคย ได้ยินเสียงจึงลืมตามองด้วยตาที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น 

“ท่านปู่รองอรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ” มั่วชิงเฉินเรียกเสียงใส 

“เจ้าสิบหก วันนี้มาเช้ากว่าเมื่อวานมากเลยนะ” ท่านปู่รองตอบ 

มั่วชิงเฉินยิ้มๆ หันก้าวเข้าประตูบุปผชาติ 

เพราะว่าวันนี้มาค่อนข้างเช้า ในเรือนมีคนเพียงคนเดียว หนุ่มน้อยอายุมากที่สุดผู้นั้น เขาหลับตาเล็กน้อย ได้ยินเสียงจึงลืมตาดู 

มั่วชิงเฉินยิ้มให้เขาพร้อมพยักหน้า 

หนุ่มน้อยชะงัก จากนั้นแสยะยิ้มอย่างไม่เป็นธรรมชาติ แล้วรีบหลับตาทันที 

มั่วชิงเฉินแอบว่าญาติผู้พี่ร่วมตระกูลผู้นี้ไม่รู้อันดับที่เท่าไรช่างขยันหมั่นเพียรจริงๆ เมื่อนึกถึงรากวิญญาณที่อ่อนด้อยของตนจึงรีบไปนั่งที่เมื่อวานเริ่มฝึกควบคุมลมหายใจขึ้นมา 

“สัมผัสสิ่งรอบตัวข้าล้วนเป็นจุดแสงสว่างไสว พวกมันเคลื่อนที่ไปรอบๆ ไม่หยุด สุดท้ายก็ค่อยๆ เข้าสู่ร่างข้า...” มั่วชิงเฉินเพ่งสมาธิทั้งหมดนึกภาพนั้นในใจ เสียดายยังคงมีแต่ความมืดมิด 

เสียงฝีเท้าเข้ามาติดต่อกัน มั่วชิงเฉินราวกับไม่ได้ยิน การประลองย่อยอยู่ใกล้แค่เอื้อม สิ่งที่นางต้องทำตอนนี้คือรีบเริ่มระยะต้นให้ได้ จึงจะมีกำลังสู้ได้ 

มั่วอวี้ฉีก้าวเท้าเข้ามา เห็นมั่วชิงเฉินที่นั่งขัดสมาธิอยู่ทันที ไม่รู้เพราะเหตุใดอย่างไรก็รู้สึกไม่พอใจ จึงหลุดปากออกมาว่า “ว๊าย เจ้าสิบหก วันนี้มาเช้านี่นา เป็นอย่างไร ยังสัมผัสถึงแล้วดึงลมปราณเข้าร่างไม่ได้หรือ” 

มั่วชิงเฉินขยับหนังตา ไม่ออกเสียง 

“พี่สิบเอ็ด น้องสิบหกเพิ่งเริ่มบำเพ็ญเพียรครั้งแรกเมื่อวานนี้เอง วันนี้จะดึงลมปราณเข้าร่างได้อย่างไรล่ะ ตอนหนิงโหรวยังใช้เวลาตั้งครึ่งเดือนแน่ะ” มั่วหนิงโหรวเอ่ยอย่างจริงจัง 

มั่วอวี้ฉีแอบทำตาเหลือก ในใจว่ายายเด็กโง่นี่เหตุใดนิสัยจึงต่างกับพี่สาวแท้ๆ ของนางมั่วหร่านอีถึงเพียงนี้นะ ทว่าเช่นนี้ก็ดี หากล้วนนิสัยเหมือนมั่วหร่านอีละก็ ตนได้เหนื่อยตายแน่ 

“น้องสิบสี่ เจ้ามีสามรากวิญญาณนะ แม้เทียบพี่สิบไม่ได้ แต่ก็ไม่ด้อยนะ ไม่เหมือนใครบางคนที่มีรากวิญญาณเทียม ไม่แน่ทั้งชีวิตก็บรรลุระดับหลอมลมปราณระยะแรกไม่ได้ สิ้นเปลืองทรัพยากรเปล่าๆ ใช่แล้ว ท่านปู่รองที่อยู่หน้าประตูอายุมากแล้วสินะ ก็ควรจะมีผู้รับช่วงแล้วล่ะ หึๆๆ...” มั่วอวี้ฉีหัวเราะขึ้นมาเบาๆ 

“เจ้าพูดพอหรือยัง” หนุ่มน้อยที่ไม่ให้สุ้มให้เสียงมาตลอดจู่ๆ ลืมตาขึ้น พร้อมกล่าวด้วยใบหน้าเย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง 

 

------

[1] ยามจื่อ การนับเวลาในสมัยจีนโบราณ เทียบเท่ากับเวลายี่สิบสามนาฬิกาถึงหนึ่งนาฬิกาในปัจจุบัน

ความคิดเห็น